THE IDOL OF MARCH น้ำหอมถือเป็นธุรกิจทำเงินสูงสุดของบรรดาแฟชั่นแบรนด์ทั้งหลาย และยังเป็นหนึ่งในหมวดสินค้าที่ผู้ชายซื้อมากกว่าไนท์ครีมเสียอีก มาดูกันหน่อยไหมว่าเดือนนี้ เราได้น้ำหอมแบรนด์ไหนมาแนะนำคุณ แล้วเราชอบขวดไหนบ้าง
หลังจากทำเครื่องสำอางและมีน้ำหอมสำหรับผู้หญิงมาหลายขวด ในที่สุดซิสเล่ย์ก็รุกตลาดน้ำหอมผู้ชายกับเขาเสียที เรื่องมันเริ่มจากน้ำหอมตัวอย่างที่ฟิลลิปส์ ดอร์ นา โน ผู้กุมบังเหียนอาณาจักรซิสเลย์ได้เริ่มทดลองใช้กับตัวเอง ซึ่งเขาใช้จนหมดขวดและพบว่าเขาชอบกลิ่นของมันจริงๆ จังๆ ความคิดนี้จึงถูกพัฒนาออกมาเป็นน้ำหอมสำหรับผู้ชาย ความน่าสนใจอยู่ที่เทคนิคการนำกลิ่นหอมของยาง แมสติก (Mastic) ยางหอมที่ได้จากไม้พุ่มในแถบเมดิเตอร์เรเนียนจากเกาะคอร์ซิกาอันเป็นดินแดนต้นกำเนิดแห่งตระกูลดอร์ นา โน มาใช้เป็นกลิ่นหลัก เพื่อสื่อถึงรากเหง้าของแบรนด์ซิสเล่ย์ ทำให้ทั้งกลิ่นต้นและกลิ่นปลายของน้ำหอม แม้จะแตกต่าง แต่เชื่อมโยงด้วยความหอมของแมสติก เมื่อเริ่มต้นเราจะได้กลิ่นแบบ Fruity และค่อยๆ คลี่คลายเป็นกลิ่นหอมของแอมเบอร์ในท้ายที่สุดเป็นน้ำหอมที่ให้กลิ่นซับซ้อน ใช้ได้นาน แต่คุณอาจต้องมีอายุนิดหน่อย ถึงจะเข้ากับบุคลิกของน้ำหอม น่าจะเป็นนิยามที่บอกถึงกลิ่นที่เราได้จากมอสซิโน ฟอร์เอเวอร์ มันเป็นการผสมผสานพืชหลากหลายชนิดเข้าด้วยกัน ตั้งแต่พืชในตระกูลเฟิร์น (Fougre) ที่ให้กลิ่นสดชื่น และส้มจี๊ด (Kumquat) มะกรูด ดอกแครี่เซจ (Clary Sage) กับถั่วทองก้าและพริกไทยดำที่ให้กลิ่นชัดเจน จบท้ายยังมีกลิ่นของเวติแวร์ (Vetiver), มัสค์ (Musk)
มอสชิโน ฟอร์เอเวอร์ อาจเสียเปรียบคู่แข่งนิดหน่อย เพราะวัสดุที่ใช้ทำขวดและการออกแบบดูไม่หรูหราเมื่อเทียบกับราคาซึ่งตรงข้ามกับกลิ่นที่ถือว่าทำออกมาได้ดี 

NOTE (ขนาด 30 มล./1,800 บาท, 50 มล./2,300 บาท, 100 มล./2,950 บาท) หนึ่งในภาพลักษณ์ของอีฟ แซงต์ โลรองต์ ที่ทุกคนจดจำได้ดีก็คือความหรูหรา และทุกวันนี้ มันก็ยังคงความหรูหราอยู่อย่างไม่จางหาย แม้กระทั่งน้ำหอมที่พวกเขาทำ
นับตั้งแต่ปูร์ ออม (Pour Homme) ในปี 1971 ล็อมม์ (L’Homme) ในปี 2006 ลานุย เดอ ล็อมม์ (La Nuit de L’Homme) ในปี 2009 และล่าสุดกับล็อมม์ ลีบร์ เบรอะ (L’Homme Libre) สองนักปรุงน้ำหอมชั้นนำที่อยู่เบื้องหลังความหรูหรานี้คือ โอลิวิเยร์ โปลว์ (Olivier Polge) ซึ่งอยู่ที่ปารีส และ คาร์ลอส เบนาอิม (Carlos Benaim) ซึ่งอยู่ที่นิวยอร์กร่วมกันสร้างสรรค์โดยเพิ่มแง่มุมที่ทันสมัยและสดชื่นลงไปมากขึ้นกว่าเดิมๆ ที่ YSL เคยทำมาก่อนหน้านี้
แรกสุด เราได้กลิ่นของมะกรูด (มะกรูดคาลาเบรียน) และพริกไทย (พริกไทยสีชมพู) ตามด้วยกลิ่นสดชื่นของโหระพาและโป๊ยกั้ก ตามรายชื่อส่วนประกอบที่เราได้มา มันยังมีกลิ่นหอมของพิมเสนและแฝกห้อมอีกด้วย ให้ความรู้สึกถึงความลึกลับน่าค้นหา
แน่นอนว่าด้วยความเป็นสินค้าแฟชั่นชั้นสูง เรื่องราวการออกแบบขวดก็ทำให้มันมีความน่าสนใจ ขวดยังคงเป็นขวดแก้วทรงกระบอก ฝาหกเหลี่ยมได้แรงบันดาลใจจากภาพเขียนของเฟอร์นานด์ เลเจร์ (Fernand Leger : 1881-1955) จาก ‘Composition in the Factory’ (1918) ในคอลเลกชั่นส่วนตัวของอีฟ แซงต์ โลรองต์เอง เช่นเดียวกับขวดน้ำหอมทั้งสองขวดที่ออกมาก่อนหน้านี้ แต่คราวนี้เพิ่มสีน้ำเงินลงไปด้วยหลอดสูบสีน้ำเงินใจกลางขวดตัดกับกล่องสีเงินด้านทำให้ดูน่าสนใจมากขึ้น
ล็อมม์ ลีบร์ เบรอะ ยังดึงเอาความคลาสสิกของบัลเล่ต์มาเชื่อมโยงกับน้ำหอมผ่านพรีเซ็นเตอร์คนใหม่แบ็งชาแม็ง มิลล์พีเย่ (Benjamin Millepied) ดาราชูโรงของคณะ New York City Ballet ผู้ออกแบบท่าเต้นให้กับภาพยนต์เรื่อง ‘Black Swan’ อีกด้วย เรื่องราวทั้งหมด

NOTE บรรจุอยู่ในขวดขนาด 60 มล./ 2,400 บาท และ 100 มล./3,100 บาท นับว่าสมราคมทั้งกลิ่นและเรื่องราวของมัน
Board: Grooming
(0)
Share
GM
Keep by GM
2469
FOLLOWER

THE IDOL OF MARCH

"น้ำหอมถือเป็นธุรกิจทำเงินสูงสุดของบรรดาแฟชั่นแบรนด์ทั้งหลาย และยังเป็นหนึ่งในหมวดสินค้าที่ผู้ชายซื้อมากกว่าไนท์ครีมเสียอีก มาดูกันหน่อยไหมว่าเดือนนี้ เราได้น้ำหอมแบรนด์ไหนมาแนะนำคุณ แล้วเราชอบขวดไหนบ้าง"
1 KEEP
GM
0 LOVES
COMMENT