GM : เหตุใดหนังเรื่องพระนเรศวรจึงมีถึง 5 ภาค ทั้งๆ ที่ตอนแรกมีข่าวว่าจะทำเพียง 2 ภาคเท่านั้น     ม.จ.ชาตรีเฉลิม : ผมวางแผนมาตั้งแต่แรก แล้วว่าจะต้องมี 5 ภาค แต่คุณต้องเข้าใจว่า คนสร้างคือคนสร้าง คนประชาสัมพันธ์คือ คนประชาสัมพันธ์ มันคนละเรื่องกัน ฝ่ายที่ประชาสัมพันธ์เขาอาจจะคิดว่ามีแค่นั้น ซึ่งก็ ไม่เคยถามผมสักคำ มันก็เลยออกมาอย่างที่เห็น
 หากพูดถึงวงการภาพยนตร์ไทย เชื่อว่าชื่อของ ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล ต้องติดอยู่ในใจของใครหลายคน จากการทำงานอย่างต่อเนื่องกว่า 50 ปีและหากการออกศึกของพระนเรศวรเต็มไปด้วยอุปสรรค ดูเหมือนการทำหนังเรื่องนี้ของท่านมุ้ยก็ดูไม่แตกต่างกันมากนัก มีคำวิพากษ์วิจารณ์มากมายเกี่ยวกับตัวหนังและผู้สร้างตลอดระยะเวลา 5 ปีทั้งเรื่องของเนื้อหาที่ถูกกล่าวหาว่าบิดเบือนประวัติศาสตร์ รวมถึงข้อสงสัยต่องบประมาณที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล และหากคุณเป็นหนึ่งในผู้ชมที่มีข้อสงสัยกับเรื่องเหล่านี้  นี่คือ 10 คำตอบจาก ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล ม.จ.ชาตรีเฉลิม : สำหรับตัวผม แค่อยากให้คุณไปดูหนังผม แล้วชอบหรือไม่ชอบ ก็พอแล้ว ส่วนเรื่องชาตินิยมหรือไม่นั้น ผมคิดว่ามันไม่มีความสำคัญกับผมเท่าไหร่ดูอย่างเมื่อก่อนสิ ถนนทั้งสายจะโล่ง ไปหมดเวลาเขาทรายจะขึ้นชกแต่ละที หรืออย่างตอนนี้ ทุกคนก็แทบจะหยุดทำทุกอย่างหมดเพื่อมาดูคนไทย กับคนจีนตบกัน หมายถึงวอลเลย์บอลนะครับ (หัวเราะ) พอคนไทยชนะที น..้าตาไหลพรากเลยก็มี นี่ก็คือ ชาตินิยม ผมไม่จำเป็นต้องทำหนังหรืออะไรเลย เพราะนี่มันก็เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นชาตินิยมได้ง่ายที่สุดแล้ว 
ส่วนจุดประสงค์จริงๆ ของหนัง คือกระตุ้นให้คนสนใจประวัติศาสตร์ ความสำเร็จของหนังคือทำให้เกิดความสงสัยใคร่รู้ในประวัติศาสตร์ของประเทศ เวลามีคนสงสัยว่าท่านมุ้ยผิดเว้ย ผมจะคิดตลอดว่า เออ... คุณถูก ที่คุณคิดว่าผมผิด แต่คุณก็ต้องไปหามาว่าผมผิดตรงไหน แล้วคุณก็จะได้รู้ประวัติศาสตร์เพิ่มมากขึ้น แล้ววันหนึ่ง เขาก็จะมาโต้เถียงว่าท่านมุ้ยผิดอย่างนี้ ความจริงต้องเป็นอย่างนี้ ผมก็จะโอเค ดีมาก คุณถูก แต่ผมชนะ ผมได้รับชัยชนะตามที่ผมตั้งเป้าไว้แล้ว 
เมื่อก่อนเวลาเขียนตำราประวัติศาสตร์มีคนอ่านสักกี่คน ห้าหกร้อยคน พันคน มีไม่กี่คนหรอกที่อ่านแต่พอผมทำหนังออกมาแค่วันเดียว ผมมีคนดูเป็นล้านแล้วมันทำให้เกิดความสงสัยใคร่รู้แต่ก่อนคุณเคยรู้จักหรือเปล่าว่าใครคือพระชัยราชา ใครคือพระมหาจักรพรรดิ ใครคือพระมหาธรรมราชา แต่ตอนนี้คุณคุยได้สบายเลยว่าใครคือเลอขิ่น ใครคือมณีจันทร์ ใครคือพระราชมนู ใครคือพระศรีถมอรัตน์ ตอนนี้คุณพูดได้คล่องปาก มันคือบางอย่างที่คุณได้จากการดูหนัง 
ส่วนเรื่องที่ตั้งชื่อเป็นตำนานก็ไม่ได้ต้องการจะสะท้อนอะไร ที่ตั้งอย่างนั้นเพื่อป้องกันการเข้าใจผิดผมไม่ต้องการให้คนดูเข้าไปแล้วคิดว่าทุกอย่างในหนังของผมเป็นเรื่องจริงทั้งหมด แต่มันเป็นการเล่าเรื่อง ในลักษณะของการเป็นเรื่องเล่ามากกว่าเท่านั้นเอง ม.จ.ชาตรีเฉลิม : มันมีอย่างนี้มาตั้งแต่ต้น บทมันวางมาไว้อย่างนี้ว่า ภาคนี้ต้องพูดถึงตรงนี้ อย่างในภาค 3 ถึงภาค 5 เราถ่ายทำพร้อมกันแทบทั้งหมดไม่ใช่ว่าเรามาเขียนทีละภาคๆ เราเขียนรวดเดียว จบเลย 5 ภาค ไม่ใช่มัวมารอแต่ดูเสียงตอบรับ แล้วค่อยมาแก้ทีละภาคๆ แบบนี้มีหวังไม่ต้องสร้างหนังกันพอดี 
แล้วการที่เราพูดถึงเรื่องภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับ สมเด็จพระนเรศวร ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้อง พูดถึง
แต่เรื่องการรบกันอย่างเดียว มันยังมีประเด็นอื่นๆ ที่น่าสนใจและควรพูดถึง หากคุณดูตั้งแต่ภาคแรกถึงภาคนี้ ก็จะรู้ว่าหนังทั้งเรื่องมันขึ้นอยู่กับคน 5 คนเท่านั้น คือ พระนเรศวร มณีจันทร์ พระราชมนู มหาเถรคันฉ่อง พอภาค 2 ก็จะมีเลอขิ่นเพิ่มเข้ามา แต่ตัวหลักๆ มีประมาณนี้เท่านั้น เป็นชีวิต ของคนสี่ห้าคน ที่จะเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในหนัง 
ส่วนเรื่องที่เน้นไปที่ความรักความผูกพันกับ คนรอบข้าง มันก็เป็นการแสดงให้เห็นว่าที่จริงแล้วท่านก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง ใช่ว่าจะต้องรบราฆ่าฟันกันอย่างเดียว   ม.จ.ชาตรีเฉลิม : ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่า ความจริงทางประวัติศาสตร์มันไม่มีอยู่แล้ว เพราะประวัติศาสตร์อยู่ที่การตีความ การศึกษาประวัติศาสตร์เหมือนการอ่านหนังสือ แต่ละคนจะมีความคิดความเชื่อที่ไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้น พอมาทำเรื่องพระนเรศวร ผมก็มองในมุมของผมหลายคนก็มองอีกมุมนึง บางคนก็เขียนวิจารณ์ ออกมายืดยาวเลย แล้วก็บอกว่าเอาจากพงศาวดาร 
  ฉบับนี้ แต่พงศาวดารก็มีอยู่หลายฉบับ บางฉบับกล่าวถึงเรื่องเดียวกันแต่ก็มีจุดที่ไม่ค่อยตรงกัน เราไม่อยากจะเถียงกันเรื่องนี้ ก็บอกแล้วว่าเรื่องนี้มันเป็น  ตำนาน  แล้วผมก็ทำมันออกมาอย่างที่ผมต้องการ โดยตี ความจากที่เก็บรวบรวมข้อมูลไว้มาผสมกับจินตนาการของผมในแต่ละฉาก ซึ่งไอ้เรื่องจินตนาการเป็นสิ่งสำคัญมากนะในการสร้างหนัง มันต้องเอามาใช้ประกอบกับความจริงด้วย เรามีบทเรียนจากภาพยนตร์เรื่องสุริโยไท เรื่องนั้นเป็นเรื่องที่เราพยายามทำหนังแล้วก็ยึดหลักตามประวัติศาสตร์ให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้    ม.จ.ชาตรีเฉลิม : จินตนาการต้องยืนอยู่บนความเป็นไปได้แล้วก็ต้องอาศัยการสืบค้นข้อมูลอย่างหนัก เพื่อให้มีพื้นฐานในการต่อยอด เป็นจินตนาการที่ยืนอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง ซึ่งในหนังผมและทีมก็ได้ทำการค้น คว้าข้อมูลอย่างหนักมาก มีการเก็บรวบรวมข้อมูลมาเป็นสิบปีเปิดดูจากพงศาวดารแทบทุกเล่มเท่าที่พอจะหาได้ที่สำคัญคือ ต้องไปดูให้เห็นถึงสถานที่จริง ผมกล้าพูดได้เลยว่าผมเป็นเพียงคนเดียวที่ไปในทุกๆ ที่ที่สมเด็จพระนเรศวรเสด็จฯ ตั้งแต่ท่านประสูติถึงสวรรคต ไปแม้กระทั่งสถานที่ที่ท่านเคยเดินทัพ รับรองได้เลยว่าไม่มีนักประวัติศาสตร์ในไทยหรือในพม่า หรือที่ไหนก็ตาม เคยเดินทางไปตามรอยท่านจริงๆ แบบนี้มาก่อน ทั้งฝั่งมอญ ฝั่งพม่า พื้นที่อันตรายหรือลำบากแค่ไหน ผมก็ไปมาหมดแล้ว เพราะฉะนั้นทั้งสองอย่างนี้มันจึงต้องไปด้วยกัน      ม.จ.ชาตรีเฉลิม : เรื่องนี้ผมไม่อยากพูดเท่าไหร่ ถ้าให้พูดจริงๆ มันจะยาวมาก แล้วมันก็จะกระทบกับหลายฝ่าย และถ้าผมคิดจะพูดผมก็พูดออกมาตั้งแต่วันแรกที่มีปัญหากันแล้ว แต่ผมก็เลือกที่จะไม่พูดดีกว่า ไม่อยากไปต่อสู้ไปโต้เถียงด้วย แต่ถ้าจะให้ตอบก็คือ ทุนที่ผมเอามาทำหนังผมต้องคืนเขา คนอื่นไม่ต้องคืน จะกี่ร้อยกี่ล้าน ผมต้องคืนหมด แล้วก็เป็นเพราะผมเดินเข้าไปขอเขา ผมก็ไม่เห็นว่าจะมีคนทำหนังคนไหนเดินเข้าไป หาท่านนายกฯ แล้วก็บอกว่าผมขอเงินทำหนังแต่ผมเดินเข้าไปเลย ที่มีเสียงออกมาส่วนใหญ่ก็จะออกมาบอกว่าผมได้อย่างเดียว มีใครพูดบ้างหรือเปล่าล่ะ ว่าผมต้องคืนที่ได้มาทั้งหมดเลยน่ะ แม้แต่กำไรผมก็ต้องคืนให้ด้วยซ้ำ(หัวเราะ)       ม.จ.ชาตรีเฉลิม : ยุคนี้เป็นยุคของดิจิตอล ดิจิตอลช่วยอำนวยความสะดวกสบายในการผลิตหนังสักเรื่องหนึ่ง แต่ในขณะเดียวกัน บางทีมันอาจเป็นการทำลายหนังไทยเหมือนกับสมัยที่เปลี่ยน จากฟิล์ม 35 มม. มาเป็นฟิล์ม 16 มม. แล้วก็มีคนหันมาสร้างหนังกันเยอะมาก จนเหมือนเน้นไปที่ปริมาณมากกว่าคุณภาพ ผมคิดว่าช่วงเวลานั้นมันอาจจะกลับมาอีกก็เป็นได้เพราะสมัยนี้ ใครๆ ก็ทำหนังกันได้ถ่ายเสร็จ ตัดต่อเสร็จก็ฉาย ได้เลย ในตลาดก็จะมีหนังไทยเต็มไปหมด มันอาจจะทำให้คนเอียนหนังไทยไปเลยก็ได้เพราะต้องการทำกำไรแต่เพียงอย่างเดียว ไม่มีการคัดกรองคุณภาพเท่าที่ควร ผมคิดว่าเทคโนโลยี เป็นส่วนหนึ่ง แต่คนทำต้องมีฝีมือเป็นหลักสำคัญ คิดง่ายๆ เลย คุณหากระดาษกับปากกา แล้วคุณลองนั่งเขียนเรื่องอะไรสักเรื่องหนึ่ง แล้วเขียนออกมาให้ดีเหมือนที่พนมเทียนเขียน ให้เหมือนทมยันตี ทำได้หรือเปล่า ปัญหาคือมันไม่ได้อยู่ที่เครื่องมือ มันอยู่ที่ฝีมือมากกว่า 
   ม.จ.ชาตรีเฉลิม : สังคมออนไลน์มันขยายตัว และคนเราเองก็เปลี่ยนไปตามเว็บไซต์พวกนี้เหมือนกันเพราะทุกวันนี้เราอยู่กันแบบต่างคนต่างอยู่แล้วอยู่ในนี้เขารู้สึกปลอดภัย จะพูดอะไรก็ได้จะเขียนอะไรก็ได้แล้วมันก็จะเป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ แถมพูดไปคนก็เชื่อด้วยนะ ซึ่งพอมันมีคนทำอย่างนี้แล้วได้รับการยอมรับ มันก็มีคนอื่นทำตามมากขึ้นเรื่อยๆ จนมันขยายออกไปกว้างมาก เราไม่มีทางที่จะหยุดมันได้เลย ดูอย่างเมื่อก่อนสิ เวลาจะสู้กัน ต้องยึดหลัก พระเอกสู้กันซึ่งๆ หน้า แต่เดี๋ยวนี้ลองใครมา สู้กันแบบนั้นก็โง่แล้ว เดี๋ยวนี้มันต้องลอบกัด ต้องเป็นหมาหมู่รุมกันอย่างเดียว     ม.จ.ชาตรีเฉลิม : ก็ให้ความสำคัญสิ มันทำให้หนัง ผมพังได้สบายๆ เลยนะ (หัวเราะ) เวลาหนังผม ออกฉายได้วันเดียวเท่านั้นแหละ มาแล้ว! ตั้งป้อมตั้งกระทู้โจมตีกันเต็มที่ นี่รวมไปถึงพวกสื่อออนไลน์อื่นๆ ด้วยนะ บางทีหนังยังไม่ทันเข้าด้วยซ้ำก็มาแล้ว ท่านมุ้ยอย่างโน้น ท่านมุ้ยอย่างนี้ ซึ่งมันทำให้คน ที่ไม่รู้เรื่องจริงๆ เขาสับสน เกิดความเข้าใจผิดกับ หนังขึ้นมาได้ง่ายๆ เลย อย่างผมเองบางครั้งก็ต้องเข้าไปตอบ เข้าไปทำความเข้าใจกับเขาเหมือนกัน เพราะบางทีอ่านอย่างเดียวมันก็คันมือ อยากพูดเสียหน่อย แต่ก็ไม่ค่อยได้ผลเท่าไหร่หรอก เพราะมันมีเยอะเหลือเกิน    ม.จ.ชาตรีเฉลิม : ผมอายุจะ 70 แล้ว ผมจะวางมือทำไมตอนนี้ ผมวางไม่ทันแล้ว วางไปแล้วจะให้ผมทำอะไรล่ะ เลี้ยงหลานเหรอ ก็ไม่ได้แล้วเพราะโตกันหมดแล้ว ไม่มีใครอยู่ให้ผมเลี้ยงได้แล้ว ก็คงทำหนังไปเรื่อยๆ เลยจนกว่าวันหนึ่งจะทำไม่ไหว นั่นแหละถึงจะหยุด 
ถ้าคุณเชื่อในเรื่องกรรม กรรมของผมก็คงเป็นการทำหนังนี่แหละ เคยคิดจะหยุดหลายครั้ง แต่มันก็หยุดไม่ได้สักที (หัวเราะ)
(0)
Share
GM
Keep by GM
2469
FOLLOWER

GM : เหตุใดหนังเรื่องพระนเรศวรจึงมีถึง 5 ภาค ทั้งๆ ที่ตอนแรกมีข่าวว่าจะทำเพียง 2 ภาคเท่านั้น

" ม.จ.ชาตรีเฉลิม : ผมวางแผนมาตั้งแต่แรก แล้วว่าจะต้องมี 5 ภาค แต่คุณต้องเข้าใจว่า คนสร้างคือคนสร้าง คนประชาสัมพันธ์คือ คนประชาสัมพันธ์ มันคนละเรื่องกัน ฝ่ายที่ประชาสัมพันธ์เขาอาจจะคิดว่ามีแค่นั้น ซึ่งก็ ไม่เคยถามผมสักคำ มันก็เลยออกมาอย่างที่เห็น
"
1 KEEP
GM
0 LOVES
COMMENT
RELATED ARTICLE
7
1
1
1
17
1
1
5
1
13