TOM FORD EYE WEAR ก็อยากที่เราบอกไว้  "ผู้ชายไม่ซื้อแฟชั่นผู้ชายซื้อเสื้อผ้า"
 นั่นทำให้ห้องเสื้อหลายๆ  แห่ง  ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่  ต่างไม่ค่อยกล้านัก  กับการลงทุนทำเสื้อผ้าสำหรับผู้ชาย  เพราะรู้ว่าขายยาก แต่น่าดีใจที่เรามีฮีโร่บางคน  ที่ทำให้ผู้ชายหันมาแต่งเนื้อแต่งตัวกับเขาบ้าง
 ดีไซเนอร์  คุณควรต้องขอบคุณ เจมส์ ดีน  ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการปฏิวัติภาพลักษณ์  ของแฟชั่นผู้ชายในยุคทศวรรษ 1940 - 1950 คุณต้องขอบคุณ  ริชาร์ด เกียร์  ในAmerican  Gigolo (1980)  ซึ่งน่าจะเป็นยุคเปลี่ยนผ่านของแฟชั่นผู้ชายที่เข้าสู่ผู้ชายยุคใหม่  สูทของจิออร์จิโอ  อาร์มานี่  กลายเป็นสัญลักษณ์ของหนุ่มยุคใหม่ที่มีบุคลิกที่ดีเป็นผู้ชายที่ประสบความสำเร็จ และแต่งตัวเนี้ยบไปเสียทุกส่วน  หนังเรื่องนี้อาจถือได้ว่าเป็นก้าวแรก ที่ทำให้ผู้ชายหันมาเข้าร้านเสื้อผ้าของเหล่าดีไซเนอร์ชั้นสูง มากกว่าจะไปตัดสูทตามร้านประจำหน้าปากซอย 
 การเข้าสู่ยุคปฏิวัติวัฒนธรรมของอเมริกา ในช่วงทศวรรษ 1970 ที่ให้ความสำคัญกับความคิดแบบปัจเจกชนนิยมสุดโต่งบวกกับอิทธิพลของฮอลลีวู้ดและอุตสาหกรรมดนตรี  ก็มส่วนช่วยให้ภาพลักษณ์ของผู้ชายมีจินตนาการในการแต่งตัวมากขึ้นคนดังอย่าง เดวิด โบวี่ มิก แจ็กเกอร์ และวงเดอะบีเทิลส์  ต่างมีส่วนอย่างมากในการผลักดันให้ผู้ชายเริ่มกล้าทำอะไรมากขึ้น
 การปฏิวัติอีกครั้งของผู้ชายยุคใหม่ คือการมาถึงของ คาลวิน ไคลน์ (Calvim Klein)  พอล สมิท( Paul Smith)  และทอม  ฟอร์ด ( Tom Ford)  ซึ่งเปลี่ยนภาพลักษณ์ของผู้ชายให้ดูแตกต่าง   มีบุคลิกที่ทันสมัย  และเต็มไปด้วยความยั่วยวนทางเพศอยู่ในที  โดยเฉพาะผลลานของทอม  ฟอร์ด  ที่ทำไว้กับกุชชี่ ( Gucci )  ที่นำเสนอเรื่องเพศอย่างเปิดเผย  จนกลายเป็นแนวโน้มใหม่ของผู้ชาย
"ผู้ชายไม่ซื้อแฟชั่น  ผู้ชายซื้อเสื้อผ้า"
 นั่นเป็นคำพูดที่ลอยลมมาจากไหนสักแห่งสักมุมหนึ่งของผู้ที่อยู่ในธุรกิจแฟชั่นมาโดยตลอด
 ฟังแล้ว  ผู้ชายดูเป็นสิ่งมีชีวิตทื่อๆ  ที่พร้อมจะสูญพันธุ์ในไม่ช้า (ซึ่งก็ไม่แน่)  แต่เมื่อดูของที่อยู่ในตู้เสื้อผ้าของพวกเรา  มันก็อาจจะเป็นจริงอย่างที่เขาว่า  ในตู้เสื้อผ้าพวกเรามีอะไรบ้างล่ะ..เสื้อยืด  เสื้อเชิ้ต  กางเกงยีนส์  กางเกงสแล็ค  เนคไท  สูท..มีเท่านี้จริงๆ
 ภาพลักษณ์การแต่งตัวของผู้ชาย  ดูๆ ไปก็เหมือนแผงแดลบอร์ดรถยนต์  มันไม่เคยเปลี่ยน รูปแบบมาตั้งแต่ที่พวกเราเริ่มรู้จักสูท  ไม่ว่าจะผ่านไปกี่สมัย  ไม่ว่ามันจะมีกระดุมกี่เม็ด  สูทก็คือสูทที่ใส่กันทุกวัน
 แม้สินค้าแฟชั่นของผู้ชายจะมีให้เลือกไม่มาก  แต่ตลอดระยะ  10 ปีมานี้  เสื้อผ้าผู้ชาย  เติบโตอย่างพรวดพราด  หากพูดเป็นภาษานักการตลาดก็ต้องบอกว่ามันโตแบบตัวเลขสองหลักเลยทีเดียว
 ดีแลน  โจนส์  บรรณาธิการนิตยสาร GQ  British  Edition  เคยตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการเติบโตของธุรกิจแฟชั่นผู้ชายว่า  หากนับย้อนหลัง  ไปจะเห็นว่ามันมีอายุสั้นมาก  เมื่อเทียบกับธุรกิจแฟชั่นของผู้หญิง  ผู้ชายเริ่มเห็นว่าการแต่งแบบ เจมส์  ดีน  เป็นเรื่องใหม่  นั่นก็เป็นเรื่องตามหลัง  การปฏิวัติวงการแฟชั่นของมาดมัว แซวาแนล  อยู่นานหลายปีดีดัก    ยังมีปัจจัยอื่นๆ  ที่เกี่ยวข้องอีกมาก  การเติบโตของสื่อนิตยสาร  อินเตอร์เน็ต  ก็ทำให้ผู้ชายขี้อายส่วนหนึ่ง  เริ่มมีทางเลือกมากขึ้นในการเข้าถึงข้อมูลทั้งหมดนี้เป็นปัจจัยที่หลอมรวมให้ผู้ชายสมัยนี้สำอางมากขึ้น  และสนใจเลือกซื้อไนท์ครีมพอๆ กับเครื่องตัดหญ้า
   อย่างไรก็ดี ตอนนี้ผู้ชายได้เปลี่ยนพฤติกรรมและบุคลิกของผู้ชายไปบ้างแล้ว พวกเรากล้าแต่งตัวมาก ขึ้น ยินดีแต่งตัวให้ดูดีไม่แพ้ สาวๆ ใส่เครื่องแต่งกายที่พอดีตัวมากขึ้น ซึ่งสะท้อนถึงค่านิยมของการให้ความสำคัญในการดูแลรูปร่าง การรักษาสถานภาพทางสังคม และดูเหมือนมันจะกลายเป็นปัจจัยใหญ่หลวงมากขึ้นทุกทีๆ ความสำเร็จของผู้ชายยุคใหม่จึงไม่ใช่แค่เพียงคุณทำรายได้มากเท่าไหร่ แต่ยังหมายถึงคุณดูดีหรือไม่ยามปรากฏตัว นั่นเป็น ค่านิยมของทุนนิยมสมัยใหม่อย่างแท้จริง    อาจจะเป็นผู้ชายยุคแรก ที่เติบโตมาพร้อมกับความเข้าใจเรื่องการสร้างแบรนด์ บุคลิก ของแบรนด์ และการเสพสินค้าแฟชั่นอย่างแท้จริง การเป็นผู้ชายสมัยนี้จึงซับซ้อนกว่าผู้ชายรุ่นพ่อของเรามาก ไม่ต้องกลับไปพลิกผลการวิจัยทางด้านการตลาด เราก็พอจะเดาได้ว่า ตลาดของผู้ชายในธุรกิจแฟชั่น ยังจะเป็นตลาดที่หอมหวาน เพราะยังมีพื้นที่ว่างอีกมากมายในการขายของ และสอดใส่รสนิยม ความเชื่อใหม่ๆ เข้าไป ทุกวันนี้นักการตลาดยังเชื่อว่าผู้ชายมีความจงรักภักดีกับแบรนด์มากกว่า ผู้หญิง แต่ในอนาคต พฤติกรรมเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ยิ่งมายาคติทางเพศถูกท้าทายและทำให้เส้นแบ่งนี้เลือนรางลงเรื่อยๆ อีกหน่อยธุรกิจแฟชั่นก็จะเป็นเรื่องของรสนิยมส่วนตัวมากกว่าเพศ 
    ถึงตอนนั้นคำถามต่อภาพลักษณ์ของผู้ชาย ก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจที่เราจะพูดถึงอีกครั้งจากการเก็บข้อมูลของห้างทาร์เก็ตใน สหรัฐอเมริกา พบว่า ในแผนกเสื้อผ้าผู้ชาย อัตราส่วนของผู้หญิง และผู้ชายที่ช้อปปิ้ง ในแผนกนี้คือ 2:1 นั่นหมายถึง ยังมีผู้ชายชาวอเมริกัน กว่าครึ่งที่ไม่ยอมซื้อกางเกงในเอง 

NOTE
ริชาร์ด เกียร์ จาก American Gigolo (1980)
(0)
Share
GM
Keep by GM
2469
FOLLOWER

TOM FORD EYE WEAR

"ก็อยากที่เราบอกไว้ "ผู้ชายไม่ซื้อแฟชั่นผู้ชายซื้อเสื้อผ้า"
นั่นทำให้ห้องเสื้อหลายๆ แห่ง ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ ต่างไม่ค่อยกล้านัก กับการลงทุนทำเสื้อผ้าสำหรับผู้ชาย เพราะรู้ว่าขายยาก แต่น่าดีใจที่เรามีฮีโร่บางคน ที่ทำให้ผู้ชายหันมาแต่งเนื้อแต่งตัวกับเขาบ้าง
ดีไซเนอร์ คุณควรต้องขอบคุณ เจมส์ ดีน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการปฏิวัติภาพลักษณ์ ของแฟชั่นผู้ชายในยุคทศวรรษ 1940 - 1950 คุณต้องขอบคุณ ริชาร์ด เกียร์ ในAmerican Gigolo (1980) ซึ่งน่าจะเป็นยุคเปลี่ยนผ่านของแฟชั่นผู้ชายที่เข้าสู่ผู้ชายยุคใหม่ สูทของจิออร์จิโอ อาร์มานี่ กลายเป็นสัญลักษณ์ของหนุ่มยุคใหม่ที่มีบุคลิกที่ดีเป็นผู้ชายที่ประสบความสำเร็จ และแต่งตัวเนี้ยบไปเสียทุกส่วน หนังเรื่องนี้อาจถือได้ว่าเป็นก้าวแรก ที่ทำให้ผู้ชายหันมาเข้าร้านเสื้อผ้าของเหล่าดีไซเนอร์ชั้นสูง มากกว่าจะไปตัดสูทตามร้านประจำหน้าปากซอย
การเข้าสู่ยุคปฏิวัติวัฒนธรรมของอเมริกา ในช่วงทศวรรษ 1970 ที่ให้ความสำคัญกับความคิดแบบปัจเจกชนนิยมสุดโต่งบวกกับอิทธิพลของฮอลลีวู้ดและอุตสาหกรรมดนตรี ก็มส่วนช่วยให้ภาพลักษณ์ของผู้ชายมีจินตนาการในการแต่งตัวมากขึ้นคนดังอย่าง เดวิด โบวี่ มิก แจ็กเกอร์ และวงเดอะบีเทิลส์ ต่างมีส่วนอย่างมากในการผลักดันให้ผู้ชายเริ่มกล้าทำอะไรมากขึ้น
การปฏิวัติอีกครั้งของผู้ชายยุคใหม่ คือการมาถึงของ คาลวิน ไคลน์ (Calvim Klein) พอล สมิท( Paul Smith) และทอม ฟอร์ด ( Tom Ford) ซึ่งเปลี่ยนภาพลักษณ์ของผู้ชายให้ดูแตกต่าง มีบุคลิกที่ทันสมัย และเต็มไปด้วยความยั่วยวนทางเพศอยู่ในที โดยเฉพาะผลลานของทอม ฟอร์ด ที่ทำไว้กับกุชชี่ ( Gucci ) ที่นำเสนอเรื่องเพศอย่างเปิดเผย จนกลายเป็นแนวโน้มใหม่ของผู้ชาย"
1 KEEP
GM
0 LOVES
COMMENT