B-FLOOR THEATRE ร่างกายที่เคลื่อนไหวผ่านอุดมการณ์  บีฟลอร์ กลุ่มละครชั้น B ที่ขับเน้นความเป็น underground ของผลงานในแนวฟิสิคัลเธียเตอร์ พวกเขาคือกลุ่มละครชั้นแนวหน้าของประเทศไทยที่สร้างสรรค์ละครเวทีและการแสดงร่วมสมัยมาเป็นเวลากว่า 10 ปี โดยเน้นภาพบนเวทีที่สื่อความหมายผ่านการเคลื่อนไหวร่างกายของนักแสดงและ การใช้สื่อประกอบอื่นๆ ที่ไม่จำกัดรูปแบบ และสอดแทรกประเด็นทางสังคมการเมืองในผลงานอยู่เสมอ ความสำเร็จของกลุ่มบีฟลอร์ไม่ได้จำกัดอยู่แต่ในประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังได้เดินทางไปสร้างความประทับใจให้แก่ผู้ชมต่างชาติมาแล้วทั้งในสหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส เดนมาร์ก อียิปต์ อินเดีย เกาหลี สิงคโปร์ ไต้หวัน และญี่ปุ่น งานของบีฟลอร์เน้นไปที่การทดลองกับศักยภาพในการสื่อสารผ่านร่างกายมนุษย์ โดยใช้เทคนิคการใช้ร่างกายแบบโกรโทฟสกี้ บูโตห์ วิวพอยท์ และลาบานซ์ รวมไปถึงแดนซ์ร่วมสมัย ละครใบ้ การใช้หน้ากาก ยิมนาสติก และศิลปะการต่อสู้ต่างๆ การแสดงของบีฟลอร์ จึงไม่เน้นที่บทพูด แต่ให้ความสำคัญกับการค้นหาและผสมผสานองค์ประกอบอันหลากหลายของละครเวที ไม่ว่าจะเป็นการสร้างความหมายจากวัตถุ แสง เสียง หุ่นเชิด หรือภาพยนตร์ ที่จะมาประกอบกับการเคลื่อนไหวร่างกายของนักแสดง เพื่อสร้าง ‘เรื่อง’ และสื่อสาระสำคัญให้แก่ผู้ชม ก้าวเข้าสู่ขวบปีที่ 13 ของบีฟลอร์ เราจึงได้มีโอกาสพูดคุยกับบางส่วนของสมาชิกกลุ่มที่ยังมีร่องรอยของความเหนื่อยล้าจากการปิดโปรดักชั่นละครเวทีเรื่องล่าสุดของพวกเขา กับที่มา การดำรงอยู่ และความเป็นไป กับขวบปีต้องห้ามที่พวกเขากำลังจะก้าวข้ามผ่าน ให้ความเป็น ‘ละคร’ ที่เคลื่อนไหวอยู่เบื้องหน้าได้ใกล้ชิดกับคุณพอๆ กับที่คุณเห็นจากจอทีวีไปพร้อมๆ กันกับเรา

การนำเสนอประเด็นทางสังคม 

ปูเป้ : “มันเป็นเรื่องจริงที่ไม่ค่อยมีคนอยากพูดถึง เป้มองว่ามันเป็นเรื่องจริง มันไม่ได้มีเรื่องไม่จริง มันมีแต่ประเด็นที่เกิดขึ้นอยู่ คือ เราทำงาน Contemporary เราจึงหยิบยกประเด็นทางสังคมขึ้นมาพู แต่มันเป็นลักษณะของสังคมไทยด้วยมั้ง เรื่องสำคัญ เรื่องใหญ่ๆ ไม่ค่อยอยากจะพูดถึงกัน คนอาจ จะลืมมันไป พวกเราก็จะหยิบเรื่องราวเหล่านี้ขึ้นมาพูด มาทำให้เห็น ซึ่งจริงๆ มันไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ทำไมเราถึงไม่พูดกัน” บีฟลอร์ กล่าวถึงผลงานของพวกเขา เรื่อง Flu-O-Less-Sense ไข้ประหลาดระบาดไทย ผลงานที่เกิดจากแผลสดภายหลังเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองในปี 2553 และจัดขึ้นที่ Democracy Theater Studio ย่านบ่อนไก่ พระรามสี่ ซึ่งนับเป็นสมรภูมิย่อมๆ ของเหตุการณ์ในครั้งนั้น “เราทำกันหลังจากเหตุการณ์ คือสดๆ ใหม่ๆ เลย คนเพิ่งไปเก็บข้าวเก็บของ ทาสีกันเลย เพราะว่าเราอยู่ในเหตุการณ์นั้นด้วย เราเห็นข่าว เห็นบรรยากาศ ณ ตอนนั้น มันเหมือนสงครามกลางเมือง เราพูดถึงกระแสของ Information คือการให้ข่าว มันน่าสนใจมาก เพราะถ้าเราฟังสื่อสื่อหนึ่ง บางทีสื่อนั้นก็ จะมีด้านการเมืองของเขา บางทีประชาชนเองอาจฟังแค่สื่อเดียวด้วยซ้ำไป มันจึงเกิดความขัดแย้ง แต่ก็ต้องยอมรับว่าการรับรู้ความจริงจากสื่อกระแสหลักค่อนข้างเป็นไปได้ยาก ดังนั้นเรื่อง Flu-O-Less-Sense จึงเป็นเรื่องของคนเมือง คนธรรมดาที่ได้รับผลจากสิ่งต่างๆ ที่เข้ามากระทบ แต่ผมคิดว่า ไม่ว่าเราจะคิดเห็นแตกต่างกันสุดขั้วอย่างไร แต่ไม่ควรมีการตายเกิดขึ้น เลยรู้สึกว่าเรามีความสุ่มเสี่ยงที่จะเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นได้ตลอดเวลา” 

NOTE
จากซ้าย ธีรวัฒน์ มุลวิไล (คาเงะ), จารุนันท์ พันธชาติ (จา), นานา เดกิ้น (นานา), ศศพินทุ์ ศิริวาณิชย์ (ปูเป้), ศรุต โกมลิทธิพงศ์ (ศรุต)
 ‘ความคิดสร้างสรรค์’ หลายคนบัญญัติคำนี้ไว้บนพื้นฐานของความ ‘ยาก’ ‘ไม่เข้าใจ’ หรือ ‘เกินเอื้อม’ ที่จะเรียนรู้ แต่หากลองกวาดสายตามองสิ่งรอบตัวทั้งหลาย ล้วนมีองค์ประกอบ คลุกเคล้าและพร้อมสร้างหน่อพันธุ์แห่งความคิดสร้างสรรค์ไว้อยู่แล้วพร้อมสรรพ รอวันที่เราจะเก็บเกี่ยวนำไปใช้ประโยชน์ได้ทุกเมื่อ… Special Scoop ฉบับนี้ เราหยิบยกเรื่องราวของ ‘ความคิดสร้างสรรค์’ ผ่านการถ่ายทอดมุมมองจากการทำงานของกลุ่มคน 2 กลุ่ม ที่ทุ่มเทให้กับการสร้างสรรค์ผลงานออกมาในรูปแบบของ 2 สื่อความบันเทิงที่มีความแตกต่าง แต่อยู่บนพื้นฐานของ ‘ความคิดสร้างสรรค์’ ที่ไม่จำกัดพื้นที่…พร้อมที่จะเรียนรู้ชั้นเรียนของ ‘ความคิดสร้างสรรค์’ ไปกับพวกเขาแล้วหรือยัง? 

NOTE
เรื่อง : วรรณวรา สุทธิศักดิ์ ภาพ : เอกลาภ กัลยาวงศ์  ทุกวันอาทิตย์ ช่อง 5 เวลา 6 โมงเย็น คือเวลาแห่งการพักผ่อนของหลายๆ ครอบครัว และเป็นการใช้เวลาร่วมกันในการแบ่งปันและเปิดรับสิ่งใหม่ๆ ผ่านหน้าจอโทรทัศน์ รายการหนูน้อยกู้อีจู้ คืออีกหนึ่งสื่อที่สร้างความสัมพันธ์ให้เกิดขึ้นแก่สมาชิกในครอบครัว ผ่านภารกิจของเหล่าหนูน้อย กับโจทย์ประจำสัปดาห์ ที่เมื่อเข้าไปดู ไปฟัง สิ่งของ เพลง ฯลฯ แล้วต้องออกมาอธิบายเพื่อให้แขกรับเชิญหรือพี่เลี้ยงตอบให้ถูกต้อง ความสนุกของรายการมาจากความใสซื่อและจินตนาการของเด็กๆ ที่ทำเราอดอมยิ้มไม่ได้ และกว่าจะออกมาเป็น 1 เทปให้พวกเราได้ชมกันนั้นต้องผ่านอะไรบ้าง คนที่จะให้คำตอบได้ดีที่สุด น่าจะเป็นทีมงานผู้อยู่เบื้องหลังรายการนี้  


คอนเซ็ปต์หลักของรายการ 

เจมส์ : “คอนเซ็ปต์ของรายการในรูปแบบเดิม (เฟสแรกของรายการที่มีปัญญา นิรันดร์กุล เป็นผู้ดำเนินรายการ) มันแข็งแรงในตัวมันเองอยู่แล้ว คอนเซ็ปต์มันเล่นกับจินตนาการของ เด็กๆ ดูความใสซื่อของเด็กๆ ซึ่งเด็กไม่รู้จักสิ่งของอีกเยอะเลยในโลกนี้ เด็กจะได้เข้าไปดูของแล้วจินตนาการจากความไม่รู้ แล้วพอเขาพูดอะไรออกมาจากความไม่รู้ มันจะกลายเป็นเรื่องตลกทันที โดยความเป็นผู้ใหญ่ที่มองเด็กว่าน่ารัก อันนั้นคือความแข็งแรงที่มีอยู่ แต่ตอนนี้เราจะปรับฉากของรายการให้ดูน่ารัก มีการ์ตูน และช่วงการ์ตูนเพิ่มขึ้นมา (แอนิเมชั่น ‘แมลงจอมป่วน’) แล้วอีกอย่างที่เราปรับคือ ทำให้เด็ก เด็กลงไปอีก อันนี้คือที่เห็นได้ชัดมาก โดยมีน้องๆ ทีมงานคนอื่นๆ ช่วยกันคัดเลือก” ตาล : “แต่ก่อนเราจะใช้เด็กอายุ 4-6 ขวบ แต่ตอนนี้เราปรับรูปแบบมาเป็นเด็กตั้งแต่ 3 ขวบเลย คือขอให้เด็กพูดได้ เราไม่ต้องการให้เขารู้ ว่าอะไรเป็นอะไร แต่ต้องการให้เด็กจินตนาการ เพราะธรรมชาติของเด็กเล็กคือ พอเขาไม่รู้ก็จะจินตนาการไปก่อน” 

มีโจทย์ใดบ้างที่ทีมงานคาดไม่ถึง 

ฝ้าย : “เราเอาตะกร้อสอยมะม่วงมาให้ดู น้องตอบว่า ซากกระดองเต่านา (หัวเราะ) แล้วเขาก็ทำท่าเป็นเต่า แล้วบอกว่ามันตายนานแล้ว เหลือแต่ซาก คนดูก็งงว่าคิดได้ยังไง” มาร์วิน : “เราทำข้าวเกรียบว่าวให้เด็กดู เด็กบางคนก็ออกไปบอกว่าเหมือนแป้งโรตีสีขาวๆ อันนี้ก็พอใช้ได้ อยู่ในข่าย แล้วมีเด็กอีกคนบอกว่า มันเหมือนหนังไดโนเสาร์มาย่างไฟกับหินภูเขาไฟ แล้วเราก็พยายามถามว่า หนูรู้ได้ ยังไงว่าเป็นหนังไดโนเสาร์ เขาก็ตอบกลับมาว่า หนูเคยดูในสารคดี ก็เป็นอะไรที่เหนือความคาดหมาย” ตาล : “ของตาลจะเป็นลูกมะขวิดค่ะ ช่วงนั้นเป็นช่วงน้ำท่วม แล้วเราก็เอาน้องคนหนึ่งมา น้องบอกว่าเป็น EM Ball คือเขาจินตนาการไปว่ากลิ่นมันคือ EM Ball” 
เจมส์ : “ธรรมชาติของเด็กแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน มีเด็กคนหนึ่งบ้านเขาขายไก่ แล้วเราเอาเครื่องโม่ปูนที่เราเห็นตามไซต์ก่อสร้างมาถามเด็ก เขาก็จะจินตนาการเหมือนที่เขาเคยเห็นมา เขาบอกว่าเป็นเครื่องอบไก่ ซึ่งข้างในก็ไม่มีไก่นะ (หัวเราะ)” การรับ-ส่ง สร้างจินตนาการทั้งรายการ
มาร์วิน : “ส่วนหนึ่งที่สำคัญคือดาราที่มาร่วมรายการ คือจะมีส่วนรับ-ส่งมากเลย สมมุติว่าเด็กพูดว่าเป็นเครื่องอบไก่ ดาราก็ต้องถามต่อจินตนาการเขาว่า สิ่งที่เขาเห็นนั้นคืออะไร บางทีเด็กฟังเพลง My Humps (วง The Black Eyed Peas) แล้วพูดว่า หมีเหี่ยว ดาราก็ต้องไม่จบแค่หมีเหี่ยว ต้องถามต่อว่าเป็นผู้ชายหรือผู้หญิงร้อง ต้องต่อยอดจินตนาการ เหมือนเป็นการดึงพลังจากเด็กออกมาเลยทำให้รายการน่าสนใจ เพราะดาราเป็นคนเร่ง คนชงให้เด็กพูดออกมาได้” 
เจมส์ : “จริงๆ ต้องเรียกว่าคนทั้งสตูดิโอเลย แม้กระทั่งช่างไฟ ช่างเสียง สังเกตว่าเวลาอัดรายการ เวลาเด็กออกมาพูด ทุกคนจะตั้งใจฟังมาก ในสตูดิโอพร้อมจะฟัง พอเด็กออกมาพูดว่า ‘หมีเหี่ยว’ บรรยากาศที่ดีคือ เราเห็นช่างไฟหัวเราะ เรารู้สึกเลยว่ามันประสบความสำเร็จ เพราะช่างไฟก็หน้าโหดๆ ไม่น่าเชื่อว่าจะรักเด็ก เรารู้สึกว่ามวลทั้งหมดในสตูดิโอ มันไปด้วยกัน ไม่เฉพาะแค่คนบนเวที มันเลยทำให้รายการโอเค ใครดูก็สนุก”

NOTE

จากซ้าย ธนธัช ไตรรัตน์วงศ์ (มาร์วิน), พรอนงค์ วงศ์พรภักดี (ตาล), เทพฤทธิ์ วงศ์วาณิชวัฒนา (เจมส์), กรรณิการ์ ไพบูลย์ (ฝ้าย)
(0)
Share
Kullastree
Keep by Kullastree
2584
FOLLOWER

B-FLOOR THEATRE ร่างกายที่เคลื่อนไหวผ่านอุดมการณ์

" บีฟลอร์ กลุ่มละครชั้น B ที่ขับเน้นความเป็น underground ของผลงานในแนวฟิสิคัลเธียเตอร์ พวกเขาคือกลุ่มละครชั้นแนวหน้าของประเทศไทยที่สร้างสรรค์ละครเวทีและการแสดงร่วมสมัยมาเป็นเวลากว่า 10 ปี โดยเน้นภาพบนเวทีที่สื่อความหมายผ่านการเคลื่อนไหวร่างกายของนักแสดงและ การใช้สื่อประกอบอื่นๆ ที่ไม่จำกัดรูปแบบ และสอดแทรกประเด็นทางสังคมการเมืองในผลงานอยู่เสมอ ความสำเร็จของกลุ่มบีฟลอร์ไม่ได้จำกัดอยู่แต่ในประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังได้เดินทางไปสร้างความประทับใจให้แก่ผู้ชมต่างชาติมาแล้วทั้งในสหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส เดนมาร์ก อียิปต์ อินเดีย เกาหลี สิงคโปร์ ไต้หวัน และญี่ปุ่น งานของบีฟลอร์เน้นไปที่การทดลองกับศักยภาพในการสื่อสารผ่านร่างกายมนุษย์ โดยใช้เทคนิคการใช้ร่างกายแบบโกรโทฟสกี้ บูโตห์ วิวพอยท์ และลาบานซ์ รวมไปถึงแดนซ์ร่วมสมัย ละครใบ้ การใช้หน้ากาก ยิมนาสติก และศิลปะการต่อสู้ต่างๆ การแสดงของบีฟลอร์ จึงไม่เน้นที่บทพูด แต่ให้ความสำคัญกับการค้นหาและผสมผสานองค์ประกอบอันหลากหลายของละครเวที ไม่ว่าจะเป็นการสร้างความหมายจากวัตถุ แสง เสียง หุ่นเชิด หรือภาพยนตร์ ที่จะมาประกอบกับการเคลื่อนไหวร่างกายของนักแสดง เพื่อสร้าง ‘เรื่อง’ และสื่อสาระสำคัญให้แก่ผู้ชม ก้าวเข้าสู่ขวบปีที่ 13 ของบีฟลอร์ เราจึงได้มีโอกาสพูดคุยกับบางส่วนของสมาชิกกลุ่มที่ยังมีร่องรอยของความเหนื่อยล้าจากการปิดโปรดักชั่นละครเวทีเรื่องล่าสุดของพวกเขา กับที่มา การดำรงอยู่ และความเป็นไป กับขวบปีต้องห้ามที่พวกเขากำลังจะก้าวข้ามผ่าน ให้ความเป็น ‘ละคร’ ที่เคลื่อนไหวอยู่เบื้องหน้าได้ใกล้ชิดกับคุณพอๆ กับที่คุณเห็นจากจอทีวีไปพร้อมๆ กันกับเรา
การนำเสนอประเด็นทางสังคม
ปูเป้ : “มันเป็นเรื่องจริงที่ไม่ค่อยมีคนอยากพูดถึง เป้มองว่ามันเป็นเรื่องจริง มันไม่ได้มีเรื่องไม่จริง มันมีแต่ประเด็นที่เกิดขึ้นอยู่ คือ เราทำงาน Contemporary เราจึงหยิบยกประเด็นทางสังคมขึ้นมาพู แต่มันเป็นลักษณะของสังคมไทยด้วยมั้ง เรื่องสำคัญ เรื่องใหญ่ๆ ไม่ค่อยอยากจะพูดถึงกัน คนอาจ จะลืมมันไป พวกเราก็จะหยิบเรื่องราวเหล่านี้ขึ้นมาพูด มาทำให้เห็น ซึ่งจริงๆ มันไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ทำไมเราถึงไม่พูดกัน” บีฟลอร์ กล่าวถึงผลงานของพวกเขา เรื่อง Flu-O-Less-Sense ไข้ประหลาดระบาดไทย ผลงานที่เกิดจากแผลสดภายหลังเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองในปี 2553 และจัดขึ้นที่ Democracy Theater Studio ย่านบ่อนไก่ พระรามสี่ ซึ่งนับเป็นสมรภูมิย่อมๆ ของเหตุการณ์ในครั้งนั้น “เราทำกันหลังจากเหตุการณ์ คือสดๆ ใหม่ๆ เลย คนเพิ่งไปเก็บข้าวเก็บของ ทาสีกันเลย เพราะว่าเราอยู่ในเหตุการณ์นั้นด้วย เราเห็นข่าว เห็นบรรยากาศ ณ ตอนนั้น มันเหมือนสงครามกลางเมือง เราพูดถึงกระแสของ Information คือการให้ข่าว มันน่าสนใจมาก เพราะถ้าเราฟังสื่อสื่อหนึ่ง บางทีสื่อนั้นก็ จะมีด้านการเมืองของเขา บางทีประชาชนเองอาจฟังแค่สื่อเดียวด้วยซ้ำไป มันจึงเกิดความขัดแย้ง แต่ก็ต้องยอมรับว่าการรับรู้ความจริงจากสื่อกระแสหลักค่อนข้างเป็นไปได้ยาก ดังนั้นเรื่อง Flu-O-Less-Sense จึงเป็นเรื่องของคนเมือง คนธรรมดาที่ได้รับผลจากสิ่งต่างๆ ที่เข้ามากระทบ แต่ผมคิดว่า ไม่ว่าเราจะคิดเห็นแตกต่างกันสุดขั้วอย่างไร แต่ไม่ควรมีการตายเกิดขึ้น เลยรู้สึกว่าเรามีความสุ่มเสี่ยงที่จะเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นได้ตลอดเวลา”
NOTE
จากซ้าย ธีรวัฒน์ มุลวิไล (คาเงะ), จารุนันท์ พันธชาติ (จา), นานา เดกิ้น (นานา), ศศพินทุ์ ศิริวาณิชย์ (ปูเป้), ศรุต โกมลิทธิพงศ์ (ศรุต)"
1 KEEP
Kullastree
0 LOVES
COMMENT