ล่องเรือดูแมงกะพรุนน้ำจืด ทว่าทุ่งแสลงหลวงมิได้มีแต่ป่าสนหรอกนะ วันนี้เขามีจุดท่องเที่ยวใหม่ให้ไปเยี่ยมเยือน นั่นคือ การชมฝูงแมงกะพรุนน้ำจืดขนาดจิ๋วที่แก่งบางระจัน บริเวณหนองแม่นา โดยวันนี้ทางชาวบ้านร่วมกับส่วนราชการท้องถิ่นได้จัดการท่องเที่ยวอย่างเป็นระบบ พาล่องเรือแจวไปตามลำน้ำเข็ก ลัดเลาะลดเลี้ยงไปตามลำน้ำในราวไพรเงียบสงบ กระทั่งถึงแก่งหินกลางน้ำขนาดใหญ่ชื่อแก่งบางระจัน อันเป็นจุดที่มีผีเสื้อป่าชุกชุมนับร้อยๆ ตัว ส่วนในวังน้ำโดยรอบก็มีแมงกะพรุนน้ำจืดจิ๋วตัวเท่าเหรียญห้าบาท ดำผุดดำว่ายให้ได้ชมกันอย่างสนุกสนาน โดยเจ้าหน้าที่บอกว่า นี่คือแมงกะพรุนน้ำจืดในน้ำนิ่งเพียงแห่งเดียวในเมืองไทยที่แก่งบางระจัน เราจะพบพวกมันลอยตัวขึ้นสู่ผิวน้ำเฉพาะช่วงฤดูแล้งราวเดือนมีนาคม-พฤษภาคม อันเป็นห้วงเวลาที่อุณหภูมิน้ำกำลังอุ่นดี เหมาะแก่การผสมพันธุ์ ก่อนมันจะกลับลงไปฝังตัวอยู่ใต้น้ำต่อไป
ในบรรดาจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง เราคงเคยได้ยินฉายา “สวิตเซอร์แลนด์เมืองไทย” กันมาบ้างแล้ว นี่คือนิกเนมเก๋ไก๋ของจังหวัดเพชรบูรณ์ จังหวัดที่อุดมด้วยธรรมชาติงดงาม อิ่มเอมด้วยไอหมอกขาวท่ามกลางขุนเขาเย็นฉ่ำ อีกทั้งยังมีป่าสนบนภูหนาว น้ำตกและทุ่งดอกไม้ ทุกอย่างก้าวที่เพชรบูรณ์จึงวิเศษไม่เหมือนใคร เทือกเขาเพชรบูรณ์ที่ทอดยาวอยู่ในบริเวณนี้ คือแกนหลักที่สร้างสรรค์ให้ภูมิประเทศแถบนี้มีแนวเขาสลับซับซ้อน จนก่อนเกิดอุทยานแห่งชาติสำคัญหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นอุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า อุทยานแห่งชาติน้ำหนาวและอุทยานแห่งชาติตาดหมอก โดยสองแห่งแรกนั้นมีอาณาเขตต่อเนื่องเข้าไปถึงพิษณุโลกเลย ด้วยความที่เพชรบูรณ์มีอากาศเย็นเกือบตลอดปี จึงก่อเกิดป่าสนและทุ่งหญ้าอันมีเอกลักษณ์ สามารถเข้าไปเที่ยวชมได้ที่ทุ่งนางพญา ทุ่งแสลงหลวง และทุ่งโนนสน เมื่อเราเข้าไปสัมผัสกับบรรยากาศของทุ่งแสวงหลวงเป็นครั้งแรกสิ่งที่ติดตาตรึงใจไม่รู้ลืมก็คือ ภาพของทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ ซึ่งมีแมกไม้กระจายอยู่ห่างๆ กัน สลับกับทิวสนงามตา หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติหนองแม่นา คือจุดที่เราสามารถเข้าไปขอข้อมูล หรือค้างแรมได้ในบ้านพักของอุทยานฯ แต่ถ้าใครรักชีวิตกลางแจ้ง อยากแค้มปิ้งกันใต้ดงสนกับเพื่อนๆ ทำอาหารกินกันเอง นอนผิงดาวเต็มฟ้า และนั่งฟังเสียงสายลมพัดยอดสนดังเกรียวกราว ก็ต้องขับรถเข้าไปในแคมป์ที่ทุกนางพญา นอกจากนี้ ในยามเช้ายังมีทะเลหมอกเป็นปุยขาวโรยตัวลงห่มคลุมทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ หรือถ้าคุณเป็นนักปั่นจักรยานเสือภูเขา ก็คงพอทราบว่า เส้นทางป่าสนจากทุ่งแสลงหลวง-ทุ่งนางพญา คือเส้นทางปั่นจักรยานที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของเมืองไทยเชียวล่ะ

NOTE 
ลานหินปุ่ม ภูหินร่องกล้า ไม่ไกลจากทุ่งแสลงหลวง คือที่ตั้งของอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า ซึ่งได้รับฉายาว่า “ทุ่งดอกไม้ในลาดหินประวัติศาสตร์” เนื่องจากต้นฤดูฝน ประมาณเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน เมื่อฝนแรกอันเย็นฉ่ำของปีโปรยปรายลงสู่ภูหินทรายขนาดมหึมาแห่งนี้ ดอกไม้นับร้อยๆ ชนิดก็จะเบ่งบานขึ้นอย่างมีชีวิตชีวา ไม่ว่าจะเป็นเปราะภูดอกขาว เทียนดอยมณเฑียรทอง ลิ้นมังกร ช้างงาเดียว ตาเหินไหว ซ่อนแอบภู ฯลฯ ลานหินทรายแห่งนี้จึงเกิดความหลากสีเบิกบานอยู่กลางม่านฝน สร้างความสดชื่นเป็นอย่างยิ่ง นอกจากนี้ เรายังจะได้ชมภูมิทัศน์มหัศจรรย์ของลานหินปุ่ม ลานหินแตก และหิน Sun Crack หรือหินเกล็ดงูยักษ์ซึ่งเหล่านี้ล้วนเกิดจากการเคลื่อนตัวของเปลือกโลก ร่วมกับการกัดเซาะของลม น้ำ และกาลเวลา จนหินทรายแปรรูปเปลี่ยนร่างเกิดเป็นทรวดทรงพิสดาร น่าตื่นตาเป็นที่สุด  เมื่อชมดอกไม้บนลาดหินกันแล้ว ก็อย่าลืมเดินเข้าไปย้อนประวัติศาสตร์ที่พิพิธภัณฑ์การสู้รบ โรงเรียนการเมืองการทหาร สำนัก อำนาจรัฐ โรงพยาบาลรัฐ สุสาน ทปท. ผาชูธง และหมู่บ้านมวลชน ทั้งหมดนั้นคือร่องรอยของฐานผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ที่ใช้ภูหินร่องกล้าเป็นฐานที่มั่นต่อสู้กับรัฐบาลไทย แต่ไม่ต้องกลัว เพราะทุกแห่งนั้นปลอดภัย จัดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอย่างเต็มรูปแบบแล้ว จากนั้นถ้าคุณมีเวลาเหลือ ขอแนะนำให้หาเวลาเดินป่าสัก 1 วันเต็มๆ ลองติดต่อเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ให้นำทางเดินป่าลงไปยัง น้ำตกหมันแดง น้ำตกใหญ่กลางป่าลึกที่มีนักท่องเที่ยวไปเยือนมากที่สุดช่วงต้นเดือนสิงหาคม เนื่องจากที่หน้าน้ำตกจะมีดอกลิ้นมังกรสีชมพูกอใหญ่เบ้อเริ่มบานรับฝน ถ่ายภาพมาเคียงคู่กับน้ำตก นับเป็นภาพคลาสสิกที่สุดภาพหนึ่งทีเดียว ออกจากภูหินร่องกล้า ขับรถกินลมเย็นๆ ขึ้นสู่เขาค้อได้อย่างสบายใจ จะสะดวกขึ้นจากทางหลวงหมายเลข 12 หรือ 21 ก็ได้ แต่โดยทั่วไปนักท่องเที่ยวจะนิยมขึ้นจากทางหลวงหมายเลข 21 มากกว่าแล้วไล่เที่ยวไปตามจุดต่างๆ อาทิ เนินมหัศจรรย์ที่จอดรถไว้เฉยๆ แต่รถสามารถไหลขึ้นเนินไปได้เอง (เกิดจากภาพลวงตาครับ!) พระตำหนักเขาค้อ สถานีทดลองเกษตรที่สูงเขาค้อ พิพิธภัณฑ์อาวุธเขาค้อ (ฐานอิทธิ) ซึ่งมีค่ายทหารเก่า พร้อมอาวุธยุทโธปกรณ์ อย่างเฮลิคอปเตอร์ ปืนใหญ่ ปืนครก บังเกอร์ทหาร ฯลฯ ต่อด้วยการไปนมัสการพระบรมธาตุเจดีย์กาญจนาภิเษก อนุสรณ์ผู้เสียสละเขาค้อและอนุสรณ์สถานจีนฮ่อ ทั้งหมดนั้นมีถนนเชื่อมถึงกันสะดวก อยู่ที่ว่ารถของคุณสามารถไต่เขาผ่านทางคดเคี้ยวและชันได้มากน้อยแค่ไหน ส่วนตอนกลางคืน จะเลือกนอนรับไอเย็นที่บ้านพักของพระตำหนักเขาค้อก็ได้ เช้าตรู่ตื่นมาจะได้ชมทะเลหมอกทันที หรือถ้าบ้านพักบนเขาเต็ม ก็ไม่ต้องเสียใจ ยังมีที่พักหลายระดับราคาอีกเป็นจำนวนมากรอบๆ เขาค้อ นอกจากความงามของธรรมชาติแล้ว ปัจจุบันเขาค้อ สวิตเซอร์แลนด์แห่งสยาม ยังได้รับการเติมเต็มด้วยกิจกรรมผจญภัยสนุกๆ หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นรถเอทีวี (ATV : ย่อมาจาก All-Terrain Vehicle หรือแปลว่า พาหนะที่บุกตะลุยไปได้ทุกสภาพพื้นที่) และยิงปืนอัดลม BB Gun หรือถ้ามีเวลาเข้าไปพักในรีสอร์ตสวยบรรยากาศดีของภูแก้วรีสอร์ต แล้วละก็ เราจะได้ร่วมเล่นกิจกรรมมากมายใน Adventure Park เช่น ปืนหน้าผาจำลอง ยิงธนู ขี่รถแข่งลงจากเขา รอกเลื่อนโรยตัว ทรัมโปลีนน้ำ ฯลฯ แต่อย่างไรก็ตาม กิจกรรมยอดฮิตคงหนีไม่พ้น รถเอทีวี ซึ่งมีทั้งเส้นทางสำหรับผู้เริ่มหัดขี่ และเส้นทางวิบากขึ้นเขาลงห้วยสำหรับผู้ที่เชี่ยวชาญช่ำชองแล้วให้ได้ผจญภัยกันโดยระหว่างทางจะผ่านทั้งไร่ของชาวบ้าน ป่าละเมาะ ป่าดิบ ไต่เนินเขาข้ามห้วย ลงเขาชัดคดเคี้ยว ลุยผ่านทางดินลูกรังขรุขระ แถมยังมีจุดชมวิวให้จอดพักชื่นชมทัศนียภาพเขาค้อจากมุมสูงด้วย นับเป็นประสบการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิตที่ไม่ควรพลาดจริงๆ  ลงจากเขาค้อ ถ้าใครมีเวลาเหลือแล้วอยากไปนอนเล่นรับอากาศเย็นที่อุทยานแห่งชาติน้ำหนาว ขอบอกว่าคุณคิดถูกแล้วครับ เพราะถ้าไปเที่ยวในช่วงเดือนตุลาคม-ธันวาคม ก็จะได้เห็นป่าผลัดใบเป็นสีส้มเหลือ แดง งดงามแปลกตามาก แถมเมื่อขับรถผ่านช่วงหลัก กม. ที่ 50 ของทางหลวงหมายเลข 12 ที่มุ่งตรงสู่อุทยานแห่งชาติน้ำหนาวเราก็จะได้ผ่าน สะพานพ่อขุนผาเมือง ซึ่งเป็นสะพานที่มีตอม่อสูงที่สุดในเมืองไทย คือสูงจากพื้นก้นหุบเหวถึง 50 เมตร! ข้ามห้วยตองอยู่เบื้องล่าง ใครจะจอดรถ่ายภาพเก็บไว้เป็นที่ระลึกก็ไม่ว่ากันครับ กลับจากเขาเข้าสู่เมืองพื้นราบ ระหว่างทางสู่ตัวเมือเพชรบูรณ์เมื่อถึงสี่แยกบุ่งน้ำเต้า ตำบลบุ่งน้ำเต้า ควรแวะเข้าไปสักการะศาลหลักเมืองหล่มเก่า ซึ่งเป็นศาลหลักเมืองแรกของเพชรบูรณ์ เพื่อความเป็นสิริมงคล จากนั้นก่อนกลับบ้าน ก็ได้เวลาหาของฝากติดไม้ติดมือไปให้เพื่อนๆ และญาติสนิทมิตรสหายกันหน่อย ไม่ต้องสงสัยครับ แวะเข้าไปที่ ไร่กำนัลจุล ตำบลวังชมภู อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ปั่นจักรยายหรือนั่งรถชมสวนผลไม้นานาชนิด แล้วเลือกซื้อส้มพันธุ์ดี รสเลิศกลับไปชิมให้อิ่มท้องอิ่มใจ มาเที่ยวเพชรบูรณ์คราวนี้ อาจต้องใช้เวลามากหน่อย เพราะแหล่งท่องเที่ยวเขาเยอะเหลือเกินครับ แต่ก็คุ้มค่า คุ้มกับระยะทางไกลประสอบการณ์และภาพประทับใจที่ไดรับ จึงติดตรึงอยู่ในใจไปนานแสนนาน BEST SEASON เที่ยวได้ตลอดปี แต่อากาศเย็นสบายที่สุดช่วงเดือนพฤศจิกายน-กุมภาพันธ์ 
HOW TO GO จากกรุงเทพฯ รถยนต์ส่วนตัว ใช้ทางหลวงหมายเลข 1 (พหลโยธิน) จนถึงจังหวัดสระบุรี เลยไปถึงสวนพฤกษศาสตร์พุแคตรง กม.125 แยกขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 21 ผ่านอำเภอชัยบาดาล อำเภอศรีเทพ อำเภอวิเชียรบุรี ต่อไปอีกประมาณ 221 กิโลเมตร ถึงจังหวัดเพชรบูรณ์ รวมระยะทาง 346 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 5 ชั่วโมง หรือถ้าจะบินไป ก็ต้องไปลงที่พิษณุโลก แล้วเช่ารถขับหรือนั่งรถโดยสารไปเพชรบูรณ์อีกทอดหนึ่ง ติดต่อ นกแอร์ โทร 1318, 0-2900-9955 เว็บไซต์ www.nokair.com 
WHERE TO STAY อุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง (หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติหนองแม่นา) โทร. 0-5526-8019 หรือจองบ้านพักผ่านเว็บไซต์ของกรมอุทยานแห่งชาติฯ www.dnp.go.th ส่วนที่พักพร้อมกิจกรรมผจญภัย แนะนำ ภูแก้ว รีสอร์ต โทร. 0-2381-0691-3, 0-2381-0198 เว็บไซต์ www.phukaew.com และ ไร่กำนัลจุล ฟาร์มสเตย์ โทร. 0-5677-1101-4 ต่อ 101-102 และ 08-9960-3481 เว็บไซต์ www.chulthai.com 
WHAT TO EAT ไก่ย่างวิเชียรบุรี เป็นอาหารขึ้นชื่อของเพชรบูรณ์ ลักษณะพิเศษคือ เนื้อไก่แห้งกรอบเหลืองน่ารับประทาน นอกจากนี้ ยังมีขนมจีนหล่มเก่า และผักผลไม้เมืองหนาวนานาชนิดที่ไร่บีเอ็น เขาค้อ 
SOUVENIRS มะขามหวาน มะขามกวน ส้มไร่กำนัลจุล ลูกเสาวรส แยมผลไม้ เขาค้อ ฯลฯ 
INFORMATIONS ททท. พิษณุโลก-เพชรบูรณ์-พิจิตร โทร. 0-5525-2742-3, 0-5525-9907, เขาค้อ ATV โทร. 08-1750-2703, 08-3718-3737, บีบีกัน วัลเล่ย์ เขาค้อ โทร. 08-1806-2650 หรือค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ www.khaoko.com
Board: Travel
(0)
Share
Kullastree
Keep by Kullastree
2581
FOLLOWER

ล่องเรือดูแมงกะพรุนน้ำจืด

"ทว่าทุ่งแสลงหลวงมิได้มีแต่ป่าสนหรอกนะ วันนี้เขามีจุดท่องเที่ยวใหม่ให้ไปเยี่ยมเยือน นั่นคือ การชมฝูงแมงกะพรุนน้ำจืดขนาดจิ๋วที่แก่งบางระจัน บริเวณหนองแม่นา โดยวันนี้ทางชาวบ้านร่วมกับส่วนราชการท้องถิ่นได้จัดการท่องเที่ยวอย่างเป็นระบบ พาล่องเรือแจวไปตามลำน้ำเข็ก ลัดเลาะลดเลี้ยงไปตามลำน้ำในราวไพรเงียบสงบ กระทั่งถึงแก่งหินกลางน้ำขนาดใหญ่ชื่อแก่งบางระจัน อันเป็นจุดที่มีผีเสื้อป่าชุกชุมนับร้อยๆ ตัว ส่วนในวังน้ำโดยรอบก็มีแมงกะพรุนน้ำจืดจิ๋วตัวเท่าเหรียญห้าบาท ดำผุดดำว่ายให้ได้ชมกันอย่างสนุกสนาน โดยเจ้าหน้าที่บอกว่า นี่คือแมงกะพรุนน้ำจืดในน้ำนิ่งเพียงแห่งเดียวในเมืองไทยที่แก่งบางระจัน เราจะพบพวกมันลอยตัวขึ้นสู่ผิวน้ำเฉพาะช่วงฤดูแล้งราวเดือนมีนาคม-พฤษภาคม อันเป็นห้วงเวลาที่อุณหภูมิน้ำกำลังอุ่นดี เหมาะแก่การผสมพันธุ์ ก่อนมันจะกลับลงไปฝังตัวอยู่ใต้น้ำต่อไป
"
1 KEEP
Kullastree
0 LOVES
COMMENT