prachachat
M
1362
212
270
อัศจรรย์ศิลปะจากตัวต่อ "เลโก้" ทำอะไรได้มากกว่าที่คิด  สำนักข่าวเอเอฟพี : ศิลปินชาวนิวยอร์ก นาธาน ซาวาย่า จัดนิทรรศการนำเสนอผลงานศิลปะประยุกต์ตัวต่อ "เลโก้" โดยเปิดการแสดงที่นครนิวยอร์กในขณะนี้ ทั้งนี้ นิทรรศการประยุกต์ตัวต่อเลโก้ไม่ได้ใช้ปูนหรือดิน ใช้เพียงตัวต่อเลโก้สร้างสรรค์งานล้วนๆ ชนิดทั้งผู้ใหญ่และเด็กก็คงอยากจะเล่นตัวต่อเลโก้แบบนี้กันบ้าง

ชมภาพเพิ่มเติมที่ http://www.prachachat.net/gallery-detail-photo.php?newsid=1371450136#ad-image-0
อัศจรรย์ศิลปะจากตัวต่อ "เลโก้" ทำอะไรได้มากกว่าที่คิด
สำนักข่าวเอเอฟพี : ศิลปินชาวนิวยอร์ก นาธาน ซาวาย่า จัดนิทรรศการนำเสนอผลงานศิลปะประยุกต์ตัวต่อ "เลโก้" โดยเปิดการแสดงที่นครนิวยอร์กในขณะนี้ ทั้งนี้ นิ
อ่านต่อ
16:34
Sun 03.05.15
ประชาชาติธุรกิจ
′เฟซแมปปิ้ง′ แค่มองหน้า...ก็รู้ไต ว่ากันว่า "ใบหน้าคือหน้าต่างของหัวใจ" 

แต่ปัจจุบันแค่มองหน้าก็สามารถรู้ถึงปัญหาสุขภาพของผู้นั้น เพราะลักษณะผิวพรรณบนใบหน้าแต่ละส่วน แต่ละโซนนั้นบ่งบอกสุขภาพภายในของร่างกายได้เป็นอย่างดี เราเรียกวิธีการนี้ว่า "เฟซแมปปิ้ง" (Face Mapping)

สปาอินเตอร์คอนติเนนตัล โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ ร่วมกับบริษัท อีไอจี เดอร์มอลเวลเนส (ไทย) จำกัด ผู้นำเข้าผลิตภัณฑ์เดอร์มาลอจิกา จัดการอบรมการดูแลผิวและการวิเคราะห์ผิวด้วยตัวเองกับวิธีการ "เฟซแมปปิ้ง" 

ชาร์ลอต บร็อคเค็ท ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวพรรณผลิตภัณฑ์เดอร์มาลอจิกา ประจำแถบเอเชียและนิวซีแลนด์ ได้แนะนำให้ความรู้เกี่ยวกับการดูแลผิวและวิเคราะห์ผิวว่า "เฟซแมปปิ้ง" คือการอ่านแผนที่สภาพผิวบนใบหน้า ซึ่งเป็นการสังเกตสุขภาพผิวบนใบหน้าโดยใช้นิ้วมือสัมผัสไปบนผิวหน้าทุกตารางนิ้ว 

"การวิเคราะห์สภาพผิว หรือการอ่านแผนที่สภาพผิวหน้านั้นจะมีการแบ่งผิวหน้าออกเป็น 14 โซนอย่างสัมพันธ์กัน เพื่อสันนิษฐานสาเหตุและแก้ไขปัญหาผิว และทราบถึงปัญหาของผิวที่แท้จริง เพื่อเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับผิว ซึ่งการวิเคราะห์ผิวและดูแลปัญหาในแต่ละโซนอย่างละเอียดเป็นพื้นฐานสำคัญสามารถดูแลผิวด้วยตัวเองอย่างง่ายๆ ได้ที่บ้าน"

บร็อคเค็ทบอกว่า ผิวหน้าสามารถบ่งบอกได้ถึงสุขภาพภายในของร่างกายที่มีผลกระทบต่อผิวพรรณ โดยการวิเคราะห์สภาพผิวจะแบ่งส่วนของใบหน้า ลำคอ และแผ่นอก ออกเป็น 14 โซน คือ โซน 1 และ 3 บริเวณ หน้าผาก ตามศาสตร์จีนโบราณเรียกบริเวณนี้ว่าเป็น "พี่น้อง" กับกระเพาะปัสสาวะและระบบการย่อยอาหาร หากมีสิวอักเสบเกิดขึ้นบ่อยครั้งในบริเวณนี้ เป็นสัญญาณบ่งบอกว่า เราอาจมีปัญหาเกี่ยวกับระบบย่อยอาหาร ดังนั้นควรใส่ใจเรื่องระบบขับถ่ายด้วยการดื่มน้ำให้มากขึ้นและทานอาหารให้ครบ 5 หมู่

"ส่วนโซนที่ 2 คือ บริเวณ กลางหว่างคิ้วทั้งสองข้าง เป็นบริเวณที่สัมพันธ์กับตับ หากเกิดการอุดตันบริเวณนี้อาจเกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์หรืออาหารที่มีไขมันมากเกินไป หรืออาจเกิดจากการแพ้อาหารบางชนิด เช่น อาการแพ้กรดแลคโทสในนม จึงควรลดปริมาณการดื่มแอลกอฮอล์หรืออาหารที่มีไขมันมากเกินไป ส่วนโซนที่ 4 และ 10 คือ บริเวณ ใบหูทั้งสองข้าง เป็นบริเวณที่ไวต่อการถูกกระตุ้นเป็นอย่างมากซึ่งเกี่ยวข้องกับการทำงานของไต หากรู้สึกว่าบริเวณที่หูร้อนมาก จึงควรดื่มน้ำมากๆ ลดการดื่มเครื่องดื่มกาเฟอีนและแอลกอฮอล์ลง" บร็อคเค็ทบอก

บร็อคเค็ทอธิบายต่ออีกว่า ส่วนโซนที่ 5 และ 9 คือ บริเวณ แก้มทั้งสองข้างบอกถึงการทำงานของระบบหายใจ

สำหรับคนที่สูบบุหรี่หรือคนที่เป็นภูมิแพ้ มักจะพบว่ามีเส้นเลือดฝอยแตกและเกิดการอุดตัน บริเวณนี้เป็นบริเวณที่สัมพันธ์กับการทำงานของปอด ส่วนโซนที่ 6 และ 8 คือบริเวณดวงตา ซึ่ง ดวงตาเป็นหน้าต่างของสุขภาพ เนื่องจากมีความสัมพันธ์การทำงานของไต คนที่มีรอบตาคล้ำอาจเกิดจากพันธุกรรมหรือเป็นผลมาจากร่างกายขาดน้ำและมีปัญหาเรื่องระบบขับถ่าย

"ส่วนโซนที่ 7 บริเวณ จมูกและพื้นที่เหนือริมฝีปาก สัมพันธ์กับฮอร์โมนในร่างกาย หากมีอาการจมูกแดง อาจเกิดจากความดันโลหิตสูง ทั้งนี้ หากมีสิวอุดตันบริเวณริมฝีปากบน อาจเกิดจากส่วนผสมในลิปสติกหรือดินสอเขียนขอบปากที่เป็นสาเหตุของการอุดตัน ส่วนโซนที่ 11 และ 13 คือบริเวณ กรามทั้งสองข้างจะสัมพันธ์กับรังไข่ ผู้หญิงจำนวนมากที่มีปัญหาการเกิดสิวในบริเวณนี้ระหว่างการมีรอบเดือน อาจเกิดขึ้นทีละข้างหรือทีเดียวพร้อมกันทั้งสองข้างนั้นขึ้นอยู่กับการทำงานของรังไข่" บร็อคเค็ทอธิบาย

บร็อคเค็ทอธิบายต่ออีกว่า ส่วนโซนที่ 12 คือบริเวณ คาง หากมีอาการแดงหรือสิวอุดตันที่เกิดขึ้นบริเวณนี้ อาจเกิดจากการที่ ลำไส้เล็ก ทำงานหนักหรือมีปัญหาระบบการย่อยอาหาร ควรควบคุมการทานอาหารที่มีรสจัด และหมั่นสังเกตอาการแพ้ที่เกิดกับผิว 

และโซนที่ 14 คือ คอและหน้าอก ไม่ควรละเลยในการดูแลผิวบริเวณลำคอ เพราะเป็นผิวที่อ่อนบางเหมือนกับผิวหน้าเช่นกัน ดังนั้นทุกๆ วันควรบำรุงผิวและทาครีมกันแดดตรงส่วนนี้ด้วย ซึ่งหากขาดความชุ่มชื้นเป็นการบ่งบอกถึงการเกิดอาการความเครียดที่มีอยู่ในร่างกาย

เมื่อรู้จัก "เฟซแมปปิ้ง" แล้ว เวลาส่องกระจกครั้งต่อไป อย่าลืมสังเกตตำแหน่งของสิวด้วย จะได้ดูแลสุขภาพเสียแต่เนิ่นๆ 

ที่มา: http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1375339017
′เฟซแมปปิ้ง′ แค่มองหน้า...ก็รู้ไต
ว่ากันว่า "ใบหน้าคือหน้าต่างของหัวใจ"
แต่ปัจจุบันแค่มองหน้าก็สามารถรู้ถึงปัญหาสุขภาพของผู้นั้น เพราะลักษณะผิวพรรณบนใบหน้าแต่ละส่วน แต่ละโซนนั้นบ่งบอ
อ่านต่อ
10:45
พฤ. 03.10.56
ประชาชาติธุรกิจ
คุณรู้หรือไม่ว่า? ในน้ำประปามีแร่ธาตุ..สารพันประโยชน์ น้ำประปาที่คุณอยู่ใช้ในชีวิตประจำวันนั้น ไม่เพียงแต่ใช้ชำระล้างร่างกาย อุปกรณ์เครื่องครัวและกิจกรรมต่าง ๆ มากมายแล้ว น้ำประปานั้นยังมีส่วนประกอบของแร่ธาตุที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายของเราอยู่หลายชนิด อย่างเช่น แคลเซียม ฟลูออไรด์ และแมกนีเซียม เป็นต้น
 
ซึ่งแคลเซียมนั้น คือ เกลือแร่ตัวหนึ่งที่มีประโยชน์มาก ๆ ต่อร่างกายเรา เรารู้จักแคลเซียมมานานในแง่ของการช่วยให้กระดูกแข็งแรง ไม่เพียงเท่านั้นยังมีงานวิจัยตัวหนึ่งได้พบว่า แคลเซียม สามารถช่วยต่อต้าน ความดันโลหิตสูง อาการหัวใจกำเริบ อาการปวดก่อนมีประจำเดือน และ มะเร็งลำไส้ อีกทั้งแคลเซียมยังเป็นสารอาหารที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกาย ส่วนใหญ่อยู่ในกระดูก ฟัน และเนื้อเยื่อต่าง ๆ ดังที่ได้กล่าวแล้ว แคลเซียมยังช่วยทำให้กระบวนการต่าง ๆ ในร่างกายทำงานได้อย่างปกติ เช่น ระบบของกล้ามเนื้อ ระบบภูมิคุ้มกัน ระบบเหล่านี้ต้องอาศัยแคลเซียม ทั้งสิ้น ปัจจุบันนี้ประโยชน์ของแคลเซียมมีบทบาทมากขึ้นกว่าเดิมโดยถูกนำมาใช้ในทางการแพทย์สำหรับการป้องกันโรคกระดูกพรุนโรคมะเร็งในลำไส้ใหญ่ช่วยลดไขมันในเลือด ป้องกันโรคหัวใจ ช่วยให้ระบบประสาทคลายตัว เป็นยานอนหลับตามธรรมชาติได้อย่างดี นอกจากนี้ยังช่วยชะลอความแก่ได้อีกด้วย

อ่านต่อ http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1359453522&grpid=09&catid=12&subcatid=1203
คุณรู้หรือไม่ว่า? ในน้ำประปามีแร่ธาตุ..สารพันประโยชน์
น้ำประปาที่คุณอยู่ใช้ในชีวิตประจำวันนั้น ไม่เพียงแต่ใช้ชำระล้างร่างกาย อุปกรณ์เครื่องครัวและกิจกรรมต่าง ๆ มากมายแล้ว น้ำประปานั้นยังมีส่วนประกอบของแร่
อ่านต่อ
20:38
Thu 01.01.15
ประชาชาติธุรกิจ
ดื่ม "กาแฟ" มากเกินไป เสี่ยงตายเพิ่มขึ้น  การศึกษาวิจัยเกี่ยวกับผลกระทบของการดื่มกาแฟต่อสุขภาพที่ผ่านมา แตกแขนงกันออกไปคนละทางสองทาง มีผลการศึกษาบางชิ้นที่ชี้ว่า การดื่มกาแฟส่งผลให้ความดันโลหิตสูง หรือไม่ก็ส่งผลให้การทำหน้าที่ของ อินซูลิน และ อะดรีนาลีน ในร่างกายผิดปกติไป

แต่ก็มีเหมือนกันที่ชี้ให้เห็นด้านที่เป็นประโยชน์ต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายและกระบวนการคิดและรับรู้ของผู้บริโภคก็มีเหมือนกัน

รายงานล่าสุดที่ศึกษาผลกระทบของการดื่มกาแฟเป็นการศึกษาวิจัยของ ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยแห่งเซาท์ แคโรไลนา สหรัฐอเมริกา นำโดย สตีเฟน แบลร์ ตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารวิชาการ เมโย คลินิคึ โปรซีดดิงส์ เมื่อเร็วๆ นี้ แสดงผลออกมาในทางที่ไม่ค่อยดีนัก นั่นคือ แสดงให้เห็นว่า บรรดานักดื่มชนิดที่เป็นคอกาแฟ ดื่มหนักๆ มากๆ ชนิดเกินกว่า 4 ถ้วยต่อวัน หรือเกิน 28 ถ้วยต่อสัปดาห์ ยิ่งทวีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตจากทุกๆ สาเหตุมากขึ้นกว่าผู้ที่ดื่มน้อย หรือไม่ดื่มเลยมากถึงกว่า 50 เปอร์เซ็นต์

กรณีดังกล่าวมีผลเฉพาะในกลุ่มคอกาแฟที่มีอายุน้อย คือต่ำกว่า 55 ปี ลงมา นักดื่มที่อายุเกินกว่านั้นไม่ปรากฏผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญในเชิงสถิติแต่อย่างใด

ผลการศึกษาชิ้นล่าสุดนี้เกิดจากการวิเคราะห์ประวัติส่วนตัวและประวัติด้านการแพทย์ ด้วยการให้กลุ่มตัวอย่างมากกว่า 40,000 ราย อายุระหว่าง 20 ปี ถึง 87 ปี ตอบแบบสอบถามทางวิชาการ ระหว่างปี 1979-1998 หลังจากนั้นมีการติดตามผลต่อมาในช่วงระยะเวลา 17 ให้หลัง ปรากฏว่า กลุ่มตัวอย่างที่เข้าร่วมอยู่ในโครงการศึกษาวิจัยนี้มากกว่า 2,500 คน เสียชีวิตลงด้วยสาเหตุต่างๆ กัน

จากการวิเคราะห์ข้อมูลทีมวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างที่มีอายุน้อยกว่า มีความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตเพิ่มมากกว่า แม้ว่าจะดื่มกาแฟในปริมาณที่ต่ำกว่า อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นจนถึงระดับมีนัยสำคัญเมื่อปริมาณการดื่มเพิ่มขึ้นถึงระดับ 28 ถ้วยต่อสัปดาห์ ซึ่งจะส่งผลให้ผู้บริโภคกาแฟที่มีอายุต่ำกว่า 55 ปี มีความเสี่ยงจะเสียชีวิตจากทุกสาเหตุเพิ่มมากขึ้นถึง 56 เปอร์เซ็นต์

นอกจากนั้น ยังพบด้วยว่า ผลกระทบจากการดื่มกาแฟจะรุนแรงกว่ามากในกลุ่มผู้ดื่มที่เป็นสุภาพสตรี ผู้หญิงที่ดื่มกาแฟมากๆ แล้วมีอายุต่ำกว่า 55 ปี มีความเสี่ยงจะเสียชีวิตเพิ่มขึ้นกว่าผู้ที่ไม่ดื่มเลยถึงเท่าตัว

ทีมวิจัยพบว่า ผู้ที่ดื่มกาแฟในปริมาณมากกว่า มีแนวโน้มที่จะสูบบุหรี่ ทำให้ ปอด และ หัวใจ มีสุขภาพไม่ดีมากกว่าตามไปด้วย อย่างไรก็ตาม ไม่เป็นที่แน่ชัดว่า ความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตดังกล่าวเกิดขึ้นจากอะไรในกาแฟ แม้ว่าจะเป็นที่เข้าใจกันทั่วไปว่า คาเฟอีน ในกาแฟกระตุ้นให้ต่อมหมวกไตปล่อย อะดรีนาลีน ออกมามากขึ้น และมีฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของอินซูลิน และไปเพิ่มความดันโลหิตให้สูงขึ้นก็ตาม

นอกจากนั้น ทำไมผู้ดื่มที่อายุต่ำกว่า 55 ปี ถึงเกิดความเสี่ยงสูงกว่า ก็ยังไม่แน่นอน แต่มีข้อบ่งชี้บางประการว่า คนที่ดื่มกาแฟจัดขณะที่อายุยังน้อยๆ นั้น มีพฤติกรรมเสี่ยงอย่างอื่นประกอบพร้อมกันไปด้วย อาทิ การดื่มเหล้าจัด, นอนดึก, บริโภคอาหารไม่เป็นประโยชน์ เป็นต้น

ทั้งสองกรณี ชี้ให้เห็นว่าควรมีการศึกษาวิจัยเพื่อหาคำตอบที่ชัดเจนต่อไป เพราะกาแฟถือเป็นเครื่องดื่มที่แพร่หลายกว้างขวางจนหลายคนมองข้ามเรื่องด้านลบไปแล้ว


ที่มา: http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1376971063
ดื่ม "กาแฟ" มากเกินไป เสี่ยงตายเพิ่มขึ้น
การศึกษาวิจัยเกี่ยวกับผลกระทบของการดื่มกาแฟต่อสุขภาพที่ผ่านมา แตกแขนงกันออกไปคนละทางสองทาง มีผลการศึกษาบางชิ้นที่ชี้ว่า การดื่มกาแฟส่งผลให้ความดันโลห
อ่านต่อ
19:22
จ. 23.09.56
ประชาชาติธุรกิจ
ทำไมถึงฟังเพลงเศร้า เวลาโศก?  บ่อยครั้งทีเดียวที่เราเห็นคนอกหักหรือกำลังรู้สึกเศร้าเลือกฟังเพลงเศร้า ฟังแล้ว ไอ้ที่ร้องไห้อยู่ก็พาลร้องหนักขึ้น

แล้วจะโหมฟังกันทำไม?

คำตอบอยู่ในงานวิจัยของ Annemieke Van den Tol และ Jane Edwards แห่งมหาลัยลิเมอริก ประเทศไอร์แลนด์ ซึ่ง "คริสเตียน จาร์เรตต์" นักเขียนประจำ Research Digest blog นำมารายงาน

การวิจัยนี้ได้ทำการสำรวจคน 65 คน ในช่วงอายุ 18-66 ปี ทั้งชาวไอริช, อเมริกัน, เยอรมัน และสเปน ผ่านทางออนไลน์ โดยถามถึงการเลือกฟังเพลงของพวกเขาหลังผ่านประสบการณ์ที่เลวร้าย 

แล้วก็พบคำตอบที่น่าสนใจเกี่ยวกับเหตุผลที่พวกเขาเลือกฟังเพลงเศร้า รวมถึงสิ่งที่เพลงเศร้าได้ให้กับพวกเขา

โดยพวกเขาว่าที่ยังคงฟังเพลงเศร้าทั้งๆ ที่รู้สึกเศร้านั้น เพราะต้องการฟังสิ่งที่เข้ากับอารมณ์ในขณะนั้นให้มากที่สุด

"ฉันไม่ได้ต้องการฟังเพลงที่จะทำให้ฉันรู้สึกดีขึ้น แต่ฉันอยากอยู่กับอารมณ์เหล่านั้นสักพัก จนกว่าจะพร้อมปล่อยอารมณ์เหล่านั้นให้ผ่านไปต่างหาก" ผู้ตอบแบบสอบถามอายุ 25 ปี คนหนึ่งบอก

อีกเหตุผลคือเพลงเหล่านี้ยังถูกใช้เป็นเครื่องเตือนความจำเพื่อหวนระลึกถึงอดีต ให้รู้สึกเหมือนได้อยู่ใกล้กับคนที่คุณคิดถึงมากยิ่งขึ้น

"ฉันเลือกเพลงนี้เพราะว่าฉันรู้ว่าเขา (ซึ่งเสียชีวิตไปแล้ว) ก็ชอบเพลงนี้เหมือนกัน" หญิงอายุ 48 ปี กล่าว

นอกจากนี้แล้วยังมีคำตอบที่ว่าเลือกเพลงเพื่อความสุนทรีย์ ซึ่งในกรณีนี้พวกเขาไม่ได้เลือกเพลงเพื่อเยียวยาความทุกข์ของตัวเองหรือเพื่อนึกถึงอดีต แค่เพียงคิดว่าเพลงนั้นสวยงามและมีคุณภาพ

เหตุผลประเภทสุดท้ายที่ได้มา คืออยากฟังในสิ่งที่เพลงเศร้าสื่อสาร เพราะหลายเพลงแม้จะจัดเป็นเพลงเศร้า หากก็ยังถ่ายทอดสารที่เต็มไปด้วยความหวัง 

"สำหรับผมแล้วเพลง The Waterboys เป็นตัวเลือกสำหรับอารมณ์ความรู้สึกของผม และเนื้อเพลงก็ยังทำให้ผมรู้สึกได้ถึงความหวังอีกด้วย" ชายหนุ่มวัย 31 กล่าว

ส่วนสิ่งที่เพลงเหล่านี้ให้กับพวกเขาก็ใกล้เคียงกับเหตุผลที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น 

ยกตัวอย่างเช่น มีผู้ตอบแบบสอบถามคนหนึ่งเล่าถึงการประสบกับเหตุการณ์สะเทือนใจว่า "ฉันอยู่บ้านและรู้สึกแย่กับตัวเองมากแต่ฉันกลับร้องไห้ไม่ออก ฉันเลยตัดสินใจเปิดเพลงเศร้าสักเพลง เพื่อร้องให้ออกมาสักหน่อย หลังจากนั้นฉันก็รู้สึกเหมือนถูกปลดปล่อยและก้าวเดินต่อไปได้" ผู้ตอบแบบสอบถามหญิงวัย 24 กล่าว

หรือจะสาววัย 21 ที่บอกว่า "เพลงจะช่วยกระตุ้นให้ฉันรู้สึกถึงความเจ็บปวดนั้น และยังช่วยให้ฉันร้องไห้ออกมาซึ่งเป็นการร้องไห้ที่ดีกับตัวฉันเอง มันอาจจะไม่ทำให้ฉันรู้สึกดีขึ้นในช่วงเวลานั้น แต่ช่วยให้ฉันผ่านมันไปได้"

อีกประการหนึ่งที่ผู้วิจัยมองเห็นคือ เพลงเศร้าทำให้คนฟังรู้สึกว่าเขาไม่ได้เศร้าโศกอยู่อย่างโดดเดี่ยว เนื่องจากมีผู้คนอีกมากมายในโลกนี้ก็เศร้าไม่ต่างจากพวกเขา และนั่นย่อมทำให้พวกเขารู้สึกดีขึ้น 

ยังมีผู้เข้าร่วมวิจัยอีกหลายคนที่เห็นว่าเพลงเศร้าเป็นเพื่อน ทั้งยังเห็นอกเห็นใจและเข้าใจความเจ็บปวดทรมาน

"ฉันรู้สึกว่าดนตรีผูกมิตรกับฉัน" หญิงสาววัย 33 กล่าว 

"หมายความว่า ถ้าคุณคิดว่าเพลงและเนื้อเพลงนั้นเป็นคนจริงๆ ด้วยเนื้อร้องอันเป็นมิตรเข้าอกเข้าใจ สบายใจ และมั่นใจ นั่นล่ะเพลงจึงเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของคุณอย่างแน่นอน"

เพลงเศร้ายังทำหน้าที่เหมือนตัวดึงความสนใจอีกด้วย โดยมีผู้ให้เหตุผลว่าเพลงเศร้าทำให้พวกเขาหนีจากความเงียบได้ และสร้างระยะห่างระหว่างตัวเองกับความรู้สึกในทางลบของตัวเองได้ด้วย

"มีประโยชน์ขนาดนี้ จะเลือกฟังเพลงเศร้า เวลาเศร้าคงไม่ผิดอะไร"

ที่มา: http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1378786973
ทำไมถึงฟังเพลงเศร้า เวลาโศก?
บ่อยครั้งทีเดียวที่เราเห็นคนอกหักหรือกำลังรู้สึกเศร้าเลือกฟังเพลงเศร้า ฟังแล้ว ไอ้ที่ร้องไห้อยู่ก็พาลร้องหนักขึ้น
แล้วจะโหมฟังกันทำไม?
คำตอบอยู่ในง
อ่านต่อ
14:08
Mon 16.01.17
ประชาชาติธุรกิจ
ฮากลิ้ง หน้าหมาเวลาสะบัดขน  คงไม่มีใครเคยสังเกตหน้าน้องหมาของคุณเวลาพวกมันสะบัดขน เพราะน้ำที่กระเซ็นใส่หน้าทำให้เราต้องเบือนหน้าหนีทุกทีไป แต่มีช่างภาพ Carli Davidson เขาได้ถ่ายไว้ หน้าตาตลกแค่ไหน ลองชมกัน

ชทภาพเพิ่มเติม: http://www.prachachat.net/gallery-detail-photo.php?newsid=1382335380#ad-image-0
ฮากลิ้ง หน้าหมาเวลาสะบัดขน
คงไม่มีใครเคยสังเกตหน้าน้องหมาของคุณเวลาพวกมันสะบัดขน เพราะน้ำที่กระเซ็นใส่หน้าทำให้เราต้องเบือนหน้าหนีทุกทีไป แต่มีช่างภาพ Carli Davidson เขาได้ถ่าย
อ่านต่อ
15:55
Sat 26.10.13
ประชาชาติธุรกิจ
เลิกเล่น "เฟซบุ๊ก" ยากกว่าที่คิด ก่อนหน้านี้เคยมีผลการวิจัยจากเมืองนอกที่ระบุว่า คนที่ใช้เฟซบุ๊กมีแนวโน้มที่จะทำให้ผู้ใช้มีความสุขน้อยลง มาคราวนี้ มีผลการวิจัยชิ้นใหม่ ที่เว็บไซต์ข่าวเดลีเมล์ ของอังกฤษรายงานเอาไว้ เกี่ยวกับจำนวนผู้ใช้เฟซบุ๊ก เครือข่ายสังคมออนไลน์ยอดฮิต ว่า ตอนนี้ มีผู้ที่ "เลิกใช้" เฟซบุ๊ก เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ แล้ว ด้วยเหตุผลเรื่องความเป็นส่วนตัวที่รู้สึกว่า มันไม่ได้เป็นส่วนตัวแล้ว

ผลการวิจัยนี้เป็นของนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเวียนนา ประเทศออสเตรีย ที่ศึกษากลุ่มตัวอย่างจำนวนกว่า 600 คน พบว่า มีผู้ที่เลิกใช้เฟซบุ๊ก จะด้วยวิธีที่เรียกกันว่า "ระงับการใช้" และการลบบัญชีเฟซบุ๊กทิ้งไปเลย เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ 

เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา มีรายงานที่จัดทำโดย "โซเชียลเบเกอส์" เผยว่า เฟซบุ๊กสูญเสียผู้ใช้ในสหรัฐที่แอ๊กทีฟในแต่ละเดือนมากถึง 9 ล้านคน และในอังกฤษอีกเดือนละ 2 ล้านคน แต่ตัวนี้เป็นตัวเลขของคนที่แอ๊กทีฟ ซึ่งหมายถึงว่ามีการเข้าใช้งานเฟซบุ๊กภายในเวลา 30 วัน ที่พบว่า มีน้อยลงเรื่อยๆ

แต่อย่างไรก็ตาม เหตุผลที่คนไม่เข้ามาใช้เฟซบุ๊กในช่วงเวลา 30 วันนั้น ก็ไม่ได้หมายความว่าคนเหล่านั้นจะทิ้งเฟซบุ๊กไปเลยทีเดียว 

ศาสตราจารย์ สเตฟน สตีเกอร์ นักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยเวียนนา บอกไว้ว่า การวิจัยของเขาและทีมงานที่ทำการสำรวจความเห็นของกลุ่มตัวอย่างราว 600 คนนั้น เป็นการประเมินโดยวัดจากความห่วงกังวลในการใช้งานจากหลายปัจจัยด้วยกัน โดยเหตุผลหลักส่วนใหญ่มาจากความกังวลเกี่ยวกับเรื่องความเป็นส่วนตัว อาการติดเฟซบุ๊ก และความระมัดระวังที่เพิ่มมากขึ้น

สำหรับผู้ที่เลิกเล่นเฟซบุ๊กเพราะมีความห่วงกังวลเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัว มีมากถึง 48.3 เปอร์เซ็นต์ ตามมาด้วยความไม่พอใจทั่วๆ ไป 13.5 เปอร์เซ็นต์ มุมมองในแง่ที่ไม่ดีต่อเพื่อนออนไลน์ 12.6 เปอร์เซ็นต์ และเริ่มรู้สึกเสพติดมากขึ้น 6.0 เปอร์เซ็นต์ 

เบรนดา วีเดอร์โฮลด์ บรรณาธิการวารสารไซเบอร์ไซโคโลจี บีเฮวิเออร์ แอนด์ โซเชียล เน็ตเวิร์กกิง ที่เผยแพร่รายงานชิ้นนี้ กล่าวว่า การออกมาแฉเกี่ยวกับการจารกรรมข้อมูลของภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์จอมแฉอย่างวิกิลีกส์ หรือการออกมาแฉเรื่องโครงการลักลอบเอาข้อมูลบนโลกออนไลน์ของสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติ (เอ็นเอสเอ) ของสหรัฐ ได้ทำให้ประชาชนรู้สึกมีความเป็นห่วงกังวลต่อความเป็นส่วนตัวบนโลกออนไลน์มากขึ้น 

แม้ความรู้สึกอยากเลิกเฟซบุ๊กจะมีเพิ่มมากขึ้น แต่เชื่อหรือไม่ว่า การเลิกเล่นเฟซบุ๊ก ยากกว่าที่คุณคิดจริงๆ ซาราห์ เคสส์เลอร์ ผู้สื่อข่าวจากฟาสต์คอมพานี หนึ่งในคนที่เคยอยากเลิกเล่นเฟซบุ๊กบอกไว้ว่า

การจะลบบัญชีเฟซบุ๊ก ยากตั้งแต่การหาเมนู "ลบบัญชี" ของเฟซบุ๊กแล้ว เรียกว่า ต้องใช้กูเกิลช่วยหาวิธี เมื่อหาพบและเข้าไปได้แล้ว เฟซบุ๊กก็จะเลือกภาพของเพื่อนในเฟซบุ๊กของคุณให้แสดงผลขึ้นมา พร้อมกับข้อความอ้อนวอนอย่างน่าสงสารว่า "พวกเขาเหล่านี้จะคิดถึงคุณมากแค่ไหน ถ้าคุณจากไป"

หลังจากนั้น คุณก็จะต้องตอบคำถามว่า เหตุใดจึงอยากเลิกใช้เฟซบุ๊ก เมื่อเคสส์เลอร์ตอบไปว่า "เพราะห่วงเรื่องความเป็นส่วนตัว" เฟซบุ๊กก็จะเพียรพยายามขอร้องให้คุณอยู่ต่อไป โดยอธิบายว่า คุณสามารถควบคุมให้ข้อมูลของคุณเป็นส่วนตัวได้อย่างไร ด้วยเครื่องมือที่เฟซบุ๊กมี

พร้อมกับเตือนคุณว่า ทันทีที่คุณ "ลบบัญชี" ออกไป คุณจะสูญเสียรูป (เก่าๆ ที่เราเคยถ่ายไว้) และข้อความ (ที่คุณเคยพร่ำบ่นไว้) ทั้งหมด

เมื่อคุณเริ่มลังเลที่จะลบบัญชี เฟซบุ๊กก็จะได้ที ยื่นข้อเสนอให้ว่า คุณสามารถ "ระงับการใช้งาน" (Deactivate) บัญชีเฟซบุ๊กของคุณได้ ซึ่งทุกสิ่งที่อยู่ในโปรไฟล์ของคุณ ก็จะยังคงอยู่ ไม่ว่าจะเป็นรูปหรือโพสต์ต่างๆ ที่จะยังคงอยู่ตลอดไป จนกว่าเมื่อใดที่คุณอยากจะกลับมาใช้เฟซบุ๊กอีก ก็เพียงแค่ "เปิดการใช้งาน" (Reactivate) อีกครั้ง ทุกอย่างก็กลับมา

ที่สุดแล้ว เคสส์เลอร์ก็เลือกวิธีการ "ระงับการใช้" งานแทนที่จะลบบัญชีทิ้ง และที่สุดแล้ว หลังจากนั้น 3 วัน เธอก็กลับมาเปิดใช้เฟซบุ๊ก เพราะต้องการติดต่อกับอดีตแฟน !!

เคสส์เลอร์กล่าวว่า เฟซบุ๊กใช้เทคนิคในการชักจูงคุณ 4 ข้อ เพื่อให้คุณยังคงใช้เฟซบุ๊กต่อไป ตั้งแต่การทำให้การเข้าไปลบบัญชีเป็นไปอย่างยุ่งยาก การยื่นข้อเสนอในการเลือกที่จะระงับการใช้แทนที่จะลบทิ้ง การใช้ความสัมพันธ์กับเพื่อนฝูงมาล่อ และการพยายามหาทางแก้ปัญหาที่คุณประสบอยู่กับการใช้เฟซบุ๊ก

ตบท้ายด้วยคำสวยๆ ของเดลีเมล์ต่อเรื่องนี้ ที่ว่า "การแตกหักกับเว็บไซต์หนึ่งควรจะง่ายกว่าการแตกหักกับคนคนหนึ่ง แต่สำหรับเฟซบุ๊กแล้ว คุณต้องสู้กับมันอย่างมหาศาลทีเดียว"

ที่มา: http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1379659714
เลิกเล่น "เฟซบุ๊ก" ยากกว่าที่คิด
ก่อนหน้านี้เคยมีผลการวิจัยจากเมืองนอกที่ระบุว่า คนที่ใช้เฟซบุ๊กมีแนวโน้มที่จะทำให้ผู้ใช้มีความสุขน้อยลง มาคราวนี้ มีผลการวิจัยชิ้นใหม่ ที่เว็บไซต์ข่าว
อ่านต่อ
16:24
ศ. 20.09.56
ประชาชาติธุรกิจ
สครูสเซอร์ เท้าไถ เทรนด์ใหม่ กำลังมา  สำหรับคนรุ่นใหม่หัวใจสิ่งแวดล้อม เชื่อว่าจะหลงรักเจ้า "สครูสเซอร์" (Scrooser) ได้อย่างไม่ยากเย็น เพราะเจ้ายานพาหนะสองล้แนวใหม่นี้ มีลักษณะคล้ายกับสกูตเตอร์ มีที่ยืนขนาดใหญ่ยืนสบาย ทรงตัวง่าย ยางขนาดใหญ่ให้ความรู้สึกนุ่มนวลเวลาเคลื่อนที่ โดยใช้เท้าไถไปข้างหน้า แต่ถ้าเหนื่อยขึ้นมาก็หย่อนก้นลงบนเบาะที่นั่งได้ เพราะสครูสเซอร์สามารถใช้แบตเตอรี่ นั่งขี่ชิลๆ ได้ ความเร็วสูงสุด 15 ไมล์ต่อชั่วโมง 

ที่มา: http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1376657432
สครูสเซอร์ เท้าไถ เทรนด์ใหม่ กำลังมา
สำหรับคนรุ่นใหม่หัวใจสิ่งแวดล้อม เชื่อว่าจะหลงรักเจ้า "สครูสเซอร์" (Scrooser) ได้อย่างไม่ยากเย็น เพราะเจ้ายานพาหนะสองล้แนวใหม่นี้ มีลักษณะคล้ายกับสกู
อ่านต่อ
16:16
Sat 04.07.15
ประชาชาติธุรกิจ
ออสเตรเลียทำเก๋ ประดิษฐ์ธงชาติจากอาหาร  ไอเดียกระฉูด เมื่อหน่วยงานการโฆษณาออสเตรเลีย WHYBIN TBWA ได้คิดหาวิธีส่งเสริมเทศกาลอาหารนานาชาติซิดนีย์ ซึ่งเป็นเทศกาลอาหารที่ใหญ่ที่สุดของออสเตรเลีย ปีที่ผ่านมามีผู้เข้าร่วมเกือบล้านคน เป็นการชุมนุมเชฟจากทั่วทุกมุมโลก วิธีการก็คือนำเอาวัตถุดิบในการทำอาหารมาทำเป็นลวดลายธงชาติ 17 ชาติ วัตถุดิบเหล่านี้คือส่วนประกอบอาหารของแต่ละชาติด้วย อย่างธงอิตาลี ก็มีโหระพา พาสต้า และ มะเขือเทศ ธงญี่ปุ่นทำจากทูน่า และข้าว มาทายสิว่า..ธงชาติไทยเราเขาใช้อะไรเป็นวัตถุดิบ

ชมภาพเพิ่มเติมที่: http://www.prachachat.net/gallery-detail-photo.php?newsid=1378102329#ad-image-13
ออสเตรเลียทำเก๋ ประดิษฐ์ธงชาติจากอาหาร
ไอเดียกระฉูด เมื่อหน่วยงานการโฆษณาออสเตรเลีย WHYBIN TBWA ได้คิดหาวิธีส่งเสริมเทศกาลอาหารนานาชาติซิดนีย์ ซึ่งเป็นเทศกาลอาหารที่ใหญ่ที่สุดของออสเตรเลีย
อ่านต่อ
11:49
พ. 09.10.56
ประชาชาติธุรกิจ
กินเจให้หุ่นเป๊ะ ประโยชน์เยอะ  ใกล้จะถึงเทศกาลถือศีลกินเจกันแล้ว ซึ่งปีนี้ตรงกับวันที่ 15-23 ตุลาคม หลายบ้านหลายครอบครัวคงกำลังเตรียมพร้อมรับบุญใหญ่กัน

แต่เอ๊ะ!! นอกจากจะรับบุญก้อนใหญ่กันไปแล้ว ยังเผลอรับน้ำหนักก้อนกลมๆ แถมมาอีก จนสาวๆ หลายคนออกปากหาเหตุผลว่า ที่น้ำหนักขึ้นก็เพราะ "แป้ง" ที่มาจากเทศกาลกินเจนั่นเอง งานนี้ "เนสท์เล่" จึงต้อนรับเทศกาลกินเจ ชวนเข้าครัวปรุง 3 เมนูเจอร่อยได้สุขภาพดี กันที่ห้องวี เลิฟ คุกกิ้ง ชั้น 43 อาคารออฟฟิศเซ็นทรัลเวิลด์

ทวีทรัพย์ เหลืองนทีเทพ ผู้จัดการฝ่ายโภชนาการและสุขภาพจากเนสท์เล่ แบ่งปันความรู้เรื่องโภชนาการว่า ระหว่างการกินเจ หลายคนจะมีอาการหิวง่าย เพราะอาหารที่กินเข้าไปไม่มีเนื้อสัตว์ นั่นเป็นความคิดที่ไม่ถูกต้อง เพราะโปรตีนนั้นอยู่ในแป้งโปรตีนเกษตรอยู่แล้ว ส่วนคำถามที่ว่ากินเจทำให้อ้วนง่ายจริงหรือ คำตอบขึ้นอยู่กับว่าอาหารเจที่กินเข้าไปนั้น มีแป้งหรือผักมากกว่ากัน อาหารที่มีแป้งมาก แน่นอนว่าเมื่อร่างกายใช้พลังงานไม่หมด หรือเกิน 2,000 กิโลแคลอรี จะเปลี่ยนจากสถานะแป้งเป็นไขมันสะสมอยู่ตามอวัยวะในร่างกาย และหนทางเอาชนะความอ้วนได้ คือการกินเจแบบเน้นผัก และพยายามเลือกกินอาหารให้หลากหลาย ครบ 5 หมู่ โดยรับประทานธัญพืช งา ถั่วต่างๆ เพื่อทดแทนโปรตีนจากเนื้อสัตว์ รวมทั้งรับประทานผลไม้เป็นอาหารว่าง ที่นอกจากช่วยให้รู้สึกสดชื่นแล้ว ผลไม้ยังมีวิตามิน แร่ธาตุ และใยอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย 

เคล็ดลับการกินเจให้อิ่มทั้งบุญ แถมสุขภาพดี ทวีทรัพย์แนะนำว่าต้องหลีกเลี่ยงอาหารรสจัด (หวาน มัน เค็ม) และของหมักดองที่มีโซเดียมสูง เพราะจะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคความดัน โรคหัวใจ ควรเน้นรสชาติอาหารอ่อน เพื่อให้ร่างกายได้พัก สำหรับอาหารที่ต้มนานๆ ทำให้คุณค่าทางอาหารลดลง เพราะวิตามินและแร่ธาตุจะสูญเสียไปเมื่อถูกความร้อนนาน พร้อมทั้งควรปรุงอาหารโดยเลือกใช้ผักที่ให้พลังงานต่ำในบางมื้อ อาทิ ผักกาดขาว ผักแว่น ผักปวยเล้ง กะหล่ำปลี มะเขือเทศ แตงกวา เพื่อให้กระเพาะไม่ทำงานหนักเกินไป

"เราควรกินผักผลไม้ให้ครบ 5 สี เช่น สีขาวอย่างเห็ดฟาง ช่วยในการสร้างเม็ดเลือด สีแดงอย่างมะเขือเทศ ลดความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมาก สีเหลือง เช่นฟักทอง มีเบต้าแคโรทีน?ที่ร่างกายนำมาสังเคราะห์เป็นวิตามินเอ บำรุงดวงตา หรือสีเขียวอย่างผักโขม มีแคลเซียมสูง มีประโยชน์ในการสร้างกระดูก และฟันให้แข็งแรง และท้ายสุดสีม่วงอย่างเบอร์รี่ มีแอนโธไซยานิน ที่ช่วยปกป้องจอประสาทตา"

กินเจปีนี้ พร้อมปรับจังหวะชีวิต เพื่อสมดุลร่างกายและจิตใจ

ที่มา: http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1379907122
กินเจให้หุ่นเป๊ะ ประโยชน์เยอะ
ใกล้จะถึงเทศกาลถือศีลกินเจกันแล้ว ซึ่งปีนี้ตรงกับวันที่ 15-23 ตุลาคม หลายบ้านหลายครอบครัวคงกำลังเตรียมพร้อมรับบุญใหญ่กัน
แต่เอ๊ะ!! นอกจากจะรับบุญก้อ
อ่านต่อ
14:08
Mon 16.01.17
ประชาชาติธุรกิจ
75 ปีผ่านไป ทำไมเด็กๆฟินแลนด์ถึงยังต้องนอนในกล่องกระดาษ?
75 ปีผ่านไป ทำไมเด็กๆฟินแลนด์ถึงยังต้องนอนในกล่องกระดาษ?
21:54
Thu 31.10.13
ประชาชาติธุรกิจ
พาชม 8 ห้องสวีต โรงแรมดังที่อาจดูเข้าท่า หรือไม่เข้าท่า?  ห้องบาร์บี้ที่โรงแรมปาล์มในลาสเวกัส ที่ให้บรรยากาศแบบบาร์บี้แฟนตาซี ซึ่งห้องสามารถรองรับคนได้ถึง 50 คน สไตล์การตกแต่งแบบบ้านตุ๊กตา

ชมภาพเพิ่มเติมได้ที่: http://www.prachachat.net/gallery-detail-photo.php?newsid=1379582942#ad-image-0
พาชม 8 ห้องสวีต โรงแรมดังที่อาจดูเข้าท่า หรือไม่เข้าท่า?
ห้องบาร์บี้ที่โรงแรมปาล์มในลาสเวกัส ที่ให้บรรยากาศแบบบาร์บี้แฟนตาซี ซึ่งห้องสามารถรองรับคนได้ถึง 50 คน สไตล์การตกแต่งแบบบ้านตุ๊กตา
ชมภาพเพิ่มเติมได้
อ่านต่อ
16:41
ศ. 20.09.56
ประชาชาติธุรกิจ
นาซ่าเอาจริง-เริ่มทดลอง ′วาร์ป′ แล้ว! นักวิทย์ยังเชื่อเป็นไปได้-การเดินทางเร็วเหนือแสง การเดินทางท่องอวกาศด้วยความเร็วเหนือแสง หรือที่รู้จักกันในชื่อว่า "วาร์ป" ถือเป็นหนึ่งในความฝันที่ได้รับการกล่าวถึงในทางวิทยาศาสตร์อย่างมาก

ล่าสุดคณะนักวิทยาศาสตร์จากองค์การบริหารการบินและอวกาศหรือนาซ่า ของสหรัฐ เชื่อว่าความฝันดังกล่าวสามารถเป็นความจริงได้แล้ว และกำลังอยู่ในระหว่างการทดสอบวาร์ปของจริงด้วย

เดลี่เมล์รายงานว่า คณะนักวิทยาศาสตร์จากศูนย์อวกาศจอห์นสัน สเปซ เซ็นเตอร์ ของนาซ่า นำโดย ดร.ฮาโรลด์ จี. ไวต์ ระบุว่า กำลังทดลองขนาดเล็กโดยมีจุดประสงค์เพื่อปรับเปลี่ยนทฤษฎีสัมพันธภาพของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ นักฟิสิกส์ชื่อก้องโลก ที่ได้ตั้งทฤษฎีไว้ตั้งแต่เมื่อ 50 ปีก่อน

ดร.ไวต์กล่าวว่า หัวใจของการทดลองคือความพยายามที่จะรบกวนการเดินทางของอนุภาคโฟตอน หรือแสง เพื่อพิสูจน์สมมติฐานที่ว่าเวลาและอวกาศนั้นสามารถนำมาพับซ้อนปรับเปลี่ยนได้ พูดง่ายๆ คือ การวาร์ปไปยังจุดหมายปลายทาง แต่ลักษณะที่เกิดขึ้นคือการนำจุดหมายปลายทางวิ่งมาหาที่วัตถุที่ต้องการไปยังจุดหมายนั้น

ดร.ไวต์ระบุว่าเอกภพนั้นก่อกำเนิดขึ้นตั้งแต่การเกิด "บิ๊กแบง" เมื่อ 1.37 หมื่นล้านปีที่แล้ว และจากการทำโมเดลจำลองการเกิดบิ๊กแบงพบว่า ในช่วงแรกๆ ที่เกิดการระเบิดนั้นตำแหน่งต่างๆ ในอวกาศเคลื่อนที่ออกจากกันด้วยความ เร็วที่เหลือเชื่อ หรือวาร์ป นั่นเอง แปลว่าธรรมชาติทำได้ คำถามสำคัญคือมนุษย์จะทำบ้างได้หรือไม่

ด้านนายสตีฟ ซิช ผู้อำนวยการศูนย์อวกาศจอห์นสัน สเปซ เซ็นเตอร์ กล่าวว่า แม้การทดลองข้างต้นยังห่างไกลความเป็นจริงมาก แต่นักวิทยาศาสตร์ต้องมองล่วงหน้าไปในอนาคตเสมอ เช่นเมื่อ 40 ปีก่อนสมาร์ตโฟนถือเป็นอุปกรณ์ไฮเทคในภาพยนตร์สตาร์เทรค แต่ปัจจุบันกลายเป็นสิ่งของที่มีอยู่จริง ตนเชื่อว่าเทคโนโลยีวาร์ปก็เช่นเดียวกัน

ที่มา: http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1375857704
นาซ่าเอาจริง-เริ่มทดลอง ′วาร์ป′ แล้ว! นักวิทย์ยังเชื่อเป็นไปได้-การเดินทางเร็วเหนือแสง
การเดินทางท่องอวกาศด้วยความเร็วเหนือแสง หรือที่รู้จักกันในชื่อว่า "วาร์ป" ถือเป็นหนึ่งในความฝันที่ได้รับการกล่าวถึงในทางวิทยาศาสตร์อย่างมาก
ล่าสุดคณะ
อ่านต่อ
18:46
Wed 23.09.15
ประชาชาติธุรกิจ
มาชมภาพเหล่า ทากเปลือย(นูดี้) กัน น่ารัก ทากเปลือย(นูดี้) ใต้ท้องทะเล
สำหรับนักดำน้ำแล้ว ไม่มีใครไม่รู้จักเจ้าตัวน้อย "นูดี้" หรือ ทากเปลือย  ซึ่งเป็นสัตว์ทะเลในกลุ่มหอยไม่มีเปลือกห่อหุ้ม 

ข้อมูลจาก biotec.or.th บอกว่าเจ้าตัวนี้ส่วนมากจะดำรงชีวิตอยู่ตามพื้นท้องทะเล พบได้ทั้งในแนวปะการัง แหล่งหญ้าทะเล บริเวณพื้นทราย ใต้ก้อนหิน ซากปะการัง หรืออื่นๆ ด้วยเหตุที่มันไม่มีเปลือกห่อหุ้ม จึงใช้สีสันของลำตัวเลียนแบบสีของสัตว์ชนิดอื่น เช่น หนอนตัวแบน เพื่อการพรางตัวจากศัตรู 

ด้วยความที่สีสันบางตัวที่ดูจัดจ้าน ทำให้นูดี้เป็นสัตว์ทะเลอีกชนิดหนึ่งที่ถูกใจนักดำน้ำ หรือ ช่างภาพใต้น้ำ อีกด้วย 

นี่คือทากเปลือยบางส่วนจาก "สิปาดัน" เกาะเล็กๆ ประเทศมาเลเซีย 

น่ารักแค่ไหนลองชม"นูดี้" นานาชนิดกันดู ภาพโดย คุณ Pui Diveinfo 

ชมภาพเพิ่มเติมที่ http://www.prachachat.net/gallery-detail-photo.php?newsid=1374491808#ad-image-1
มาชมภาพเหล่า ทากเปลือย(นูดี้) กัน
น่ารัก ทากเปลือย(นูดี้) ใต้ท้องทะเล
สำหรับนักดำน้ำแล้ว ไม่มีใครไม่รู้จักเจ้าตัวน้อย "นูดี้" หรือ ทากเปลือย ซึ่งเป็นสัตว์ทะเลในกลุ่มหอยไม่มีเปลือกห่อห
อ่านต่อ
20:00
Tue 22.10.13
ประชาชาติธุรกิจ
คุยกับหมอพิณ กลัวอ้วน ไม่กลัวตาย  ปัจจุบันต้องยอมรับว่าสังคมไทยนิยมสาวผอม ไม่ว่าจะเป็นดารา นางแบบ นางเอก มากกว่า 99.99% มักรูปร่างผอมบาง ส่วนดาราอ้วนมักได้บทตลก ตัวอิจฉา หรือคนรับใช้ ทำให้ผู้หญิงไทยโดยเฉพาะวัยรุ่น "อยากผอม" เดินตามสยามสแควร์ก็จะเจอแต่วัยรุ่นผอม ๆ 

เสื้อผ้าก็มีแต่ตัวเล็ก ๆ ทำให้วัยรุ่นที่ไม่ผอม หรือคิดว่าตัวเองอ้วน ทั้ง ๆ ที่รูปร่างดีอยู่แล้ว รู้สึกกดดันและอยากจะผอมอีกให้ได้ ความกดดันดังกล่าวอาจจะทำให้บางคนเลือกวิธีลดน้ำหนักแบบผิด ๆ ได้

วันนี้เราจะมาคุยกันเรื่องพฤติกรรมการกินของคนอยากผอมที่ผิดปกติ จนกลายเป็น "โรค" กันนะคะ

โรคที่อยากจะให้รู้จักกันในวันนี้ ชื่อว่า Anorexia Nervosa (อะนอเร็กเซีย เนอร์โวซา) คนที่เป็นโรคนี้จะหมกมุ่นอยู่กับน้ำหนักของตนเองและอาหารที่กินเข้าไป มักจะคิดว่าตัวเองอ้วน กลัวอ้วนทั้ง ๆ ที่บางคนก็ผอมมากอยู่แล้ว แต่ก็ยังอยากผอมกว่านี้อีก บางคนก็จะอดอาหาร ล้วงคอ กินยาถ่าย หรือออกกำลังกายอย่างหนักหน่วง กลุ่มที่เวลากินก็กินเข้าไปมากแล้วล้วงคอออก หรือกินยาถ่าย ออกกำลังกายอย่างหนัก ก็จะเรียกว่าโรค Bulimia (บูลิเมีย) 

ซึ่งโรคเหล่านี้อันตรายถึงชีวิตนะคะ โดยผู้ป่วยจะมีอาการอ่อนเพลีย นอนไม่หลับ ผมหลุดร่วง มีขนอ่อน ๆ ขึ้นตามร่างกาย ประจำเดือนขาด ท้องผูก ผิวแห้ง หนาวง่าย กระดูกบาง ทำให้เกิดกระดูกหักได้ง่ายในอนาคต ความสนใจทางเพศลดลง หรือหมดอารมณ์ทางเพศนั่นเอง

ภาวะแทรกซ้อนของโรคนี้รุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตจากหัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือจากสมดุลเกลือแร่ในร่างกายผิดปกติ โดยคนที่เสียชีวิตอาจจะผอมมากหรือยังไม่ผอมมากก็ได้ หรือแปลง่าย ๆ ว่า ถ้าอดแบบนี้จะสำเร็จหรือไม่สำเร็จก็มีโอกาสตายได้นั่นเอง นอกจากนี้ ยังส่งผลต่อระบบการทำงานของทางเดินอาหาร ไต หัวใจ เกิดภาวะซีดได้อีกด้วย ส่งผลทางร่างกายหลายระบบยังไม่พอ ยังส่งผลต่อจิตใจอีกด้วย เช่น โรคซึมเศร้า โรคย้ำคิดย้ำทำ

โรคเหล่านี้พบมากในผู้หญิงโดยเฉพาะวัยรุ่น ซึ่งเป็นวัยที่ยังต้องการความเจริญเติบโตให้เต็มที่

หากมีอาการเหล่านี้ควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อรับการรักษาต่อไป มิฉะนั้น ผลที่ตามมาอาจรุนแรงถึงชีวิตได้นะคะ

หนทางการลดน้ำหนัก (อย่างพอดี) ถ้าเป็นการรับประทานอาหารแต่พอเหมาะ ลดแป้ง ลดไขมัน พวกขนมขบเคี้ยว เลือกทานอาหารครบ 5 หมู่ ร่วมกับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ถือเป็นทางเลือกที่ดีกว่านะคะ 

อยากลดน้ำหนัก อยากสวย ต้องเป็นวิธีที่ไม่ทำร้ายตัวเอง

สวัสดีค่ะ

ที่มา: http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1377155737
คุยกับหมอพิณ กลัวอ้วน ไม่กลัวตาย
ปัจจุบันต้องยอมรับว่าสังคมไทยนิยมสาวผอม ไม่ว่าจะเป็นดารา นางแบบ นางเอก มากกว่า 99.99% มักรูปร่างผอมบาง ส่วนดาราอ้วนมักได้บทตลก ตัวอิจฉา หรือคนรับใช้
อ่านต่อ
21:47
อา. 08.09.56
ประชาชาติธุรกิจ
5 เคล็ดลับประหลาดๆ ที่ช่วย′ลดน้ำหนัก′ได้ผล!!!   อะไรเอ่ยขึ้นง่าย ลงยาก?

อืม...นอกจาก "อารมณ์" ก็เห็นจะมีเรื่อง "อวบๆ อ้วนๆ" นี่แหละ ซึ่งเป็นปัญหาสำหรับหนุ่มสาวหลายคนที่พอปล่อยตัวให้อ้วนเกินพิกัดไปแล้ว ก็เอาน้ำหนักตัวลงยากเหลือเกิน เพราะไม่สามารถจะควบคุมอาหาร และออกกำลังกายได้สม่ำเสมอ

สำหรับใครที่กำลังมี "ปัญหา" กับน้ำหนักตัว วันนี้เรามี 5 เคล็ดลับในการลดความอ้วนที่อาจจะฟังดูประหลาดๆ แต่ทว่า ทำตามแล้วได้ผล ซึ่งนำมาจาก 5 Weird Weight-Loss Tricks that Work มาฝากกัน

วิธีแรก ก็คือขอให้มี "ขนม" ติดอยู่ด้วยในอาหารมื้อเช้า โดยมีผลการศึกษาในกลุ่มคนอ้วนที่พยายามลดน้ำหนักตัวด้วยการควบคุมอาหาร แล้วพบว่า กลุ่มคนอ้วนที่รับประทานอาหารมื้อเช้าเยอะ และมีขนมในอาหารมื้อนี้ด้วย สามารถลดน้ำหนักตัวลงได้มากกว่า กลุ่มคนอ้วนที่รับประทานอาหารมื้อเช้าน้อยกว่า และไม่มีขนมในอาหารมื้อนี้เลย สำหรับคำอธิบายก็คือ อาจเป็นเพราะว่าการรับประทานขนมในอาหารมื้อเช้า สามารถช่วย "ลด" ความอยากรับประทานขนม หรือของหวานระหว่างวันให้น้อยลงได้

เคล็ดลับที่ 2 ให้ตัดหรือหั่นอาหารเป็นชิ้นเล็กๆ โดยวิธีนี้มีผลการศึกษาพูดไว้ว่า การที่เราตัด หั่น ซอย อาหารเป็นชิ้นเล็กๆ อาจจะช่วยทำให้สมองของเราคิดว่า มีอาหารอยู่ในจานเยอะ ก็จะช่วยให้เรากินอาหารน้อยลง ทั้งยังมีความรู้สึกพึงพอใจด้วย 

เคล็ดลับที่ 3 ก็คือหาเวลาออกกำลังกายให้ได้ในตอนเช้า ที่จริง การหาเวลาออกกำลังกายให้ได้ในแต่ละวัน ไม่ว่าจะเวลาไหนก็ตามเป็นสิ่งสำคัญ แต่ถ้าคุณต้องการจะลดน้ำหนักให้ได้มากขึ้น หากมองในแง่ของการเผาผลาญพลังงาน ให้ลองหาเวลาออกกำลังกายตอนเช้าดู เพราะมีผลการศึกษาพบว่า คนที่ออกกำลังกายตอนเช้า จะออกกำลังกายมากกว่าคนที่ออกกำลังกายในช่วงเวลาอื่นๆ ของวัน

เคล็ดลับที่ 4 ดื่มน้ำอุ่น จริงอยู่ที่การดื่มน้ำเย็นๆ สักแก้ว จะช่วยให้คุณรู้สึกสดชื่น แต่ถ้าคุณต้องการลดน้ำหนัก คุณควรเปลี่ยนจากดื่มน้ำเย็นไปเป็นน้ำอุ่น ทั้งนี้ เพราะมีผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ออกมาเมื่อไม่นานนี้ พบว่าการดื่มน้ำอุ่น 1 แก้ว ก่อนรับประทานอาหารแต่ละมื้อ สามารถช่วยให้เรารับประทานอาหาร "อิ่ม" เร็วขึ้น แล้วก็ทำให้เรารับประทานอาหารน้อยลงในแต่ละมื้อ

เคล็ดลับสุดท้าย ก็คือกินบ่อยๆ แทนที่วันหนึ่งจะกินแค่ 2-3 มื้อ ก็พยายามกินให้ได้วันละประมาณ 5-6 มื้อ เพราะการกินหลายมื้อ จะช่วยกระตุ้นระบบการเผาผลาญอาหารในร่างกาย แต่มีเงื่อนไขว่า ต้องกินอาหารประเภทโปรตีน อาหารที่มีกากใย และอาหารที่มีสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมากกว่าอาหารประเภทแป้ง และอาหารที่มีสารปรุงรส เพราะอาหารที่มีคุณประโยชน์ต่อร่างกายเหล่านั้น จะช่วยให้พลังงานแก่ร่างกาย และช่วยให้อิ่มท้อง โดยปราศจากแคลอรี 

ลองนำไปทำดูกันนะคะ อ้อ ... แต่ต้องอย่าลืมว่า การจะทำอะไรให้สำเร็จ ต้องใช้เวลา และต้องทำอย่างต่อเนื่อง

ที่มา: http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1377506671
5 เคล็ดลับประหลาดๆ ที่ช่วย′ลดน้ำหนัก′ได้ผล!!!
อะไรเอ่ยขึ้นง่าย ลงยาก?
อืม...นอกจาก "อารมณ์" ก็เห็นจะมีเรื่อง "อวบๆ อ้วนๆ" นี่แหละ ซึ่งเป็นปัญหาสำหรับหนุ่มสาวหลายคนที่พอปล่อยตัวให้อ้วนเกินพิกัดไ
อ่านต่อ
14:08
Mon 16.01.17
ประชาชาติธุรกิจ
รวมภาพสถานที่ "เลิฟ ล็อคส์" ทั่วโลก ล็อคความรักให้มั่น รักกันจนวันตาย  เชื่อว่าหลายคนคงเคยผ่านตากันมาบ้างกับภาพของแม่กุญแจที่ล็อคอยู่ตามที่ต่างๆ อาทิ สะพาน ต้นไม้ ฝาผนัง ที่ฝรั่งเรียกกันว่า "เลิฟ ล็อคส์" ด้วยความเชื่อที่ว่าหากคู่รักไหนมาล็อคกุญแจไว้ด้วยกัน แล้วโยนลูกกุญแจทิ้งแม่น้ำ รักนั้นจะอยู่ชั่วนิจนิรันดร

ด้วยความเชื่อนี้เองทำให้หนุ่มสาวทั้งชาวยุโรปและนักท่องเที่ยวทั้งหลายหากมีโอกาสไปยังสถานที่ที่มีตำนานต่างๆไม่ว่าจะเป็นปารีสมอสโกกรุงโซลเยอรมันอิตาลีเป็นต้นก็จะนิยมไปล็อคกุญแจไว้ด้วย วันนี้ทีมงานมีภาพ "เลิฟ ล็อคส์" จากที่ต่างๆ ทั่วโลกมาให้ชมกัน

ดูเพิ่มเติมได้ที่ http://www.prachachat.net/gallery-detail-photo.php?newsid=1373349332#ad-image-9
รวมภาพสถานที่ "เลิฟ ล็อคส์" ทั่วโลก ล็อคความรักให้มั่น รักกันจนวันตาย
เชื่อว่าหลายคนคงเคยผ่านตากันมาบ้างกับภาพของแม่กุญแจที่ล็อคอยู่ตามที่ต่างๆ อาทิ สะพาน ต้นไม้ ฝาผนัง ที่ฝรั่งเรียกกันว่า "เลิฟ ล็อคส์" ด้วยความเชื่อที่
อ่านต่อ
22:14
Mon 15.09.14
ประชาชาติธุรกิจ
ลาเต้ 3D สวยๆบนถ้วยกาแฟ  ฟองนมบนถ้วยกาแฟเหล่านี้ เป็นฝีมือของบาริสต้าเจ้าของดีไซน์เก๋ๆ "คาซูกิ ยามาโมโต้" บาริสต้าวัย 26 ปี กับความสามารถอันน่าตื่นตาตื่นใจ เมื่อเธอผุดไอเดีย ลาเต้ 3D มาเสิร์ฟลูกค้า เริ่มจากการชงกาแฟลาเต้กลิ่นหอมกรุ่น จากนั้นจึงนำเอาฟองนมมาสร้างเป็นตัวการ์ตูนให้ออกมาในรูปแบบ สามมิติ

ภาพโดย Kazuki Yamamoto, Rex Features

ที่มา: http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1376455406
ลาเต้ 3D สวยๆบนถ้วยกาแฟ
ฟองนมบนถ้วยกาแฟเหล่านี้ เป็นฝีมือของบาริสต้าเจ้าของดีไซน์เก๋ๆ "คาซูกิ ยามาโมโต้" บาริสต้าวัย 26 ปี กับความสามารถอันน่าตื่นตาตื่นใจ เมื่อเธอผุดไอเดีย
อ่านต่อ
19:20
จ. 23.09.56
ประชาชาติธุรกิจ
นอนหลับช่วยกำจัดขยะสมอง   ผลงานวิจัยตีพิมพ์ลงในวารสารไซน์ส เปิดเผยเมื่อเร็วๆ นี้ชี้ว่า ระหว่างการนอนหลับสมองจะเกิดกระบวนการกำจัดขยะ และยังเป็นกระบวนการที่ช่วยป้องกันโรคอีกด้วย ซึ่งผลการค้นคว้าดังกล่าวตอบคำถามที่ว่า เพราะเหตุใดมนุษย์จึงต้องใช้เวลานอนหลับถึง 1 ใน 3 ของชีวิต และอาจช่วยรักษาอาการสมองเสื่อมรวมถึงความผิดปกติทางระบบประสาทอื่นๆ ได้อีกด้วย

ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยศูนย์การแพทย์โรเชสเตอร์ ในนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา นำโดยนายไมเคน เนเอร์การ์ด ได้ทำการทดลองในหนูทดลอง พร้อมสังเกตการกำจัดเซลล์ขยะ รวมไปถึงโปรตีนที่ชื่อว่าแอมีลอยด์ บีตา โปรตีนที่ก่อให้เกิดอาการสมองเสื่อม ทางหลอดเลือดเข้าสูระบบหมุนเวียนของร่างกายก่อนที่จะถูกส่งไปยังตับ

นักวิจัยชี้ว่าน้ำหล่อสมองไขสันหลังซึ่งถูกสูบฉีดเข้าไปในสมองจะทำหน้าที่กำจัด ขยะดังกล่าวในช่วงเวลาที่กำลังหลับ โดยช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงที่เซลล์หดตัวส่งผลให้น้ำหล่อสมองไขสันหลัง สามารถเคลื่อนที่ไปทั่วสมองได้อย่างรวดเร็วและกำจัดขยะได้อย่างมี ประสิทธิภาพมากกว่าตอนที่ตื่นอยู่ถึง 10 เท่า โดยนักวิทยาศาสตร์เรียกกระบวนการดังกล่าวว่าระบบ กลิมพาติก 

ที่มา: http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1382413383
นอนหลับช่วยกำจัดขยะสมอง
ผลงานวิจัยตีพิมพ์ลงในวารสารไซน์ส เปิดเผยเมื่อเร็วๆ นี้ชี้ว่า ระหว่างการนอนหลับสมองจะเกิดกระบวนการกำจัดขยะ และยังเป็นกระบวนการที่ช่วยป้องกันโรคอีกด้ว
อ่านต่อ
16:34
Sun 03.05.15
ประชาชาติธุรกิจ
แนะวิธีนั่งเครื่องบินปลอดภัย ป้องกันอาการ"ลิ่มเลือด"อุดตัน-ไร้ปัญหา"เจ๊ตแล็ก" นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์ อายุรวัฒน์นานาชาติ ภายใต้กำกับของศูนย์ความเป็นเลิศ ด้านชีววิทยาศาสตร์ (ทีเซลส์) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวแนะนำเทคนิคขึ้นเครื่องบินอย่างไรให้ปลอดภัยและมีสุขภาพดี ว่า มีหลักกว้างๆ 11 ข้อ คือ 

1.ตั้งใจชมการสาธิตอุปกรณ์ช่วยชีวิต

2.ช่วยตัวเองให้มีแรงพอ ก่อนช่วยคนอื่น

3.อย่าดึงชูชีพให้พองลมก่อนออกจากตัวเครื่อง ไม่เช่นนั้นท่านจะมีสภาพไปไหนไม่ได้แออัดกันอยู่ในเครื่องทั้งหมด และเคยมีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นที่แอฟริกาเมื่อเครื่องบินเอธิโอเปียตกในปี 1996 ผู้โดยสารที่เสียชีวิตส่วนใหญ่ดึงเสื้อชูชีพให้พองลมตั้งแต่อยู่ในเครื่อง ทำให้ที่แคบลง 

4.หมั่นขยับอย่าอยู่กับที่ ใช้วิธีไม่นั่งแช่โดยหมั่นเดิน หรือขยับขาปั๊มเลือดเข้า-ออก นี่เป็นการออกกำลังกาย เพื่อป้องกันโรค "อีโคโนมี่ คลาส ซินโดรม" หรือลิ่มเลือดจากขาวิ่งขึ้นไปอุดที่เส้นเลือดที่ปอดกับหัวใจแล้วทำให้เสียชีวิตได้ ถ้าไม่สะดวกในการเดินขอให้ใช้วิธียกขาขึ้นลงกับที่ก็ได้

5.ดื่มน้ำให้มากและอย่ากินอิ่มบนเครื่อง เลี่ยงอาหารเค็มและแอลกอฮอล์ 

6.หลับให้ได้ตามความมืด-สว่าง เพื่อตัดปัญหาตาค้างนอนไม่หลับเมื่อถึงที่หมาย หลายท่านเรียกภาษาฝรั่งว่าเจ๊ตแล็ก 

7.ติดที่ปิดตาที่อุดหูเอาไว้ การปิดตาได้มืดสนิทดีจะช่วยให้มี "เมลาโทนิน" คือเคมีนิทราที่ออกมาจากสมองช่วยป้องกันอาการผิดเวลาได้ดีมาก 

8.ระวังช่องเก็บของเหนือศีรษะ 

9.ยาประจำตัว แปรงสีฟันและชุดล้างหน้า เตรียมติดตัวไว้ 

10.เตรียมชุดนอนสบายถ้าเป็นไปได้ ข้อนี้สำคัญมากถ้าเป็นเที่ยวบินที่บินยาวนับสิบชั่วโมงท่านยิ่งควรมีชุดสบายๆใส่

11.อย่าขยันดูนาฬิกา อย่าฆ่าเวลาด้วยการก้มมองหน้าปัดนาฬิกาอยู่บ่อยๆรวมถึงมือถือที่บอกเวลา เพราะจะทำให้เราเครียดโดยไม่รู้ตัว รู้สึกเวลาผ่านไปเชื่องช้า 

"ทั้งหมดนี้คือเทคนิคง่ายๆ ให้ทำตัวสบายๆ เหมือนอยู่บ้าน ถึงเวลาให้กินก็กิน พอปิดไฟให้นอนก็นอน" นพ.กฤษดากล่าว
แนะวิธีนั่งเครื่องบินปลอดภัย ป้องกันอาการ"ลิ่มเลือด"อุดตัน-ไร้ปัญหา"เจ๊ตแล็ก"
นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์ อายุรวัฒน์นานาชาติ ภายใต้กำกับของศูนย์ความเป็นเลิศ ด้านชีววิทยาศาสตร์ (ทีเซลส์) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโน
อ่านต่อ
17:19
จ. 07.10.56
ประชาชาติธุรกิจ