ร้านพิซซ่าเล็กๆ น่ารัก ชื่อ “Un Petit Nid” สำหรับเหล่าพิซซ่าเลิฟเวอร์ทั้งหลาย ยังจำร้านตำหนักลาว บนถนนสักกะริน ได้ไหม ตรงกันข้ามกับร้านนี้ มีร้านพิซซ่าเล็กๆ น่ารัก ชื่อ “Un Petit Nid” ไม่ใช่แค่ร้านสวยนั่งสบายเพราะดัดแปลงมาจากตึกเก่าแก่อายุกว่า 155 ปีเท่านั้น แต่พิซซ่าร้านนี้รสชาติใช้การได้ เป็นพิซซ่าแป้งบางกรอบ มีให้เลือกทั้งถาดเล็ก ถาดใหญ่ สำหรับใครที่ไม่ถนัดอาหารพื้นเมืองเขาก็มีให้เลือกสารพัด ไม่ว่าจะพิซซ่า “ฮาวายเอียน” “มาร์การิต้า” หรือ “เปเปอโรนี” แต่ที่ต้อง Highly Recommended! เลยก็ต้อง “ซาลามี” ที่อัดทั้งพริกหวานซาลามี และใบโหระพา ถาดนี้แก้เลี่ยนได้เวิร์กสุดๆ แต่ถ้าอยากลองเมนูพื้นเมืองเขาก็มี “พิซซ่าหลวงพระบาง” ที่โปะหน้าด้วยไคแผ่นทอดกรอบซิกเนเจอร์ประจำหลวงพระบางมาแบบสะใจอีกด้วย 
(ถ.สักกะริน บ้านวัดแสน โทร. 071 260 686 www.unpetitnid.com เปิดทุกวัน (ยกเว้นวันอาทิตย์) 08.00-21.30 น.)
เช้ามาก็เป็นคิวของ “น้ำตกกวางสี” ที่ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองหลวงพระบางประมาณ 25 กม.เห็นระยะทางแค่นี้ก็จริงอยู่แต่ถนนหนทางออกจะเล็กแคบไปนิดแถมยังคละคลุ้งไปด้วยฝุ่น เพื่อความไม่สาหัสขอแนะนำให้ใช้รถตู้ผู้ชำนาญทาง(และแอร์เย็นฉ่ำ)ก็จะเป็นการดีไม่ใช่น้อย ระหว่างทางจะผ่านทิวทัศน์ที่เขียวชอุ่ม สองข้างทางมีกระท่อมกลางนาที่ทำด้วยไม้ไผ่ ใช้เวลาเดินทางประมาณ 45 นาทีก็ถึงที่หมาย จุดเด่นของน้ำตกแห่งนี้ อยู่ที่สายน้ำที่ไหลลงมาตามหน้าผา ผ่านโขดหินน้อยใหญ่ ลงสู่แอ่งน้ำสีเขียวมรกตเบื้องล่าง งดงามน่าชม โดยเฉพาะช่วงที่น้ำตกสาดกระเซ็นลงมาต้องกระทบกับแสงแดดทั้งแสง สี เสียง สวยงามน่ามหัศจรรย์มาก

น้ำตกกวางสีนี้เป็นน้ำตกที่มีน้ำไหลตลอดปี แต่ว่ากันว่าช่วงที่สวยที่สุดคือช่วงปลายฝนต้นหนาวเพราะน้ำจะใส ป่าจะเขียว อากาศเย็นสบาย น้ำตกกวางสีเป็นน้ำตกหินปูน มีหลายระดับ และมีแอ่งน้ำให้ลงเล่นได้อย่างสบายใจ มีทั้งระดับน้ำตกธรรมดา และน้ำตกสูงจากผา อันนี้ต้องบอกว่าแปลก เพราะหากเป็นน้ำตกทั่วไปจะหาความเป็นธรรมชาติของน้ำตกเช่นนี้ได้ยาก เพราะตกมาจากระดับสูง สู่ระดับกลาง และระดับล่างอย่างสวยงาม ลักษณะเดียวกับน้ำตกเอราวัณ ที่กาญจนบุรี ขอบอกไว้เลยว่า เสน่ห์ของน้ำตกทุกหนแห่งควรมีร้านส้มตำ ไก่ย่าง แบบเดียวกับน้ำตกในเมืองไทย และที่น้ำตกกวางสีแห่งนี้ ใครเคยไปน้ำตกไนแองการ่า อันแสนกว้างใหญ่เพราะอยู่ทั้งในอเมริกาและแคนาดาจะรู้ดีว่า สวยน่ะสวยจริงแต่เมื่อไม่มีร้านส้มตำไก่ย่าง เช่นนี้แล้วจึงขาดเสน่ห์ไปอีกพะเรอเกวียน 

เอ้า...กลับมาที่น้ำตกกวางสีของเราดีกว่า กวาดสายตาไปทั่ว ว่าแต่ว่าร้านไหนดีล่ะ แต่เดิมมีแหล่งข่าวให้เบาะแสมาว่า ขอให้มองหาร้านที่มีลูกเล็กๆ โดยแม่ค้าจะไกวเปลลูกไปปิ้งไก่ไป ที่ไหนได้ 5 ใน 10 ร้านนั่งเลี้ยงลูกกันเป็นแถว ไม่ได้การแล้ว เห็นทีว่า จะต้องกลับมาเลือกร้านด้วยวิธีเบสิกสุดๆ นั่นคือเลือกร้านที่สะอาดและมีคนนั่งกินเยอะๆ เอาตัวรอดไปก่อนมื้อนี้

เริ่มจากเมนูบ้านๆ อย่าง “ตำส้มหลวงพระบาง” อันว่าตำส้มนี่อยู่ที่ฝีมือจริงๆ ใช่ว่าใครจะทำได้เด็ดเท่าบ้านมะโน ตัดสินง่ายๆ ตำมาสีไม่ดำคล้ำเท่าบ้านมะโน อิชั้นฟันทิ้งเลยว่า ไม่ผ่าน ส่วน “ปิ้งไก่” หรอื ไก่ย่างนี้มีทั้งแบบไก่บ้านและไก่พันธุ์เนื้อ ย่างด้วยฟืนไม้ หอมอร่อยใช้ได้ ส่วนข้าวเหนียวเขาให้เยอะและถูกกว่าบ้านเรา ที่เดี๋ยวนี้ 10 บาทแทบไม่มีขายแล้ว 

(การเดินทางไปน้ำตกกวางสี มีรถจัมโบ้ออกจากตลาดชาวเขาหรือตลาดม้งตรงสี่แยกกลางเมือง แต่ต้องรอจนกว่าผู้โดยสารจะเต็ม รถจึงจะออกหรือมิฉะนั้นต้องเหมารถ เมื่อมาถึงลานจอดรถต้องเดินเท้าขึ้นไปอีกประมาณ 300 เมตร ค่าเข้าชม คนละ 20,000 กีบ (80 บาท) เปิดทุกวัน06.00-17.30 น.) กลับจากน้ำตกกวางสีอีตอนบ่ายแก่ๆ แล้วกัน...นี่ยังไม่ได้ไปเที่ยวชมวัดเก่าแก่ประหนึ่งเป็นไฟต์บังคับของหลวงพระบางอีกแห่ง นั่นคือ “วัดเชียงทอง” วัดสำคัญและงดงามที่สุดของเมืองนี้ ได้รับการยกย่องจากนักโบราณคดีว่าเป็นดั่งอัญมณีแห่งสถาปัตยกรรมลาว วัดเชียงทองนี้ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของตัวเมืองหลวงพระบาง ใกล้บริเวณที่แม่น้ำคานไหลมาบรรจบกับแม่น้ำโขง มีถนนเล็กๆ ชื่อถนนโพธิสารราช ริมแม่น้ำโขงคั่นอยู่ วัดนี้สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช หลังจากสร้างวัดนี้ได้ไม่นานพระองค์ก็ทรงย้ายเมืองหลวงไปยังเวียงจันทน์แต่วัดนี้ก็ยังได้รับการอุปถัมภ์ดูแลจากเจ้ามหาชีวิตสว่างวงศ์ และเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวัฒนา กษัตริย์ 2 พระองค์สุดท้ายของลาว

เมื่อเดินทางมาถึงวัดนี้สิ่งแรกก็คือ การไปชมพระอุโบสถหรือที่ภาษาลาวเรียกว่า “สิม” แม้ตัวพระอุโบสถจะไม่ใหญ่โตเหมือนพระอุโบสถในบ้านเราแต่ก็แสดงให้เห็นถึงสถาปัตยกรรมทางศาสนาแบบหลวงพระบางแท้ๆ ด้วยหลังคาพระอุโบสถที่แอ่นโค้งซ้อนกันอยู่ 3 ชั้น ลดหลั่นเกือบจรดฐานจนแลดูค่อนข้างเตี้ย
ส่วนกลางของหลังคามีเครื่องยอดสีทองซึ่งชาวลาวเรียกว่า “ช่อฟ้า” ทั้งหมดมี 17 ช่อ แสดงว่าสร้างโดยกษัตริย์ ส่วน “สิม” ที่สร้างโดยสามัญชนจะมีช่อฟ้าเพียง 1-7 ช่อเท่านั้น ยกตัวอย่างเช่นบริเวณผนังด้านหลังของพระอุโบสถก็ตกแต่งด้วยการนำกระจกสีมา ตัดต่อกันเป็นรูปต้นโพธิ์ขนาดใหญ่ ส่วนด้านข้างเป็นรูปสัตว์ในวรรณคดี ในยามบ่ายเมื่อแสงแดดส่องสะท้อนลงมาดูงดงามยิ่งนัก ถัดมาที่บริเวณด้านข้างและด้านหลังของพระอุโบสถเป็นที่ตั้งของวิหารเล็กๆ 2 หลัง จุดเด่นของวิหารด้านหน้าคือ ที่ผนังด้านนอกจะตกแต่งด้วยกระจกสีตัดเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วนำมาต่อกัน เล่าเป็นนิทานพื้นบ้านบนผนังสีชมพูสวยงามน่ารักตามแบบฉบับชาวหลวงพระบาง ที่หาไม่ได้จากที่ไหน นอกจากนี้ภายในวัดเชียงทองยังมีเขตสังฆาวาส ประกอบด้วยกุฏิ สถูปเจดีย์ ดังวัดทั่วไป และยังมีพระสงฆ์จำพรรษาอยู่
(ค่าเข้าชมคนละ 20,000 กีบ (ประมาณ 80 บาท) เปิดทุกวัน06.00-17.30 น.) ร้านนี้มีเชฟและเจ้าของร้านเป็นชาวหลวงพระบางแท้ๆ แต่ไปร่ำเรียนด้าน Hotel and Gastro Specialist จาก Swiss School of Tourism and Hospitality ที่สวิตเซอร์แลนด์ จึงมีความรู้เรื่องอาหารเป็นอย่างดี เมนูร้านนี้มีให้เลือกหนาปึ้ก ทั้งเทรดิชั่นนัลหลวงพระบาง อาหารตะวันตก และฟิวชั่น ที่โดดเด่นด้วยการครีเอตเมนูอย่างมีชั้นเชิง โดยเฉพาะอาหารลาวแบบเทรดิชั่นนัล ที่เชฟสมศักดิ์ปรับหน้าตาจนโฉบเฉี่ยวไฉไล ช่วยให้จานท้องถิ่นของที่นี่กินง่ายและมีเสน่ห์ขึ้นอีกโข “ผมเป็นเชฟมา 13 ปีแล้วครับ จุดเริ่มที่ไม่มีใครรู้ว่า จะนำผมมาถึงวันนี้ก็คือตอนอายุ 18 ผมไปทำงานเป็นไกด์ ตอนนั้นเรียนไฮสคูลอยู่ที่หลวงพระบางแต่ตอนเย็นไปเรียนภาษาอังกฤษเพิ่มอีก 1 ชั่วโมง ครูที่สอนก็เลยแนะนำให้ไปทำงานเป็นไกด์เพราะเงินดี ผมก็เลยลองดู (ยิ้ม) ได้วันละ 2 เหรียญ เรียนไปด้วยทำงานไปด้วย จนมีโอกาสได้เจอกับครอบครัวชาวสวิสครอบครัวหนึ่ง เขาเห็นผมขยันก็เลยชวนให้ไปเรียนหนังสือที่สวิสเพราะจะได้ภาษาเยอรมันด้วย ตอนแรกก็ลองดูก่อนไปอยู่ที่ซูริก 20 วัน สุดท้ายไปอยู่ตั้ง 8 ปีแน่ะ”

เชฟสมศักดิ์เล่าเป็นภาษาไทยคล่องเปรี๊ยะ สมกับที่เคยเป็นไกด์มาก่อน แม้จะได้รับการอุปการะจากครอบครัวชาวสวิส จนมีโอกาสได้ไปเรียนหนังสือและใช้ชีวิตในต่างแดน แต่เขาก็เดินทางกลับมาที่หลวงพระบางทุกปี 

“ผมจะกลับบ้านตอนช่วงสงกรานต์ แล้วก็ด้วยความที่เราเคยเป็นไกด์พอกลับมาเราก็จะเห็นว่า บ้านเราพัฒนาไปอย่างไร มีโรงแรม มีบ้านพักเกิดขึ้นเยอะมาก แต่สิ่งที่ขาดคือ อาหารอร่อยๆ ตอนแรกตั้งใจจะเรียนด้านการท่องเที่ยวเพราะบ้านเราเป็นเมืองท่องเที่ยว แต่ทำไปทำมากลับมาชอบการเป็นเชฟ ก็เลยไปเรียนที่ Hotel and Gastro Specialist แล้วเราเป็นคนเอเชีย อาจารย์ก็ชอบมากเห็นเราขยันก็แนะนำให้ไปทำงานที่นั่น ที่นี่ ทำให้ได้ประสบการณ์เยอะ สอนพนักงานในร้านให้รู้จักอาหารหลากหลายเชื้อชาติ แล้วที่ไม่เหมือนใครคือ ผมจะแปลงหน้าตาอาหารลาวให้โมเดิร์นขึ้น ไม่อย่างนั้นอาหารหลวงพระบางจะแคบมาก อาหารลาวโดยรวมแล้วแต่ละเมืองจะมีรสชาติต่างกันเพราะวัตถุดิบที่ใช้ต่างกัน จากสภาพแวดล้อมที่ต่างกัน

“ฉะนั้น เมื่อผมเรียนเป็นเชฟกลับมา แล้วมาดูอาหารบ้านเราก็คิดว่าน่าสนใจมากเพราะอาหารลาวเป็นอาหารที่ยังไม่ตาย มีการพัฒนามา และยังพัฒนาต่อไป ดังนั้น อาหารลาวจึงไม่มีสูตรที่ตายตัว ว่าต้องกี่ช้อนโต๊ะกี่ช้อนชา เพราะเป็นไปไม่ได้ ขึ้นอยู่กับคนทำและวัตถุดิบ ไม่เหมือนอาหารฝรั่งที่ต้องใส่ส่วนผสมเป๊ะๆ ดิ้นไม่ได้ เหมือนอาหารที่ตายแล้ว ยกตัวอย่างเช่นผักชีฝรั่ง ฝรั่งใส่ได้แค่ในปลาเท่านั้นแต่อาหารลาวใช้ได้หมด อาหารลาวจึงน่าสนใจมาก ส่วนตัวแล้วผมคิดว่า อาหารลาวเหมือนผู้หญิงสวยๆคนหนึ่ง ที่ใส่เสื้อไหม นุ่งผ้าซิ่น มองอย่างไรก็ไม่เบื่อ (ยิ้ม)”

ฮั่นแน่!...นอกจากจะเก่งในการทำอาหารแล้ว ยังเก่งในการเปรียบเทียบอีกด้วย หลังจากดึงความน่าสนใจของอาหารบ้านเกิดออกมาแล้ว รายการต่อมาเชฟสมศักดิ์ยังไม่วายที่จะหันมามอบลูกยอให้กับอาหารไทยของเราซะลูกเบ้อเริ่ม

“อาหารลาวไม่เหมือนอาหารไทยที่ฝรั่งรู้จักดีอยู่แล้ว อย่างฝรั่งมาเที่ยวเมืองไทยพอมาถึงก็สั่งอาหารไทยเลย หรือบางคนไปเที่ยวเมืองไทย เพราะอยากกินอาหารไทย แต่สำหรับอาหารลาวยังไม่เป็นที่รู้จักขนาดนั้นเราจึงต้องค่อยๆ แนะนำให้เขารู้จักให้ค่อยๆลองดูทีละนิด ถ้าเขาติดใจจะได้กลับมากินอีก” โดยมีเมนูไฮไลต์ที่อยากให้ทุกคนได้ลิ้มลอง อย่าง “Luang PB Specialties” ที่นำเมนูซิกเนเจอร์ประจำหลวงพระบาง 3 ชนิด ได้แก่ “ลาบไก่” ที่โรยหน้าด้วยผักชีลาว แถมออกรสกลางๆไม่จัดจ้านเหมือนบ้านเราตามด้วย “ไส้อั่วหมูหลวงพระบาง” และ “เอาะหลามเนื้อ” จัดเป็นที่เล็กๆ สไตลิ่งออกมาอย่างเก๋และโมเดิร์นในจานเดียว 

จานต่อมาเป็น “Chopped Pork Loin in Betel Nut Leaf with Sticky Rice” ที่หน้าตาดูเป็นฝรั่งจ๋าแต่วัตถุดิบนั้นพื้นเมืองแท้ๆ ด้วยการนำหมูสันนอกมาสับแล้วปรุงรสด้วยสมุนไพร จากนั้นก็ห่อด้วยใบพลู ชุบแป้งที่ผสมกับไข่บางๆแล้วนำไปทอดจนกรอบ หั่นเป็นชิ้นแล้วเสิร์ฟพร้อมซอสตะไคร้และข้าวเหนียวดำ

จากอาหารพื้นเมืองหน้าตาเก๋ คราวนี้ก็ได้เวลาข้ามฝั่งมาทางอาหารยุโรปที่นี่มีซิกเนเจอร์ดิชหลากหลายเชื้อชาติ ทั้งฝรั่งเศส เยอรมัน ออสเตรเลียและอิตาเลียน เริ่มจาก “Homemade Ravioli” ที่เชฟครีเอตมาแบบฟิวชั่น เริ่มจากแป้งราวิโอลีโฮมเมดที่ทำเองทุกวัน ส่วนตัวไส้ก็เป็นกุ้งสับผสมกับหมูสับปรุงในซอสตะไคร้แต่รสชาติออกครีมมี่เข้มข้น นอกจากจะไม่เลี่ยนแม้แต่น้อยแล้วยังได้รสของพาร์เมซานชีสหอมๆ ที่เชฟอิมพอร์ตมาด้วย

มาถึงเมนคอร์ส เชฟเสิร์ฟ “Beef Role with Smoked Ham Mushroom and Fig Filling” จานนี้เด่นตรงซอสที่มีส่วนผสมจากเชอร์รี่ พอร์ตไวน์และครีม มีไซด์ดิชเป็นพาสต้ารูปหอยผัดเนย แล้วเพิ่มความเก๋ด้วยการใส่ในใบตองเพื่อให้เก็บความร้อนได้นานขึ้น 

ปิดท้ายด้วย “Crepe with Fried Apple, Raisins and Ginger and Honey Ice Cream” จานของหวานที่เป็นแผ่นเครปบางๆ ด้านในสอดไส้แอปเปิลทอดกับลูกเกดแล้วตัดรส ด้วยไอศกรีมขิงกับน้ำผึ้ง ชิมมาถึงตรงนี้ บอกได้เลยว่าเชฟคนนี้ไม่ธรรมดา
(บ้านชมคลอง โทร. 071 253 698 เปิดทุกวัน 10.00-23.00 น.) กินอาหารหลวงพระบางมาหลายมื้อ ชาวคณะเลยอดเป็นห่วงแฟนคลับ F.O.L ไม่ได้ ว่ามีใครคิดถึงอาหารไทยกันบ้างหรือยัง ทั้งๆ ที่อิ่มแสนอิ่มแต่หน้าที่ก็คือหน้าที่ ว่าแล้วก็ต้องออกเสาะแสวงหาร้านอาหารไทยมาฝากคนกิน ร้านนี้อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล ในย่านหมู่บ้านมะโน ย่านนี้ฟันธงได้เลยว่า อาหารบ้านๆ รสชาติสะใจ “ร้านสิดทิ” นี้เป็นร้านห้องแถวง่ายๆ ขนาด 2 คูหาขายอาหารตามสั่งเพราะเจ้าของร้านเป็นคนไทย จึงมีอาหารไทยให้เลือกเพียบ ไม่ว่าจะ ต้มยำกุ้ง” (จิ๋ว) “ซี่โครงหมูทอด” “ไข่เจียว” หรือว่า “กะเพราหมูสับ” กะเพราที่นี่ได้รสเผ็ดจี๊ดๆ เพราะใส่ทั้งพริกหวานและพริกลาว รวมทั้งหอมหัวใหญ่ จับได้แล้วใช่ไหมว่า กะเพราใส่ผักเยอะๆ นั้นมาจากที่ไหน แต่ถึงอย่างนี้ก็ช่วยให้หายคิดถึงบ้านได้ตั้งเยอะ 
(หมู่บ้านมะโน ตรงข้ามโรงแรมเลอ เซ็น โทร. 020 5557 1819 เปิดทุกวัน 10.00-22.30 น.) มัวแต่เน้นกินกันจริงๆ จังๆ อุ๊ย... ต๊าย... ตาย... ยังไม่ได้ซื้อของฝากกันเลย ให้สมกับที่เป็นเมืองท่องเที่ยว บนถนนศรีสว่างวงศ์ ใจกลางเมือง ตั้งแต่สี่แยกที่ทำการไปรษณีย์แขวงหลวงพระบางไปจนสุดพิพิธภัณฑ์หลวงพระบาง พอแดดร่มลมตกทุกวันตั้งแต่ 5 โมงเย็นไปจนถึง 4 ทุ่มเขาจะปิดถนนให้กลายเป็นถนนคนเดิน หรือ “Night Market” ที่ชาวบ้านจะเรียกว่า “ตลาดมืด” กรณีนี้นักช้อปไม่ควรพลาด เพราะมีสินค้าพื้นเมืองเรียงรายให้เลือกชมเลือกช้อปกันตลอดเส้นทาง โดยเฉพาะใครที่อยากได้เสื้อยืด “สะบายดี...หลวงพระบาง” ละก็ ขอให้เตรียมกระชับกระเป๋าสตางค์ไว้ให้มั่น 

ประวัติความเป็นมาว่ากันว่า ตลาดนี้จัดขึ้นเป็นครั้งแรกในเดือนธันวาคมปี ค.ศ. 2002 ในช่วงก่อนคริสต์มาส แต่แรกคาดว่า จะเปิดขายกันเพียง 2-3 สัปดาห์ เพื่อให้ชาวม้งและช่างแกะสลักในเมืองนี้ได้นำงานฝีมือมาอวดสายตานักท่องเที่ยว แต่ที่ไหนได้ ตั้งแต่วันนั้นจนวันนี้นอกจากตลาดนี้จะไม่มีวันหยุดแล้ว ยังขยายขนาดขึ้นมาเรื่อยๆ ปัจจุบันมีกว่า 300 ร้าน สินค้าที่วางขายก็มีตั้งแต่เกมหมากรุกที่ประดับด้วยหินไปจนถึงผ้าพันคอไหมงานเย็บปักถักร้อย การแกะสลัก ภาพวาดขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ภาพเขียนพื้นเมือง กระเป๋า รองเท้า เสื้อผ้า ฯลฯ แต่ยอดนิยมสุดๆ ก็อย่างที่บอกว่าได้แก่ เสื้อยืด “สะบายดี...หลวงพระบาง” ที่มีให้เลือกมากมายหลายแบบ แล้วแต่ว่าใครจะชอบแบบไหน สนนราคา ตัวละ 60 บาทขึ้นไป ยิ่งถ้าใครติดใจกาแฟหลวงพระบาง ตลาดนี้มีให้เลือกเพียบ เลือกซื้อเลือกชิมกันได้ตามอัธยาศัย แน่นอนละ ว่ามาตลาดนัดทั้งทีสีสันที่สำคัญที่สุดคือ การต่อราคา กรณีนี้ขอแนะนำว่า ต้องแม่นยำเรื่องของหน่วยเงินตรา มิเช่นนั้นละก็ จะชวนให้ปวดเศียรเวียนเกล้าไม่น้อย ตั้งแต่วันมาจนจะกลับก็ยังงงอยู่นั่นแล้ว

ด้วยความที่เมืองนี้เขาใช้เงินได้หลายสกุล ตั้งแต่เงินบาท เงินหยวน ดอลลาร์ เงินดอง จะจ่ายเป็นเงินสกุลไหนเขาก็รับทั้งนั้น จะจ่ายเป็นเงินบาทแล้วทอนเป็นเงินกีบ หรือจะจ่ายเป็นเงินกีบแล้วทอนเป็นเงินบาทก็ย่อมได้ เพียงแต่ว่าเขารับเฉพาะธนบัตรเท่านั้นไม่มีเหรียญ บวกลบคูณหารกันดีๆ ก็แล้วกัน เอาเป็นว่า สรุปง่ายๆ ตอนนี้ 1 บาทเท่ากับ 250 กีบ ดังนั้น 1,000 กีบก็เท่ากับ 4 บาท 100 บาทก็เท่ากับ 25,000 กีบ แต่ไม่ต้องคิดเป็นกีบเล็กกีบน้อยให้เสียเวลาเพราะส่วนใหญ่แล้วเขาเริ่มต้นกันที่ 10,000 กีบ หรือสิบพันกีบ ซึ่งเท่ากับ 40 บาท เห็นวางแบกะดินอย่างนี้ แป๊บๆมีแบงก์ 500(บาท)ปลิวเหมือนกันนะจ๊ะ ก่อนจากกันเห็นทีแค่คำว่า “ขอบใจเด้อ... หลวงพระบาง” ที่ให้ความสุขอันแสนอิ่มนี้คงไม่พอ ต้องไปอุดหนุนตำส้ม เฝอ ข้าวซอย ร้านอร่อยอีกสักร้านให้หนำใจ ร้านนี้พิกัดชัดเจนจากปากคนท้องถิ่น ว่าขอให้ตุ๊กๆมุ่งไปที่ “ร้านแม่จันทะหนอม” ร้านนี้เปิดมาหลายปีดีดัก ตั้งแต่ พ.ศ.2518 แม้จะออกนอกเมืองมานิดแต่ก็ไม่ผิดหวังจริงๆ เพราะทีเด็ดอยู่ที่น้ำซุปอร่อยมากอดไม่ได้ต้องขอไปตีท้ายครัว คุณแม่จันทะหนอมท่ีแม้อายุใกล้เลข 7 แต่ยังแข็งแรงตื่นแต่เช้ามาต้มน้ำซุป สังเกตจากหม้อต้มบนฟืนสุดคลาสสิก เห็นหม้อใหญ่ขนาดนี้แค่บ่าย 2 โมงก็หมดเกลี้ยงแล้ว

สูตรเด็ดเขาจะใช้กระดูกหมูขาใหญ่ๆ กระดูกวัว ตรงส่วนหัวเข่า แล้วใส่น้ำปลา ซีอิ๊ว เติมน้ำตาลนิดหน่อย ต้มตั้งแต่ตี 4 จนถึง 6 โมงเช้าก็ได้เวลาเปิดร้านพอดี คุณแม่บอกว่า เปิดปุ๊บคนก็แน่นเลย เมนูเด็ดมีให้ชิมทั้ง“ก๋วยเตี๋ยว” หรือ “ข้าวซอย” ที่มีให้เลือกทั้งเส้นเล็ก เส้นเปียก ไม่เว้นแม้แต่เส้นมาม่า หรือที่บ้านเราเรียกว่า “เฝอ” “ข้าวเปียกเส้น” ที่บ้านเราเรียกว่า“กวยจั๊บญวณ” ไฮไลต์ของร้านนี้อยู่ที่ทุกเมนูเขาจะใส่หมูกรอบทำเองแบบไร้มันเยิ้มๆ ลงไปด้วย จึงอร่อยไม่เหมือนใคร ส่วนเนื้อก็มีให้เลือก ทั้งเนื้อสด เนื้อเปื่อย เนื้อน่องลาย ผ้าขี้ริ้ว ฯลฯ

นอกจากนี้ยังมี “ตำส้ม” หรือกระทั่ง “ผัดกะเพราหมู” รสเผ็ดจัดจ้านแต่ออกหวานนำ (มากๆ) ทั้ง 2 เมนู คุยเสร็จคุณแม่ไม่วายทิ้งท้ายว่า คนไทยถ้ามาหลวงพระบางต้องแวะร้านนี้ทั้งน้าน…ดาราดังๆ ที่มาก็ณเดชน์คูกิมิยะ แน้! ณเดชน์อีกละ แอร๊...บอกมาตรงๆ เดี๋ยวนี้นะว่า สรุปแล้วเป็นคนขอนแก่นหรือหลวงพระบางกันแน่! 
(หมู่บ้านมะโน ถ.ภูว่าว โทร. 020 567 1524 เปิดทุกวัน 06.00-14.00 น.) ท่ามกลางความงดงามเก่าแก่ของเรือนไม้และตึกสวยสไตล์โคโลเนียล กับชีวิตที่เนิบช้า เรียบง่าย ที่อบร่ำไปด้วยวัฒนธรรมอันแสนงามนั้นช่างเป็นสิ่งล้ำค่า เพราะยิ่งเกาะติดและโอบกอดหลวงพระบางแนบแน่นเท่าไหร่ ก็ยิ่งรู้ว่า เมืองที่ไม่ได้อยู่อย่างสุขสบายเช่นพี่ไทยมาก่อน กลับทะนุถนอมรักษาความงดงามแบบดั้งเดิมเอาไว้ได้ เพราะไม่ว่าจะบ้านพี่หรือเมืองน้อง โลกก็หมุนด้วยอัตราความเร็วเท่าๆ กัน คิดแล้วก็ได้แต่นึกอิจฉา และถึงจะล้ำหน้าเรื่อง 3G ไปถึงไหนๆ ไม่ว่าอย่างไร ก็ขอให้ตำส้มยังอยู่คู่พูสีตลอดไปเด้อ…
(3)
Share
FoodofLife
Keep by FoodofLife
2884
FOLLOWER

ร้านพิซซ่าเล็กๆ น่ารัก ชื่อ “Un Petit Nid”

"สำหรับเหล่าพิซซ่าเลิฟเวอร์ทั้งหลาย ยังจำร้านตำหนักลาว บนถนนสักกะริน ได้ไหม ตรงกันข้ามกับร้านนี้ มีร้านพิซซ่าเล็กๆ น่ารัก ชื่อ “Un Petit Nid” ไม่ใช่แค่ร้านสวยนั่งสบายเพราะดัดแปลงมาจากตึกเก่าแก่อายุกว่า 155 ปีเท่านั้น แต่พิซซ่าร้านนี้รสชาติใช้การได้ เป็นพิซซ่าแป้งบางกรอบ มีให้เลือกทั้งถาดเล็ก ถาดใหญ่ สำหรับใครที่ไม่ถนัดอาหารพื้นเมืองเขาก็มีให้เลือกสารพัด ไม่ว่าจะพิซซ่า “ฮาวายเอียน” “มาร์การิต้า” หรือ “เปเปอโรนี” แต่ที่ต้อง Highly Recommended! เลยก็ต้อง “ซาลามี” ที่อัดทั้งพริกหวานซาลามี และใบโหระพา ถาดนี้แก้เลี่ยนได้เวิร์กสุดๆ แต่ถ้าอยากลองเมนูพื้นเมืองเขาก็มี “พิซซ่าหลวงพระบาง” ที่โปะหน้าด้วยไคแผ่นทอดกรอบซิกเนเจอร์ประจำหลวงพระบางมาแบบสะใจอีกด้วย
(ถ.สักกะริน บ้านวัดแสน โทร. 071 260 686 www.unpetitnid.com เปิดทุกวัน (ยกเว้นวันอาทิตย์) 08.00-21.30 น.)"
1 KEEP
FoodofLife
3 LOVES
puppie.jung
usertest
Nutthining
COMMENT