สะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 2 จุดหมายสุดท้ายของวันนี้ คือดินแดนริมโขงทรงเสน่ห์ “จังหวัดมุกดาหาร” ประตูบ้านสู่ลาว และเวียดนาม ผ่านทาง “สะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 2” จุดสำคัญเชื่อมโยงระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก พม่า-ไทย-ลาว-เวียดนาม เข้าด้วยกัน สะพานนี้ยาวถึง 1,600 เมตร เปิดใช้เมื่อวันที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2550 ที่เชิงสะพานในฤดูแล้วจะมีหาดทรายสีน้ำตาลอ่อนโผล่ขึ้นมา ชาวบ้านนิยมไปนั่งปิกนิก หรือจับปลามาเลี้ยงชีพ ส่วนการนำรถข้ามแดนต้องมีเอกสารประจำรถให้พร้อม และเมื่อเข้าลาวแล้ว ก็อย่าลืมขับรถเปลี่ยนช่องจราจรไปชิดขวาด้วยล่ะครับ มุกดาหารมีจุดท่องเที่ยวสำคัญหลายแห่ง เริ่มจากในตัวเมืองโดดเด่นสุดคือ “หอแก้วมุกดาหาร” ซึ่งเปรียบเสมือน Landmark ของจังหวัด หอนี้ตั้งเด่นอยู่ริมลำน้ำโขง แลคล้ายหอคอยจานบินสูงเด่น บนสุดเป็นโดมสีเงินสะท้อนแสงแดดแวววาว ตัวหอคอยสูงถึง 65.50 เมตร ภายในแบ่งเป็น 7 ชั้น ชั้นล่างสุดและชั้นสองแสดงประวัติเมืองและเรื่องราว 8 ชนเผ่าชาวมุกดาหาร รวมทั้งข้าวของเครื่องใช้ท้องถิ่น ชั้น 6 เป็นจุดชมวิว 360 องศารอบตัว แลเห็นทัศนียภาพริมโขงฝั่งลาวชัดเจน ส่วนชั้น 7 ประดิษฐานพระพุทธรูปเงินแท้ทั้งองค์น่าเลื่อมใสศรัทธาเป้นอย่างมาก
ในปี พ.ศ.2558 ที่กำลังจะมาถึงใน 3 ปีข้างหน้านี้ ประเทศไทยเราก็จะเข้าสู่ประชาคมอาเชียนแล้ว นี่คือโอกาสอันยิ่งใหญ่ที่เปิดกว้างสำหรับคนทุกวงการ เช่นเดียวกับการท่องเที่ยวที่กำลังตื่นตัวสุดขีด มีการพัฒนาสาธารณูปโภค แหล่งท่องเที่ยว ข้อมูลข่าวสารเทคโนโลยี และบุคลากรจำนวนมาก เพื่อคอยต้อนรับคนจากทั่วอาเชียนผู้เข้ามาเยี่ยมเยือนไทยแลนด์แดนสวรรค์ ซึ่งดูเหมือนจะมีทรัพยากรเพียบพร้อม แต่เราก็ต้องไม่ลืมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน หรือ Sustainable Tourism ด้วย เส้นทางระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก (East-West Economic Corridor) ระยะทาง 1,450 กิโลเมตร คือส่วนหนึ่งของประชาคมอาเชียนที่เราพูดถึง นี่ไม่ใช่เส้นทางค้าขายอย่างเดียว แต่ผู้ที่เดินทางไปมาตามถนนสายนี้ย่อมมีนักท่องเที่ยวแรมทางประปนอยู่ด้วยนับล้านๆ คน ก่อให้เกิดความคึกคัก และการกระจายรายได้ลงสู่ท้องถิ่นไทยอย่างลึกล้ำในทุกมิติ เส้นทางระเบียงเศรษฐกิจนี้เริ่มต้นจากเมืองเมียวดีในเมียนมาร์ เข้าสู่ดินแดนไทยในอำเภอแม่สอด จังหวัดตากพาดผ่านไปยังจังหวัดมุกดาหาร แล้วข้ามสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 2 สู่แขวงสะหวันนะเขตของลาว จากนั้นใช้ทางหลวงหมายเลข 9 ข้ามด่านชายแดนลาวบาว (Lao Bao) เข้าสู่ประเทศเวียดนาม เมืองดงฮา ต่อไปยังเมืองดานัง แบ่งเป็นระยะทางในเมียนมาร์ 165 กิโลเมตร ในไทย 950 กิโลเมตร ในลาว 250 กิโลเมตร และในเวียดนาม 85 กิโลเมตร ตามลำดับ โดยในส่วนของไทยจะผ่านจังหวัดตาก เพชรบูรณ์ พิษณุโลก ขอนแก่น กาฬสินธุ์ สกลนคร จบลงที่มุกดาหาร ใช้ทางหลวงหมายเลข 12 เป็นหลักครับ พร้อมแล้วก็เก็บประเป๋า โดดขึ้นรถตามผมมาเลย...  เริ่มต้นเส้นทางท่องเที่ยวผจญภัยอันยาวไกลกันที่สุดชายแดนตะวันตกทิศประจิม “จังหวัดตาก” เปิดทริปด้วยการช็อปปิ้งกันที่ “ตลาดริมเมย” ซึ่งตั้งอยู่เชิงสะพานมิตรภาพไทย-พม่า ข้ามแม่น้ำเมย (คนเมียนมาร์เรียกว่า แม่น้ำต่องยิน) เข้าสู่เมืองเมียวดีของเมียนมาร์ สะพานนี้ไม่ธรรมดา เพราะเป็นเสมือนประตูสู่อินโดจีน ทำหน้าที่เชื่อมโยงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เข้าสู่เอเชียใต้ ตะวันออกกลาง และยุโรป ตลาดริมเมยเปิดตั้งแต่ตอนเช้าประมาณ 08.00 น. ไปจนไม่เกิน 20.00 น. ก็ปิดเงียบตลาดวายแล้ว นับเป็นตลาดชายแดนอันคึกคักคับคั่ง ตัวตลาดเองก็ใหญ่โต ได้รับการออกแบบให้ทันสมัย เป็นระเบียบ มีการแบ่งแผงค้าออกเป็นช่องเป็นล็อกอย่างดี แถมยังสะอาดมากด้วย เดินเลือกชมเลือกซื้อของสบายใจ สินค้าที่มีก็นับว่าหลากหลายมาก ตั้งแต่เครื่องใช้ไฟฟ้า งานไม้แกะสลัก อาหารกระป๋อง ผลไม้แห้ง เสื้อผ้าสำเร็จรูป รองเท้า นาฬิกาข้อมือ แว่นกันแดด รวมถึงผ้าทอพื้นเมืองเมียนมาร์อันมีเอกลักษณ์ ฯลฯ ทว่าที่เด่นและเยอะสุดก็คือ อัญมณีหินสีมีค่าที่นำเข้ามาจากเมียนมาร์โดยตรง มีทั้งที่เป็นเม็ดๆ หลากสีหลายขนาด และที่ทำสำเร็จเป็นเครื่องประดับพร้อมใส่เดินดูจนตาลายก็ไม่ทั่ว ใครกระเป๋าหนักต้องไม่พลาด แต่ขอเตือนว่าต้องดูเป็นนะครับ ไม่งั้นคุณอาจได้ของปลอมกลับมา! ในตลาดริมเมย เราจะเห็นชาวเมียนมาร์ที่เดินข้ามสะพานเข้ามาซื้อหาของใช้ในชีวิตประจำวัน ทั้งหญิงชายยังนิยมนุ่งโสร่งยาวและประแป้งบนแก้มเป็นรูปต่างๆ ทั้งลายเป็นวงๆ เส้นๆ ด้วยแป้งสมุนไพรทานาคา ซึ่งเชื่อกันว่าทำให้ผิวชาวเมียนมาร์ผ่องใสเป็นยองใยไร้สิวฝ้า ส่วนใหญ่ยังนิยมเคี้ยวหมาก สูบยาเส้นมวนโต และบ้างก็ใส่หมวกงอบทรงแหลมอันมีเอกลักษณ์ มาเยือนริมเมยแม้เพียงไม่นานก็ทำให้รู้สึกราวกับว่า ได้พาตัวเองไปอยู่ในเมียนมาร์เสียแล้ว ฮาฮาฮา  ได้เวลาออกจากจังหวัดตากแล้ว เราใช้ทางหลวงหมายเลข 12 มุ่งหน้าไปทางตะวันออกเข้าสู่ “จังหวัดเพชรบูรณ์” เร่งเครื่องยนต์เพื่อไต่ความสูงชันคดโค้งขึ้นสู่ “เขาค้อ” ฉายาสวิตเซอร์แลนด์เมืองไทย ที่ซึ่งในอดีตเมื่อประมาณ 30-40 ปีก่อน เป็นสมรภูมิรบอันดุเดือดของพี่น้องไทยต่างอุดมการณ์ความเชื่อ กระทั่งเหตุการณ์รบยุติลง ความสงบก็ค่อยๆ หวนคืนสู่ดินแดนขุนเขาสูงสลับซับซ้อนอันงดงามยิ่งนี้ กล่าวกันว่า เขาค้อมีอากาศเย็นสบายตลอดปี ยิ่งถ้าเป็นฤดูหนาวตอนปลายปี อุณหภูมิมักลดต่ำจนเหลือเลขตัวเดียว! มาเยือนเขาค้อจึงรู้สึกเหมือนได้ไปเที่ยวต่างประเทศ ฮาฮาฮา  มีดอกไม้เมืองหนาวให้ชิมเพียบ อีกทั้งยังมีม่านหมอกขาวลอยฟ่องในตอนเช้าๆ ราวกับสวรรค์ ค่อยๆ ขับรถไต่ทางชันขึ้นมาถึงส่วนบนสุดของเขาค้อ ในที่สุดเราก็มาถึง “Route 12” จุดแวะพักรถ พักคน ที่สร้างไว้ได้เก๋ไก๋ตรงริมทาง ชวนให้เลี้ยวรถเข้าไปอย่างมิอาจปฏิเสธได้ ที่นี่มีร้านกาแฟน่ารักน่านั่ง จิบเครื่องดื่มที่ชอบพร้อมชมวิวทะเลภูเขาเบื้อหน้าได้สุดสายตาพาโนรามาเลยล่ะครั้บ เขายังมีร้านอาหารร้านขายของที่ระลึกสำหรับวัยรุ่น และมีจุดกางเต็นท์ในสนามหญ้าสวย ให้เราได้นอนทอดกายนับดาว อีกทั้งยังมีรถบ้านแบบต่างประเทศมาจอดไว้ให้เข้าไปพักกันด้วย ทว่ามุมที่คนรุ่นใหม่วัยโจ๋ชอบไปรวมตัวที่สุด คงหนีไม่พ้นด้านหน้า Route 12 ซึ่งเขาสร้างจำลองปั๊มน้ำมันในยุโรปและอเมริกามาไว้ให้เราได้แอ๊คท่าถ่ายรูป ทั้งมอเตอร์ไซค์ฮาร์เลย์คันใหญ่ หัวจ่ายน้ำมัน และป้ายเก๋แปลกตา ล้วนเชิญชวนให้กดชัตเตอร์กล้อง นับว่า Route 12 ได้นำสีสัน ชีวิตชีวา และความแปลกใหม่ มาสู่เขาค้อได้อย่างไม่น่าเชื่อ แม้ว่าจะเป็นเพียงจุดพักรถเล็กๆ ก็ตาม แต่ก็ได้รับความนิยมไม่เสื่อมคลายเลยตั้งแต่เปิดตัวเมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมา สูดอากาศบริสุทธิ์เย็นฉ่ำบนเขาค้อมาฟอกปอดกันเต็มอิ่มแล้ว ก็ค่อยๆ ขับรถลงจากเขาค้อ ลงสู่ “จังหวัดพิษณุโลก” หรือชื่อเดิม “เมืองสองแคว” เพราะตั้งอยู่กึ่งกลางระหว่างแม่น้ำน่านและแม่น้ำแควน้อย นี่คือดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราช สมเด็จพระเอกาทศรถ และพระพี่นางสุพรรณกัลยา ทรงพระราชสมภพ เมืองพิษณุโลกที่เห็นทุกวันนี้เป็นการสร้างเมืองใหม่ทับเมืองเก่าในสมัยอยุธยา นักโบราณคดีจึงไม่สามารถขุดค้นโบราณวัตถุต่างๆ ขึ้นมาได้ มีเพียงพระราชประวัติของทั้ง 3 พระองค์ เล่าสืบต่อมาให้ทราบในวีรกรรมความกล้าหาญของท่าน  ที่พิษณุโลกเราไม่พลาดไปกราบพระขอพร ยังวัดที่ถือว่าศักดิ์สิทธิ์ที่สุดแห่งหนึ่งในแดนสยาม นั่นคือ “วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร” พระอารามหลวง อันเป็นที่ประดิษฐานองค์พรปฏิมา ซึ่งกล่าวขวัญกันว่ามีพุทธลักษณะงดงามที่สุดองค์หนึ่งตั้งแต่อดีตจวบจนปัจจุบัน! “พระพุทธชินราช” ที่ทรงมีพระพักตร์อิ่มเอิบ เมตตา เนื้อทองผุดผ่องเหลืองอร่ามไปทั้งองค์ งามถึงขนาดรัชกาลที่ 5 ทรงพระประสงค์ต้องการชะลอมาประดิษฐานที่บางกอก ณ วัดเบญจมบพิตรฯ ทว่าชาวบ้านทัดทานไว้เนื่องจากเป็นพระคู่เมืองพิษณุโลก พระพุทธชินราชประดิษฐานเป็นองค์พระประทาน อยู่ในพระอุโบสถหลักของวัด ภายในมีการจัดแสงไว้อย่างสลัวๆ เพื่อให้เกิดความสงบแก่จิตใจ องค์พระจึงกลายเป็นสีทองงามผ่องเปล่งรัศมีขึ้นในความสลัวรางนั้นงามอย่างน่าอัศจรรย์จนใครเห็นก็ต้องตะลึง นอกจากจะมากราบองค์ท่านแล้ว หลายคนยังนิยมมาฟังเทศน์ฟังธรรม ถวายสังฆทาน และนั่งสมาธิสงบๆ เพื่อให้เกิดปัญญา สามารถจัดการปัญหาต่างๆ ในชีวิตได้อย่างง่ายดาย ออกจากพิษณุโลก เย็นวันนั้นเราก็มาถึง “จังหวัดขอนแก่น” กันก่อนอาทิตย์อัสดงพอดี เลยมีเวลาไปชื่นชมความอลังการของ “พระมหาธาตุแก่นนคร” องค์พระธาตุหนึ่งเดียวในแดนอีสาน ที่มีรูปลักษณ์สถาปัตยกรรมไม่เหมือนใคร พระธาตุองค์นี้ตั้งอยู่ริมบึงแก่นนคร มีรูปทรงยอดแหลมลดหลั่นถึง 9 ชั้น ประดับด้วยลวดลายไทยงดงาม ภายในประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า ส่วนอุรังคธาตุ (หน้าอก) และพระธาตุของพระสาวก 100 องค์ บรรจุอยู่ในโถแก้ว เสร็จแล้วแนะนำให้เดินขึ้นไปบนชั้น 9 เพื่อชมวิวเมืองขอนแก่นและบึงแก่นนครได้เต็มตา คืนนี้พักเหนื่อยค้างกันที่ขอนแก่นสักคืน  เช้าวัดถัดมา หลังจากอิ่มอร่อยกับไข่กระทะและเครื่องดื่มร้อนๆ ต้อนรับวันใหม่แล้ว เราก็รีบบึ่งรถออกจากขอนแก่น มุ่งหน้าลึกเข้าไปในดินแดนอีสานมากขึ้น จุดหมายต่อไปคือ “จังหวัดกาฬสินธุ์” ดินแดนย้อนยุคที่เมื่อกว่า 65 ล้านปีก่อนเคยมีไดโนเสาร์ยักษ์ใหญ่เดินป้วนเปี้ยนยั้วเยี้ย แม้ปัจจุบันก็ยังมีร่องรอยของพวกมันปรากฏอยู่ในบางบริเวณ เราจึงตัดสินใจไปดูไดโนเสาร์คืนชีพ! ให้เห็นกับตา ที่ “ศูนย์ศึกษาวิจัยและพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์สิรินธร” (พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูกุ้มข้าว) ซึ่งมีการสำรวจพบซากฟอลซิลไดโนเสาร์ 7 ตัว รวมกว่า 700 ชิ้น มีทั้งพวกกินพืชคอยาว และพวกกินเนื้อคอสั้นฟันแหลม รวมทั้งพวกตัวจิ๋วขายาววิ่งเร็วจี๋ แต่ดูเหมือนตัวพระเอกของภูกุ้มข้าว คือ สยามโมไทรันนัสอิสานเอนซิส (Siamotyrannus isanensis) เป็นพวกกินเนื้อ หน้าตาคล้ายๆ ทีเร็กซ์ในหนังเรื่องจูราสิคพาร์คไม่มีผิด! มันมีลำตัวยาวถึง 6.5 เมตร นักโบราณชีวิวทยาพบว่า เจ้านี่มีความโบราณกว่าแหล่งอื่นๆ ของโลกถึง 20 ล้านปี! เห็นไหมว่าเมืองไทยเราไม่น้อยหน้าใครจริงๆ พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ยังจัดแสดงความรู้ด้านธรณีวิทยา หิน การกำเนิดโลกชีววิทยาไดโนเสาร์ การสูญพันธุ์ของไดโนเสาร์ กำเนิดมนุษย์ และอื่นๆ อีกมาก เหมาะสำหรับคนที่ชอบหาความรู้ใส่ตัว ส่วนพวกผมก็เพลิดเพลินกับการได้เดินดูไดโนเสาร์จำลอง ก็แหม เกิดไม่ทันยุคที่มันมีชีวิตอยู่จริงนี่ครับ ฮาฮาฮา  ขับรถออกจากกาฬสินธุ์ ผ่านหนทางยาวไกลเหมือนไม่สิ้นสุด จนถึงสกลนครเอาตอนบ่ายกว่า เราจึงเข้าไปที่ “ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพาน อันเนื่องมากจาพระราชดำริ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ” ณ “จังหวัดสกลนคร” เพื่อแวะกินอาหารเที่ยงที่ล่วงเลยเวลามามากแล้ว! เล่นเอาท้องร้องจ๊อกๆ แต่พอได้ซดซุปไก่ดำของที่นี่แล้วก็รู้สึกมีกำลังวังชาขึ้นทันที! เจ้าหน้าที่บอกว่านี่คือพลังวิเศษของ “3 ดำ แห่งภูพาน” ที่มีชื่อเสียงลือลั่น ทั้งไก่ดำภูพาน, หมูดำพันธุ์เหมยซาน และโคดำทาจิมะภูพาน ทั้งหมดถูกนำมาเลี้ยงพัฒนาสายพันธุ์กันที่นี่เลย จึงมั่นใจได้ในคุณภาพความอร่อย เจ้าหน้าที่อาสาพาไปชมที่เลี้ยง 3 ดำ โดยพานั่งรถพ่วงแสนน่ารักเข้าไปในตัวโครงการเกษตร จนถึงโรงเรือนเพาะเลี้ยงไก่ดำ หมูดำ และโคดำ โดยเฉพาะเจ้าโคดำทาจิมะนี่เป็นพระเอกเลย เพราะทางญี่ปุ่นได้ถวายพ่อแม่พันธุ์แก่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มาหลายตัว แต่มันก็เจอพิษอากาศร้อนตายหมด โชคดีที่เจ้าหน้าที่รีดน้ำเชื้อเก็บไว้ขยายพันธุ์ต่อ นับเป็นโคสายพันธุ์แท้วางิว (Wagyu) ซึ่งมีเนื้ออร่อยสุดยอด! เพราะอุดมด้วยไขมันไม่อิ่มตัวสูง มีประโยชน์ต่อร่างกายมากๆ ปัจจุบันทางญี่ปุ่นห้ามนำโคนี้ออกนอกประเทศแล้ว ไม่ว่ากรณีใดๆ ทั้งสิ้น  เมื่อออกนอกตัวเมืองไปไม่ไกลก็ถึง “ภูผาเทิบ” ภูผาหินทรายมหัศจรรย์ Unseen Thailand ที่เด่นด้วยลานหินตะปุ่มตะป่ำ และโขดหินใหญ่รูปทรงพิสดารราวกับว่ามียักษ์จับหินเหล่านั้นเรียงซ้อนกันไว้ นักธรณีวิทยากล่าวว่า ภูมิประเทศเช่นนี้เกิดจากน้ำและลมกัดกร่อนภูหินทรายอยู่นับร้อยล้านปี จนชั้นหินที่มีความแข็งไม่เท่ากันสึกกร่อนทิ้งร่องรอยดังที่เห็น ภูผาเทิบจะมีเสน่ห์ที่สุดช่วงฤดูฝนนี่ล่ะครับ เพราะจะมีแอ่งน้ำ และดอกไม้บนลานหินเบ่งบานหลากสี มีชีวิตชีวากว่าทุกฤดู การเดินทางอันแสนยาวไกลจบลงแล้ว แต่ถ้าคิดให้ดียังเหลือระยะทางอีกครึ่งหนึ่งในการกลับบ้าน! ตลอดหลายวันที่ผ่านมาเราประทับใจกับล้านๆ ภาพที่ผ่านเข้ามา และแน่นอนว่า นี่ไม่ใช่ครั้งสุดท้ายในการเดินทางตลอดชีวิตของพวกเรา
Board: Travel
(0)
Share
Kullastree
Keep by Kullastree
2581
FOLLOWER

สะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 2

"จุดหมายสุดท้ายของวันนี้ คือดินแดนริมโขงทรงเสน่ห์ “จังหวัดมุกดาหาร” ประตูบ้านสู่ลาว และเวียดนาม ผ่านทาง “สะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 2” จุดสำคัญเชื่อมโยงระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก พม่า-ไทย-ลาว-เวียดนาม เข้าด้วยกัน สะพานนี้ยาวถึง 1,600 เมตร เปิดใช้เมื่อวันที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2550 ที่เชิงสะพานในฤดูแล้วจะมีหาดทรายสีน้ำตาลอ่อนโผล่ขึ้นมา ชาวบ้านนิยมไปนั่งปิกนิก หรือจับปลามาเลี้ยงชีพ ส่วนการนำรถข้ามแดนต้องมีเอกสารประจำรถให้พร้อม และเมื่อเข้าลาวแล้ว ก็อย่าลืมขับรถเปลี่ยนช่องจราจรไปชิดขวาด้วยล่ะครับ มุกดาหารมีจุดท่องเที่ยวสำคัญหลายแห่ง เริ่มจากในตัวเมืองโดดเด่นสุดคือ “หอแก้วมุกดาหาร” ซึ่งเปรียบเสมือน Landmark ของจังหวัด หอนี้ตั้งเด่นอยู่ริมลำน้ำโขง แลคล้ายหอคอยจานบินสูงเด่น บนสุดเป็นโดมสีเงินสะท้อนแสงแดดแวววาว ตัวหอคอยสูงถึง 65.50 เมตร ภายในแบ่งเป็น 7 ชั้น ชั้นล่างสุดและชั้นสองแสดงประวัติเมืองและเรื่องราว 8 ชนเผ่าชาวมุกดาหาร รวมทั้งข้าวของเครื่องใช้ท้องถิ่น ชั้น 6 เป็นจุดชมวิว 360 องศารอบตัว แลเห็นทัศนียภาพริมโขงฝั่งลาวชัดเจน ส่วนชั้น 7 ประดิษฐานพระพุทธรูปเงินแท้ทั้งองค์น่าเลื่อมใสศรัทธาเป้นอย่างมาก"
1 KEEP
Kullastree
0 LOVES
COMMENT