THE QUEEN IS BACK การกลับมาของจิล แซนเดอร์ ดีไซเนอร์ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นราชินีแห่งสไตล์มินิมัล  จนกระทั่งปลายยุค ‘80s เมื่อเทรนด์ของเสื้อผ้าสีฉูดฉาดระยับระยับซาลง พร้อมด้วยความนิยมในสไตล์ใหม่ที่เรียกว่า Clean Chic หรือเสื้อผ้าที่เรียบเนี้ยบ เก๋ไก๋ด้วยความคมกริบของคัตติ้ง ในโทนสีสะอาดตาอย่างเทา ขาว และเบจ ปราศจากการประโคมเครื่องประดับโดยไม่จำเป็น
นี่คือฉากหนึ่งในประวัติศาสตร์วงการแฟชั่นเพราะครั้งนี้คือเป็นการปรากฏตัวครั้งแรกของเธอในการกลับมาทำหน้าที่ครีเอทีฟเร็กเตอร์ของแบรนด์จิล แซนเดอร์ (Jil Sander) อีกครั้ง หลังจากที่เธอประกาศลาออกเป็นครั้งที่สองเมื่อ 7 ปีที่แล้ว และแม้ว่าข่าวการกลับมาทำงานในครั้งนี้ของจิล แซนเดอร์จะแพร่สะพัดและเป็นที่รู้กันตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์แล้วก็ตาม ผู้คนต่างก็ยังตื่นเต้นและรอคอยการกลับมาของเธอคนนี้ เพราะเธอคือดีไซเนอร์ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นราชินีแห่งสไตล์มินิมัล ผู้ก่อตั้งแบรนด์จิล แซนเดอร์ และทำให้ชื่อของแบรนด์นี้เป็นที่รู้จักโด่งดังไปทั่วโลก แต่การจะประสบความสำเร็จในระดับโลกนั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเสื้อผ้าในสไตล์ของเธอไม่เป็นที่ประทับใจในระดับโลกสักเท่าไหร่ ไม่ใช่เพราะเสื้อผ้าของเธอไม่มีคุณภาพ ดูไม่สวยงาม หรือไม่เรียบเนี้ยบ แต่เป็นเพราะว่าในช่วงกลางยุค ‘80s โลกทั้งใบกำลังสนุกสนานไปกับแฟชั่นแบบดิสโก้ เสื้อผ้าที่ฉูดฉาดบาดตาทั้งสีสันและความเลื่อมระยับของเนื้อผ้าในแบบกลิตเตอร์ อันเป็นเทรนด์หลักของโลกอยู่ในขณะนั้น ซึ่งแตกต่างกันอย่างสุดขั้วกับเสื้อผ้าสไตล์เรียบเนี้ยบในแบบของจิล แซนเดอร์ ในปีค.ศ. 1997 ซึ่งในช่วงนั้นถือว่าแบรนด์จิล แซนเดอร์ กำลังพุ่งขึ้นสู่ความนิยม ทั้งในแง่กระแสตอบรับจากวงการแฟชั่นและยอดขาย โดยในปีค.ศ. 1996 บริษัทมีมูลค่าสูงถึง 115 ล้านเหรียญฯ และมียอดกำไรสุทธิภายในปีนั้นปีเดียวสูงถึง 7.4 ล้านเหรียญฯ ซึ่งนับว่าไม่เลวเลยทีเดียวสำหรับแบรนด์เล็กๆ ที่เริ่มต้นจากบูติกแห่งเดียวจนสามารถขยายได้ถึง 54 ประเทศทั่วโลก จิล แซนเดอร์ ก็ประกาศลาออกจากตำแหน่งประธานบริษัท ตามมาด้วยการลาออกจากตำแหน่งครีเอทีฟไดเร็กเตอร์ของแบรนด์ที่ตนเองปั้นมากับมือหลังจากโชว์คอลเลกชั่นฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาว 2000 โดยทางต้นสังกัดให้เหตุผลการลาออกของจิล แซนเดอร์ สั้นๆ แต่เพียงว่า “เหตุผลส่วนตัว และแบรนด์จิลแซนเดอร์เองก็แข็งแรงอยู่ได้ด้วยคุณภาพของสินค้า ใช่เพียงแค่ชื่อของแบรนด์เท่านั้น” ในขณะที่จิล แซนเดอร์เองเก็บตัวเงียบและไม่ยอมให้สัมภาษณ์ถึงเหตุผลที่แท้จริงในการลาออกครั้งนี้ ในปีค.ศ. 2003 ดูเหมือนว่าปาทริซิโอจะอับจนหนทางที่จะให้แบรนด์นี้กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งไม่ได้ จึงเชิญจิล แซนเดอร์ กลับเข้ามาทำงานอีกครั้งพร้อมทั้งมอบเก้าอี้คณะกรรมการบริหารบริษัทขนาบข้างเขาและมิวเซีย ปราด้าให้อีกตำแหน่ง เพื่อเป็นการการันตีและแสดงถึงความจริงใจที่จะกอบกู้ชื่อเสียงของแบรนด์กลับคืนมาภายใต้ทิศทางที่จิล แซนเดอร์ คิดว่าแบรนด์ของเธอควรจะเดินไปในทิศทางใด โดยปาทริซิโอกล่าวถึงการกลับมาทำงานครั้งที่สองของจิล แซนเดอร์ว่า “เธอเป็นเหมือนกำลังและจิตวิญญาณของแบรนด์” แต่เพียงคอลเลกชั่นเดียวเธอก็ลาออกอีกครั้ง โดยไร้คำอธิบายเช่นเคย จิล แซนเดอร์ เองก็หันไปทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และเก็บตัวเงียบๆ ก่อนจะกลับมาทำงานในวงการแฟชั่นอีกครั้งกับแบรนด์ Uniqlo ภายใต้ชื่อ +J ในปีค.ศ. 2009 ซึ่งจากกระแสตอบรับและยอดขายจะสิ้นสุดลงในอีกสองปีต่อมา จนมาถึงการลาออกของราฟ ซิมอนส์ในปีนี้ ทำให้ตำแหน่งครีเอทีฟไดเร็กเตอร์ของแบรนด์จิล แซนเดอร์ ว่างลงอีกครั้ง และคงไม่มีใครที่จะเหมาะสมไปกว่าเธอคนนี้ “วงการแฟชั่นก็อย่างนี้แหละ มีขึ้นมีลง ครอบครัวของฉันถาม คิดอะไรอยู่ถึงกลับมาทำงานเป็นครั้งที่สามตอนอายุ 68 ปี ฉันตอบได้แต่เพียงว่าฉันยังมีแรงอยู่ ฉันไม่รู้ว่าอีก 10 ปีจากนี้จะเป็นอย่างไร แต่ฉันคิดว่าฉันคงจะทำงานไปจนถึงวันที่ฉันหมดลมหายใจ” จิล แซนเดอร์กล่าวถึงการกลับมาทำงานครั้งที่สามในฐานะครีเอทีฟไดเร็กเตอร์ของแบรนด์ประเดิมด้วยเสื้อผ้าผู้ชายคอลเลกชั่นฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน 2013
(0)
Share
Bazaar
Keep by Bazaar
6377
FOLLOWER

THE QUEEN IS BACK การกลับมาของจิล แซนเดอร์ ดีไซเนอร์ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นราชินีแห่งสไตล์มินิมัล

"จนกระทั่งปลายยุค ‘80s เมื่อเทรนด์ของเสื้อผ้าสีฉูดฉาดระยับระยับซาลง พร้อมด้วยความนิยมในสไตล์ใหม่ที่เรียกว่า Clean Chic หรือเสื้อผ้าที่เรียบเนี้ยบ เก๋ไก๋ด้วยความคมกริบของคัตติ้ง ในโทนสีสะอาดตาอย่างเทา ขาว และเบจ ปราศจากการประโคมเครื่องประดับโดยไม่จำเป็น"
1 KEEP
Bazaar
0 LOVES
COMMENT