8.ถ้าไม่ได้มาเป็นพิธีกรอยู่ในวงการบันเทิงแบบนี้ คิดว่าคุณจะยัง ไว้หนวด ย้อมผมทองแบบนี้อยู่หรือเปล่า จริงๆ ผมไว้หนวด ย้อมผมก่อนออกทีวีอีกนะครับ มันเป็นวันง่ายๆ ที่ผมลงมาจากตึกแกรมมี่แล้วคนเป็นพันคนลงมากินข้าวพร้อมกัน หัวดำเดินกันเต็มไปหมด ผมก็ตกใจ เฮ้ย! เราถูกสร้างมาให้ต่างกันไม่ใช่เหรอวะ แล้วนำเสนอได้เลย ผมว่ามันคือการเข้าถึงไอเดียบริสุทธิ์  อย่างแท้จริง ไม่ต้องคำนึงถึงอะไรทั้งนั้น นี่คืออิสรภาพของ มันจริงๆ อย่างผมอยากนำเสนอเรื่องของเอก ลูกน้องผม คนหนึ่งเป็นคนที่ล้างมอเตอร์ไซค์เก่งที่สุดในกรุงเทพฯ เลย วันนี้ผมจะให้เอกโชว์เคล็ดลับสาธิตวิธีการล้างมอเตอร์ไซค์ เพื่อให้บรรดาเด็กแว้นทั่วประเทศได้ดูเป็นวิทยาทาน นี่แหละ คือไอเดียบริสุทธิ์ ผมว่าอินเตอร์เน็ตมันตอบสนอง คิดแบบ นำเสนอองค์ความรู้เด็กๆคิดแบบพื้นฐานผมคิดว่าในเรื่องการไม่ปลอดภัยในความต่าง แต่ผมรู้สึกไม่ปลอดภัยในความเหมือน พอเหมือนกัน เดิน ไม่ควรมีข้อจำกัดทางการตลาด ถ้าเป็นในทีวี ก็ต้องคิดแล้ว กลืนมาเหมือนปลาว่ายมาเป็นฝูงๆ จำไม่ได้สักตัว ผมรู้สึกไม่ปลอดภัยในการต้องเป็น ว่าใครจะมาดู ลูกค้าจะเป็นอะไร แต่นี่ไม่ต้องเลย แค่ความ อย่างนั้น มันเป็นความรู้สึก มันเป็นตัวตน ผมถูกเลี้ยงมาในครอบครัวที่มีกันเล็กๆ น่าสนใจเล็กๆ แค่นี้ผมว่ามันก็เป็นรายการทีวีได้แล้ว 
แต่ทำไมทุกคนเหมือนกันหมดเลย ผมรู้สึกไม่ปลอดภัยในความเหมือน บางคนอาจรู้สึก แล้วก็ไม่ได้ใช้ชีวิตอ้างอิงกระแสมาแบบวัยรุ่นที่ควรจะเป็น ทำให้มีเวลาอยู่กับตัวเองมาก ได้อ่านหนังสือมาก มันทำให้สนิทกับตัวเองมาก ทาให้พื้นฐานความคิดของผมเริ่มมา จากภายในก่อน ในขณะที่คนทั่วไปพักเที่ยง เฮ้ย! แก กินอะไรดีวะ เสาร์นี้เที่ยวไหนดีวะ ถามคนอื่นก่อนเลย คนปกติจะรู้สึกปลอดภัยเมื่อได้ทำอะไรตามคนอื่น แต่ของผม จะคิดก่อน พอนึกออกก็ไปเลย เฮ้ย! เดี๋ยวจะไปกินข้าวหน้าเป็ด ไปด้วยกันมั้ย ถ้ากินก็ไป ถ้าไม่ไปผมก็กินคนเดียว ไม่ได้รู้สึกว่าการกินข้าวคนเดียวเป็นเรื่องแย่หรือต้อยต่ำอะไร
น้าเน็ก-เกตุเสพย์สวัสดิ์ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา
10 คำถามก่อนอำลาวงการ
พูดถึงชื่อ เกตุเสพย์สวัสดิ์ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา หรือ ‘น้าเน็ก’ เชื่อเหลือเกินว่าในนาทีนี้คงมีน้อยคนที่จะไม่รู้จักชายผู้ที่สั่นสะเทือนวงการบันเทิงอย่างรุนแรงถึง 2 ครั้งด้วยกัน
ครั้งแรก ย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ใครจะไปเชื่อว่าหนุ่มหน้าตี๋ ไม่มีความหล่อ ย้อมผมสีทอง แถมทุกคำที่ออกมาจากปากที่ซ่อนอยู่ใต้หนวดเครารุงรังของเขาช่างกวนประสาทไล่ลงไปจนถึงอวัยวะเบื้องล่างเสียเหลือเกิน จะได้ก้าวขึ้นมาเป็นพิธีกรที่ขึ้นชื่อว่า ‘กวน’ ที่สุดแต่ในขณะเดียวกัน ก็เป็นพิธีกรที่มีงานชุกที่สุดในประเทศเช่นเดียวกัน
ล่าสุด เขาช็อกวงการอีกครั้งด้วยการประกาศถอนตัวจากการเป็นพิธีกรรายการโทรทัศน์ทุกรายการ ในช่วงที่เรียกได้ว่าน่าจะเป็นช่วงสูงสุดในชีวิตการทำงาน ด้วยเหตุผลง่ายๆ แค่ว่า ‘ออกมาเพื่อเติมพลัง’
GM เชื่อว่าคนที่รู้สึกว่าตัวเองขาด Input ย่อมหมายความว่าเขาประเมินตัวเองเป็น เติบโตเป็นผู้ใหญ่ถึงระดับหนึ่ง และที่สำคัญคือ ‘เคารพ’ ทั้งตัวเองและผลงานที่ตัวเองทำมากกระทั่งยอมทิ้งรายได้มหาศาลเพื่อ ‘หายตัว’ ไปแสวงหา Input ให้ตัวเองอีกครั้ง
ก่อนที่เขาจะจากไป GM จึงชวนเขามาพูดคุยถึงเบื้องลึกเบื้องหลังเรื่องราวทั้งหมดรวมไปถึงสิ่งที่เขาจะทำต่อไปในอนาคต
และคำตอบแต่ละข้อจะทำให้คุณรู้ว่า ผู้ชายคนนี้ไม่ได้มีดีแค่ความ ‘กวน’ เท่านั้น แต่เขาขึ้นมายืน ณ จุดนี้ได้เพราะอะไร สำหรับผม การทำงานพิธีกรไม่ใช่แค่การดำเนินรายการตามสคริปต์แล้วก็จบ การเป็นพิธีกรมีความเป็นนักเล่าเรื่องผสมอยู่จะต้องมีชุดข้อมูล มีประสบการณ์ ต้องมีการรีเฟรชตัวเองเพื่อรับข้อมูลใหม่ๆ อยู่เสมอ ถ้าหากต้องการหวังผลเป็นเลิศนะครับ ผมรู้สึกว่าช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา บางครั้งผมหนีตัวเองไม่ออก เริ่มไม่มีอะไรใหม่ๆ มากพอในการนำเสนอ
ที่สังเกตได้ชัดๆ เลยคือเวลารับงานพิธีกรอีเวนท์ ผมขึ้นไปบนเวทีจับไมค์ พูดสวัสดีครับ คนก็ขำกันหมดแล้ว ยังไม่ได้ทำอะไรเลย ซึ่งผมไม่ได้ดีใจนะครับ เพราะผมยังไม่ได้แสดงโวหาร ยังไม่ได้ปล่อยมุก ยังไม่ได้ทำอะไรเลย ทำไมถึงขำกันแล้ว แสดงว่าเขาขำเพราะเขาคิดว่าผมคือน้าเน็ก เดี๋ยวมันจะขำแน่ๆ ผมว่านี่คือความวิบัติของผมนะ ผมคิดว่านั่นคือการณ์กินบุญเก่าตัวเองอยู่ ซึ่งในวันหนึ่งจะต้องหมดไปแน่ๆ
คนเราชอบคิดว่าวงการบันเทิงเป็นเหมืองทอง ที่พอเข้ามาได้แล้วต้องรีบกอบโกยไปให้ได้มากที่สุดเพื่อที่จะจากมันไป แต่สำหรับผม พิธีกรเป็นอาชีพที่มีอายุงานยาว เพราะฉะนั้นการที่คุณจะอยู่ในวงการบันเทิง หรือไปอีกสิบ ยี่สิบ สามสับปี หรือตราบเท่าชีวิตของคุณ มันจำเป็นต้องมีอะไรมากกว่านั้น ซึ่งผมคิดว่ามันหายไป เพราะฉะนั้นการพักหรือถอยหลังออกมาบ้างคือวิธีการอยู่กับมันให้ได้นานขึ้นอีกรูปแบบหนึ่ง เหมือนผมอยู่ข้างในมาเป็นเวลานานก็ควรจะถอยเพื่อออกมาดูมันในระยะไกลบ้าง เหมือนฟุตบอลน่ะครับ เตะในสนามเรามองไม่เห็นเกมหรอก ต้องเตะเสร็จนั่งดูเทปบ้าง ถ้าคุณจะเป็นผู้เล่นที่ดี จบแมตช์คุณต้องนั่งดูวิดีโอบ้าง สิ่งที่ผมกำลังจะทำคือดูวิดีโอการเล่นของผมเองจากภาพข้างนอก ตอนนี้สิ่งที่ผมพยายามจะทำก็คือพยายามพาตัวเองไปในที่ที่ไม่เคยไป ทำในสิ่งที่ผมไม่เคยมีเวลาได้ทำ ผมอยากนั่งดูทีวีทั้งวัน อยากอ่านหนังสือ 200-300 เล่มที่ซื้อมาแล้วยังไม่ได้แกะออกมาจากซองด้วยซ้ำ ไปงานต่างๆ ในฐานะแขก ผมเริ่มไปพูดตามมหาวิทยาลัยต่างๆ มากขึ้น แล้วโยนคำถามเข้าไปกลางวงถามเขาว่าเขาอยากดูรายการทีวีแบบไหน เพื่อพยายามประมวลสิ่งที่ทำมาทั้งหมด อะไรที่เป็นจุดแข็ง สิ่งที่คนชอบ สิ่งที่คนไม่ชอบ เพื่อนำมารวมอยู่ในรายการเดียวกันให้ได้ ซึ่งผมอาจจะไม่ต้องเป็นพิธีกรเองก็ได้นะ อาจจะแค่ทำรายการขึ้นมาเฉยๆ ก็ได้ ไม่เคยครับ เพราะว่าที่ผ่านมาผมได้พิสูจน์ตัวเองด้วยฝีมือของผมล้วนๆ ไม่ได้มีนักปั้น ไม่ได้มีป๋าดันอะไร มาด้วยตัวเอง แลกด้วยวิธีการคิดล้วนๆ ไม่มีเสี้ยววินาทีไหนที่แลกมาด้วยโชคช่วยเลย ถ้าจะมองว่าที่ผ่านมามันคือความสำเร็จ ผมอธิบายได้อย่างสง่าผ่าเผยเลยว่าเพราะอะไร ผมคิดทุกเม็ด ตั้งใจโคตรๆ ไม่มีอันไหนมั่วเลย วิเคราะห์ทุกนาที นั่นหมายความว่า ในวันที่ผมยังไม่มีประสบการณ์เท่าไหร่ ผมยังส่งตัวเองขึ้นได้ถึงจุดนั้น แล้วในวันนี้ที่ผมผ่านอะไรมาพอสมควร มองเห็นอะไรมามากมาย ผมเชื่อว่าด้วยวิธีการคิดและข้อมูลที่มากขึ้น น่าจะทำให้สามารถกลับมายืนในจุดเดิมได้ 
แล้วก็ยินดีมาก มีความสุขที่สุดที่จะได้พิสูจน์ตัว คนมักจะบอกว่า คนจะลืมหรือเปล่า ผมพูดแบบไม่ได้เย่อหยิ่งเลยนะว่าลืมผมสิยิ่งดี เพราะ 10 ปีที่แล้วก็ไม่มีใครรู้จักผมเหมือนกัน นี่ไง ผมร่ำร้องในสิ่งนี้ คือลืมผมก็ได้ ผมจะได้พิสูจน์ใหม่ เพราะอย่างที่บอก ผมไม่ได้แฮปปี้ในการขายบารมีอยู่แล้ว ถ้ามีน้ำยาอะไรบางอย่างที่ฉีดไปแล้วคนทั้งประเทศลืมผม ผมยินดีนะ เพื่อผมจะได้พิสูจน์ใหม่ อย่างที่บอก-ภาวะของการฮาก่อนที่จะพูด ผมไม่ได้รู้สึกดีกับมัน ผมจะไม่เอาความเป็นน้าเน็กมาเป็นหลักประกันในเรื่องงาน ผมจะต้องพิสูจน์ด้วยเนื้องานจริงๆ
สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ผมเพิ่งค้นพบเลยนะครับ ผมเพิ่งรู้ว่าจริงๆ แล้วผมรักความเป็นตัวเองในการออกไปทำอะไรต่างๆ นั่นหมายความว่า ผมจัดดอกไม้ก็ได้ เป็นครูสอนเต้นก็ได้ เปิดร้านข้าวแกงก็ได้ ออกแบบรับจัดงานแต่งก็ได้ ตกแต่งภายในก็ได้ อะไรก็ได้ที่เปิดโอกาสให้ผมได้แสดงความเป็นตัวเองออกมาผ่านงานของผม เพราะฉะนั้นถ้าถามว่าผมรักอะไรในวงการนี้ ผมตอบได้เลยว่าเพราะวงการนี้เป็นวงการที่ต้องการความเป็นตัวตนสูงมาก มันต้องการสไตล์ ซึ่งผมสามารถใส่ได้เต็มที่เลย ถ้าผมไปธนาคาร ผมจะเอาตัวตนของผมไปใส่ได้ที่ไหน ผมขยันคนอื่นก็ขยันเหมือนกัน ผมนับเงินเก่งกว่าเหรอ ก็ไม่น่าจะใช่ (หัวเราะ) มันไม่ต้องการตัวตน มันมีกฎกติกาว่าต้องการคนที่เคารพมัน คนที่รันระบบได้ งานแบบนี้ไม่ใช่งานที่ไม่ดีนะ แต่ด้วยความที่ผมดันรักตัวเองมาก ผมยึดถือในตัวตนของผม วงการบันเทิงคือที่เดียวที่พอคุณออกไปปุ๊ป ทุกคนรอฟังว่าจะพูดอะไร ผมไม่ต้องทำอะไรเลย ก็แค่นึกแล้วก็พูดอะไรออกไปแค่นั้น
ส่วนสิ่งที่ผมได้รับ ผมคิดว่าผมได้รับเสรีจากวงการนี้ แล้วอาชีพนี้มันเป็นที่ตรงจริตกับผมมากที่สุด สังเกตมั้ยว่าผมจะพุ่งไปที่ลักษณะของมันมากกว่าผลที่ได้จากมัน ถามว่าชื่อเสียง เงินทองสำคัญหรือเปล่า สำหรับผมมันเป็นเรื่องรองลงมาเลย เพียงแต่ว่าในทุกงานของวงการบันเทิงทั้งเบื้องหน้าเบื้องหลัง มันต้องผ่านการคิดที่หนักมาก คิดแทบทุกเม็ดเลย จะออกไปทำเดี่ยวไมโครโฟน  ออกไปทำรายการ มันคือสิ่งที่ต้องมาจากข้างใน ที่ผมทำแล้วผมโคตรมีความสุขเลย
“ดิจิตอลอาจจะช่วยให้เราฟังเพลงได้มากขึ้น อาจจะดูหนังได้มากขึ้น เพราะสามารถดาวน์โหลดเพลงมาได้ อันนั้นก็อาจจะเป็นสิ่งช่วยเติมเต็มคุณได้ แต่ถ้าคุณอ่านหนังสือน้อยลง วัตถุดิบในส่วนนี้จะเว้าแหว่งไป” สำหรับผมไม่นับเป็นปัญหาเลยนะ ในทุกวงการ ในทุกสายงานมีปัญหาของมันอยู่แล้ว เพราะผมรู้สึกว่ามันก็เป็นที่รวมของคน มันเหมือนโรงเรียน เหมือนหมู่บ้าน มีคนทุกชนิดซึ่งเราสามารถที่จะหลบได้ เลือกที่จะไม่เข้าไปยุ่งด้วยได้
อีกเรื่องหนึ่ง ผมไม่รู้ว่าเป็นปัญหาหรือเปล่านะ แต่เป็นเรื่องที่ผมไม่ชอบแล้วกัน ผมไม่ชอบเวลาได้ยินคนที่มีชื่อเสียงพูดในเชิงที่ว่ามีความเป็นส่วนตัวเลย ขอเวลาบ้างได้มั้ย จะให้เดินยิ้มทั้งวันก็กลัวเดี๋ยวคนจะคิดว่าเป็นคนบ้า เวลาผมได้ยินแบบนี้ผมโคตรอยากเดินเข้าไปบอกเขาเลยว่า เฮ้ย! คุณเข้าใจผิดแล้ว คุณไม่ปกติแล้ว ค่าตัวที่คุณรับมา  คุณได้ทดแทนคืนมาหมดแล้ว คุณเล่นเรื่องเดียวได้เงินเท่ากับบางคนหามา 4 ปี สิ่งที่คุณทำมันต้องไม่ใช่แค่นั้นนะครับ มันเท่ากับว่าคุณได้ขายความเป็นสาธารณะกินไปแล้ว หมายความว่าทุกครั้งที่ออกจากบ้านเจอผู้คน นั่นคืองานของคุณได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว จะมาเรียกร้องความเป็นส่วนตัวตอนนั้นไม่ได้ เพราะคุณเป็นบุคคลสาธารณะแล้ว
อีกสิ่งหนึ่งก็คือ ผมอยากให้คนในวงการบันเทิงมีความเข้าใจในงานของตัวเอง ที่นี่ไม่ใช่ที่ที่จะมาโกยๆ แล้วก็ไป มันฉาบฉวยไปหรือเปล่า ถ้าคุณเล่นกับกระแสอย่างเดียวเลย คุณเข้ามาใหม่ คนกำลังเห่อ พอเลิกเห่อคุณก็ไป แล้วก็เอาชื่อของคุณไปเปิดร้านก๋วยเตี๋ยวอย่างนั้นน่ะเหรอ เฮ้ย! คิดหน่อยดีไหม ใช้โอกาสที่มีตรงนี้ดีไหม ถ้าคุณเป็นหนังสือก็อย่าเป็นหนังสือที่อ่านรอบเดียวแล้วเขวี้ยงทิ้งดีไหม ให้เป็นหนังสือดีๆ ที่อ่านซ้ำได้หลายๆ รอบดีกว่าหรือเปล่า ผมคิดว่าทีวีเป็นเหมือนแดนศักดิ์สิทธิ์ ที่พอคุณพูดออกไปหนึ่งประโยคของคุณจะถูกฟังนับล้านครั้ง การจะพูดกับคนล้านคนจะต้องมีการเตรียมการที่มากพอสมควร อย่างเช่นสมมุตินะ เอ้า เฮ้ย! เฮ้ย! (ตะโกนไปที่กลุ่มพนักงานในออฟฟิศที่นั่งอยู่) ตรงนี้มี 6 คน ผมใช้ 2 เฮ้ย! ก็ใช้ได้แล้ว แต่ถ้านั่งกันเป็น 30 คน อาจจะต้องใช้ 4 เฮ้ย! 100 คนก็อีกแบบหนึ่ง แต่ในทีวีนี่หลักล้านคน นี่ไงครับ พลังในการเรียกสายตามันต้องมีมากขึ้น นั่นหมายความว่าต้องมีการเตรียมการ คุณจะต้องอยู่ในชุด ในเสื้อผ้าหน้าผมที่มองแล้วแสดงถึงความเป็นตัวคุณได้ทันที เพื่อเสริมเสียงเฮ้ยของคุณให้มีพลังขึ้น เสื้อผ้าต้องตราตรึง เห็นแล้วต้องจำ เห็นแล้วรู้เลยว่าเป็นคุณ มันจะต้องสร้างความจดจำให้คนในการพูดกับอีกคนเป็นล้านคน หรืออย่างเวลาให้สัมภาษณ์ทุกครั้ง ผมเตรียมการมาแล้วว่าผมจะเล่าเรื่องอะไร ในมุมไหน ในการไปให้สัมภาษณ์ ไม่ใช่แค่รอว่าเขาจะถามอะไร แล้วเราตอบไปในสิ่งที่เขาถาม มันต้องมีสิ่งที่เราอยากเล่าด้วย นี่ไง นี่คือการพูดกับมวลชน จะต้องมีวิธีเตรียมตัว ต้องมีการคิด ผมจินตนาการถึงคนที่กำลังจะได้อ่าน คนที่กำลังจะได้ดูผมอยู่เสมอ การจัดการที่ผมบอกไม่ได้หมายความว่าผมต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อไปออกทีวีนะครับ ผมในทีวีกับผมตัวจริงๆ คือคนคนเดียวกัน ผมไม่ได้บอกว่าผมพยายามทำตัวเหมือนในทีวีนะ ผมทำในทีวีให้เหมือนตัวปกติผม พูดง่ายๆ ก็คือ ผมเอาตัวผมนี่แหละไปออกทีวี เวลาคนมาเจอผมตามร้านรวงอะไรจะรู้สึกได้เลยว่าไม่แปลกใจ ไม่รู้สึกว่าผมเป็นอีกคน บางทีผมไปซื้อแว่น มีคนซื้ออยู่ 3-4 คน เขาก็คงอยากจะทักผมแหละ แต่คงไม่กล้าทัก ผมก็เริ่มเลย “ผมเก่งเรื่องแว่นที่สุดในโลกเลยนะฮะ ต้องการคำแนะนำจากผมมั้ย” ผมกล้าคุยกับเขา เพราะผมรู้ว่าเขารู้จักผมอยู่แล้ว พอผมชวนคุยเท่านั้นแหละ คุยกันยาว แล้วอาการที่ผมแสดงมันก็ไม่ได้ต่างจากในทีวี คนในร้านคงนึกว่า 3-4 คนนี้เป็นเพื่อนผม เพราะดูสนิทกันมาก คำตอบก็คือว่าเขาสนิทกับผมมาเป็นสิบปีแล้วผ่านทางหน้าจอทีวี เพราะตัวผมในทีวีนั่นก็คือตัวผม ที่คือลักษณะเฉพาะของผม
ผมชอบรายการที่พิธีกรกับรูปแบบ รายการเกิดมาเพื่อกัน เช่นอย่างรายการของ คุณปัญญา ใครมาทำแทนก็ไม่ได้ รายการของคุณไตรภพ ใครมาทำก็ไม่ได้ ผมว่านี่คือรายการที่ดี พิธีกรกับรายการ ต้องเกิดมาเพื่อกัน อารมณ์ว่าถ้าพิธีกรตายรายการต้องเลิก เลย มันเลยเป็นลักษณะของรายการทุกรายการที่ผมทำ คือ เป็นรายการที่เกิดมาเพื่อผม และผมก็พยายามทำให้มันเป็น เนื้อเดียวกับผม สร้างภาษาเฉพาะของมัน สร้างวิธีการดำเนิน การในแบบที่มันควรจะเป็น ทีนี้จะประสบความสำเร็จ ดังหรือไม่ดัง ก็ขึ้นอยู่กับ ศักยภาพของคนคนนั้นแล้ว ว่าความตราตรึงของเขา เสน่ห์ ของเขา ความสามารถ ความน่าสนใจของเขาขนาดไหน เมื่อเรามองไปที่รายการที่ประสบความสำเร็จ เราจะพบ องค์ประกอบนี้ว่ามันเข้ากันเหลือเกิน มันเกิดมาเพื่อกันจริงๆ ในโลกที่สื่อใหม่กำลังมา ผมต้องการทำอะไรที่แตกต่างออกไป นอกจากรูปแบบรายการแล้ว ผมยังคิดไปถึงเรื่องช่องทางการ นำเสนอเลย ผมรู้สึกว่านิวมีเดียคืออนาคต มันมีจุดแข็งที่ทีวีธรรมดาไม่สามารถทำได้ เพราะเรารู้ว่าใครดูเราอยู่ รู้แม้ กระทั่งว่าดูกี่นาที รู้แม้กระทั่งว่าดูจากเครื่องมืออะไร สื่อสาร โต้ตอบกันได้ แชร์กันได้ แบ่งปันกันได้ แล้วเอาจริงๆ อุปกรณ์ ไฟฟ้าทุกบ้านที่จะต้องมีคือทีวีและคอมพิวเตอร์ ถ้าไม่นับ พัดลมนะ ถ้าเกิดมีสื่อที่โผล่จากพัดลมได้ ผมก็คงทำทีวี พัดลม (หัวเราะ) นี่แหละคืออนาคต มันใกล้ผู้คน เป็นที่ที่พูดอะไรแล้วเข้าถึงคนเร็วที่สุด นี่แหละคือความพิเศษของมัน จำกัดอย่างถ้าคิดรูปแบบมารายการ แล้วสื่อใหม่ก็ไร้ข้อจหนึ่ง เรารู้ว่าฟรีทีวีทำไม่ได้หรอกด้วยกฎกติกามารยาทด้วยอิทธิพล ด้วยการเมือง ด้วย เงื่อนไขการเซ็นเซอร์ แต่รายการ ทีวีทางอินเตอร์เน็ตไม่ต้องมีพวกนี้เลย คิดได้ปุ๊บเอาไปทำ
(0)
Share
GM
Keep by GM
2469
FOLLOWER

8.ถ้าไม่ได้มาเป็นพิธีกรอยู่ในวงการบันเทิงแบบนี้ คิดว่าคุณจะยัง ไว้หนวด ย้อมผมทองแบบนี้อยู่หรือเปล่า

"จริงๆ ผมไว้หนวด ย้อมผมก่อนออกทีวีอีกนะครับ มันเป็นวันง่ายๆ ที่ผมลงมาจากตึกแกรมมี่แล้วคนเป็นพันคนลงมากินข้าวพร้อมกัน หัวดำเดินกันเต็มไปหมด ผมก็ตกใจ เฮ้ย! เราถูกสร้างมาให้ต่างกันไม่ใช่เหรอวะ แล้วนำเสนอได้เลย ผมว่ามันคือการเข้าถึงไอเดียบริสุทธิ์ อย่างแท้จริง ไม่ต้องคำนึงถึงอะไรทั้งนั้น นี่คืออิสรภาพของ มันจริงๆ อย่างผมอยากนำเสนอเรื่องของเอก ลูกน้องผม คนหนึ่งเป็นคนที่ล้างมอเตอร์ไซค์เก่งที่สุดในกรุงเทพฯ เลย วันนี้ผมจะให้เอกโชว์เคล็ดลับสาธิตวิธีการล้างมอเตอร์ไซค์ เพื่อให้บรรดาเด็กแว้นทั่วประเทศได้ดูเป็นวิทยาทาน นี่แหละ คือไอเดียบริสุทธิ์ ผมว่าอินเตอร์เน็ตมันตอบสนอง คิดแบบ นำเสนอองค์ความรู้เด็กๆคิดแบบพื้นฐานผมคิดว่าในเรื่องการไม่ปลอดภัยในความต่าง แต่ผมรู้สึกไม่ปลอดภัยในความเหมือน พอเหมือนกัน เดิน ไม่ควรมีข้อจำกัดทางการตลาด ถ้าเป็นในทีวี ก็ต้องคิดแล้ว กลืนมาเหมือนปลาว่ายมาเป็นฝูงๆ จำไม่ได้สักตัว ผมรู้สึกไม่ปลอดภัยในการต้องเป็น ว่าใครจะมาดู ลูกค้าจะเป็นอะไร แต่นี่ไม่ต้องเลย แค่ความ อย่างนั้น มันเป็นความรู้สึก มันเป็นตัวตน ผมถูกเลี้ยงมาในครอบครัวที่มีกันเล็กๆ น่าสนใจเล็กๆ แค่นี้ผมว่ามันก็เป็นรายการทีวีได้แล้ว
แต่ทำไมทุกคนเหมือนกันหมดเลย ผมรู้สึกไม่ปลอดภัยในความเหมือน บางคนอาจรู้สึก แล้วก็ไม่ได้ใช้ชีวิตอ้างอิงกระแสมาแบบวัยรุ่นที่ควรจะเป็น ทำให้มีเวลาอยู่กับตัวเองมาก ได้อ่านหนังสือมาก มันทำให้สนิทกับตัวเองมาก ทาให้พื้นฐานความคิดของผมเริ่มมา จากภายในก่อน ในขณะที่คนทั่วไปพักเที่ยง เฮ้ย! แก กินอะไรดีวะ เสาร์นี้เที่ยวไหนดีวะ ถามคนอื่นก่อนเลย คนปกติจะรู้สึกปลอดภัยเมื่อได้ทำอะไรตามคนอื่น แต่ของผม จะคิดก่อน พอนึกออกก็ไปเลย เฮ้ย! เดี๋ยวจะไปกินข้าวหน้าเป็ด ไปด้วยกันมั้ย ถ้ากินก็ไป ถ้าไม่ไปผมก็กินคนเดียว ไม่ได้รู้สึกว่าการกินข้าวคนเดียวเป็นเรื่องแย่หรือต้อยต่ำอะไร
"
1 KEEP
GM
0 LOVES
COMMENT