THE  WATER IS WIDE มหาอุทกภัย !  โลกที่เต็มไปด้วยน้ำ น้ำ และน้ำ กับ  ภาพผืนน้ำกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา    GM : ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ดูเหมือนบทบาทของมูลนิธิสืบ นาคะเสถียร จะไม่เกี่ยวกับเรื่องน้ำเลย การกระโดดเข้ามาทำเรื่องนี้ เป็นการส่งสัญญาณอะไรไหม 
ศศิน : ไม่เกี่ยว ไม่เกี่ยวกันเลย ที่เราคุยกันในมูลนิธิฯ ก็คือเรามองว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของชาติ และมูลนิธิสืบฯ เองก็เป็นองค์กรสาธารณะ เป็นองค์กรที่มีชื่อเสียงองค์กรหนึ่ง พอมีเรื่องใหญ่ขนาดนี้ เราจะไปทำแบบรับ 
บริจาคของมันก็คงไม่ใช่ ต้องทำอะไรสักอย่าง แล้วผมรู้สึกว่า เว็บไซต์ของมูลนิธิฯ เรา หรือระบบโซเชียลมีเดียของเราถือเป็นสื่อที่ค่อนข้างได้รับความนิยมเยอะอยู่แล้ว เราจึงใช้โอกาสนี้ในการเผยแพร่จริงๆ ต้องบอกว่ามูลนิธิสืบฯ ไม่ได้แตะหรอก ผมทำส่วนตัว แล้วก็วานน้องๆ มาช่วยมากกว่าโดยใช้เครื่องมือที่เรามีอยู่ในการทำมันขึ้นมา จริงๆ มันแค่เป็น "การเสือก"ของผมมากกว่า คือผมก็ไม่ได้โนเนมเรื่องน้ำนักหนาหรอกนะ ก่อนหน้านั้น ผมก็เป็นตัวแทนของมูลนิธิฯ อยู่ในคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการวิเคราะห์เรื่องผลกระทบเรื่องแหล่งน้ำอยู่8 ปีและดูเรื่องสิทธิเกี่ยวกับน้ำของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติอยู่นาน ก็อยู่ในแวดวงนี้ คลุกคลีอยู่กับปัญหา เข้าใจการทำงานกับข้าราชการอยู่พอสมควร รู้ว่า 
เขาทำงานกันอย่างไร เพียงแต่ว่าผมไม่ได้ทำงานโดยตรงเท่านั้น 

  GM : คุณทำงานกับมูลนิธิสืบฯ มานานเท่าไหร่แล้ว 
 ศศิน : ผมอยู่ที่นี่ 8 ปี ก่อนหน้านั้นผมเป็นอาจารย์สอนหนังสือ แต่ก็อยู่ในแวดวงของการทำงานเอ็นจีโอมาโดยตลอด การเข้ามาทำงานในมูลนิธิสืบฯ ชีวิตผมไม่ได้เปลี่ยนอะไรมาก...ต้องบอกว่าตลอดชีวิตที่ผ่านมาชีวิตแทบไม่เคยเปลี่ยนเลย ตั้งแต่โตมาเป็นวัยรุ่นเป็นผู้ใหญ่ ผมก็ใช้ชีวิตแบบนี้เหมือนเดิม เพียงแต่เมื่อก่อนเราได้รายได้จากการรับจ้างสอนหนังสือและหาเวลาไปทำกิจกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม ตอนนี้เราเปลี่ยนจากงานรองมาเป็นงานหลัก ก็ยิ่งง่ายขึ้นเพราะชอบอยู่แล้ว จริงๆ ก่อนหน้านี้ผมเข้ามาดูในฐานะ Project Manager เข้าไปดูเรื่องการจัดการความขัดแย้ง (Conflict Management) ของคนในผืนป่าตะวันตก เขาไม่มีคนมาดูโปรเจ็กต์นี้ แล้วเผอิญว่าผมเป็นคนที่เหมาะสม เพราะอายุกำลังดี เดินป่าได้ประชุมได้ มีความรู้พอที่จะจัดการความซับซ้อนทางการเงิน บุคลากร มีความรู้มากพอ มีวัยวุฒิ คุณวุฒิมากพอ อายุไม่มากไปน้อยไป ผมก็เลยถูกมูลนิธิฯ เลือกมา 

GM : หลายคนอาจไม่ทราบว่ามูลนิธิสืบนาคะเสถียรทำอะไรบ้าง 
ศศิน : เราทำงานในสองสามเรื่อง เราโฟกัสตัวเองที่ห้วยขาแข้งและพื้นที่ป่าโดยรอบที่เราเรียกว่า ผืนป่าตะวันตก มีปัญหาอะไรเราก็จะไปทำทุกอย่างที่สนับสนุนกรมอุทยานแห่งชาติและกรมป่าไม้ในการรักษาป่าตะวันตก  เขามีปัญหาอะไร คนมีปัญหาอะไร เราก็พยายามเข้าไปช่วยเหลือ ตั้งแต่แจกรองเท้าเดินป่า เป้เดินทาง ข้าวสารให้ผู้พิทักษ์ป่า ไปจนถึงขั้นว่าสนับสนุนเงินให้ทำรั้วกันช้างป่า นั่นคือบทบาทของเรา รวมถึงดูแลเรื่องชุมชนที่อยู่กับป่า เพราะว่ามีความขัดแย้งกับรัฐมาก ในแง่ที่ว่ารัฐไปประกาศพื้นที่เป็น 
อุทยานกับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทับชุมชนเก่าแก่ดั้งเดิมของเขา แล้วก็กลายเป็นว่าเขาอยู่อย่างผิดกฎหมาย แล้วก็มีนโยบายที่จะเอาเขาออกจากป่า  ซึ่งทำไม่ได้พอทำไม่ได้ก็เกิดความขัดแย้งกัน เดินเจอหน้ากันจะยิงกันท่าเดียว มันก็ไม่เกิดผลดีกับการอนุรักษ์ แต่ชาวบ้านก็ไม่ใช่ว่าถูกเสมอ เพราะเขาก็รุกป่าตลอด เป็นความขัดแย้งที่มันลึกซึ้ง มูลนิธิสืบฯ ก็ลงไปทำงาน เรื่องจัดการความขัดแย้งนานกว่าสิบปีที่ผ่านมาทำให้คนกับเจ้าหน้าที่ป่าไม้อยู่กันได้ แล้วก็ไม่ขยายเข้าไปในพื้นที่ป่าอีก 
 เราหาทุนมาทำงานนี้มาเจ็ดแปดปีแล้ว ผมเองเป็นผู้จัดการโครงการนี้  เพิ่งเปลี่ยนคนจัดการโครงการไปไม่นาน เพราะงานยากๆ มันเสร็จแล้วตอนนี้ก็เหลือผลักดันให้มันเป็นนโยบายว่า หากทั่วประเทศจะใช้การแก้ปัญหาแบบนี้เป็นโมเดลก็น่าจะดี อันนี้คืองานของเราในด้านป่าตะวันตก 
 งานด้านอื่นๆ ก็มีงานในระดับที่ใหญ่กว่านี้ อย่างงานในระดับชาติ  เรามีทุนช่วยเหลือพวกเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า เราตั้งเป็นกองทุนผู้พิทักษ์ป่ามา 21 ปีแล้ว ช่วยคนไปเป็นร้อย ส่งเด็กที่พ่อเขาเสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ ตอนนี้ก็สามสิบสี่สิบคน ตั้งแต่เขาอยู่ชั้นเด็กเล็ก ไปจนจบปริญญาตรี  นี่คือหาเงินช่วยทั้งประเทศเลย อีกบทบาทหนึ่งก็คือโครงการที่มีผลกระทบต่อผืนป่า สัตว์ป่า อย่างทำเขื่อนหรือการตัดถนนเข้าไปในเขตป่า เปลี่ยนกฎหมายให้เช่าอุทยาน ทำท่าเรือปากบารา เรื่องพวกนี้เราก็ไม่ยอมหรอก คัดค้านด้วยวิธีไหนได้ผมเอาหมด นี่คือบทบาทของเอ็นจีโอแบบสืบฯ ซึ่งมันไม่เกี่ยวกับเรื่องน้ำท่วมคราวนี้
ในที่ราบภาคกลาง คือภาพที่คนในยุคนี้ 
รุ่นนี้ ไม่เคยพบเคยเห็นมาก่อน 
นี่เรากำลังเผชิญหน้าอยู่กับอะไรกันแน่! 
        ในช่วงที่ผ่านมา คำว่า "มวลน้ำ" กลายเป็นศัพท์ใหม่ที่ผู้คนพูดถึงมากพอๆ กับการกล่าวขวัญถึงผู้ชายไว้หนวดเคราคนหนึ่ง กับแผนที่เก่าๆ ยับย่นของเขาที่ออกมา  "เตือน"  ผู้คนเรื่องการหลากท่วมของน้ำผ่านทาง YouTube ผู้ชายคนนี้ชื่อ ศศิน เฉลิมลาภ บทบาทของเลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร และงานนักอนุรักษ์ที่ทำงานกับป่ามายาวนาน ไม่ได้ทำให้เขาเป็นที่รู้จักของผู้คนมากเท่ากับคลิปความยาว 13 นาที กับแผนที่เก่าๆ และคำอธิบาย ที่ "เตือนภัย" ด้วยคำพูดที่ "เข้าใจง่าย"  และ "เข้าถึงใจ" คนจำนวนมากที่ละล้าละลัง พะวักพะวน  เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง กับเหตุการณ์ "เหนือจริง" ที่เกิดขึ้น ทั้งกับตัวภัยธรรมชาติเอง และกับการบริหารจัดการของผู้มีอำนาจที่ควรจะทำหน้าที่ "เตือนภัย" อย่างทันท่วงที 
     เมื่อสิ้นหวัง ผู้ชายคนนี้จึงก้าวเข้ามาเป็น "ความหวัง" พร้อมๆ กับนักวิชาการอีกหลายคนที่ไม่ได้เข้าไปอยู่ตรง "ใจกลาง"ของการสั่งการตัดสิน ด้วยเหตุนี้  คลิปอธิบายและเตือนภัยเรื่องน้ำท่วมของศศิน จึงทำให้มีคนเข้าไปดูรวมๆ แล้วมากกว่า 6 แสนคน ! อย่างไรก็ตาม เรื่องราวของเขาไม่ได้จบแค่ในคลิป แต่การทำงานและการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องในรายงานสถานการณ์น้ำท่วม ทำให้ใครๆ เห็นว่าผู้ชายคนนี้เอาจริง - และเขาคือ "ตัวจริง" ที่นอกจากจะรู้จักออกมาเตือนภัยล่วงหน้า ยังรู้จักและกล้าหาญในการออกมายอมรับความผิดพลาด เมื่อมีบางสิ่งพลาดผิดด้วย 
นี่คือวิสัยของคนที่เป็น "ตัวจริง" โดยแท้ ! GM นัดพบกับเขาในวันที่กำแพงกระสอบทรายยังก่อสูงรอบ 
กรุงเทพฯ รถโฟร์วีลซูซูกิ คาริเบียนของศศินจอดอยู่หน้ามูลนิธิสืบนาคะเสถียร วงล้อยังมีคราบของโคลนแห้งติดกรัง แสดงว่าคงเพิ่งผ่านสมรภูมิมาไม่นานนัก 
      คลิปวิดีโอและน้ำท่วมใหญ่คราวนี้เปลี่ยนชีวิตเขาไปช่วงหนึ่ง เขาบอกผมว่าหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ต้องนั่งอยู่หลังเบาะรถยนต์ มากกว่าเก้าอี้ในห้องทำงาน การออกไปดูสถานการณ์น้ำ  ตามจุดต่างๆ กลายเป็นกิจวัตรที่ศศินต้องทำทุกวัน แต่เขาไม่ได้รู้สึกเหนื่อยยากอะไร เพราะเป็นสิ่งที่เขาเต็มใจทำหลายๆ คนอาจไม่รู้เรื่องของเขามากนัก บ้างรู้เพียงว่าเขาเป็นอดีตอาจารย์ด้านธรณีวิทยา ที่ผันตัวเองมาทำงานอนุรักษ์ แต่เขาทำงานสำคัญๆ ไว้มากทีเดียว เช่น เคยเป็นวงล้อ อันสำคัญของโครงการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีส่วนร่วม 
หรือโครงการ "จองป่า" ของมูลนิธิสืบนาคะเสถียร อันเป็นโครงการใหญ่ที่สามารถลดความขัดแย้งของคนในพื้นที่ป่า กับเจ้าหน้าที่รัฐอย่างได้ผล 
       ทุกวันนี้ เขาถอยห่างจากป่ามารับหน้าที่หลักที่หนักกว่าเดิมกับการทำงานในฐานะเลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร และแม้"มวลน้ำ"  จะกว้างไกลจนใกล้เกินจริง แต่ศศินก็ยืนยันว่า เขาจะทำงานอนุรักษ์เชิงรุกให้มากขึ้น เพื่อเผยแพร่งานของมูลนิธิสืบฯ อันเป็นส่วนหนึ่งของการทำความเข้าใจโลกและธรรมชาติ ซึ่งอาจช่วยป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ที่แลดู "เกินจริง" เช่นที่เพิ่งเกิดขึ้น - เกิดซ้ำขึ้นอีก ถูกละ, นั่นไม่ใช่งานที่ง่ายดายเลยแม้แต่นิดเดียว มันเหมือนผืนน้ำกว้างที่ขวางอยู่ข้างหน้า-รอให้ผู้ชายคนนี้ฝ่าข้ามไป ! 

   GM : น้ำท่วมคราวนี้ เป็นเรื่องที่มีมาเหนือความคาดหมายของคุณไหม 
 ศศิน : เหนือไม่มากนัก คือถ้าคุณอาศัยอยู่ในที่ราบภาคกลาง โดยเฉพาะที่ราบแม่น้ำเจ้าพระยา มันคือ Flood Plain เป็นธรณีสัณฐานของที่ราบน้ำท่วมถึง ดังนั้น โดยธรรมชาติต้องมีน้ำท่วมเป็นเรื่องปกติ คราวนี้การ 
สร้างเมืองขึ้นมาก็เหมือนเราสร้างกะละมัง แล้วเอาเมืองไปใส่ไว้ในนั้น เวลาผ่านไปกะละมังที่เคยเล็ก มันขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งตอนนี้กะละมังใบนี้ที่ชื่อกรุงเทพฯ จากที่เคยมีแค่กรุงเทพฯ ชั้นใน ตอนนี้ขอบ 
มันไปไกลถึงสุดรามคำแหง ถึงมีนบุรี หนองจอกก็ยังถือเป็นกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันตกก็ไปถึงตลิ่งชัน ทวีวัฒนา ซึ่งเมื่อก่อนที่แถวนี้เป็นที่ให้น้ำท่วมทั้งนั้น แล้วเราก็เอาอะไรไม่รู้ไปกั้นเพื่อไม่ให้มันเปียก เพราะว่า 
ไม่มีใครอยากเปียก ซึ่งหากเป็นพื้นที่เล็กๆ เราคงพอทำได้แต่พอเมืองใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ก็ทำยากขึ้น แล้วไม่ใช่แค่กรุงเทพฯ ที่ไม่ยอมเปียก อยุธยา สิงห์บุรี อ่างทอง ทุกจังหวัดเขาก็ไม่อยากเปียก ไปถึงเทศบาล 
อบต. อำเภอทุกอำเภอ ก็ไม่ยอมหมด แล้วจะให้น้ำไปอยู่ที่ไหน 
   GM : อะไรคือลักษณะพิเศษของธรณีสัณฐานของกรุงเทพฯ 
 ศศิน : หากย้อนไปดูประวัติศาสตร์ สมัยหนึ่งพันหรือสามพันปีที่ผ่านมา เราจะเห็นว่ามีเมืองต่างๆ รายล้อม "อ่าว" อยุธยาอยู่ อาณาจักรทวารวดีก็รายล้อมอ่าวอยุธยา ที่เรียก "อ่าว"  เพราะต่ำกว่าอยุธยาลงมาเราไม่เคยมีชุมชนโบราณในแถบนี้เกินพันปีเลย มีแต่เมืองอายุร้อยปีนั่นแสดงว่าก่อนหน้านี้น้ำมันท่วมเอ่อตลอด พื้นที่แถบนี้เราถึงเรียกว่าที่ราบลุ่มน้ำท่วมถึง ถ้าคุณดูจากกูเกิลเอิร์ธ จะเห็นเลยว่าที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นที่ราบน้ำท่วมถึงที่กว้างใหญ่ไพศาลที่สุดแห่งหนึ่งของโลกเลยนะ วัดได้ง่ายๆ เลย คือไทยเราปลูกข้าวได้มากที่สุดแห่งหนึ่ง ของโลก มันไม่ได้มีแหล่งใหญ่ที่จะปลูกข้าวได้มากนักหรอก 
 คราวนี้ในวงจรของน้ำมันก็มีทั้งปีที่น้ำมาก ปีที่น้ำน้อย น้ำน้อย เรายังพอจัดการได้ด้วยระบบการระบายน้ำ การสร้างเขื่อนกักเก็บก็เป็นทางออกหนึ่ง แต่เขื่อนถูกออกแบบมาเฉพาะน้ำท่วมปกติทุกๆ ปี แต่ในปีที่น้ำมาก มันก็เกิดขึ้นได้เหมือนอย่างที่เคยเกิดเมื่อปี  2512  ปี 2516  ปี 2526  และ 2538 ก่อนหน้านั้น  จะมีที่จำกันได้คือปี 2485  ดูอย่างนี้ก็จะเห็นว่า มันจะมาเป็นปกติประมาณ 10-20 ปีต่อครั้ง ซึ่งเราไม่สามารถรู้ได้แน่นอนนักหรอกว่าช่วงไหน แต่จะประมาณนี้ จนความเจริญมากขึ้น คนก็เลยลืมไปเลยว่าน้ำท่วมใหญ่จริงๆ เป็นเรื่องปกติ ศัพท์ทางการจัดการน้ำเราเรียกว่า "คาบอุบัติซ้ำ" คือค่าความน่าจะเป็นของการเกิดซ้ำ ซึ่งอาจจะเกิดในรอบ 5 ปี 10 ปี 50 ปี หรือ 100 ปีก็ว่ากันไป เช่น หากว่ามีคาบอุบัติซ้ำ 1 ใน 20 ก็คือโอกาสที่น้ำ
      จะท่วมพ้นหัวที่อยุธยา แต่ละปีมีโอกาสเกิดขึ้นได้ 1 ใน 20 คือ 20 ปี จะเกิดครั้งหนึ่ง ปีนี้ไม่เกิด ปีหน้าความเป็นไปได้ก็จะมากขึ้น และหากว่ามันไม่เกิดมาแล้ว 19 ปี ปีถัดไปมันก็มีโอกาสสูงมากที่จะเกิดหรืออาจจะไม่เกิดก็ได้สิ่งที่ผมจะพูดก็คือ ผมไม่อยากให้ปีนี้เป็นปีแห่งความผิดพลาดที่เกิดขึ้นจากเขื่อนเหมือนที่มีคนพูดๆ กัน เพราะถ้าน้ำท่วมคราวนี้เกิดจากความผิดพลาดจากการเปิดเขื่อนภูมิพลกับเขื่อนสิริกิติ์จริงๆ แสดงว่าคาบอุบัติซ้ำจากปี2538 มันยังไม่เกิด และตอนนี้มัน 16 ปีเข้าไปแล้ว มันก็มีความน่าจะเป็นว่าอุทกภัยครั้งใหญ่แบบปี 2538 น่าจะเกิดขึ้นอีกในระยะใกล้ๆ นี้ 
GM : ข้อโต้แย้งที่คุณว่า เป็นสิ่งที่หลายคนมองว่ามีการเมือง ซ่อนอยู่ 

ศศิน : ในประเทศนี้ โครงการการวางแผนระยะยาวมันก็ถูกเบี่ยงและเปลี่ยนแปลงไปโดยการเมืองแต่ละสมัยไปอยู่แล้ว อย่าลืมว่า ก่อนน้ำท่วมใหญ่ ปี2538 เราไม่มีสุวรรณภูมิ ตอนนั้น เมื่อน้ำมา เราใช้คลองรังสิตช่วยเบี่ยงน้ำออกไปหน่อยหนึ่ง แล้วก็ตีโอบรอบคันกั้นน้ำพระราชดำริ คือบริเวณถนนหทัยราษฎร์ ถนนร่มเกล้า ถนนกิ่งแก้ว และ บางพลี คือคันกั้นน้ำที่ผ่ากรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออกออกไป เราดันน้ำสู่ทะเลจากตรงนั้น เพราะบริเวณนั้นเป็นพื้นที่รับน้ำจากกรุงเทพฯ ชั้นในออกมา แต่มาคราวนี้ พอเราไปสร้างสิ่งที่เราจะไม่ยอมให้น้ำท่วมอย่างสนามบิน ซึ่งไปดักทางน้ำไว้ก็เลยส่งผลกระทบหมดทางน้ำที่เคยเตรียมไว้ให้น้ำมา เราก็เป็นคนไปบล็อกไว้เอง 
  
  GM : ด้วยเหตุผลอะไร คุณจึงลุกขึ้นมาทำคลิป และออกมาพูดเรื่องนี้อย่างจริงจัง 
ศศิน : ผมเป็นคนอยุธยา ในชีวิตผ่านประสบการณ์น้ำท่วมมาแล้ว 5 ครั้ง ผมได้สัมผัสมัน ได้ลงไปว่าย ได้ลงไปเดินลุยน้ำและรู้เลยว่าน้ำท่วมหนนี้เป็นสิ่งที่แปลก เพราะมันมาเร็วผิดปกติ ตอนที่น้ำเริ่มมาจากนครสวรรค์ มีคนมาเตือนแม่ผมล่วงหน้าสองสามวันว่าน้ำจะท่วม ซึ่งปกติหากน้ำท่วมมันจะค่อยๆ ขึ้น แต่นี่เผลอแป๊บเดียวมันมาถึงอกแล้ว ผมไม่ได้เคืองที่น้ำท่วม แต่ผมไม่พอใจที่รัฐออกมาเตือนล่วงหน้าแค่สองสามวัน 
   ผมไม่ได้เรียนมาเรื่องการจัดการน้ำผมไม่ได้เป็นคนรันโมเดล ผมไม่มีข้อมูลในมือ ผมไม่รู้หรอกว่ามันจะท่วมหรือไม่ท่วม แต่ผมคิดว่ามันต้องมีคนรู้ตั้งแต่ปล่อยน้ำออกจากเขื่อน ตั้งแต่น้ำมาที่นครสวรรค์ มวลน้ำมีเท่าไหร่จะมาทางไหน ผมคิดว่าต้องมีคนรู้แต่น้ำก็ยังท่วมมากและประชาชนได้รับความเสียหายมากขนาดนี้ แสดงว่า หนึ่ง, คุณห่วยแตก ตรงที่ไม่บอกประชาชน สอง, การที่คุณปล่อยให้พื้นที่สำคัญอย่างนิคม 
อุตสาหกรรมโรจนะท่วม ซึ่งผมคิดว่าไม่น่าเป็นไปได้เลยที่รัฐบาลจะปล่อยให้ท่วม นั่นแสดงว่าคุณประเมินตัวเองไม่ได้ ฉะนั้นระดับฝีมือในการประเมินสถานการณ์ ประเมินสิ่งต่างๆ ของคุณต้องมีปัญหา 
   นั่นทำให้ผมคิดว่า หากน้ำมากขนาดนี้กรุงเทพฯ เราจะรอดกันไหม ก็มาดูระบบระบายน้ำของกรุงเทพฯ ซึ่งเราไม่มีความรู้เลย พอมาดูปั๊บก็เห็นว่าระบบระบายน้ำกรุงเทพฯ คือ ให้น้ำไหลลงทุ่งตะวันออก บริเวณหนองจอก มีนบุรี ลาดกระบัง กรุงเทพมหานครออกมาแถลงว่า ถ้าใครอยู่ในแนวคันกั้นน้ำฯ หมายถึงคันกั้นน้ำพระราชดำริ -ก็จะรอด คนอยู่ข้างนอก  อาจจะต้องเสี่ยงหน่อย แต่ผมเชื่อว่าคนจำนวนมากไม่รู้หรอกว่าคันกั้นน้ำ
นี่คือตรงไหน อะไร อย่างไร บ้านคุณอยู่ข้างนอกหรือว่าอยู่ข้างในก็ไม่รู้ตอนนั้นรู้เลยว่าคนกรุงเทพฯ น่าจะเดือดร้อนแน่ๆ แล้วหากไม่มีคนเตือนเขาแต่เนิ่นๆ ทุกคน ก็จะแย่ ฉะนั้นก็ต้องเตือน 
   การเตือนของผมไม่ได้หมายความว่ามันจะต้องท่วม ผมบอกแค่ว่ามีแนวโน้มสูงที่จะเป็นอย่างนั้น เตือนให้คนเก็บของก่อน ไม่ให้ของเสียหาย ดังนั้น หากเขารู้ก่อนอาทิตย์หนึ่ง เดือนหนึ่ง ก็ดีกว่ารู้ก่อน 
3 วัน ซึ่ง 3 วันนี่แทบจะทำอะไรไม่ได้เลย ผมเลยตัดสินใจว่าต้องบอกคน แล้วผมจะเตือนยังไงล่ะ ก็ต้องใช้สื่อทางเลือกตอนแรกคิดกันว่าจะทำหนังสือจากมูลนิธิสืบฯ ไปถึงท่านผู้ว่าฯ แต่ก็รู้สึกว่าช้าและเดากันเองว่ามันไม่น่าจะได้ผล เราก็เลยคิดว่าทำในยูทูบน่าจะดีกว่า ตอนแรกกะจะเตือนคนสักร้อยคนพันคน อย่างน้อย 
ได้ทำในสิ่งที่เราคิดว่าต้องทำ แต่ไม่เข้าใจว่าทำไมอยู่ดีๆ มันถีบตัวจากระดับพันเป็นระดับหมื่นในเวลาคืนเดียว 

  GM : คุณคิดว่าปรากฏการณ์นี้ สะท้อนอะไร 
ศศิน : นั่นสิ แสดงว่าสังคมต้องมีอะไรผิดปกติ เพราะเราพูดด้วยแผนที่เก่าๆ แผ่นเดียว ทำไมคนถึงฟังกันมากขนาดนี้ ดังนั้น มันไม่ใช่เรื่องใหญ่หากมองในสเกลของธรณีวิทยา ที่มนุษย์จะขยับหนีภัยธรรมชาติ แต่ถ้าหากมองในช่วงชีวิตของคนเรามันอาจจะดูเป็นเรื่องใหญ่มาก แค่คิดเรื่องโฉนดที่ดินของเราที่บางขุนเทียนจะจมน้ำไป ก็เครียดแล้ว แต่ผมไม่ได้หมายถึงว่าผมไม่แคร์ใครนะ เราแค่มองในสเกลของธรรมชาติ ธรรมชาติก็คือธรรมชาติ ผมเพิ่งเข้าใจตอนสึนามิมาเนี่ยว่า  มนุษย์เราตัวเล็กมากแค่ไหน เราเหมือนมดเลยละ เหมือนมีใครทำน้ำหกไปบนรังมด เราโคตรกระจอก ผมน่ะเป็นพวกไม่สู้ ใครจะสู้ก็สู้ไป 

GM : ในฐานะที่คุณทำงานด้านสิ่งแวดล้อมมาตลอด มีการเมือง เข้ามาเกี่ยวข้องกับงานอนุรักษ์มาก น้อยแค่ไหน 
ศศิน : ก็มี แต่ผมว่ามันอยู่ที่เราต้องใช้ให้เป็น ผมดีใจที่เรามีกระทรวงทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมนะ เพราะแต่เดิมงานอนุรักษ์มันเป็นส่วนหนึ่งของกระทรวงเกษตรฯ ซึ่งเขามีหน้าที่สร้างเขื่อน แต่พอมีกระทรวงทรัพย์ฯ เขามีหน้าที่ต้องค้าน หากเมื่อไหร่ที่รัฐมนตรีกระทรวงเกษตรฯ กับรัฐมนตรีกระทรวงทรัพย์ฯ มาจากคนละพรรคนี่ สนุกเลย พวกผมมีลุ้น เพราะถ้าเป็นเมื่อก่อนผมไม่มีสิทธิ์เลย เพราะมันเป็นคนคนเดียว แล้วยิ่ง 
เมื่อก่อนกรมป่าไม้ กรมอุทยานฯ ดันอยู่ในกระทรวงเดียวกับกรมชลประทาน การต่อต้านมันยากมาก 
 ถ้าเราหยิบใช้การเมืองให้ถูก  มันก็ใช้ได้ทั้งนั้น อย่างคนที่ทำให้โครงการของเราก้าวหน้าที่สุดก็เป็นรัฐมนตรีที่มาด้วย วิธีการแปลกๆ อย่างคุณอนงค์วรรณ เทพสุทิน เราก็รู้ว่าคุณอนงค์วรรณ ไม่ได้มีความรู้เรื่องป่า เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่ผมมั่นใจว่าคนอย่างคุณอนงค์วรรณซึ่งอยู่กับการเมืองท้องถิ่นมายาวนาน เข้าใจเรื่องมิติความขัดแย้งของคน เราก็เอาปัญหาเรื่องคนไปนำเสนอ และเสนอวิธีการแก้ปัญหาเรากำลังทำอยู่แน่นอนว่าคุณอนงค์วรรณต้องรับ พวกข้าราชการ ชั้นผู้ใหญ่ระดับอธิบดีส่วนมากที่ทำงานด้านป่าไม้เขาอาจจะไม่เข้าใจมิติ เรื่องคน คุยให้ตายอย่างไรก็ไม่มีทางทำงานได้ แต่พอคุยกับคนที่มีอำนาจเคาะ ซึ่งเข้าใจเรื่องคน และเราก็เอาป่าด้วย งานก็ไปได้ การเมืองบางครั้งมันก็ช่วยเราได้อย่าลืมว่าผมถูกจ้างมาเพื่อทำงานในเรื่องของการจัดการความขัดแย้ง โดยส่วนตัวผมเป็นคนที่อยู่กับความขัดแย้งได้ผมเป็นนักอนุรักษ์ที่ดันไปเรียนธรณีวิทยา ซึ่งเขาเอาความรู้พวกนี้ไปทำเหมืองกัน แต่ผมก็ดันไปทำงานด้านการตรวจสอบเหมืองในคณะกรรมการสิทธิฯ พี่น้องธรณีฯ อาจจะไม่ชอบผมบ้าง แต่ผมไม่สนใจ เพราะผมถือว่าผมกำลังยกระดับวิชาชีพธรณีวิทยา อาจจะไม่ถูกใจใครบ้าง ก็ว่ากันไป
Board: Interview
(0)
Share
GM
Keep by GM
2469
FOLLOWER

THE WATER IS WIDE มหาอุทกภัย ! โลกที่เต็มไปด้วยน้ำ น้ำ และน้ำ กับ ภาพผืนน้ำกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา

" GM : ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ดูเหมือนบทบาทของมูลนิธิสืบ นาคะเสถียร จะไม่เกี่ยวกับเรื่องน้ำเลย การกระโดดเข้ามาทำเรื่องนี้ เป็นการส่งสัญญาณอะไรไหม
ศศิน : ไม่เกี่ยว ไม่เกี่ยวกันเลย ที่เราคุยกันในมูลนิธิฯ ก็คือเรามองว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของชาติ และมูลนิธิสืบฯ เองก็เป็นองค์กรสาธารณะ เป็นองค์กรที่มีชื่อเสียงองค์กรหนึ่ง พอมีเรื่องใหญ่ขนาดนี้ เราจะไปทำแบบรับ
บริจาคของมันก็คงไม่ใช่ ต้องทำอะไรสักอย่าง แล้วผมรู้สึกว่า เว็บไซต์ของมูลนิธิฯ เรา หรือระบบโซเชียลมีเดียของเราถือเป็นสื่อที่ค่อนข้างได้รับความนิยมเยอะอยู่แล้ว เราจึงใช้โอกาสนี้ในการเผยแพร่จริงๆ ต้องบอกว่ามูลนิธิสืบฯ ไม่ได้แตะหรอก ผมทำส่วนตัว แล้วก็วานน้องๆ มาช่วยมากกว่าโดยใช้เครื่องมือที่เรามีอยู่ในการทำมันขึ้นมา จริงๆ มันแค่เป็น "การเสือก"ของผมมากกว่า คือผมก็ไม่ได้โนเนมเรื่องน้ำนักหนาหรอกนะ ก่อนหน้านั้น ผมก็เป็นตัวแทนของมูลนิธิฯ อยู่ในคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการวิเคราะห์เรื่องผลกระทบเรื่องแหล่งน้ำอยู่8 ปีและดูเรื่องสิทธิเกี่ยวกับน้ำของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติอยู่นาน ก็อยู่ในแวดวงนี้ คลุกคลีอยู่กับปัญหา เข้าใจการทำงานกับข้าราชการอยู่พอสมควร รู้ว่า
เขาทำงานกันอย่างไร เพียงแต่ว่าผมไม่ได้ทำงานโดยตรงเท่านั้น
GM : คุณทำงานกับมูลนิธิสืบฯ มานานเท่าไหร่แล้ว
ศศิน : ผมอยู่ที่นี่ 8 ปี ก่อนหน้านั้นผมเป็นอาจารย์สอนหนังสือ แต่ก็อยู่ในแวดวงของการทำงานเอ็นจีโอมาโดยตลอด การเข้ามาทำงานในมูลนิธิสืบฯ ชีวิตผมไม่ได้เปลี่ยนอะไรมาก...ต้องบอกว่าตลอดชีวิตที่ผ่านมาชีวิตแทบไม่เคยเปลี่ยนเลย ตั้งแต่โตมาเป็นวัยรุ่นเป็นผู้ใหญ่ ผมก็ใช้ชีวิตแบบนี้เหมือนเดิม เพียงแต่เมื่อก่อนเราได้รายได้จากการรับจ้างสอนหนังสือและหาเวลาไปทำกิจกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม ตอนนี้เราเปลี่ยนจากงานรองมาเป็นงานหลัก ก็ยิ่งง่ายขึ้นเพราะชอบอยู่แล้ว จริงๆ ก่อนหน้านี้ผมเข้ามาดูในฐานะ Project Manager เข้าไปดูเรื่องการจัดการความขัดแย้ง (Conflict Management) ของคนในผืนป่าตะวันตก เขาไม่มีคนมาดูโปรเจ็กต์นี้ แล้วเผอิญว่าผมเป็นคนที่เหมาะสม เพราะอายุกำลังดี เดินป่าได้ประชุมได้ มีความรู้พอที่จะจัดการความซับซ้อนทางการเงิน บุคลากร มีความรู้มากพอ มีวัยวุฒิ คุณวุฒิมากพอ อายุไม่มากไปน้อยไป ผมก็เลยถูกมูลนิธิฯ เลือกมา
GM : หลายคนอาจไม่ทราบว่ามูลนิธิสืบนาคะเสถียรทำอะไรบ้าง
ศศิน : เราทำงานในสองสามเรื่อง เราโฟกัสตัวเองที่ห้วยขาแข้งและพื้นที่ป่าโดยรอบที่เราเรียกว่า ผืนป่าตะวันตก มีปัญหาอะไรเราก็จะไปทำทุกอย่างที่สนับสนุนกรมอุทยานแห่งชาติและกรมป่าไม้ในการรักษาป่าตะวันตก เขามีปัญหาอะไร คนมีปัญหาอะไร เราก็พยายามเข้าไปช่วยเหลือ ตั้งแต่แจกรองเท้าเดินป่า เป้เดินทาง ข้าวสารให้ผู้พิทักษ์ป่า ไปจนถึงขั้นว่าสนับสนุนเงินให้ทำรั้วกันช้างป่า นั่นคือบทบาทของเรา รวมถึงดูแลเรื่องชุมชนที่อยู่กับป่า เพราะว่ามีความขัดแย้งกับรัฐมาก ในแง่ที่ว่ารัฐไปประกาศพื้นที่เป็น
อุทยานกับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทับชุมชนเก่าแก่ดั้งเดิมของเขา แล้วก็กลายเป็นว่าเขาอยู่อย่างผิดกฎหมาย แล้วก็มีนโยบายที่จะเอาเขาออกจากป่า ซึ่งทำไม่ได้พอทำไม่ได้ก็เกิดความขัดแย้งกัน เดินเจอหน้ากันจะยิงกันท่าเดียว มันก็ไม่เกิดผลดีกับการอนุรักษ์ แต่ชาวบ้านก็ไม่ใช่ว่าถูกเสมอ เพราะเขาก็รุกป่าตลอด เป็นความขัดแย้งที่มันลึกซึ้ง มูลนิธิสืบฯ ก็ลงไปทำงาน เรื่องจัดการความขัดแย้งนานกว่าสิบปีที่ผ่านมาทำให้คนกับเจ้าหน้าที่ป่าไม้อยู่กันได้ แล้วก็ไม่ขยายเข้าไปในพื้นที่ป่าอีก
เราหาทุนมาทำงานนี้มาเจ็ดแปดปีแล้ว ผมเองเป็นผู้จัดการโครงการนี้ เพิ่งเปลี่ยนคนจัดการโครงการไปไม่นาน เพราะงานยากๆ มันเสร็จแล้วตอนนี้ก็เหลือผลักดันให้มันเป็นนโยบายว่า หากทั่วประเทศจะใช้การแก้ปัญหาแบบนี้เป็นโมเดลก็น่าจะดี อันนี้คืองานของเราในด้านป่าตะวันตก
งานด้านอื่นๆ ก็มีงานในระดับที่ใหญ่กว่านี้ อย่างงานในระดับชาติ เรามีทุนช่วยเหลือพวกเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า เราตั้งเป็นกองทุนผู้พิทักษ์ป่ามา 21 ปีแล้ว ช่วยคนไปเป็นร้อย ส่งเด็กที่พ่อเขาเสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ ตอนนี้ก็สามสิบสี่สิบคน ตั้งแต่เขาอยู่ชั้นเด็กเล็ก ไปจนจบปริญญาตรี นี่คือหาเงินช่วยทั้งประเทศเลย อีกบทบาทหนึ่งก็คือโครงการที่มีผลกระทบต่อผืนป่า สัตว์ป่า อย่างทำเขื่อนหรือการตัดถนนเข้าไปในเขตป่า เปลี่ยนกฎหมายให้เช่าอุทยาน ทำท่าเรือปากบารา เรื่องพวกนี้เราก็ไม่ยอมหรอก คัดค้านด้วยวิธีไหนได้ผมเอาหมด นี่คือบทบาทของเอ็นจีโอแบบสืบฯ ซึ่งมันไม่เกี่ยวกับเรื่องน้ำท่วมคราวนี้ "
1 KEEP
GM
0 LOVES
COMMENT