ตามติดภารกิจของเชฟอ้น Chef Talent 2013 ตะลุยเช็กอินร้านอร่อยมหานครนิวยอร์ก วันนี้ตื่นเช้าเป็นพิเศษมือข้างหนึ่งถือพาสปอร์ต อีกข้างลากกระเป๋าใบใหญ่ มุ่งหน้าไปสนามบินสุวรรณภูมิด้วยความตื่นเต้นกับการเดินทางไปประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นครั้งแรก ซึ่งการเดินทางครั้งนี้อ้นจะได้ไปเปิดประสบการณ์ ดูงานร้านอาหารและขนมชื่อดังของเชฟเอียนถึงสามร้านด้วยกัน นับเป็นโอกาสดีๆ ที่หาไม่ได้ง่ายนัก ถ้าไม่ได้เข้าร่วมโครงการ Chef Talent กับนิตยสาร Health &Cuisine
ไม่นานกระเป๋าถูกชั่งน้ำหนักไหลไปตามสายพาน แลกเปลี่ยนออกมาเป็นบอร์ดดิ้งพาสที่เขียนปลายทางไว้ว่า New York ใช่แล้ว! ผมกำลังจะเดินทางไปที่นั่น ผมเดินทางไปกับสายการบินยูไนเต็ดแอร์ไลน์ส (United Airlines) จากกรุงเทพฯ เปลี่ยนเครื่องที่สนามบินนาริตะประเทศญี่ปุ่น แล้วบินต่อไปแซนแฟรนซิสโก เปลี่ยนเครื่องอีกครั้ง ก่อนมุ่งหน้าสู่มหานครนิวยอร์กระยะทางอันยาวนาน แต่ผมรู้สึกสะดวกสบายเพราะที่นั่งและที่วางเท้าที่กว้างกว่าปกติของชั้น Economy Plus อีกทั้งยังได้แวะเติมพลังที่ United Club ระหว่างรอเปลี่ยนเครื่องบินอีกด้วย หลับๆ ตื่นๆ ดูหนัง กินอาหารบนเครื่องบิน ในที่สุดผมก็มาถึงท่าอากาศยานนานาชาตินูอาร์กลิเบอร์ตี้ ต่อแท็กซี่ชมวิวยามค่ำคืนไปอีกหน่อย เพลิดเพลินกับตึกสูงและแสงไฟละลานตาได้สักพัก รถก็มาจอดหน้า Courtyard Manhattan/Fifth Avenue by Marriott โรงแรมสุดแสนสบาย ที่อ้นจะได้พักตลอดสิบคืนของทริปนี้ เริ่มต้นทำความรู้จักมหานครนิวยอร์กบนเกาะแมนแฮตตันด้วยการสำรวจเส้นทางกันก่อน ท่ามกลางตึกสูงมีถนนตัดสลับเป็นบล็อกๆ ที่นี่จะเรียกถนนแนวขวางว่า Street (St.) ส่วนถนนตามยาวจะเรียกว่า Avenue (Ave.) แต่ละบล็อกจะมีเลขถนนบอกชัดเจน ด้วยความที่เกาะแห่งนี้เป็นแนวยาว การเดินทางไปไหนมาไหนก็เพียงสังเกตจากจุดที่เราอยู่ว่ากำลังจะขึ้นไปทางเหนือ (Up Town) หรือลงใต้ (Down Town) ไปฝั่งซ้าย (West) หรือขวา (East) เท่านี้ก็จะช่วยให้ดูแผนที่และจำเส้นทางได้ง่ายขึ้นเยอะเลยครับ

บนถนนเต็มไปด้วยรถยนต์และแท็กซี่สีเหลืองเหมือนในหนังเปี๊ยบ แม้รถจะติดเหมือนบ้านเราแต่ก็มีทางเลือกที่สะดวกและคล่องตัวมากๆ คือรถใต้ดินหรือ Subway นั่นเอง ไม่ไกลจากโรงแรมที่พักสามารถเดินไปแกรนด์เซ็นทรัลเทอร์มินัลได้ไม่ยาก สถานีรถไฟอายุร้อยกว่าปีแต่ยังสวยไม่สร่าง ที่นี่มีความคลาสสิกทั้งโครงสร้างและผู้คน ใครอยากเห็นชีวิตเร่งรีบของเมืองนี้แวะมาตอนเช้าๆ ไม่ผิดหวังเลย อย่างที่บอกว่าวันนี้เป็นวันสำรวจเส้นทาง ผมจึงจับรถไฟขึ้นไปอัพทาวน์ แวะมิดทาวน์ ลงไปดาวน์ทาวน์ เดินชิลช็อปชิมค่อยๆ ทำความรู้จักนิวยอร์กย่านต่างๆ ไปเรื่อยๆ ทั้งสวนสาธารณะกลางเมืองอย่างเซ็นทรัลพาร์ก, ย่านฮิป เวสต์วิลเลจ, อีสต์วิลเลจ แหล่งช็อปแถวไทม์สแควร์, โซโห, ของกินหลากหลาย แถบลิตเติ้ลอิตาลี, ไชน่าทาวน์, สะพานบรุกลินไปจนถึงท่าเรือใกล้กับแบตเตอรี่พาร์ก นั่งเรือไปชม The Statue of Liberty หรืออนุสาวรีย์เทพีเสรีภาพ แลนด์มาร์คที่สำคัญ ที่มานิวยอร์กแล้วไม่ได้มาทักทายเธอก็เหมือนมาไม่ถึง ผมไม่รอช้าคว้ากล้องถ่ายภาพแชะรูปมาฝากคุณผู้อ่านด้วยครับ

นอกจากนี้ยังแวะไป The Metropolitan Museum of Art พิพิธภัณฑ์ศิลปะที่ทำให้ผมรู้จักคนอเมริกันมากขึ้น บอกได้คำเดียวว่าคุ้มจริงๆ ปฏิบัติการเยี่ยมชมร้านดูงานครัว เริ่มในวันที่อากาศเย็นสบาย อ้นเริ่มมื้อเช้าแบบคนนิวยอร์กบ้าง หลังจากที่เห็นคนส่วนใหญ่เดินถือแก้วกาแฟ แวะซื้อเบเกิล มัฟฟิน ขนมปัง แซนด์วิช อะไรง่ายๆ เดินตามถนน สไตล์อาหารเข้ากับภารกิจในวันนี้เป๊ะ เพราะอ้นกำลังจะไปร้าน Jum Mum Buns & Rice ย่านเซนต์มาร์คที่ทำอาหารสไตล์คอมฟอร์ทฟู้ด ขายอะไรง่ายๆ ด่วนๆ สามารถซื้อถือเดินกินได้สะดวก มีทั้งอาหารจานเดียวและแซนด์วิชเก๋ไก๋ที่ใช้หมั่นโถวมาทำเป็นแซนด์วิชไส้ต่างๆ พี่วิน – ธวัชชัย วรเลิศโกศล เฮดเชฟของที่นี่พาชมร้านและครัวขนาดกะทัดรัดที่สะอาดและเป็นระเบียบมาก พี่วินทำแซนด์วิชจากหมั่นโถวให้ดูและชิมเป็นพิเศษ มีทั้งไส้เป็ดกรอบกับแยมส้ม หมูบูลโกกิกับกิมจิ และคาราเมลหมูสามชั้น พร้อมทั้งเล่าระบบการทำงานของที่นี่ให้ฟังด้วย อาหารร้านนี้นับว่าด่วนสะดวกอินเทรนด์กับคนย่านนี้มากๆ แถมยังโดดเด่นเรื่องไอเดียจนอ้นว่าจะนำไปลองทำดูบ้าง วันนี้จัดหนัก เพราะผมมาอยู่ท่ามกลางย่านที่มีร้านอาหารหลากสไตล์ เรียงรายบนถนน 9th Avenue มิดทาวน์เวสต์ จึงไม่พลาดแวะชิม แต่ละร้านมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนกันทำให้เห็นไอเดียการแต่งร้านที่หลากหลายไปด้วย มีกระทั่งก๋วยเตี๋ยวเนื้อตุ๋นรสเด็ดเข้มข้นที่ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังนั่งกินก๋วยเตี๋ยวอยู่เมืองไทยอย่างไรอย่างนั้น แต่ที่พิเศษกว่าคือร้านอาหารไทยที่มีนัดและจะได้เข้าไปคุกกิ้งด้วยในวันนี้ คือร้าน Ember Room by Ian Kittichai ซึ่งผมจะได้รู้จักอาหารสไตล์ Progressive Thai Comfort food ของที่นี่ พี่หนุ่ม – ฉัตรชัย ฮวดวัฒนา หุ้นส่วนคนสำคัญของร้าน พาชมร้านที่ตกแต่งอย่างมีสไตล์ บอกได้เลยว่าที่นี่บรรยากาศดีมากเลยครับ เดินลงมาด้านล่างเป็นส่วนของครัว พี่หนุ่มแนะนำให้รู้จักกับพี่หนิง – ปรียาเนตร์ พงษ์สุวรรณ เฮดเชฟของร้าน เมื่อเปลี่ยนชุดเตรียมพร้อมแล้ว พี่หนิงก็แนะนำการทำงานครัวของที่นี่ ผมจึงได้เห็นระบบครัวไทยที่แยกร้อนเย็นอย่างดี พี่หนิงสอนและให้เทคนิคในการทำอาหารแถมยังอนุญาตให้ได้ลงมือทำด้วย ทั้งวิธีย่างหอยเชลล์ให้สุกกำลังดี และได้ทำ “Chocolate Ribs” ซี่โครงหมูหมักซอสช็อกโกแลตสูตรพิเศษของเชฟเอียน พี่หนิงบอกว่า “เนื้อหมูของที่นี่กลิ่นแรงกว่าบ้านเรา การหมักด้วยเครื่องเทศจะช่วยลดกลิ่นได้” สูตรนี้ต้องนำหมูมาย่างและตุ๋นในเตาอบด้วยซอสสูตรพิเศษ ที่ผสมช็อกโกแลตกับเครื่องเทศหลายชนิด โดยส่วนตัวไม่คิดว่าช็อกโกแลตจะนำมาปรุงอาหารคาวได้ แต่จานนี้สุดยอดเลยครับ อีกจานที่ผมได้ลองทำคือกุ้งซอสมะขามรสเข้มข้นเผ็ดร้อน จัดเสิร์ฟบนมันฝรั่งบด ซึ่งเมนูนี้ผมได้ไอเดียการผสมผสานรสชาติของอาหารไทยที่เข้ากับอาหารฝรั่งได้อย่างลงตัว ที่นี่จะใช้แผ่นอะลูมิเนียมบางๆ คล้ายจานย่างแทนกระทะเพราะช่วยให้สุกเร็วและไม่มีด้ามจับ ซึ่งอาจจะชนกันได้ในครัวพื้นที่จำกัดเช่นนี้ นอกจากนั้นยังมีโอกาสช่วยปาดครีมเลมอนของเมนู Meyer Lemon Crepe Cake อย่างสนุกสนาน แถมก่อนกลับยังได้ชิม Palm Sugar Caramel Apple Cake ผัดไทยและอาหารที่ผมได้ลองทำทั้งหมด บอกได้คำเดียวว่าอร่อยทุกเมนู ร้านเดียวจัดเต็มทั้งอิ่มและได้ความรู้ด้วย ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีเยี่ยมเลยครับ มาถึงวันนี้ที่รอคอยกับวันแห่งของหวาน อ้นมีนัดกับผู้จัดการร้านของ Spot Dessert Bar คุณมาร์คลี (Mark Lee) ที่จะพาไปเยี่ยมชมเบื้องหลังการทำขนมอร่อย จนเป็นที่นิยมของนิวยอร์กเกอร์ ของ Spot Dessert Bar ทั้งสองสาขา สาขาแรกอยู่ย่านเซนต์มาร์ค ร้านน่ารักบรรยากาศเป็นกันเอง ซึ่งคุณมาร์คบอกไว้ว่า “ขนมที่ร้านนี้จะเน้นการนำวัตถุดิบจากเอเชียมาเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งเมนูยอดฮิตของที่นี่ก็ได้แก่ Chocolate Green Tea Lava Cake, Smoked Coconut Cheese Cake และคัพเค้กชาเขียวที่ไม่เหมือนร้านไหนอีกด้วย พาชมครัวขนาดกะทัดรัดที่สามารถควบคุมการผลิตได้อย่างดี อ้นได้ลองจัด Chocolate Green Tea Lava Cake เสิร์ฟพร้อมกับไอศกรีมชาเขียวสูตรที่ร้านทำเอง พี่นาบอกว่าเทคนิคที่จะทำให้เค้กมีช็อกโกแลตลาวามีชาเขียวไหลทะลักออกมาคือการทำ Green Tea Ganache ใส่ไว้ในเค้กนั่นเอง ได้ทดลองทำเมนูที่ขายดีที่สุดในร้านไปแล้วก็ได้ทำ Smoked Coconut Cheesecake ต่อเลย ผมชอบไอเดียที่นำชีสเค้กมาอบควันเทียนก่อนหนึ่งคืน ก่อนนำมาเทใส่บนฐานคุกกี้โอรีโอป่น แล้วอบเสิร์ฟพร้อมพีชเชื่อมวุ้นมะพร้าวเบอร์รี่รสเปรี้ยวและไอศกรีมกะทิเม็ดแมงลัก เป็นเมนูที่ผสมผสานเนื้อสัมผัสได้อย่างลงตัวทีเดียว เมื่อร่ำลาและถ่ายรูปกับพี่นาเป็นที่ระลึกแล้วเราก็เดินทางไป Spot Dessert Bar สาขาโคเรียนทาวน์ ร้านนี้อยู่บนฟู้ดแกลเลอรี่ 32 ชั้นบนสุด ที่นี่ได้รู้จักกับเฮดเชฟชาวเกาหลีชื่อคุณ Da Jung Kim ซึ่งเชฟได้พาไปดูห้องเย็นที่เก็บวัตถุดิบอย่างเป็นสัดส่วน จากนั้นเข้าไปในครัวไปทำ Yuzu Eskimu และ Golden Toast ให้ดูมุมครัวขนาดกะทัดรัดเช่นเดียวกับที่สาขาเซนต์มาร์ค เชฟเริ่มทำ Yuzu Eskimo จากครีมเข้มข้นผสมน้ำส้มยูซุรสเปรี้ยวและขมเล็กน้อยจากช็อกโกแลตแช่แข็ง แล้วสไลซ์ออกเป็นแผ่นจัดเสิร์ฟกับคุกกี้โอรีโอป่นซอสช็อกโกแลตและสตรอว์เบอร์รี่สด เป็นไอเดียใหม่สำหรับผมในการผสมผสานรสชาติของขนมทั้งหวานเปรี้ยวและขมให้เข้ากันอย่างลงตัว สำหรับ Golden Toast หรือฮันนี่โทสต์ เชฟใช้วิธีผ่าขนมปังเป็นร่องแล้วเสียบเนยลงไปก่อน นำไปอบทำให้ได้ฮันนี่โทสต์ที่หอมและกรอบราดด้วยน้ำผึ้ง เสิร์ฟมาพร้อมกับไอศกรีมนมข้นหวานซึ่งได้ชิมแล้วอร่อยทั้งสองจานเลย ด้วยความที่เชฟใจดี ผมจึงขอให้เชฟช่วยทำ Kabocha Brûlée Cake เค้กฟักทองอุ่นๆ โรยด้วยน้ำตาลแล้วเผาจนไหม้เป็นคาราเมลเสิร์ฟพร้อมกับไอศกรีมนมข้นหวาน ซึ่งผมชอบไอเดียที่เพิ่มรสชาติเค้กฟักทองด้วยน้ำตาลไหม้ ทำให้ได้รสชาติที่แตกต่างมากกว่าเค้กฟักทองธรรมดามาก นอกจากนี้เชฟยังนำเค้ก Matcha Azuki หรือเค้กชาเขียวมูสสอดไส้ครีมถั่วแดงญี่ปุ่นและสปันจ์เค้กชาเขียวเมนูที่เชฟคิดขึ้นเอง มีขายเฉพาะสาขานี้มาให้ชิมอีกด้วย เรียกได้ว่าวันนี้ได้ลิ้มรสขนมกินของหวานกันเต็มพิกัด แถมยังได้ความรู้ในการใช้นำวัตถุดิบมามิกซ์แอนด์แมตช์กัน ประทับใจมากและได้เป็นประสบการณ์ที่ดีมากเลยครับ ก่อนเดินทางกลับ ผมได้ไปเดินเที่ยวปิดทริปที่ไทม์สแควร์ ที่ว่ากันว่าเป็นสวรรค์ของนักช็อป ย่านนี้เต็มไปด้วยแสงสี จอทีวีสว่างไสวตลอดทั้งวันทั้งคืน ไม่ไกลกันนักผมได้ขึ้นไปชมวิวชั้นสูงสุดของตึกร็อกกีเฟลเลอร์เซ็นเตอร์ ที่ได้มองเห็นบรรยากาศแสงไฟสวยงามกลางนิวยอร์กค่ำคืนนี้เป็นการบอกลา 10 วันของทริปประสบการณ์ดีๆ เช่นนี้ ช่างผ่านไปเร็วเหลือเกินกระเป๋าเดินทางค่อยๆ ถูกลากเข้าสนามบินไปพร้อมกับความทรงจำภาพบรรยากาศประสบการณ์และมิตรภาพที่ดีจากผู้คนในมหานครแห่งนี้ ซึ่งผมรู้สึกประทับใจมากจริงๆ โอกาสนี้ผมต้องขอขอบคุณนิตยสาร Health &Cuisine พี่เอ๋บรรณาธิการบริหาร พี่แอ๊วกองบรรณาธิการ และพี่ตี้ช่างภาพ ที่ให้ความช่วยเหลือตลอดการเดินทางในครั้งนี้ให้ผ่านไปอย่างราบรื่นและสนุกสนานมากครับ

ประสบการณ์ครั้งนี้ถือว่าคุ้มค่ามากๆ เพื่อนๆ น้องๆ คนไหนอยากได้รับโอกาสดีๆ แบบนี้ อย่ารีรอเพียงตัดสินใจสมัครเข้าร่วมประกวดโครงการหาเชฟหน้าใหม่กับ Chef Talent 2013 ติดตามข่าวสารกิจกรรมได้ที่ www.healthandcuisine.com/cheftalent อยากรู้ว่าสิ่งที่ผมได้รับเป็นอย่างไรต้องพิสูจน์ด้วยตัวคุณเอง พอกลับมาถึงไทยผมจึงหาไอเดียใส่อาหารไทยเมนูที่ชอบมาทำให้กินได้สะดวกมากยิ่งขึ้นบ้าง นั่นก็คือ “แซนด์วิชข้าวกะเพราไก่ไข่ดาว” 

สูตรนี้ทำได้ 2 ที่ เริ่มจากโขลกกระเทียม 3 กลีบ พริกจินดา 3 เม็ดใบกะเพรา 1/4 ถ้วยและเกลือ 3/4 ช้อนชาจนละเอียดได้ที่เคล้ากับข้าวสวย 2 ถ้วย ปรงุรสด้วยซีอิ้วขาว 1 ช้อนโต๊ะ อัดเป็นก้อนสี่เหลี่ยมให้แน่นคล้ายแผ่นขนมปังแซนด์วิช ทาด้วยไข่ไก่เล็กน้อยแล้วทอดด้วยน้ำมันพืชโดยใช้ไฟกลางจนไข่สุกทั้งสองด้าน

จากนั้นทำซอสกะเพราโดยตั้งไฟ ใส่น้ำมันพืช 1 ช้อนโต๊ะ ผัดกับกระเทียมสับหยาบ 3 กลีบ จนมีกลิ่นหอมใส่ใบกะเพรา 1/4 ถ้วย ปรุงรสด้วยซอสหอยนางรม 2 ช้อนโต๊ะ ซีอิ๊วขาว 2 ช้อนโต๊ะน้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ และน้ำปลา 1 ช้อนชา เคี่ยวจนซอสข้นขึ้น ปิดไฟกรองซอสเอาเฉพาะส่วนของเหลว พักไว้ 

จัดเสิร์ฟโดยวางแผ่นข้าวผักสลัดรวมตามชอบ แฮมหรือโบโลน่าไก่และไข่ดาว ราดด้วยซอสกะเพราประกบอีกด้านด้วยแผ่นข้าว เพียงเท่านี้ก็ได้แซนด์วิชข้าวกะเพราไก่ไข่ดาวให้ถือเดินกินเหมือนตอนเดินอยู่นิวยอร์กแล้วครับ :)
(2)
Share
HealthCuisine
3055
FOLLOWER

ตามติดภารกิจของเชฟอ้น Chef Talent 2013 ตะลุยเช็กอินร้านอร่อยมหานครนิวยอร์ก

"วันนี้ตื่นเช้าเป็นพิเศษมือข้างหนึ่งถือพาสปอร์ต อีกข้างลากกระเป๋าใบใหญ่ มุ่งหน้าไปสนามบินสุวรรณภูมิด้วยความตื่นเต้นกับการเดินทางไปประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นครั้งแรก ซึ่งการเดินทางครั้งนี้อ้นจะได้ไปเปิดประสบการณ์ ดูงานร้านอาหารและขนมชื่อดังของเชฟเอียนถึงสามร้านด้วยกัน นับเป็นโอกาสดีๆ ที่หาไม่ได้ง่ายนัก ถ้าไม่ได้เข้าร่วมโครงการ Chef Talent กับนิตยสาร Health &Cuisine"
2 KEEP
HealthCuisine
moltydel
2 LOVES
tanny4u
moltydel
COMMENT