นิสัยเกี่ยวกับเงินทองของลูกน้อย เกี่ยวข้องกับพันธุกรรม? แม่อู๊ดอี๊ด : เรื่องนิสัยเกี่ยวกับเงินทองนี่เป็นพันธุกรรมและการบ่มเพาะที่แยกขาดจากกันได้ยากอย่างที่อาจารย์บอกจริงๆ ค่ะ เด็กบางคนเอาแต่ใช้เงินอย่างกับพ่อแม่พิมพ์แบงค์ได้เอง มองกลับไปแต่ละรุ่นของครอบครัวก็เป็นแบบเดียวกันนี้ ขณะที่เด็กบางคนพ่อแม่ไม่เป็นตัวอย่างที่ดีในการใช้เงินอย่างฉลาด แต่พอเห็นปู่ย่าตายายประหยัดหรือบอกสอนก็รู้จักอดออมได้

อ.วรากรณ์ : หากใช้คำอธิบายข้างต้นมาอธิบายนิสัยใช้จ่ายเงินไม่ฉลาดกับนิสัยรู้จักอดออม อย่างไรก็คงต้องบอกว่าการบ่มเพาะคือหัวใจของการสร้างนิสัยที่พ่อแม่ปรารถนาให้ลูกมี

ประการแรก ถ้าพ่อแม่ไม่ใช้จ่ายเงินสุรุ่ยสุร่ายให้ลูกเห็นเป็นตัวอย่าง โดยมุ่งหวังที่จะให้ครอบครัวอยู่ในกรอบของการใช้จ่ายเงินอย่างเหมาะสมพอดีก็ต้องสื่อให้ลูกเห็นด้วยการกระทำและการใช้คำพูดระหว่างพ่อแม่และกับลูก ทั้งหมดนี้เป็นการกระทำอย่างจริงใจ มิใช่การเสแสร้งให้ลูกดู

ประการที่สอง ให้เงินลูกไปโรงเรียนทุกวันตั้งแต่ยังเด็กในจำนวนที่เหมาะสม และอธิบายให้เห็นการเลือกซื้อสิ่งต่างๆ ของลูก เช่น ถ้าไม่ใช้จ่ายไปทั้งหมดก็จะเหลือไว้เป็นเงินเก็บได้ และเมื่อเก็บไว้ได้มากพอแล้ว พ่อแม่อาจช่วยสมทบเพื่อได้ซื้อสิ่งที่ลูกต้องการ

ประการที่สาม คำพูดชื่นชมการกระทำของเด็กทุกครั้งที่เขาทำสิ่งที่เราคิดว่าถูกต้อง เช่น หาเงินเอง ออมเงินได้ ฯลฯ ต้องชมเขาตรงๆ และเอาไปชมให้ญาติผู้ใหญ่ฟังจนมีเสียงสะท้อนกลับมาก็จะมีพลังมากยิ่งขึ้น

ประการที่สี่ เล่าเรื่องราวของคนที่ล้มเหลวเพราะจัดการเรื่องเงินไม่เป็นและคนที่ประสบความสำเร็จให้เด็กฟัง(เสมือนเติมเกลือวันละนิดในอาหารทุกวัน อย่าหวังใส่ทั้งช้อนตอนโตแล้วเป็นอันขาด)

ประการที่ห้า ทำให้การออมเงินเป็นรูปธรรม เช่น มีกระปุกใส่เงินของเขาเอง เด็กเป็นคนเก็บสมุดฝากเงินไว้เอง การออมได้ถึงระดับที่กำหนดไว้เป็น “เรื่องใหญ่” ของครอบครัว

โดยสรุป หัวใจของการบ่มเพาะนิสัยดีให้ลูก คือการกระทำให้ดูเป็นตัวอย่างของพ่อแม่และครอบครัว เพื่อสร้างทัศนคติและค่านิยมที่ถูกต้องในเรื่องเงิน โดยเป็นไปอย่างมีแผนอยู่ในใจ ไม่ปล่อยให้นิสัยของลูกก่อตัวขึ้นอย่างไร้ทิศทาง
แม่อู๊ดอี๊ด : ดิฉันมีลูกวัยกำลังโต 3 คน 8 ขวบ 5 ขวบและ 3 ขวบค่ะ อยากฝึกให้เขารู้จักเก็บออม รู้จักใช้จ่ายเป็นตั้งแต่เล็ก ๆ โตขึ้นจะได้ไม่ลำบาก แต่จากที่เลี้ยงดูเขามา ดิฉันต้องมีวิธี เทคนิคกับลูกแต่ละคนต่างกัน พอมาถึงเรื่องเงินทองคิดว่าต้องใช้วิธีต่างกันหรือไม่ อยากได้คำแนะนำค่ะ

อ.วรากรณ์ : นิสัยหรือพฤติกรรมซ้ำซากจนเป็นธรรมชาติของแต่ละคนนั้น ตำราจิตวิทยาบอกว่ามาจากการผสมกลมกลืนกันของ 2 อย่าง คือ พันธุกรรม (Nature) กับการบ่มเพาะ (Nurture)

พันธุกรรมก็คือ สิ่งที่ถ่ายทอดทางชีววิทยาจากพ่อแม่และบรรพบุรุษสู่ลูกหลาน ส่วนการบ่มเพาะคือ การอบรมเลี้ยงดูบ่มเพาะของพ่อแม่ ตลอดจนอิทธิพลของสิ่งแวดล้อมในทุกระดับและสิ่งที่ได้ประสบในชีวิตมา

พูดง่ายๆ ก็คือ เด็กบางคนพันธุกรรมมีอำนาจแรงกว่าการบ่มเพาะ และบางคนการเลี้ยงดูอบรม สิ่งแวดล้อม มีอิทธิพลมากกว่าพันธุกรรม ซึ่งทั้งหมดประกอบกันเข้าเป็นนิสัยใจคอ

พันธุกรรมและการบ่มเพาะก็ใช่ว่าจะแยกขาดจากกันทั้งหมด ทั้งสองตัวมีผลกระทบต่อกันและกัน เช่น ความรุนแรงในครอบครัวเป็นผลพวงจากสภาพแวดล้อม (พ่อเมาเหล้าเสพยา การพบเห็นเคยชินกับความรุนแรง) ที่มีผลต่อเด็ก เด็กก็จะซึมซับรับเอาความรุนแรงมาใช้ในชีวิต เมื่อโตขึ้นก็เลียนแบบความรุนแรงนั้นอีก และก็ถ่ายทอดไปถึงลูกหลานต่อไปเป็นทอด จนเสมือนกับเป็นพันธุกรรม

บางครั้งพันธุกรรมก็มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เช่น ครอบครัวที่พ่อแม่มีน้ำหนักเกินมาตรฐานมากจำเป็นต้องบริโภคไม่เป็นเวลาเพราะธรรมชาติของร่างกายต้องการการบริโภคในลักษณะนั้น จนกลายเป็นสภาพแวดล้อมที่เด็กเห็นอยู่ทุกวันไป

โดยสรุป พันธุกรรมเป็นสิ่งที่พ่อแม่ควบคุมไม่ได้เลย เปรียบเสมือนไพ่ที่ถูกแจกให้เราเล่น ทางเดียวที่ทำได้คือ จัดการฝั่งการบ่มเพาะ อบรมสั่งสอนลูกเราซึ่งเสมือนกับการเล่นไพ่ที่ถูกแจกมาแล้วให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้
(0)
Share
RealParenting
858
FOLLOWER

นิสัยเกี่ยวกับเงินทองของลูกน้อย เกี่ยวข้องกับพันธุกรรม?

"แม่อู๊ดอี๊ด : เรื่องนิสัยเกี่ยวกับเงินทองนี่เป็นพันธุกรรมและการบ่มเพาะที่แยกขาดจากกันได้ยากอย่างที่อาจารย์บอกจริงๆ ค่ะ เด็กบางคนเอาแต่ใช้เงินอย่างกับพ่อแม่พิมพ์แบงค์ได้เอง มองกลับไปแต่ละรุ่นของครอบครัวก็เป็นแบบเดียวกันนี้ ขณะที่เด็กบางคนพ่อแม่ไม่เป็นตัวอย่างที่ดีในการใช้เงินอย่างฉลาด แต่พอเห็นปู่ย่าตายายประหยัดหรือบอกสอนก็รู้จักอดออมได้
อ.วรากรณ์ : หากใช้คำอธิบายข้างต้นมาอธิบายนิสัยใช้จ่ายเงินไม่ฉลาดกับนิสัยรู้จักอดออม อย่างไรก็คงต้องบอกว่าการบ่มเพาะคือหัวใจของการสร้างนิสัยที่พ่อแม่ปรารถนาให้ลูกมี
ประการแรก ถ้าพ่อแม่ไม่ใช้จ่ายเงินสุรุ่ยสุร่ายให้ลูกเห็นเป็นตัวอย่าง โดยมุ่งหวังที่จะให้ครอบครัวอยู่ในกรอบของการใช้จ่ายเงินอย่างเหมาะสมพอดีก็ต้องสื่อให้ลูกเห็นด้วยการกระทำและการใช้คำพูดระหว่างพ่อแม่และกับลูก ทั้งหมดนี้เป็นการกระทำอย่างจริงใจ มิใช่การเสแสร้งให้ลูกดู
ประการที่สอง ให้เงินลูกไปโรงเรียนทุกวันตั้งแต่ยังเด็กในจำนวนที่เหมาะสม และอธิบายให้เห็นการเลือกซื้อสิ่งต่างๆ ของลูก เช่น ถ้าไม่ใช้จ่ายไปทั้งหมดก็จะเหลือไว้เป็นเงินเก็บได้ และเมื่อเก็บไว้ได้มากพอแล้ว พ่อแม่อาจช่วยสมทบเพื่อได้ซื้อสิ่งที่ลูกต้องการ
ประการที่สาม คำพูดชื่นชมการกระทำของเด็กทุกครั้งที่เขาทำสิ่งที่เราคิดว่าถูกต้อง เช่น หาเงินเอง ออมเงินได้ ฯลฯ ต้องชมเขาตรงๆ และเอาไปชมให้ญาติผู้ใหญ่ฟังจนมีเสียงสะท้อนกลับมาก็จะมีพลังมากยิ่งขึ้น
ประการที่สี่ เล่าเรื่องราวของคนที่ล้มเหลวเพราะจัดการเรื่องเงินไม่เป็นและคนที่ประสบความสำเร็จให้เด็กฟัง(เสมือนเติมเกลือวันละนิดในอาหารทุกวัน อย่าหวังใส่ทั้งช้อนตอนโตแล้วเป็นอันขาด)
ประการที่ห้า ทำให้การออมเงินเป็นรูปธรรม เช่น มีกระปุกใส่เงินของเขาเอง เด็กเป็นคนเก็บสมุดฝากเงินไว้เอง การออมได้ถึงระดับที่กำหนดไว้เป็น “เรื่องใหญ่” ของครอบครัว
โดยสรุป หัวใจของการบ่มเพาะนิสัยดีให้ลูก คือการกระทำให้ดูเป็นตัวอย่างของพ่อแม่และครอบครัว เพื่อสร้างทัศนคติและค่านิยมที่ถูกต้องในเรื่องเงิน โดยเป็นไปอย่างมีแผนอยู่ในใจ ไม่ปล่อยให้นิสัยของลูกก่อตัวขึ้นอย่างไร้ทิศทาง"
1 KEEP
RealParenting
0 LOVES
COMMENT