SERE NISSIMA ความรักและความหลงใหลในศิลปะและประวัติศาสตร์แห่งเมืองเวนิชสะท้อนออกมาให้เห็นอย่างยิ่งใหญ่ผ่าน MAISON LOUIS VUITTON VENEZIA

อย่างที่ทราบกันดีว่าหลุยส์ วิตตอง (Louis Vuitton) มีความผูกพันแน่นแฟ้นกับการเดินทางท่องเที่ยวและศิลปะ สิ่งที่น่าสนใจจึงเป็นการที่หากต้องเปิดบูติคที่เมืองท่องเที่ยวที่จุดเด่นอยู่ที่ประวัติศาสตร์ศิลปะอันรุ่มรวยอย่างเวนิชนั้น หลุยส์ วิตตองจะทำออกมาในรูปแบบใด ณ วันนี้เราก็ได้คำตอบแล้ว เมื่อเมซง หลุยส์ วิตตอง เวเนเซีย (Maison Louis Vuitton Venezia) เผยโฉมอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 21 เมษายนที่ผ่านมา

“เวนิชเป็นเมืองที่พิเศษสำหรับหลุยส์ วิตตองเสมอครับ” ไมเคิล เบอร์ค (Michael Burke) ประธานของหลุยส์ วิตตองกล่าวกับบาซาร์ระหว่างให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับเรื่องเปิดบูติคแห่งนี้ที่เวนิช “ด้วยที่ตั้งที่อยู่บนลากูนระหว่างโลกตะวันตกและตะวันออก เวนิชจึงเป็นเหมือนสัญลักษณ์ของการเดินทางและความเปิดกว้างต่อประสบการณ์ใหม่ เมืองนี้ยังเป็นเมืองของศิลปะและดีไซน์ และเป็นเมืองที่สามารถผสมผสานความงาม ความหรูหราและศิลปะแห่งการใช้ชีวิตได้อย่างลงตัว เมซง หลุยส์ วิตตอง เวเนเซียแห่งนี้เป็นเหมือนการสดุดีเวนิชและชาวเวนิช ความรักต่อเมืองนี้ของเราสื่อผ่านดีไซน์ที่ออกแบบมาให้สวยที่สุด”
นอกจากจะมีคอลเลกชั่นพิเศษจากมาร์ท เจคอบส์จำหน่ายแล้ว ที่นี่ยังมีร้านหนังสือและพื้นที่จัดแสดงนิทรรศการ เพื่อตอกย้ำการเป็นแบรนด์แฟชั่นที่ให้ความสำคัญกับวัฒนธรรมด้วย

มีคนเคยตั้งคำถามว่าเป็นไปได้หรือเปล่าที่ลายโมโนแกรมอันเป็นสัญลักษณ์ของหลุยส์ วิตตองนั้นเกิดจากการที่ฌอร์จ วิตตอง (Georges Vuitton) ได้มาเห็นลวดลายแกะสลัก (quqrtrefoil) ที่ด้านหน้าของปาลาซโซ ดูคาเล (Palazzo Ducale) ในเวนิช คำถามข้อนี้ยังไม่มีใครให้คำตอบได้ แต่สิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือหลุยส์ วิตตองและเวนิชนั้นมีสัมพันธ์อันดีระหว่างกันมาช้านานแล้ว แคว้นเวเนโต้ (Veneto เป็นชื่อแคว้นในอิตาลีที่มีเวนิชเป็นเมืองหลวง) เป็นแหล่งบ่มเพาะฟูมฟักช่างฝีมือด้านรองเท้าและเครื่องหนังมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 13 และก็เป็นช่างฝีมือจากที่นี่เองที่เป็นผู้สร้างสรรค์คอลเลกชั่นรองเท้าคอลเลกชั่นแรกของหลุยส์ วิตตอง ในปีค.ศ. 2001 หลุยส์ วิตตองจึงได้ตั้งโรงงานรองเท้า (Manufacture de Souliers) ขึ้นในเมืองเฟียซโซ ดาร์ติโค (Fiesso d’Artico) เมืองเล็กๆ แห่งหนึ่งใกล้ๆ กับเวนิชและเพื่อกระชับสัมพันธ์กับเวนิชให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น หลุยส์ วิตตองก็ได้ออกทุนสนับสนุนการบูรณะ Venice Pavillon ใน Biennale Gardens ด้วย หลังจากนั้นไกด์บุ๊คเมืองเวนิชก็ได้ถูกจัดพิมพ์ และล่าสุด หลุยส์ วิตตองก็ได้ตัดสินใจลงหลักปักฐานที่เวนิชด้วยการเปิดตัวเมซง หลุยส์ วิตตอง เวเนเซียแห่งนี้ขึ้นมา ด้วยแนวคิดที่จะ “สร้างใหม่” แต่ก็ยัง “ถนอมรักษา” ไปด้วยพร้อมๆ กัน เมซง หลุยส์ วิตตอง เวเนเซียถึงถือกำเนิดขึ้นมาในอาคารที่ครั้งก่อนเคยเป็น Cinema Teatro San Marco หรือโรงหนังประจำเมืองเวนิชที่ตั้งอยู่ตรงจัตุรัสซานมาร์โคอันเลื่องชื่อนั่นเอง (เวนิช เป็นต้นกำเนิดของ Mostra หรือ เทศกาลภาพยนตร์ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก)

เมื่อมาจากกัลเล ซาน มาร์โค (Celle San Marco) เราก็จะเห็นเมซง หลุยส์ วิตตอง เวเนเซีย โดดเด่นอยู่ ณ อาคารโรงหนังแห่งนี้ที่ได้รับการออกแบบใหม่อีกครั้งโดยสถาปนิกนามเบรนโน เดล จิยูดิเช (Brenno Del Giudice) ในปี ค.ศ. 1936 จากนั้นเราก็จะเจอกับรูปปั้นนูนสูงของนาโปลีโอเน มาร์ตินูซซี (Napoleone Martinuzzi) ที่แวดล้อมไปด้วยม้วนฟิล์มและสิงโตเวนิชซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของ Mostra ตามมาด้วยวินโดว์ดิสเพลย์ที่ออกแบบมาเพื่อจัดแสดงรองเท้า งานฝีมืออันเป็นสัญลักษณ์ของท้องถิ่น พื้นที่ส่วนนี้เป็นพื้นที่ของสินค้าเครื่องหนังสำหรับผู้ชายและผู้หญิงโดยเฉพาะ ด้วยคอนเซ็ปต์ของ “ความเป็นสมัยใหม่ที่ถูกขับเน้นด้วยมรดกดั้งเดิม” หลุยส์ วิตตองและ ปีเตอร์ มาริโน (Peter Marino) สถาปนิก พื้นที่จึงได้ออกแบบล็อบบี้จึงออกมาในรูปของการเล่นแสงเงา ชวนให้นึกถึงกระเป๋ารุ่นดามิเยร์ (Damier) ที่ได้แรงบันดาลใจจากเทคนิคเซียโรสกูโร (chiaroscuro) ที่นิยามขึ้นมาโดยศิลปินอิตาเลียน ความเป็นเวนิชถูกสื่อผ่านกระจกเวเนเซียแบบแอนทีคและหน้ากากคาร์นิวัลหลากสไตล์ (สำหรับการเปิดเมซงใหม่ครั้งนี้ หลุยส์ วิตตองได้ทำหน้ากากคาร์นิวัลแบบลิมิเต็ด เอดิชั่น ประดับเพชรและอัญมณีหลากสีสันขึ้นมาเพื่อสดุดีศิลปะของเวนิชด้วย) หนึ่งคือเปอติต์ ฌนเอ (Petit Noé) เวอร์ชั่นใหม่ที่ได้แรงบันดาลใจจากเวอร์ชั่นดั้งเดิมในปีค.ศ. 1932 โดยมีสายสะพายยาวและปรับได้ ทำให้ใช้ได้สะดวกยิ่งขึ้น สองคือกระเป๋าอัลมา (Alma) เวอร์ชั่นมินิ (พัฒนามาจากโมเดลดั้งเดิมในปีค.ศ. 1934) ที่ขนาดเล็กลงและเบายิ่งขึ้นเช่นกัน โดยมุมหนึ่งถูกสงวนไว้ให้เป็นมุม LV Cup ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากการแข่งเรือยอชต์อันโด่งดังของเวนิช เสื้อผ้าส่วนนี้จึงเป็นสไตล์ทหารเรือโดยเฉพาะ ถัดไปบนชั้นสองเป็นที่ตั้งของส่วนเรดี้ทูแวร์สำหรับผู้หญิงที่มองออกไปเห็นกัลเลซาน มาร์โคได้อย่างชัดเจน ที่พิเศษคือนี่เป็นครั้งแรกที่คอลเลกชั่นเรดี้ทูแวร์ที่ออกแบบดดยมาร์กเจคอบส์ได้ออกมาอวดโฉมอย่างเต็มที่ และก็เช่นกัน มุมหนึ่งของพื้นที่ส่วนนี้ได้ถูกสงวนไว้เป็นมุมรองเท้าโดยเฉพาะ นอกจากนี้ ชั้นนี้ยังมี Private Room สำหรับผู้ที่ต้องการความเป็นส่วนตัวด้วย

เพื่อฉลองความยิ่งใหญ่ให้กับวงการวรรณกรรมแห่งเวนิช ชั้นบนถัดขึ้นไปจากนั้นจึงเป็นชั้นของร้านหนังสือที่จัดจำหน่ายหนังสือจาก เอดิชิยงส์ หลุยส์ วิตตอง (Editions Louis Vuitton) รวมถึงหนังสือศิลปะ พร้อมีมุมโซฟาให้ใช้เวลานั่งอ่านนั่งพลิกหนังสือดูได้เต็มที่
Board: The News
(0)
Share
Bazaar
Keep by Bazaar
6377
FOLLOWER

SERE NISSIMA

"ความรักและความหลงใหลในศิลปะและประวัติศาสตร์แห่งเมืองเวนิชสะท้อนออกมาให้เห็นอย่างยิ่งใหญ่ผ่าน MAISON LOUIS VUITTON VENEZIA
อย่างที่ทราบกันดีว่าหลุยส์ วิตตอง (Louis Vuitton) มีความผูกพันแน่นแฟ้นกับการเดินทางท่องเที่ยวและศิลปะ สิ่งที่น่าสนใจจึงเป็นการที่หากต้องเปิดบูติคที่เมืองท่องเที่ยวที่จุดเด่นอยู่ที่ประวัติศาสตร์ศิลปะอันรุ่มรวยอย่างเวนิชนั้น หลุยส์ วิตตองจะทำออกมาในรูปแบบใด ณ วันนี้เราก็ได้คำตอบแล้ว เมื่อเมซง หลุยส์ วิตตอง เวเนเซีย (Maison Louis Vuitton Venezia) เผยโฉมอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 21 เมษายนที่ผ่านมา
“เวนิชเป็นเมืองที่พิเศษสำหรับหลุยส์ วิตตองเสมอครับ” ไมเคิล เบอร์ค (Michael Burke) ประธานของหลุยส์ วิตตองกล่าวกับบาซาร์ระหว่างให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับเรื่องเปิดบูติคแห่งนี้ที่เวนิช “ด้วยที่ตั้งที่อยู่บนลากูนระหว่างโลกตะวันตกและตะวันออก เวนิชจึงเป็นเหมือนสัญลักษณ์ของการเดินทางและความเปิดกว้างต่อประสบการณ์ใหม่ เมืองนี้ยังเป็นเมืองของศิลปะและดีไซน์ และเป็นเมืองที่สามารถผสมผสานความงาม ความหรูหราและศิลปะแห่งการใช้ชีวิตได้อย่างลงตัว เมซง หลุยส์ วิตตอง เวเนเซียแห่งนี้เป็นเหมือนการสดุดีเวนิชและชาวเวนิช ความรักต่อเมืองนี้ของเราสื่อผ่านดีไซน์ที่ออกแบบมาให้สวยที่สุด”"
1 KEEP
Bazaar
0 LOVES
COMMENT