แต่งสวยเข้าพระราชวังบักกิงแฮม ทัวร์โรงงานและฟังเล็คเชอร์วิชาผลิตชากันเสร็จ วันถัดมาเราก็ได้รับโอกาสพิเศษสุดครั้งหนึ่งในชีวิตให้เข้าร่วม งานเฉลิมฉลองครบ 60 ปีพระราชพิธีบรมราชาภิเษก สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบทที่ 2 (Coronation Festival) บริเวณสวนในพระราชวังบักกิงแฮม ซึ่งจัดขึ้นเป็นเวลา 4 วันตั้งแต่วันที่ 11 - 14 กรกฎาคม 2556 ภายในงานมีร้านค้าและผลิตภัณฑ์ภายใต้ตรารับรองสินค้าจากราชสำนกั “Royal Warrant” กว่า 200 แบรนด์ที่ได้ครับพระบรมราชานุญาตให้เข้ามาจัดแสดงและออกร้านแถมบางแบรนด์ยังมีอายุเก่าแก่มากกว่า 200 ปี!
เคยพา สุดสัปดาห์ ไปเยือนอังกฤษถึง 2 ครั้ง ปีนี้ “ทไวนิงส์” ก็ยังใจดีแอนด์ใจปํ้าพาไปเยือนมหานครลอนดอน จิบ “Afternoon Tea” ตามแบบฉบับผู้ดีอังกฤษแท้อีก แต่ค ราวนี้พิเศษสุดตรงที่เราได้รับเกียรติให้เข้าร่วมงานเทศกาลฉลองครบรอบ 60 ปี พระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบทที่ 2 งานนี้บอกได้เลยว่านอกจากจะช็อป ชิม ชิลกันจนกระเป๋าฉีก ยังได้มาสัมผัสพลังศรัทธาของประชาชนที่มีต่อราชวงศ์อังกฤษกับตาตัวเองอีกด้วย ชาทไวนิงส์ (Twinings) ถือกำเนิดขึ้นึครั้งแรกที่กรุงลอนดอน เมื่อปี ค.ศ. 1760 จุด เริ่มต้นของตำนานชาทไวนิงส์คือแรกเริ่มเดิมที “Thomas Twining” ได้เปิดกิจการร้านแกแฟชื่อ Tom’s Coffee House ที่ Devereux Court, Strand โดยนำ “ชา” มาเป็นจุดขายเพื่อสร้างความแตกต่างจากร้านกาแฟอื่น ๆ ที่กำลังได้รับความนิยมมากจากคนอังกฤษในสมัยนั้น จวบจนถึงปัจจุบัน ชาทไวนิงส์อยู่คู่คนอังกฤษมายาวนานกว่า 300 ปี แถมยังได้รับการคัดเลือกให้เป็นเครื่องดื่มในราชสำนัก และได้รับพระราชทานตรารับรองอย่างเป็นทางการโดยสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียแห่งสหราชอาณาจักร คำตอบมีเป็นเรื่องราวว่า วัฒนธรรมการดื่มชาในอังกฤษเริ่มต้นขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1662 โดยการแนะนำของ “แคเทอรีนแห่งบรากันซา” ผู้เป็นพระราชินีชาวโปรตุเกสคู่บัลลังก์ของพระเจ้าชาร์ลส์ที่สอง ซึ่งในครั้งนั้นยังคงเป็นเพียงแค่การเชิญพระสหายของพระองค์มาร่วมดื่มชาและสังสรรค์กันเป็นการส่วนพระองค์ที่ Royal Court นับเป็นจุดเริ่มต้นของวัฒนธรรมการดื่มชาในสังคมอังกฤษเลยก็ว่าได้ แต่สมัยก่อน ชาถือเป็นสินค้าราคาแพงเพราะต้องเสียภาษีค่อนข้างสูง คนมีฐานะเท่านั้นถึงจะดื่มได้หรือดื่มในโอกาสพิเศษจริง ๆ สมัยที่ยังไม่มีกล้องถ่ายรูป คนรวยถึงขนาดจ้างศิลปินมาวาดรูปตัวเองดื่มชาแล้วนำไปโชว์ในแกลเลอรี่เพื่อแสดงให้คนอื่นรู้ว่าตัวเองมีฐานะ (แหม…ลงทุนกันจริงจัง!!!) ต่อมาทายาทรุ่นที่ 3 ของทไวนิงได้เข้าไปมีส่วนช่วยผลักดันนโยบายลดภาษีชาให้ถูกลง ประกอบกับหลังจากที่อินเดียตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ ทำให้มีการนำเข้าชาอัสสัมซึ่งไม่ต้องเสียภาษีเยอะ ยิ่งทำให้ราคาชาถูกลงจนคนทั่วไปสามารถดื่มได้ และกลายเป็นวัฒนธรรมแพร่หลายนับแต่นั้นมา ว่ากันว่า “ชา” ก็เปรียบเสมือน “ไวน์” เพราะเมื่อ 5,000 ปีก่อน ชาวจีนได้ค้นพบว่า ต้นชาสามารถให้ใบชาที่มีกลิ่นรส และรูปแบบที่หลากหลายได้จากการเพาะปลูกบนสภาพดิน ภูมิอากาศ และความสูงที่ต่างกัน คล้ายการปลูกองุ่นเพื่อทำไวน์ หลายคนจึงมักเปรียบเทียบชากับไวน์ชนิดต่าง ๆ คือ ชาดำเปรียบได้กับไวน์แดงรสเข้มลึก ชาอูหลงเปรียบได้กับโรสไวน์ (Rose) ส่วนชาเขียวและชาขาวเปรียบได้กับไวน์ขาวนั่นเอง คนอังกฤษจะจับแก้วชาด้วย 4 นิ้วแล้วโผล่นิ้วก้อยเด้งออกมา (พองาม) เพื่อแสดงความเป็นผู้ดีหรือชนชั้นสูง ส่วนจะจิบ “High Tea” หรือ “Afternoon Tea” ให้ดูช่วงเวลาเป็นหลัก ถ้าเป็น High Tea จะเป็นชาที่เสิร์ฟในมื้ออาหารหลักของคนอังกฤษคือ เช้ากับเย็น ซึ่งมื้อเย็นเขาจัดเต็มกันมากทั้งเนื้อสัตว์ เนย ขนมปัง มันฝรั่ง ผักดอง ชีส และที่ขาดไม่ได้ก็คือชา โดยจะรับประทานบนโต๊ะอาหารที่มีลักษณะเป็นทรงสูง จึงเรียกว่า High Tea ส่วน Afternoon Tea คือ การดื่มชาสังสรรค์ในบรรยากาศสบาย ๆ ตอนบ่ายที่ถูกจัดเตรียมบนโต๊ะทรงเตี้ยขนาดเล็ก จึงเรียกได้อีกอย่างหนึ่งว่า “Low Tea” แค่เห็นบรรยากาศงานก็แทบจะร้องกรี๊ดออกมาตามประสาสาวบ้า “อิงลิชสไตล์” เพราะดูอบอุ่นเป็นกันเอง แต่ก็ยังไม่ทิ้งความเก๋ไก๋ตามแบบอังกฤษแท้ ภายในงานแบ่งเป็นโซนต่างๆ ทั้งโซนนวัตกรรมด้านการออกแบบเทคโนโลยี โซนศิลปะหัตถกรรม โซนจัดแสดงแฟชั่นโชว์

ช่วงเย็น บริเวณสวนในพระราชวังบักกิงแฮมถูกเนรมิตเปลี่ยนโฉมให้เป็นงาน “กาล่าคอนเสิร์ต” สุดอลังการ เพื่อร่วมฉลองความเจริญก้าวหน้าและความสำเร็จทางวัฒนธรรมของอังกฤษตลอดรัชสมัยของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบทที่ 2 โดยมีบรรดาศิลปินและวงดนตรีชื่อดังในเครือสหราชอาณาจักรมาร่วมแสดงโชว์มากมาย ระหว่างที่กำลังนั่งเสพโชว์ชั้นดี จิบไวน์ชั้นเลิศ และดื่มด่ำกับการแสดงโชว์แสง สี เสียงตรงหน้า โดยมีฉากหลังสุดอลังการเป็นพระราชวังบักกิงแฮมเหลือบสายตาไปมองรอบ ๆ ก็เห็นคนอังกฤษเข้ามาร่วมงานกาล่าคอนเสิร์ตกันเต็มจำนวนที่นั่ง ยังไม่นับคนที่ยืนดูอยู่ด้านหลังอีกเป็นจำนวนมาก ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า คนอังกฤษต่างก็รักและเทิดทูนสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบทที่ 2 เช่นเดียวกับที่คนไทยทั้งประเทศรักและเทิดทูนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว “พ่อหลวงของแผ่นดิน” ไว้เหนือสิ่งอื่นใด จบงานนี้บอกได้คำเดียวว่าคนไทยอย่างเรา ๆ “อิน” และ “ฟิน”กันถ้วนหน้า วันถัดมาเราขอไปตระเวนทักทาย “ลอนดอน” ในมุมอื่นกันดูบ้าง ประเดิมด้วยการยกพลขึ้นบก เอ๊ย! ขึ้นเรือ ด้วยการแวะชมเรือโบราณคัตตี้ซาร์ค (Cutty Sark) ซึ่งเป็นเรือขนส่งสินค้าที่มีชื่อเสียงของอังกฤษ สร้างขึ้นเมื่อปี 1869 ซึ่งในยุคนั้นเรือลำนี้จัดเป็นเรือขนส่งสินค้าที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับต้น ๆ ของโลก และถือว่าเป็นเรือขนส่งที่มีความเร็งสูงที่สุดในโลกด้วย สมัยก่อนเรือลำนี้ทำหน้าที่ออกเดินทางไปทำการค้ากับประเทศต่าง ๆ ปัจจุบันนับเป็นเรือโบราณไม่กี่ลำบนโลกที่ยังถูกเก็บรักษาไว้ในสภาพที่สมบูรณ์มาก ล่าสุดเพิ่งปรับปรุงใหม่และเปิดให้บริการอีกครั้งเมื่อต้นปี 2012 ที่ผ่านมา มาเยือนลอนดอน แต่ไม่ยอมแวะมา “หอนาฬิกาพระราชวังเวสต์มินสเตอร์” (Clock Tower, Palace of Westminster) หรือที่รู้จักคุ้นเคยกันในชื่อ “บิ๊กเบน” ก็เหมือนมาไม่ถึง จริง ๆ หอนาฬิกานี้ถูกสร้างหลังจากไฟไหม้พระราชวังเวสต์มินสเตอร์เดิม โดยฝีมือการออกแบบของ “Charles Barry” ตัวอาคารสร้างด้วยสถาปัตยกรรมสมัยสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย (Victoria Gothic) ปัจจุบันหอนาฬิกานี้ได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “Elizabeth Tower” อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2555 เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบทที่ 2 แห่งราชวงศ์อังกฤษ ในวโรกาสครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ว่ากันว่าลอนดอนมีพิพิธภัณฑ์ที่น่าสนใจมากมาย และหนึ่งในนั้นก็คือ The British Museum พิพิธภัณฑ์ด้านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของมนุษย์ที่เก่าแก่และใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ภายในรวบรวมวัตถุทางโบราณคดีต่าง ๆ จากทั่วโลกกว่า 13 ล้านชิ้น โดยแบ่งเป็นโซนต่าง ๆ เช่น กรีก โรมัน อียิปต์ เมโสโปเตเมีย การันตีว่ามาแล้วจะไม่ผิดหวัง ที่สำคัญ ยังไม่เสียค่าเข้าสักปอนด์อีกต่างหาก แต่ขอเตือนว่าถ้าคิดจะมา เตรียมร่างกายและกำลังขาให้พร้อม เพราะที่นี่อาณาบริเวณกว้างขวางมาก ถ้าเดินดูแบบทุกซอกทุกมุมอาจต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3 วันกันเลยทีเดียว โปรแกรมส่งท้ายคือ ไปเยือน “London Eye” หรือที่รู้จักในชื่อ “Millennium Wheel” เป็นชิงช้าสวรรค์ที่สูงที่สุดในทวีปยุโรป London Eye ตั้งอยู่ในฝั่งสุดด้านตะวันตกของสวนจูบิลี่ นอกจากความยิ่งใหญ่อลังการงานสร้างแล้ว ระยะเวลา 30 นาทีที่อยู่บนชิงช้ายังทำให้เราได้ละเลียดชมวิวริมสองฝั่งแม่น้ำเทมส์และมหานครลอนดอนได้แบบสุดลูกหูลูกตา นับเป็นการปิดทริปวันสุดท้ายด้วยความประทับใจไม่รู้ลืมจริง ๆ!!!
(0)
Share
Sudsapda
Keep by Sudsapda
5137
FOLLOWER

แต่งสวยเข้าพระราชวังบักกิงแฮม

"ทัวร์โรงงานและฟังเล็คเชอร์วิชาผลิตชากันเสร็จ วันถัดมาเราก็ได้รับโอกาสพิเศษสุดครั้งหนึ่งในชีวิตให้เข้าร่วม งานเฉลิมฉลองครบ 60 ปีพระราชพิธีบรมราชาภิเษก สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบทที่ 2 (Coronation Festival) บริเวณสวนในพระราชวังบักกิงแฮม ซึ่งจัดขึ้นเป็นเวลา 4 วันตั้งแต่วันที่ 11 - 14 กรกฎาคม 2556 ภายในงานมีร้านค้าและผลิตภัณฑ์ภายใต้ตรารับรองสินค้าจากราชสำนกั “Royal Warrant” กว่า 200 แบรนด์ที่ได้ครับพระบรมราชานุญาตให้เข้ามาจัดแสดงและออกร้านแถมบางแบรนด์ยังมีอายุเก่าแก่มากกว่า 200 ปี!"
1 KEEP
Sudsapda
0 LOVES
COMMENT