BABY BOOMERs
เรื่อง : กองบรรณาธิการ
OUR DADS ARE BABY BOOMERS!
พ่อๆ ของพวกเรา คือคนรุ่นเบบี้บูมเมอร์ !
ใช่! ในขณะที่โลกและนักการตลาดกำลังตื่นเต้นกับคนยุคใหม่อย่าง Generation Y หรือรุ่นกลางเก่ากลางใหม่อย่าง Generation X ที่กำลังจะกลายเป็นกลุ่มคนสูงอายุที่มีจำนวนมากที่สุดในประวัติศาสตร์ในอีกไม่กี่ทศวรรษข้างหน้า แต่ GM กลับอยากชวนคุณหันมาร่วมพินิจคนรุ่นหนึ่ง,
พวกเขาคือคน ‘รุ่นพ่อ’(และแม่) ของคนรุ่นเอ็กซ์และวายซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็นคนรุ่น B หรือ Baby Boomers 
ที่สำคัญ ไม่ว่าคนรุ่นใหม่จะอ้างว่าตนขับเคลื่อนโลกและสังคมอย่างไรก็แล้วแต่ ทว่าต่างต้องยอมรับว่า เป็นเบบี้บูมเมอร์ต่างหาก ที่นั่งอยู่บนยอดสูงสุดของพีระมิดสังคม ทั้งในฐานะผู้นำทางการเมืองที่มีทั้งยังแอ็คทีฟ และที่ทั้งหลบฉากไปอยู่เบื้องหลังหรือในฐานะไทคูนที่ก่อร่างสร้างธุรกิจของตัวเองมา และมีทั้งที่วางมือแล้วแต่ยังกำหนดทิศทางของกิจการอยู่เงียบๆ เบื้องหลังรวมถึงที่ยังไม่ยอมวางมือง่ายๆ และกำลังสนุกกับงานเหมือนไม่เคยผ่านวัยหนุ่มสาวมาก่อน
GM พูดถึงเบบี้บูมเมอร์ในฐานะ ‘พ่อ’ ซึ่งอาจสำแดงอคติทางเพศให้เห็น แต่ถ้าอคติทางเพศนี้จะเป็นของใครสักคนก็คงเป็นของคนรุ่นพ่อแม่ของเบบี้บูมเมอร์อีกชั้นหนึ่ง เพราะคนสมัยก่อนนั้นมักมองว่าในพื้นที่สาธารณะนั้น ผู้ชายสำคัญกว่าผู้หญิง ผู้ชายจึงได้รับการศึกษามากกว่า เมื่อเวลาผ่านมาถึงปัจจุบัน จึงเป็นเรื่องธรรมดาอยู่นั่นเองที่ผู้ชายจะครอง ‘พื้นที่อำนาจ’ มากกว่าผู้หญิง
ฉะนั้น, เราจึงเลือกที่จะกล่าวว่า Our Dads are Baby Boomers ทั้งนี้ไม่ใช่เพราะเราละเลยผู้หญิง แต่เพราะนี่คือ ‘ลักษณะเฉพาะ’ อย่างหนึ่งของคนรุ่นนี้
เบบี้บูมเมอร์มีความสำคัญอย่างไรกับสังคมไทย พวกเขาเป็นใคร มีความรู้สึกนึกคิดและชุดความคิดอย่างไร แตกต่างอย่างไรกับคนรุ่นเอ็กซ์หรือวาย และความแตกต่างนั้นสร้างข้อดี-ข้อเสีย ให้กับสังคมไทยอย่างไรบ้างไหม-นั่นคือประเด็น
โลกกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงและรวดเร็ว กล่าวได้ว่า เบบี้บูมเมอร์คือ ‘คนรุ่นสุดท้าย’ ที่ยังทันเห็น ‘โลกเก่า’ ใบที่ยังไม่เคยมีอินเตอร์เน็ต ไม่เคยพานพบสื่อใหม่ เว็บไซต์ และข้อมูลข่าวสารที่หลั่งไหลถ่ายเทอย่างรวดเร็ว พวกเขากับคนรุ่นถัดๆ มาอย่างเอ็กซ์และวาย จึงมีวิถีชีวิตและวิธีมองโลกที่แตกต่างกันอย่างถึงราก
ที่สำคัญ-ไม่เคยมีใครมองเรื่องเหล่านี้ว่าเป็นปัญหาใหญ่ ส่วนมากมักมองประเด็นเจเนอเรชั่นเฉพาะในแง่มุมทางการตลาดว่านักการตลาดจะ ‘ขาย’ อะไรให้สอดรับกับจริตของคนแต่ละรุ่นได้บ้าง แต่หากมองให้ลึกซึ้งลงไป ‘รอยต่อ’ ระหว่างรุ่นที่เกิดขึ้นในบทตอนนี้ของประวัติศาสตร์โลกเป็นรอยต่อที่ใหญ่โต มันเป็นมากกว่าช่องว่างระหว่างวัยของกลุ่มคนที่มีฮอร์โมนแห่งวัยแตกต่างกัน ทั้งนี้เพราะบริบททางสังคมและกระบวนทัศน์หรือ Paradigm ของผู้คนก็แตกต่างกันไปด้วย ส่งผลให้ ‘คุณค่าแห่งชีวิต’ และ ‘ความสุขแห่งชีวิต’ ของคนแต่ละรุ่นแตกต่างกัน
โดยทั่วไป เบบี้บูมเมอร์คือกลุ่มคนที่ทรงอาญาสิทธิ์ที่สุด เพราะพูดได้ว่าถึงวันนี้ พวกเขาประสบความสำเร็จพอดูกับการบรรจงสร้างสังคมที่มีโครงสร้างเกื้อหนุนอาวุโส วัยวุฒิ และคุณวุฒิ โดยใช้เวลายาวนานแต่อาญาสิทธิ์นั้นจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้างไหมในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างถึงรากถึงโคนใบนี้
นั่นคือคำถามที่ส่งผลสะเทือนต่อสังคมโดยรวมเป็นอย่างยิ่ง!

SHORT HISTORY OF BABY BOOMERS
ว่ากันว่า ประวัติศาสตร์ของ ‘เบบี้บูมเมอร์’ เริ่มต้นขึ้นเมื่อทหารหาญหนุ่มๆ ‘กลับบ้าน’ จากสงครามโลกครั้งที่สอง
พวกเขากลับไปยังสหรัฐอเมริกา แคนาดา และออสเตรเลีย เพื่อเริ่มต้นครอบครัว แม้หลายคนจะบาดเจ็บทั้งทางกายและทางใจจากโรคหวาดผวาหลังสงคราม แต่กระนั้น ‘การกลับบ้าน’ ครั้งนี้ ก็ได้ทำให้เกิดการ ‘เร่งสร้าง’ ทรัพยากรมนุษย์ ทั้งที่เกิดจากนโยบายของประเทศและที่มาจากแรงขับภายใน
คุณเคยเห็นต้นมะม่วงที่ถูกเฉาะต้นแล้วเร่งออกลูกไหม นักวิเคราะห์ประวัติศาสตร์หลายรายก็วิเคราะห์ไว้คล้ายๆ กัน นั่นคือ เมื่อมนุษย์ผ่านสงครามที่ร้ายกาจที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์โลกมา พวกเขาย่อมมีแรงขับอยู่ลึกๆ ที่จะสืบทอดเผ่าพันธุ์ ไม่ว่าในฐานะผู้ชนะสงครามหรือพ่ายแพ้ก็ตาม ดังนั้น แทบทุกประเทศ ไม่ว่าจะเป็นโลกตะวันตกหรือตะวันออก (เช่นญี่ปุ่น) จึงเกิดภาวะ ‘เบบี้บูม’ ขึ้นแทบจะพร้อมๆ กัน
ของสหรัฐอเมริกานั้น อัตราการเกิดของทารกเพิ่มสูงขึ้นอย่างมากตั้งแต่ปี 1946-1964 ในแคนาดาคือช่วงปี 1947-1966 ส่วนในออสเตรเลียคือ 1946-1961 ในญี่ปุ่นก็อยู่ในช่วงเดียวกัน คือราว 1947-1960 เช่นเดียวกับประเทศไทย
สำหรับสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นต้นแบบและต้นธารไลฟ์สไตล์ของเบบี้บูมเมอร์นั้น ประมาณว่ามีทารกเกิดในช่วงนั้นถึงราว 79 ล้านคน คนเหล่านี้เติบโตมากับเทศกาลดนตรีวู้ดสต็อก, สงครามเวียดนามและประธานาธิบดีจอห์น เอฟ เคนเนดี้
ในโลกยุคปัจจุบัน เบบี้บูมเมอร์มาถึงวัย ‘แซยิด’ คือ 60 ปี เป็นครั้งแรกในช่วงปี 2006-2007 ของสหรัฐอเมริกานั้น นับรวมประธานาธิบดีเบบี้บูมเมอร์สองคนแรกด้วย นั่นคือ บิล คลินตัน และจอร์จ ดับเบิลยู. บุช ซึ่งเกิดในปี 1946 ทั้งคู่
อย่างไรก็ตาม ถ้าคิดในเชิงประชากรศาสตร์ ภาวะเบบี้บูมนั้นไม่ได้เจาะจงว่าจะต้องเป็นช่วงเวลาไหนในประวัติศาสตร์ แต่หมายถึงช่วงที่มีอัตราการเกิดประชากรเพิ่มขึ้นอย่างมากเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ซึ่งโดยมากเกิดขึ้นตามปัจจัยแวดล้อมของสภาพเศรษฐกิจ การเมืองหรือความเชื่อในสังคม
หลายคนอาจคิดว่า นโยบายของรัฐมีส่วนทำให้เกิดเบบี้บูมขึ้นมา แต่จริงๆ แล้วในประวัติศาสตร์นั้น ภาวะเบบี้บูมไม่อาจ ‘จัดตั้ง’ ให้เกิดขึ้นได้ง่ายๆ หรอกนะครับ ประเทศที่มีนโยบายส่งเสริมการมีลูกนั้นส่วนใหญ่แล้วไม่ประสบความสำเร็จ แต่ภาวะเบบี้บูมมักจะเกิดขึ้นเองซึ่งภาวะเบบี้บูมที่มักพูดถึงกันบ่อยๆ ก็คือช่วงเวลาที่ว่าไปข้างต้น นั่นคือ หลังสงครามโลกครั้งที่สองนั่นเอง
แต่นอกเหนือจากเบบี้บูมครั้งใหญ่ที่ว่ามาแล้ว ยังมีเบบี้บูมขนาดเล็กเกิดขึ้นอีกในช่วง 1978-1992 ทารกที่เกิดในช่วงนี้คือลูกๆ ของเหล่าเบบี้บูมเมอร์รุ่นแรกนั่นเอง โดยจะเรียกคนกลุ่มนี้ว่า Baby Boomlet นอกจากนี้ยังมีบางปีที่มีทารกเกิดมาเป็นพิเศษ อาทิเช่น ปี 2000 เพราะหลายคนอยากให้ลูกเป็นรุ่น ‘มิลเลนเนียม’ ซึ่งประจวบเหมาะกับเป็นปีที่สภาวะเศรษฐกิจดี และความเชื่อของจีนบอกว่าเป็นปีมังกรทอง ทำให้คนแห่มีลูกกัน แต่ภาวะเบบี้บูมที่ว่านี้ ถือเป็นภาวะที่เกิดขึ้นในช่วงสั้นๆ เท่านั้น  ไม่เหมือนยุคเบบี้บูมหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งส่งผลให้เรียกกลุ่มคนในรุ่นนั้นว่าเป็น Baby Boomers (โดยใช้ตัวอักษรนำ)

FROM GENERATION TO GENERATION
ในคอลัมน์ HR Corner ของ บุญชัย พงศ์รุ่งทรัพย์ ในหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 24 กันยายน 2552 ว่าด้วยเรื่อง ‘ผสมผสานการบริหารในทุกเจเนอเรชั่น’ ผู้เขียนเล่าถึงงานที่ HR หรือฝ่ายบริหารงานบุคคล (Human Resource) กำลัง ‘ตระหนัก’ และให้ความสำคัญมากในช่วงเวลานี้งานที่ว่านั้นตรงตามหัวข้อเรื่อง นั่นก็คือฝ่าย HR ต้อง ‘ผสมผสาน’ การบริหารของคนในรุ่นต่างๆ ที่อยู่ร่วมกันในองค์กรหนึ่งๆ 
ถ้าคุณลองทอดตาดูองค์กรต่างๆ ในประเทศไทย ไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นบริษัทขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ แต่หมายรวมไปถึงองค์กรต่างๆ ทุกอย่าง เช่น พรรคการเมือง, เอ็นจีโอต่างๆ, มูลนิธิ, สมาคม, โรงเรียน, โรงพยาบาล, ธนาคาร หรืออะไรก็ตาม เราจะพบว่าสังคมไทยกำลังอยู่ในช่วง ‘รอยต่อ’ ที่มีคน ‘รุ่นต่างๆ’ เข้ามาผสมปนเปและปะทะสังสรรค์กันอยู่มากที่สุดเท่าที่เคยเป็นมากในประวัติศาสตร์
จริงอยู่ เมื่อร้อยปีที่แล้ว ในจตุสดมภ์เวียงวังคลังนา ก็คงมีคนวัย 50s-60s เป็นผู้กุมบังเหียน มีคนวัย 40s เป็นคล้ายๆ ผู้บริหารระดับกลาง และมีคนวัย 20s เป็นแรงงานหรือคนทำงานคล้ายๆ กับองค์กรในปัจจุบันนี้นี่แหละครับ แต่ที่แตกต่างกันก็คือ เมื่อร้อยปีที่แล้ว คนวัย 60s กับ 40s และ 20s นั้น ไม่ได้มี ‘ชุดความคิด’ (Mindset) ที่แตกต่างกันเท่าไหร่
เรามักบอกว่าโลกยุคก่อนสงบร่มเย็น แต่ที่จริงแล้วเป็นเพราะดูเหมือนว่าสังคมยุคก่อนนั้นไม่ค่อยมีเรื่องราวต่างๆ เกิดขึ้นมากนัก (พูดเป็นภาษาอังกฤษได้ว่า ไม่ Eventful) แต่จริงๆ แล้วอาจมีเรื่องราวต่างๆ เกิดขึ้นมากมายไม่แพ้โลกในยุคปัจจุบันนี้ก็ได้ เพียงแต่การติดต่อสื่อสารที่มีน้อย ทำให้แต่ละคนไม่ได้รับรู้เรื่องราวต่างๆ ของคนอื่น จึงดูเหมือนโลกนั้น Uneventful ซึ่งมีส่วนทำให้รู้สึกเหมือนว่าโลกนั้นสงบร่มเย็น แต่นักวิทยาศาสตร์บอกว่ายิ่งใคร Eventful มากเท่าไหร่ คนคนนั้นก็จะยิ่งรู้สึกเหมือนผ่านโลกมานานขึ้น เช่นคนอายุ 50 ปีเท่ากัน คนหนึ่งชีวิตราบเรียบ อีกคนหนึ่งมีเรื่องราวในชีวิตมากมาย เราจะพบว่าคนแรกผ่านชีวิตมากน้อยกว่า แต่คนหลังจะ ‘กร้านโลก’ มากกว่า และดูเหมือนเขามีชีวิตที่ยืนยาวกว่าด้วย เพราะผ่านพบอะไรมามากกว่า
ในบทความ HR Corner ของบุญชัย เขาให้คำจำกัดความคนแต่ละรุ่นเอาไว้เรียบง่าย กะทัดรัด และน่าสนใจ เขาบอกไว้ดังนี้
Baby Boomers คือกลุ่มคนที่เกิดในช่วง พ.ศ. 2489-2507 เป็นช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ที่ประชากรโลกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วโดย Baby Boomers มีทัศนคติต่อการทำงานคือ ‘Live to Work’ หรืออยู่เพื่องาน งานสำเร็จ คนสำราญ
Generation X เกิดในช่วง พ.ศ. 2508-2520 เป็นกลุ่มคนที่เกิดในช่วงที่มีความมั่งคั่งสมบูรณ์ของโลก โดยทัศนคติต่อการทำงานของ Gen X คือ ‘Work to Live’ หรือทำงานเพื่ออยู่ คนสำราญ งานสำเร็จ
Gen Y เกิดในช่วง พ.ศ. 2521-2543 หรืออาจเรียกว่า Millenials เป็นกลุ่มคนที่เกิดในช่วงการเติบโตของเทคโนโลยี ชอบสังคม รักเพื่อน ชอบแสดงออก โดย Gen Y มีทัศนคติต่อการทำงานคือ ‘Live then Work’ หรือชีวิตส่วนตัวมาก่อนงานเสมอ
จะเห็นว่าแค่มองมิติเดียว คือมิติของการทำงาน คนสามรุ่นก็มีวิธีคิดที่แตกต่างกันอย่างมาก ชาวเบบี้บูมนั้น พูดได้ว่าเป็นกลุ่มคนที่พบพานกับความยากลำบากของคนรุ่นพ่อแม่ซึ่งประสบความยากลำบากยากแค้นมาตลอดชีวิตทั้งจากภัยสงคราม และจากวิกฤติเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ หรือ The Great Depression ซึ่งส่งผลกระทบไปทั่วโลก ในไทยจะตกอยู่ในราวรัชกาลที่ 6-7 ซึ่งก่อให้เกิดผลตามมาทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ซึ่งเป็นการ ‘สั่นคลอน’ โลกใบเก่าอย่างมาก กระทั่งเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองในพ.ศ. 2475 
คนในรุ่นเบบี้บูมสัมผัสกับความยากลำบากของคนรุ่นพ่อแม่อย่างใกล้ชิด บางคนอาจเกิดหลังสงครามโลกครั้งที่สองสงบไม่นาน แต่พวกเขาก็จะรับรู้ถึงความยากลำบากในชีวิต และได้รับการปลูกฝังให้ทำงานหนักเพื่อสร้างเนื้อสร้างตัว ซึ่งเมื่อผนวกเข้ากับแนวคิดของลูกหลานชาวจีน ที่มีแนวปรัชญาแบบขงจื๊อมาเป็นเครื่องกำกับ ก็ยิ่งทำให้เกิดการทุ่มเทกับการเรียน เพื่อจะได้จบมาเพื่อทำงานหนัง จะเห็นได้ว่า คนรุ่นนี้นิยมทำงานในองค์กรเดิมเป็นเวลานานติดต่อกันนับสิบๆ ปี ไม่ว่าจะมีปัญหาอะไรในองค์กรก็จะต่อสู้ฟันฝ่า ทำให้หลายคนเกษียณไปกับองค์กร บางคนทำงานกับองค์กร บางคนทำงานกับองค์กรเดียวจนตลอดชีวิตก็มี เพราะมี ‘ความจงรักภักดี’ ต่อองค์กรสูง งานยอดนิยมของคนกลุ่มนี้ คืองานราชการ ซึ่งถือว่าเป็นงานที่มีความมั่นคงสูง และมีอุดมการณ์หลายอย่างสอดคล้องกับปรัชญาที่ว่ามา
เราจะเห็นได้ว่า คนรุ่นเบบี้บูมให้ความสำคัญกับงานมาเป็นอันดับหนึ่ง ครอบครัวนั้นรองลงมาเป็นอันดับสอง ถัดจากนั้นจึงเป็นชีวิตส่วนตัว เพราะฉะนั้น ในยุคที่เบบี้บูมเมอร์ ‘ก่อร่างสร้างตัว’ เพื่อขึ้นเป็นกำลังหลักของสังคม คือในช่วง พ.ศ. 2510-2530 นั้น สังคมยังมีลักษณะที่เป็นธรรมเนียมนิยมมาก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีพลวัตอะไรเลย
ในทางการเมือง คนรุ่นเบบี้บูมเองก็มีแนวคิดในการ ‘ปฏิวัติ’ ตัวเองให้ ‘หลุด’ ออกมาจากคนรุ่นก่อนด้วย ‘คนเดือนตุลาฯ’ จำนวนมากคือคนรุ่นเบบี้บูม ซึ่งส่วนหนึ่งเรียกร้องให้เกิดการปกครองที่เป็นประชาธิปไตย ส่วนหนึ่งได้รับอิทธิพลการขบถแบบฮิปปี้ มาจากโลกตะวันตก ส่วนหนึ่งต้องการเปลี่ยนแปลงการปกครองไปเป็นสังคมนิยม แต่ก็มีอีกส่วนหนึ่งที่ยังอยากคงโครงสร้างของสังคมเอาไว้ดังเดิม เพราะฉะนั้นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจึงซับซ้อนและกินเวลายาวนานกินเวลาหลายสิบปี โดยในช่วงเวลาที่เบบี้บูมเมอร์กำลังก่อร่างสร้างตัวเพื่อก้าวขึ้นมาเป็นกำลังหลักของสังคมนั้น ช่วงแรกๆ เรายังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงมากนัก เพราะเบบี้บูมเมอร์ยังอยู่ในวัย 20 ต้นๆ ดนตรีที่พวกเขาฟังยังเป็นเพลงที่สืบทอดคลี่คลายมาจากดนตรีของคนรุ่นก่อน เช่น เพลงของสุนทราภรณ์ แต่หลังการเปลี่ยนแปลงของ ‘เหตุการณ์เดือนตุลาฯ’ ทั้งสองครั้งแล้วดูเหมือน ‘การเปลี่ยนผ่าน’ หรือ ‘ผลัดรุ่น’ ซึ่งคือการถ่ายโอนอำนาจจากรุ่นสู่รุ่น จะเห็นชัดเป็นรูปธรรมมากขึ้น แม้จะไม่ใช่ในวงการการเมืองหรือราชการ แต่ในด้านธุรกิจแล้ว เราจะเห็นว่าช่วงพ.ศ. 2525-2530 นั้น คือหลักไมล์การ ‘ตั้งตัว’ ของเบบี้บูมเมอร์
และทำให้เบบี้บูมเมอร์กลายเป็นกำลังหลักของสังคมอย่างแท้จริง

BEING BABY BOOMERS 

Who? : เซอร์ริชาร์ด แบรนสัน
Born? : 18 กรกฎาคม 1950
Baby Boomer? : แน่นอน, เขาเป็น ‘โมเดล’ ของเบบี้บูมเมอร์ที่เห็นชัด โดยก่อตั้งสายการบินเวอร์จิ้น เป็นเจ้าของธุรกิจใหญ่ แต่มีสัดส่วนของคนรุ่นเอ็กซ์และวายอยู่ในตัวไม่น้อย ตอนนี้เขารวยเป็นอันดับ 4 ของอังกฤษ และสนุกกับการพยายามทำลายสถิติต่างๆ เช่น ข้ามแปซิฟิกโดยบัลลูน รวมถึงท่องอวกาศ

Who? : บิล เกตส์
Born? : 28 ตุลาคม 1955
Baby Boomer? : เขาคือเบบี้บูมเมอร์ตัวจริงที่น่าสนใจคือเขารู้จัดหยุด (ซึ่งเป็นลักษณะของคนรุ่นเอ็กซ์) โดยก้าวลงจากตำแหน่งประธานของไม่โครซอฟท์ตั้งแต่ปี 2000 ปัจจุบันเป็น Non-Executive Chairman เท่านั้น โดยหันมาทำมูลนิธิบิลและเมลินดา เกตส์ อย่างจริงจังเพื่อช่วยเหลือประเทศยากจนให้พ้นจากโรคภัยต่างๆ และความยากลำบาก
ในช่วงเวลานี้ เบบี้บูมเมอร์กลายเป็นผู้ขับเคลื่อนสังคมในแต่ละมิติ เช่น ในด้านดนตรีบริษัทแกรมมี่ ของ เรวัต พุทธินันทน์ และไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม เริ่มต้นขึ้นในปี พ.ศ. 2526 ก่อให้เกิด ‘คลื่นดนตรี’ ลูกใหม่ ในปีเดียวกัน บริษัทชินวัตรคอมพิวเตอร์ ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็ถือกำเนิดขึ้น ส่วนในวงการนิตยสารช่วงปี 2525-2530 คือช่วงเวลาของการก่อกำเนิดนิตยสาร ‘รูปแบบใหม่’ จำนวนมากที่มีอิทธิพลทางความคิดต่อสังคม เช่น นิตยสารแพรว ดิฉัน สารคดี และกระทั่ง GM และเป็นช่วงเวลานี้อีกเช่นกัน ที่ชื่อชั้นของคนอย่างสนธิ ลิ้มทองกุล, ขรรค์ชัย บุนปาน, สุทธิชัย หยุ่น หรือสมเกียรติ อ่อนวิมล ฉายโชนให้เห็นถึงศักยภาพและความสามารถที่แตกต่างออกไปจากขนบเดิม
ถ้าพิจารณาในช่วง พ.ศ. 2510-2530 นั้นในช่วงแรกๆ ดูเหมือนเบบี้บูมเมอร์ยัง ‘เชื่อฟัง’ คนรุ่นก่อน แต่แล้วก็เกิดกระบวนการเปลี่ยนผ่านทางอำนาจโดยใช้เวลายาวนาน ซึ่งส่งผลถึงมิติอื่นๆ ในสังคม ในแง่ของดนตรี และนิตยสารนั้นเห็นได้ชัดเจนมาก เพราะมีการ ‘ปฏิวัติ’ วงการทั้งในด้านแนวคิด วิธีนำเสนอ และรูปแบบใหม่ๆ อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
ในแง่นี้ จึงกล่าวได้ว่าเบบี้บูมเมอร์นั้นไม่ได้ทำแค่ ‘รักษา’ ชุดความคิดที่สืบเนื่องมาจากคนรุ่นพ่อแม่เท่านั้น แต่ลึกๆ แล้วพวกเขาก็มีจิตวิญญาณขบถซ่อนอยู่ เพียงแต่การขบถนั้นเป็นไปในรูปแบบของการทำงานหนักเพื่อให้หนีพ้นไปจากความยากลำบากที่เคยพบพานเท่านั้น แน่นอน บางคนทำสำเร็จ บางคนทำไม่สำเร็จ คนที่ไม่สำเร็จก็ร่วงหล่นจากเวทีไปไม่มีใครจดจำ แต่สิ่งที่เหมือนกันก็คือวิธีคิดแบบ Live to Work หรือ ‘เกิดมาเพื่อทำงาน’ นั้น สำแดงให้เห็นชัดว่าเป็นลักษณะเด่นของเบบี้บูมเมอร์มาจนถึงปัจจุบัน

GENERATION TALK
ศ.ดร. ปราโมทย์ ประสาทกุล
สถาบันวิจัยประชากรและสังคมหาวิทยาลัยมหิดล
“เบบี้บูมในเมืองไทยนั้น ไม่ได้เกิดช่วงเดียวกับทางอเมริกาหรือเอเชียบางประเทศ ในช่วงปี พ.ศ. 2488-2526 จากสถิติพบว่าช่วงที่เรียกว่าเป็นยุคเบบี้บูมหรือเด็กไทยเกิดปีละกว่าล้านคน เรามักเรียกนิยามยุคนี้ว่า ‘รุ่นเกินล้าน’ หลังจากนั้น อัตราการเกิดของประชากรไทยก็ลดลงเป็นลำดับ เราคาดการณ์ไว้ว่า ในอีก 10 ปีข้างหน้า คนยุคเบบี้บูมจะเข้าสู่วัยชราในจุดสูงสุด หนึ่งในปัญหาที่สำคัญ คือ โครงสร้างประชากรไทยจะเปลี่ยนไป
“เราเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงของสัดส่วนประชากรได้ตั้งแต่ พ.ศ.2546 โดยสัดส่วนของคนที่เข้าสู่วัยชรามีมากถึง 10% ของจำนวนประชากรทั้งหมด และเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ตอนนี้ประเทศไทยมีคนสูงอายุกว่า 12% ซึ่งนับว่าไม่น้อยแล้ว แต่อนาคตผู้สูงอายุจะกระโดดไปถึง 20% ขึ้นไป ตกอยู่ราวๆ 12-14 ล้านคน และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเช่นเดียวกับประชากรญี่ปุ่นที่มีคนสูงอายุในอัตรา 1 ใน 4
“นอกจากนี้ ประเทศยังเผชิญปัญหาอัตราการเกิดต่ำ ปัจจุบันมีอัตราการเกิดไม่เกิน 8 แสนคนต่อปีเท่านั้น ปีกลายมีอัตราการเกิดเพียง 7 แสน 8 หมื่นคน หรือเท่ากับผู้หญิงไทยมีบุตรเฉลี่ย 1.5 คน จะเกิดภาวะขาดแคลนแรงงาน
“สองปัญหานี้ทำให้เกิด ‘การไม่มีประชากรทดแทนกันรุ่นต่อรุ่น’ ผลที่ตามมาคือประชากรไทยจะติดลบ ไม่ขยายจำนวนไปมากกว่าที่มีอยู่กว่า 64 ล้านคน ตามด้วยปัญหาภาระและความรับผิดชอบผู้สูงอายุ เรากำลังศึกษาเพื่อเป็นแนวทางในการรับมือปัญหาผู้สูงอายุล้นเมือง ลำดับแรกคือจะทำอย่างไรให้ความมั่นคงในชีวิตของพวกเขาเอื้อต่อการดำรงชีวิตอยู่ในสังคม โดยเฉพาะเรื่องรายได้ อาศัยเพียงเบี้ยผู้สูงอายุอาจไม่พอยังชีพ นอกจากนี้ สวัสดิการเพื่อผู้สูงอายุของเรายังลักลั่น คือเป็นการให้เปล่า ไม่ใช่ระบบการหักรายได้เพื่อออมไว้สำหรับตอนชรา รัฐบาลไทยอาจจะถังแตกได้ในอนาคต
“ลำดับถัดมาคือความมั่นคงด้านสุขภาพ โรคผู้สูงอายุเป็นโรคเรื้อรัง ต้องการคนดูแลใกล้ชิดระยะยาว ต้องใช้เงินจำนวนมาก รัฐบาลต้องเตรียมความพร้อมด้านการแพทย์ คนที่จะเข้ามาดูแลผู้สูงอายุ รวมถึงสนับสนุนให้ประชาชนมีสุขภาพดีแต่เนิ่นๆ
“สุดท้ายคือการอยู่อาศัย เนื่องจากรูปแบบของครอบครัวเปลี่ยนไป มีจำนวนไม่น้อยที่อาศัยอยู่คนเดียว ดังนั้น ในระยะยาว เมืองได้รับการออกแบบที่เอื้อต่อการดำรงชีพสำหรับผู้สูงอายุ สภาพแวดล้อมของเมืองต้องปรับเปลี่ยนเพื่อส่งเสริมให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น
“ทั้งหมดนี้ การวางแผนรับมือของภาครัฐยังถือว่าไม่มีประสิทธิภาพ ทำงานไปคนละทิศละทาง ไม่ว่าจะเป็นระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า ระบบประกันสังคมพระราชบัญญัติการออมแห่งชาติ เลยไปถึงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ที่ล้วนแล้วแต่ต้องบูรณาการถึงกันเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากรและครอบคลุมปัญหาทุกๆ ด้าน ทั้งหมดนี้ก็เพื่อเพิ่มคุณภาพการมีชีวิตอยู่ของคนไทยในอนาคต”

Who? : บิล คลินตัน
Born? : 19 สิงหาคม 1946
Baby Boomer? : เกิดในปีแรกของเบบี้บูมพอดี (ปีเดียวกับจอร์จ บุช ด้วย) หลังพ้นตำแหน่งประธานาธิบดี เขาเดินสายกล่าวสุนทรพจน์เขียนหนังสือ และตั้งมูลนิธิเพื่อรณรงค์เรื่องโรคเอดส์และโลกร้อน รวมถึงช่วยเหลือเฮติอย่างจริงจัง เสียงของเขายัง ‘ดัง’ และสาธารณชนรับฟังความเห็นของเขาอยู่เสมอ

Environment Concern
คนรุ่นวายจะใส่ใจผลกระทบกับโลกและความรับผิดชอบต่อสังคมค่อนข้างมาก เนื่องจากรับข้อมูลมาก เป็นรุ่นที่ได้รับผลกระทบจากรุ่นก่อนๆ ที่ใช้ทรัพยากรอย่างสิ้นเปลืองในอดีตจึงสนใจดูแลสภาพแวดล้อม หากองค์กรมีกิจกรรมเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม คนกลุ่มนี้ก็อยากที่จะเข้าไปร่วมกิจกรรม ไม่ใช่แค่เพราะว่าง ยังไม่ต้องมีครอบครัวต้องดูแล แต่เป็นเรื่องของการสร้างคุณค่า นอกเหนือจากการทำงานในองค์กร
Board: Our Dads
(0)
Share
GM
Keep by GM
2469
FOLLOWER

BABY BOOMERs

1 KEEP
GM
0 LOVES
COMMENT