ภัทรศยา เครือสุวรรณศิริ (พีค), นักแสดง พีคไม่ค่อยป่วนนะ แต่ตอนเด็กจะแอบเจ้าเล่ห์เล็กน้อย แต่ที่แสบจริงๆ คงเป็นช่วงวัยเด็กที่เรียนหนังสือและใช้ชีวิตวัยรุ่น มีความรักแบบใสๆ เหมือนเด็กผู้หญิงทั่วไปปกติแล้วที่บ้านจะใจดี แต่คุณพ่อจะห่วงและหวงเรามาก ไม่อยากให้มีแฟน ฉะนั้นพีคจึงแอบเจ้าเล่ห์ด้วยการให้คนที่เรากำลังคุยอยู่ด้วย เข้าหาทางคุณแม่ก่อน เพราะทุกคนในบ้านจะทราบดีว่า คุณแม่เหมือนจะเป็นใหญ่ที่สุดในบ้าน ถ้าคุณแม่ไม่ว่าอะไร ป๊าก็จะไม่กล้ามีปัญหา พีคเลยแอบพาคนที่กำลังคุยด้วยไปหาคุณแม่ที่ทำงาน เพื่อให้คุณแม่รู้จักว่าลูกสาวกำลังคุยอยู่กับคนนี้อยู่นะ เขาเป็นคนดีอย่างนี้นะ พอคุณแม่เห็นปุ๊ป ท่านก็ชอบและไม่ได้ว่าอะไร พูดง่ายๆ คือคุณแม่เห็นแล้ว ป๊าจะไม่กล้าหือ (หัวเราะ) เพราะคุณแม่จะหญ่ที่สุดในบ้าน
เฮอร์เวิลด์ ฉบับเดือนสิงหาคม 2513 นี้ ต้อนรับวันแม่ด้วยภาพความทรงจำในวันวานของบรรดาเหล่าซูเปอร์สตาร์คนดัง ที่พร้อมใจมานั่งเล่าวีรกรรมวัยเด็กสุดป่วนที่เคยกวนใจคุณแม่ เรียกว่า “แฉแบบไม่มีแทงกั๊ก” แน่นอนว่าบางเรื่อง มันคือความลับที่ไม่เคยได้เปิดเผยที่ไหน บางสิ่งคืออดีตที่เมื่อนึกย้อนทีไร เจ้าตัวก็ยังคงขำตัวงอทุกที ที่สำคัญเรามีภาพเด็ดของคนดังที่กำลังสวีทกับคุณแม่ในวัยเยาว์มาฝากกันอย่างจุใจ ซึ่งการันตีได้เลยว่ารูปภาพเหล่านี้คือของรักของหวงและเป็นของหายากสุดๆ ของพวกเขาที่เรายินดีนำเสนอ
ว่าแต่ “วีรกรรมของคนดังคนไหนจะป่วนใจและแสบแซ่บกว่ากัน” คงต้องไปติดตาม หนูนาในวัยเด็กเป็นอะไรที่ดื้อมากๆ เวลาที่คุณแม่ห้ามอะไร เราก็จะทำทันที อย่างเวลาห้ามไม่ให้เอามือไปแหย่ปลั๊กไฟ หนูก็จะทำ ห้ามไม่ให้เอามือเข้าไปในใบพัดพัดลม หนูก็จะเลือกแหย่รูตรงกลางแกนใบพัดซะอย่างงั้น!ห้ามปีนต้นไม้ พอสุดเสียงคุณแม่ ก็จะเจอหนูนาได้บนต้นไม้เลยค่ะ(หัวเราะ) แต่สำหรับเรื่องป่วนสุดๆ แบบปวดใจ คือหนูนาจะเป็นภูมิแพ้มาตั้งแต่เด็กๆ และด้วยความที่รู้สึกหงุดหงิดไม่พอใจกับน้ำมูกที่ไหลอยู่ตลอดเวลา หนูเลยเอาทิชชูปั้นเป็นก้อนกลมๆ อัดเข้าไปในรูจมูกแบบเยอะมากและด้วยความที่ยังเด็กมากๆ ซึ่งตอนนั้นเราไม่รู้ว่า ถ้าหายใจทางจมูกไม่ได้เราต้องหายใจทางปาก บทสรุปคือหายใจไม่ออก ตัวเขียว แม่เลยต้องพอไปหาหมอพอถึงโรงพยาบาล หนูนาก็ดิ้นไปดิ้นมาไม่ยอมให้พยาบาลเอากระดาษทิชชูออกมาสุดท้ายคือต้องวางยาสลบค่ะ จริงๆ หนูเป็นทั้งตัวป่วนและตัวป่วยเลยนะ “แต่ถึงหนูจะดื้อหรือซน แต่หนูก็รักแม่นะคะ” จริงๆ พิมเรียบร้อยนะ (หัวเราะ) คือตอนเด็กๆ เท่าที่คุณแม่เคยเล่าให้ฟัง พิมจะเป็นประเภทชอบเล่นและสวมรองเท้าของแขกที่แวะมาหาคุณแม่ที่บ้านหรือไม่ก็เพื่อนๆ คุณแม่เวลาที่แวะมาคุยด้วย ทั้งส้นสูง คัชชู บู๊ท ฯลฯ หากถอดวางไว้ ก็จะเสร็จพิมทุกราย คือพิมจะสวมรองเท้าแล้วก็เดินแบบวนๆ อยู่รอบบ้าน เดินวนไปวนมา อมยิ้มมีความสุขอยู่คนเดียว บางทีก็สวมแล้วเดินไปอวดคนโน้นบ้าง คนนี้บ้าง พอคุณแม่ขอคืนก็ไม่ยอมด้วยนะเราจะร้องไห้งอแง ไม่ยอมคืนรองเท้าให้ใครง่ายๆ เรียกว่าต้องหลอกล่อกันอยู่นานกว่าจะได้คืนไปแต่ละคู่ (หัวเราะ)
สมัยเด็กผมจะออกเแนวเป็นเด็กกวนๆ และที่บ้านจะถูกเลี้ยงแบบไม่ได้ตามใจอยู่แล้ว แต่พอเราไปเจอคนมาตามใจก็เลยเสียเด็กไปหน่อย คือด้วยความที่คุณแม่เป็นครูใหญ่เวลาไปโรงเรียนเราจึงเหมือนจะได้รับการเอาใจจากคนรอบข้างเป็นพิเศษเพราะเป็นลูกครูใหญ่ และนั่นก็ทำให้ผมรู้สึกเหลิงและรู้สึกว่าตัวเองเป็นใหญ่ในโรงเรียน(หัวเราะ) ออกแนวกร่างนิดหนึ่ง ตอนนั้นยอมรับว่าผมน่าตบมากๆ เวลาไปโรงเรียนก็มักจะเอาแต่ใจ อยากได้ของเล่นของคนโน้น คนนี้ตลอด “ไปเอาน้ำมาให้กินหน่อยสิ” “เอาของเล่นมาซิ!”
และด้วยความที่เราเป็นบ้านเดี่ยว สังคมก็จะมีแค่คุณพ่อ คุณแม่และคุณลูก ตอนนั้นเวลาจะเรียนรู้อะไรรอบตัว ส่วนใหญ่เด็กๆ ผมจะเลือกจดจำจากทีวีอย่างเดียวเลยซึ่งผมก็เป็นคนที่เอาสารจากทีวีมาอยู่ในหัวเยอะมาก ตลอดเวลา เด็กๆ เวลาพอดูซูเปอร์แมนก็จะรู้สึกว่าตัวเองก็บินได้ เพราะในทีวียังทำได้เลย ก็จำได้ว่าโดดตามทีวีเลยครับลงมาจากบันไดชั้นสองของบ้าน โชคดีที่ตอนนั้นไม่เป็นอะไรมาก แต่ก็เล่นเอาเดินไม่ได้ไปหลายวันนะ อีกเหตุการณ์หนึ่งคือ ตอนนั้นอยู่ชั้นประถม 2 คือโรงเรียนจะมีการสานหมวกกันและผมก็ได้ที่ถูกใจมาใบหนึ่ง และด้วยความที่เป็นคนที่ถูกตามใจและเป็นคนที่ไม่รู้สิ่งที่ถูกต้องหรือผิด ในขณะที่นั่งซ้อนรถมอเตอร์ไซค์ของแม่กลับบ้าน ด้วยความที่มัวเล่นแต่กับหมวก เชยชมกับหมวก อยู่ดีๆ ลมก็พัดหมวกปลิว เราก็ไม่ได้คิดอะไรมาก แต่แค่คิดอะไรตื้นๆ คือคิดว่า “มันควรจะต้องคว้าได้” เราก็เลยกระโดดออกจากตัวมอเตอร์ไซค์เพื่อไปจับหมวก ซึ่งก็จับได้ แต่ตัวเองหล่นลงมาจากรถมอเตอร์ไซค์เรียกว่ารถเก๋งที่ขับตามมาด้านหลัง เบรกกันตัวโก่ง เอี๊ยดอ๊าด! เลยครับ โชคดีที่เบรกทันสุดท้ายก็รอดนะ แต่หัวโนปูดกลับบ้าน
มองย้อนกลับไป วันนี้กับสิ่งที่อยากบอกแม่ จริงๆ คำสอนที่แม่สอนตั้งแต่เด็ก คือ แม่ผมพยายามพร่ำบอก หน้าที่หลักของเราที่เป็นคนอยู่ในปัจจุบันคือต้องรับผิดชอบต่อสังคม รับผิดชอบตัวเองให้ได้ ฉะนั้นอยากจะบอกแม่ว่า หลักสูตรสำคัญที่แม่บอกมาตลอด เราทำอยู่ตลอดอยู่แล้ว เราพยายามจะไม่ไปเป็นคนที่ต้องไปเดือดร้อนคนอื่นและเดือดร้อนต่อสังคมเสมอครับ ความป่วนที่ติดอยู่ในลิสต์ทอล์กออฟเดอะทาวน์คือ ตอนนั้นหนูไปงานเลี้ยงที่บริษัทกับคุณแม่ ซึ่งงานนั้นเป็นงานเลี้ยงที่ค่อนข้างใหญ่และมีผู้ใหญ่มาร่วมงานจำนวนมาก ในงานจะมีนักร้องขึ้นมาร้องเพลงบนเวที คือด้วยความที่ตาตั้นยังเด็กและชอบเสียงเพลงมากๆ ก็วิ่งเลยค่ะ วิ่งขึ้นไปบนเวทีจะไปแย่งไมค์นักร้องเขา และร้องไห้ไม่ยอมวางไมค์ ไม่ยอมลงจากเวที คือ ตะล่อมกันอยู่นานกว่าจะยอมลงมา งานนี้เรียกว่าตาตั้นทำป่วนทั้งงานเลยค่ะ
จริงๆ กับทุกๆ ความสำเร็จในชีวิตที่เกิดขึ้นวันนี้ หนูต้องขอบคุณคุณแม่มากๆ ที่ยอมเหนื่อยเพื่อหนู เวลาอยากเรียนอะไร หนูก็จะสามารถขอคุณแม่เรียนได้ตลอด ซึ่งคุณแม่ก็ต้องทำงานหนักมากขึ้นเพื่อหนู หนูจำภาพคุณแม่ที่ต้องตื่นแต่เช้าไปทำงาน ตอนเย็นก็ต้องกลับบ้านดึก ท่านเข้านอนหลังหนูตลอด ขอบคุณที่คอยดูแลและเสียสละให้หนูมากมาย ขอบคุณทุกๆ ความทุ่มเท เสียสละ และเป็นกำลังใจให้หนูตลอดเวลา หนูรักแม่ค่ะ ด้วยความที่แม่ของเป๊กจะอยู่เมืองนอกตลอด นานๆ ครั้งเราถึงจะได้เจอกัน มีช่วงหนึ่งที่เป๊กวางแผนเซอร์ไพรส์แม่ ด้วยการเดินทางไปหาท่านโดยไม่บอกล่วงหน้าเพราะปกติ ต้องขอหนังสือรับรองและให้แม่มารอรับที่แอร์พอร์ต เพราะเมืองที่แม่พักการเดินทางค่อนข้างยากและซับซ้อน แต่ด้วยความที่อยากจะลองผจญภัยดู เลยลองเดินทางคนเดียว ทำทุกอย่างคนเดียวทั้งหมด รวมถึงการศึกษาเส้นทางก่อนเดินทาง อย่างปกติเราเดินทางไปเนเธอร์แลนด์ ตามเวลาจะถึงโน่น 3 ทุ่ม จากนั้นจะต้องต่อรถไปจากสนามบินรอบ 4 ทุ่ม แต่บังเอิญไฟล์ดีเลย์ทุกอย่างจึงขยับไปหมด รถไฟที่จองไว้ ซึ่งเป็นคันที่วิ่งตรงไปบ้านแม่ก็เป็นเที่ยวสุดท้ายพอดี สรุปคือต้องหาเส้นทางใหม่ ซึ่งยากและซับซ้อนกว่าเดิมเยอะ กว่าจะไปถึงก็ประมาณเที่ยงคืน และช่วงนั้นอากาศหนาวมากๆ (หัวเราะ) สำคัญคือผมจำไม่ได้ว่าบ้านแม่ซอยไหน
เราพยายามลากกระเป๋าเดินทางดูบ้านหลังที่คิดว่าคุ้นๆ คือเดินอยู่นานมาก สุดท้ายก็เจอจนได้ และด้วยความที่อยากเซอร์ไพรส์ วันนั้นก็เลยโทรไปหาแม่ ส่งแม่เข้านอนตามปกติ บอก “Goodnight เป๊กนอนแล้วนะครับ ฝันดีนะครับแม่” เพื่อเป็นการหลอกล่อให้แม่ตายใจ หลังจากวางสาย ก็ไปกดกริ่งประตูบ้าน ...กิ๊กก่อง ...เพื่อจะเซอร์ไพรส์แม่!!!!! แต่ก็แกล้งพูดเสียงโทนต่ำๆ ใหญ่ๆ ใส่อินเตอร์คอมหน้าบ้าน “Open The Door Please!” ซึ่งเแม่ก็ตกใจเพราะจำเสียงไม่ได้ เลยไม่ยอมเปิด เรายืนรออยู่นานมาก และหนาวมากจนทนไม่ไหวก็เลยต้องบอกความจริงไป “แม่ นี่เป๊กเอง” แม่ช็อกไป 3 วัน คือท่านไม่น่าเชื่อว่า เราจะมาถึงที่นี่ได้โดยไม่ได้รับความช่วยเหลือจากท่านเลย (หัวเราะ) จำได้ว่าตอนนั้นเรากำลังเรียนอยู่ชั้นอนุบาล ซึ่งในห้องจะมีทั้งเด็กผู้ชายและผู้หญิง ในกลุ่มโบว์ลิ่งจะมีเพื่อนที่สนิทๆ อยู่ 3-4 คน และอย่างที่ทราบกันว่าบางทีวัยนี้ เด็กผู้ชายกับเด็กผู้หญิงจะเล่นกันไม่ค่อยดีสักเท่าไร
อยู่มาวันหนึ่งที่มีเด็กผู้ชาย ซึ่งจริงๆ เราก็ไม่ได้โกรธอะไรกันมาก่อนนะ แต่เขาดันมาแกล้งเพื่อนโบว์คนหนึ่งในกลุ่ม ซึ่งนางก็เรียบร้อยและค่อนข้างไม่สู้คน ตอนนั้นโบว์กำลังทานไอติมอยู่ จังหวะที่ไอติมหมดพอดี พอเห็นเพื่อนโดนแกล้ง โบว์เลยสู้แทนค่ะ ด้วยการเอาไม้ไอติมที่ถืออยู่ยื่นไปทิ่มตาเด็กคนนั้น ซึ่งเขาก็คงเจ็บ เลยไปฟ้องคุณครู ถามว่าเราทำแรงไปไหมจริงๆ มันก็แรงไปนะ เพราะเด็กผู้ชายคนนั้น เขาก็คือเด็กอนุบาลเหมือนเรานั่นแหละพอโดนไม้ไอติมเข้าไปก็ร้องไห้ใหญ่เลยค่ะ (หัวเราะ)
หากมองย้อนกลับไปวัยเด็ก ยอมรับว่าโบว์มีพฤติกรรมแสบๆ เยอะมาก แต่กับสิ่งที่อยากบอกคุณแม่ในวันนี้จริงๆ ต้องขอบคุณคุณแม่ค่ะ ไม่รู้ว่าต้องขอบคุณอย่างไรขอบคุณด้วยความรักและความอดทนทั้งหมด คือโบว์ลิ่งถือว่าเป็นเด็กที่เกเรมากคนหนึ่ง คุณแม่ก็อดทนที่จะเจอกับทุกๆ เรื่อง มีเรื่องใหม่ๆ เข้ามากวนใจตลอดเวลาความรักของแม่ไม่สิ้นสุดจริงๆ และหนูก็รักแม่เหมือนกันค่ะ ตอนนั้นเป็นช่วงประถม และด้วยนิสัยที่ออกแนวซนๆ และมั่นใจในตัวเองเกินไป มีครั้งหนึ่งที่ไปเที่ยวเดินป่ากับครอบครัวที่กาญจนบุรี ด้วยความที่คิดว่าตัวเองเก่งและมั่นใจว่าต้องเดินไปทางนี้ สุดท้ายเราก็ไม่ได้ไปเส้นทางเดียวกับที่พ่อแม่เดินไปกัน เพราะผมเดินล่วงหน้าไปก่อน ทำให้ทุกคนต้องเดินตามหาเพราะนึกว่าผมหลงป่าไปแล้ว ตอนนั้นผมทำให้ทุกคนเป็นห่วงและต้องปวดหัว ผู้ใหญ่ทุกคนตามหาเราอยู่ในป่า ในขณะที่เรากลับมาที่พักแล้ว (หัวเราะ)
ธนพรรษ์ ยาท้วม (เอย), นักร้องนำ/กีตาร์ วง Summer Stop

ตอนเด็กๆ ผมจะซนมากและไม่ชอบอยู่นิ่ง แต่จุดอ่อนคือกลัวเข็มฉีดยาเอามากๆ ครั้งหนึ่งที่ต้องไปฉีดวัคซีนกันพิษสุนัขบ้า และด้วยความที่พ่อแม่ไม่ยอมบอกว่าพาเราไปทำอะไร พอถึงคลินิกก็จับให้ไปนั่งรอที่เตียง ซึ่งพอผมเห็นเข็มฉีดยา เท่านั้นแหละครับ! ร้องลั่นออกมาเลย “จะทำอะไรน่ะ จะทำอะไรผม จะฆ่ากันเลยเหรอ?” (หัวเราะ) จากนั้นผมวิ่งสุดชีวิต ป่วนไปทั้งคลินิกและไม่ยอมให้ฉีดยา กระทั่งคุณแม่ต้องขอร้องให้พยาบาล 4 คนมาช่วยกันจับถึงจะเอาอยู่ครับ
ดนุพรรษ์ ยาท้วม (เอิง), นักร้องนำ/ กีตาร์ วง Summer Stop ตอนเด็กๆ บุ๊กโก๊ะชอบอยู่กับน้องสาวมากๆ เราจึงมีกิจกรรมด้วยกันเยอะ และด้วยความที่มีอายุห่างกันเพียง 1 ปี กิจกรรมที่ทำเวลาที่คุณพ่อกับคุณแม่ไม่อยู่บ้านคือการแต่งหญิงเล่นกัน จริงๆ ปกติก็แอบแต่งช่วงที่ท่านไม่อยู่ แต่พอดีมีวันหนึ่ง แต่งแล้วดันออกไปเดินเลิศๆ นอกบ้าน และเป็นจังหวะเดียวกับที่เพื่อนคุณพ่อคุณแม่เห็นเข้าเลยเกิดเรื่อง ซึ่งพอท่านกลับมาเลยโดนบ่นยาวเลยค่ะ
จริงๆ ที่ผ่านมาชีวิตบุ๊กโกะก็มีการสูญเสียเกิดขึ้นคือเสียคุณพ่อไป ซึ่งบางครอบครัว เวลาเหลือคุณแม่เพียงคนเดียวก็อาจเสียจุดยืนได้ อาจจะไม่มีแรงที่จะสั่งสอนลูกหรือเปล่า แต่สำหรับครอบครัวเราไม่มีจุดนั้นเลย คือคุณพ่อเสียคุณแม่ก็ขึ้นมาเป็นหัวเรือหลักแทนและคอยสั่งสอนให้ลูกเป็นคนดี และทุกวันนี้ที่บุ๊กโก๊ะเป็นได้ในสิ่งที่เราอยากเป็น ส่วนหนึ่งที่ทำให้เราสามารถเป็นได้ นั่นคือความเข้มแข็งของคุณแม่ “รักแม่นะคะ”
Board: FEATURE
(0)
Share
herworld
Keep by herworld
1932
FOLLOWER

ภัทรศยา เครือสุวรรณศิริ (พีค), นักแสดง

"พีคไม่ค่อยป่วนนะ แต่ตอนเด็กจะแอบเจ้าเล่ห์เล็กน้อย แต่ที่แสบจริงๆ คงเป็นช่วงวัยเด็กที่เรียนหนังสือและใช้ชีวิตวัยรุ่น มีความรักแบบใสๆ เหมือนเด็กผู้หญิงทั่วไปปกติแล้วที่บ้านจะใจดี แต่คุณพ่อจะห่วงและหวงเรามาก ไม่อยากให้มีแฟน ฉะนั้นพีคจึงแอบเจ้าเล่ห์ด้วยการให้คนที่เรากำลังคุยอยู่ด้วย เข้าหาทางคุณแม่ก่อน เพราะทุกคนในบ้านจะทราบดีว่า คุณแม่เหมือนจะเป็นใหญ่ที่สุดในบ้าน ถ้าคุณแม่ไม่ว่าอะไร ป๊าก็จะไม่กล้ามีปัญหา พีคเลยแอบพาคนที่กำลังคุยด้วยไปหาคุณแม่ที่ทำงาน เพื่อให้คุณแม่รู้จักว่าลูกสาวกำลังคุยอยู่กับคนนี้อยู่นะ เขาเป็นคนดีอย่างนี้นะ พอคุณแม่เห็นปุ๊ป ท่านก็ชอบและไม่ได้ว่าอะไร พูดง่ายๆ คือคุณแม่เห็นแล้ว ป๊าจะไม่กล้าหือ (หัวเราะ) เพราะคุณแม่จะหญ่ที่สุดในบ้าน
"
1 KEEP
herworld
0 LOVES
COMMENT
RELATED ARTICLE
7
1
1
1
17
1
1
5
1
13
SQUARE