การผลิตรองเท้านั้นถือเป็นงานที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญเฉพาะทางในหลายๆ ด้าน  จึงยากมากที่จะหาช่างที่สามารถทำทุกขั้นตอนได้ในคนๆ เดียว ชาวอิตาเลียนเรียกช่างเหล่านี้ว่า โจเยลลี (Gioielli) ที่แปลว่าอัญมณีในภาษาอิตาเลียน ทั้งนี้หลุยส์ วิตตองได้ให้ความสำคัญทั้งด้านในและนอกรองเท้า ซึ่งบ่อยครั้งจะใช้สีหรือใช้หนังคุณภาพเยี่ยมที่แตกต่างกันออกไป เช่น ใช้หนังกลับเกรดพิเศษตัดกับหนังลายโมโนแกรมมัลติคัลเลอร์ การตัดเย็บส่วนด้านในของรองเท้านั้นต้องใช้ความพิถีพิถันและความอดทนสูงเป็นพิเศษ ในขณะที่ป้ายเลเบลหลุยส์ วิตตองสีขาวน้ำตาลจะถูกเย็บด้วยมือ เช่นเดียวกับวิธีการเย็บเครื่องหนัง
เยี่ยมชมเวิร์คช็อปสร้างสรรค์รองเท้าของ หลุยส์ วิตตอง ณ FIESSO D’ARTICO ในอิตาลี

ประเทศอิตาลีได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีประวัติอันยาวนานและมีความเป็นเลิศในหลากหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านศิลปะ สถาปัตยกรรม อาหารการกิน แหล่งท่องเที่ยว หรือแม้แต่แฟชั่น ที่สำคัญที่สุดคือความเป็นสุดยอดแห่งงานหัตถศิลป์ ทั้งงานเฟอร์นิเจอร์ งานตัดเย็บเครื่องหนังคุณภาพดีที่สุด รวมถึงอื่นๆ อีกมากและสุดยอดทางด้านการผลิตรองเท้าก็อยู่ที่อิตาลีนี้เช่นเดียวกันที่แห่งนั้น คือเมืองฟิเอสโซ ดาร์ติโค (Fiesso D’Artico) ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศอิตาลี ในแคว้นเวเนโตที่มีกรุงเวนิซเป็นเมืองหลวง ที่นี่เป็นแหล่งรวมช่างทำรองเท้าระดับโลกที่เชี่ยวชาญที่สุดมาตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 13 ความเชี่ยวชาญในเชิงช่างได้ถูกเก็บรักษาและถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นอันเปรียบเสมือนมรดกตกทอดของครอบครัว หลุยส์ วิตตอง (Louis Vuitton) ห้องเสื้อระดับไฮเอนด์ได้เล็งเห็นความสามารถพิเศษของช่างหัตถศิลป์ในเมืองนี้ จึงตัดสินใจก่อตั้งโรงงานผลิตรองเท้าที่ฟิเอสโซ ดาร์ติโคขึ้นในปีค.ศ. 2000 และเปิดตัวอย่างเป็นทางการในปีค.ศ. 2009 ในรูปแบบของเวิร์คช็อปและแกลเลอรี่ซึ่งแบ่งเป็น 2 ส่วนคือห้องสมุดอันประกอบด้วยหนังสือเกี่ยวกับรองเท้าทั้งหมด และนิทรรศการที่รวบรวมงานศิลปะ 30 ชิ้น รวมถึงงานของ แอนดี้ วอร์ฮอล (Andy Warhol) ยาโยอิ คุซามะ (Yayoi Kusama) และศิลปินชื่อดังอื่นๆ อีกหลายคน นอกจากจะเป็นฐานการผลิตรองเท้าแห่งเดียวของหลุยส์ วิตตอง ที่นี่ยังเปิดให้ผู้ที่สนใจได้เข้าชมภายในส่วนต่างๆ เช่น แกลเลอรี่ศิลปะแบบอินสตอลเลชั่นที่ตั้งอยู่ในสวน รวมถึงชมสาธิตการทำรองเท้าจากช่างผู้ชำนาญการในวันที่ 15-16 มิถุนายนที่ผ่านมา ภายใต้การดูและของ LVMH Journées Particuliéres โอกาสพิเศษเช่นนี้หนึ่งปีจะมีแค่ครั้งเดียว ซึ่งถ้าหากพลาดแล้วก็คงต้องรอถึงปีหน้ากันเลยทีเดียว โดยเริ่มจากงานวาดแบบของทีมดีไซเนอร์ที่ทำงานระหว่างฟิเอสโซ ดาร์ติโค และปารีสภายใต้การควบคุมดูแลของมาร์ก เจคอบส์ (Marc Jacobs) ผู้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายศิลป์ของแบรนด์มาตั้งแต่ปีค.ศ. 1997 ซึ่งมาร์กได้ให้ความสำคัญกับรองเท้ามากไม่น้อยไปกว่าผลิตภัณฑ์ชิ้นอื่นๆ หลังจากนั้นแผนกวางแผนการผลิตจะทำการตัดแบบบนหุ่นรองเท้าซึ่งทำขึ้นจากไม้พิเศษ หลุยส์ วิตตองจะใช้หุ่นรองเท้าที่แตกต่างกันออกไปสำหรับแต่ละรูปแบบ จึงทำให้หุ่นรองเท้ามีจำนวนมากกว่าร้อยคู่ต่อหนึ่งฤดูกาล ซึ่งทั้งหมดจะถูกเก็บรักษาไว้อย่างดีและไม่ถูกนำออกมาใช้อีกเลยหลังจากการผลิตเสร็จสิ้น หลังจากที่ดีไซเนอร์ทำการแก้ไขครั้งสุดท้ายบนหุ่นรองเท้า แผนกวางแผนการผลิตจะทำตัวอย่างขึ้นหนึ่งคู่ โดยรองเท้าตัวอย่างนี้จะผ่านการทดลองใช้โดยแผนกอุตสาหกรรม เพื่อรับประกันความทนทานและคุณภาพของส่วนประกอบหลัก อาทิเช่น ตัวหนังหรือส้น เป็นต้น ในกรณีของรองเท้าผู้หญิงก็จะเป็นขนาดเบอร์ 37 เพราะเป็นขนาดของระหว่างกลางของทุกขนาดที่มีอยู่ ซึ่งจะทำให้ทีมงานสามารถมองเห็นความหนาและรูปลักษณ์จริงของรองเท้านั่นเอง และหลังจากการปรับเปลี่ยนครั้งสุดท้าย ขนาดเบอร์ 37 จะถูกผลิตขึ้นมาอีกครั้งก่อนที่โรงงานจะได้รับอนุญาตให้ผลิตรองเท้าตัวอย่างในทุกขนาด สุดท้ายทุกๆ คู่จะถูกตรวจสอบอีกครั้ง เพื่อที่จะได้ความสมบูรณ์เหมือนแบบขนาดเบอร์ 37 เพราะรองเท้าทุกคู่ต้องผ่านขั้นตอนทั้งหมด 250 กรรมวิธี ไม่ว่าจะเป็นการเย็บส่วนบนของรองเท้า การแกะแบบบนหุ่นรองเท้า จนไปถึงขั้นตอนการวางพื้นรองเท้าชั้นใน ซึ่งต้องสามารถรับน้ำหนักของร่างกายและให้ความรู้สึกสบายในการสวมใส่ เป็นต้น โดยหลายขั้นตอนนั้นต้องใช้มือของช่างผู้เชี่ยวชาญในการประกอบเท่านั้น ซึ่งช่างจะทำงานอย่างประณีตในทุกขั้นตอนบนรองเท้าแต่ละคู่ และทำการแก้ครั้งสุดท้ายเพื่อความสมบูรณ์แบบที่สุด รองเท้าทุกคู่จะถูกตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้งก่อนที่จะถูกบรรจุใส่กล่องเพื่อส่งไปยังร้านหลุยส์ วิตตองสาขาต่างๆ ที่จำหน่ายรองเท้าทั่วโลกซึ่งถึงแม้การจำหน่ายจะยังมีจำนวนจำกัด แต่ในวันนี้หลุยส์  วิตตองได้ผันตนเองเป็นหนึ่งในห้าผู้ผลิตรองเท้าระดับสูงของโลก พร้อมกับชื่อเสียงทางด้านคุณภาพที่ไม่เป็นสองรองใคร หลังจากความสำเร็จของโรงงานที่เมืองแอสนิแยร์ หลุยส์ วิตตองมีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาความเชี่ยวชาญของโรงงานที่ฟิเอสโซ ดาร์ติโคในทุกๆด้าน พร้อมกันนี้ในอนาคตจะมีการขยายการบริการรองเท้าสั่งทำเป็นพิเศษอีกด้วย เช่น กระเป๋าเดินทาง เสื้อผ้า และเครื่องประดับ ในแต่ละฤดูกาลรองเท้าของหลุยส์วิตตองได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ด้วยความตั้งใจ ความประณีต และความพิถีพิถันในการผลิตของช่างผู้ชำนาญการในโรงงานแห่งนี้ ทำให้เห็นได้ว่าในขั้นตอนการผลิตรองเท้าของหลุยส์ วิตตองแต่ละคู่ต้องใช้ความเพียรพยายามมากมายเพียงใด รองเท้าคู่นั้นจึงเปี่ยมไปด้วยคุณค่าทางหัตถศิลป์ – สริตา อุสาหพานิช
(0)
Share
Bazaar
Keep by Bazaar
6377
FOLLOWER

การผลิตรองเท้านั้นถือเป็นงานที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญเฉพาะทางในหลายๆ ด้าน

"จึงยากมากที่จะหาช่างที่สามารถทำทุกขั้นตอนได้ในคนๆ เดียว ชาวอิตาเลียนเรียกช่างเหล่านี้ว่า โจเยลลี (Gioielli) ที่แปลว่าอัญมณีในภาษาอิตาเลียน ทั้งนี้หลุยส์ วิตตองได้ให้ความสำคัญทั้งด้านในและนอกรองเท้า ซึ่งบ่อยครั้งจะใช้สีหรือใช้หนังคุณภาพเยี่ยมที่แตกต่างกันออกไป เช่น ใช้หนังกลับเกรดพิเศษตัดกับหนังลายโมโนแกรมมัลติคัลเลอร์ การตัดเย็บส่วนด้านในของรองเท้านั้นต้องใช้ความพิถีพิถันและความอดทนสูงเป็นพิเศษ ในขณะที่ป้ายเลเบลหลุยส์ วิตตองสีขาวน้ำตาลจะถูกเย็บด้วยมือ เช่นเดียวกับวิธีการเย็บเครื่องหนัง"
1 KEEP
Bazaar
0 LOVES
COMMENT