3. นกเพนกวิน อุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยก็ส่งผลต่อนกเพนกวินได้  อย่างในช่วงทศวรรษหกศูนย์ถึงแปดศูนย์นั้น  อุณหภูมิน้ำทะเลเพิ่มขึ้นในช่วง 0.97-0.3  องศาเซลเซียสต่อทศวรรษ  แม้แลดูน้อยนิด  แต่กลับไปส่งผลต่อจำนวนของนำเพนกวินหลายพันธุ์  เช่น  เพนกวินจักรพรรดิ  เพนกวินร็อคฮ็อปเปอร์  และเพนกวินอะเดลี แต่ยังไม่แน่ชัดนักว่าเกิดอะไรขึ้น  นักวิทยาศาสตร์บางคนเชื่อว่าเป็นเพราะปริมาณน้ำแข็งในแถบแอนตาร์กติกลดลง  และนกเพนกวินเหล่านี้ต้องใช้น้ำแข็งในการขยายพันธุ์  แต่ก็มีนกเพนกวินบางสายพันธุ์ที่ได้ประโยชน์  เช่น  เพนกวินชินสแตร็พ  หรือเพนกวินเกนทู  เป็นต้น
NOTE เรื่อง : แอนโธนี  ภาพ : Shutter Stock

มนุษย์อาจจะป่วยไข้  เป็นหวัดง่าย  หายยาก  ไออยู่ได้ไม่รู้จักรักษาหาย  หรือเป็นภูมิแพ้ประหลาดที่รักษายากมากขึ้นเรื่อยๆ  มีเชื้อไวรัสที่โตง่ายตายยากอยู่ในตัวมากขึ้น  แค่นี้เราก็แย่แล้วละครับ  แต่สำหรับสัตว์นั้น  การเปลี่ยนแปลงของ "รูปแบบ"  ( Pattern)  ภูมิอากาศนั้น  สำหรับหลายสายพันธุ์มีค่าเท่ากับการ "ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์"  กันเลยทีเดียว  อย่างเช่นคางคกที่เรียกว่า "คางคกทองคำ" (Bufo periglenes) หรือกบฮาร์เลอควิน(Atelopus varius)  แห่งคอสตาริกานั้น  เรียกได้ว่าเกือบหายลับสาบสูญกันไปทั้งสปีชีส์กันแล้วนะครับ
อุณหภูมิเฉลี่ยที่สูงขึ้น  ทำให้ถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์หลายชนิดที่เคยอยู่บนภูเขาสูงหรืออยู่ใกล้กับขั้วโลก คือสัตว์ที่ชอบอากาศหนาวเย็น เริ่มไม่ค่อยเหมาะสมกับมันแล้ว  ฤดูหนาวที่สั้นลงยังทำให้ระบบนิเวศเกิดการ "จับคู่"  ที่ผิดพลาด  อาทิเช่นสมัยก่อนแม่นกสามารถจับหนอนบางชนิดจากในป่ามาให้ลูกนกกินได้สบายบรื๋อเพราะมีหนอนที่เติบโตในฤดูกาลนั้นๆ  อยู่  แต่พออุณหภูมิเปลี่ยนแปลงไป  หนอนชนิดนั้นๆ  อาจจะมีจำนวนน้อยลง  ก็ส่งผลต่อแม่นกในการหาอาหารมาให้ลูกนก  ผลพวงก็เลยต่อเนื่องไปเป็นลูกโซ่
นอกจากเรื่องของสัตว์แล้ว  การบานของดอกไม้และช่วงเวลาของการสร้างรังก็ยังแสดงให้เห็นชัดเจนว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงไป  เช่นในอังกฤษ  ซึ่งมีการบันทึกช่วงเวลาที่ดอกไม้บานย้อนหลังกลับไปถึงปี 1736  ( เพราะคนอังกฤษนั้นชอบทำสวน  และหลงรักเรื่องทางพฤกษศาสตร์กันอย่างหัวปักหัวปำ  จึงมีบันทึกเรื่องพวกนี้เอาไว้มาก)  ทำให้เราเปรียบเทียบได้ว่า  ช่วงเวลาของการที่ดอกไม้บานนั้น  มันเกิดเร็วขึ้น  โดยที่ฤดูใบไม้ผลิเริ่มต้นเร็ว  ฤดูร้อนกินเวลานานขึ้นและฤดูใบไม้ร่วงเกิดขึ้นช้าลง  เป็นต้น
ล็อบสเตอร์ถือเป็นสัญลักษณ์ของนิวอิงค์แลนด์ในอเมริกาตอนเหนือ  โดยเฉพาะล็อบสเตอร์ของรัฐเมน  เจ้ากุ้งยักษ์ที่ว่านี้อาศัยอยู่ตั้งแต่แถบลองไอส์แลนด์และนิวเจอร์ซีย์ตอนเหนือไป  จนถึงแคนาดา  มันเป็นสัตว์เลือดเย็น  อุณหภูมิร่างกายขึ้นอยู่กับน้ำที่มันอาศัยอยู่  ถ้าน้ำอุณหภูมิสูงขึ้นมันจะต้องใช้พลังงานในการหายใจมากขึ้น  ทำให้เหลือพลังงานสำหรับเรื่องอื่นๆ  น้อยลง  มันยังมักอพยพไปกับกระแสน้ำเย็น  เช่นขึ้นไปในที่แถบละติจูดสูงๆ  เป็นต้น
อุณหภูมิน้ำที่สูงขึ้นทำให้มันต้องการออกซิเจนมากขึ้น  แต่ในน้ำที่อุณหภูมิสูงขึ้นนั้น  ออกซิเจนละลายจะมีปริมาณลดลง  นั่นจึงเป็นปัญหาขัดแย้งที่ทำให้ล็อบสเตอร์เกิดอาการเครียดและเกิดโรคติดเชื้อแบคทีเรียที่เปลือกโรคที่ว่านี้เริ่มพบมากขึ้นในช่วงหลังๆ  ซึ่งพบว่าสัมพันธ์กับจำนวนวันที่อุณหภูมิของน้ำสูงเกิน 20 C แต่กระนั้นก็พบว่าล็อบสเตอร์ในอ่าวเมนเพิ่มจำนวนมากขึ้น  ซึ่งอาจเป็นไปได้หลายสาเหตุ เช่น  น้ำอุณหภูมิสูงขึ้น  ทำให้ปลาค๊อดที่เป็นผู้ล่าลดจำนวนลง  ล็อบสเตอร์จึงเพิ่มจำนวนขึ้น เป็นต้น น้ำทะเลที่ทั้งมีอุณหภูมิและระดับสูงขึ้นนั้น  ส่งผลต่อเต่าทะเลของโลกอย่างแน่นอน  ไม่ว่าจะเป็นสายพันธุ์อะไรก็ตาม  การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศส่งผลต่อเต่าทะเลได้สามแบบ  อย่างแรกคือน้ำทะเลสูงขึ้น  แต่เต่าทะเลตัวเมียจะต้องขึ้นฝั่งมาไข่บนชายหาด  การกัดเซาะชายหาดทำให้มีที่สำหรับออกไข่น้อยลง  แถมสัตว์ผู้ล่ายังเข้ามาขุดหาไข่ได้มากขึ้นด้วย  โดยเฉพาะแถบมัลดีฟส์และเกรตแบร์ริเออร์รีฟ  อย่างที่สอง  อุณหภูมิที่สูงขึ้นทำให้มีโอกาสที่อุณหภูมิของทรายที่กลบฝังไข่สูงเกินไป  (คือสูงกว่า 34 C) และสุดท้าย  อุณหภูมิที่สูงขึ้นทำให้อัตราส่วนระหว่างเต่าตัวผู้กับตัวเมียเปลี่ยนไป  เพราะอุณหภูมิขณะฟักของเต่าจะมีผลต่อเพศของมัน  ทำให้ไข่ฟักออกมาเป็นเต่าตัวเมีย  มันจึงสืบพันธุ์ต่อไปไม่ได้ สำหรับปลาค้อดนั้น  เชื่อกันว่าอุณหภูมิมีผลอย่างยิ่งต่อช่วงเวลาของการวางไข่  ซึ่งย่อมมีผลต่อการเติบโตและอยู่รอดของลูกปลาค็อด  ถ้าหากอุณหภูมิสูงเกินกว่า 54 องศาฟาเรนไฮต์  ลูกปลายากจะมีโอกาสรอดชีวิต  แต่เดิมนั้น ในแถบจอร์จส์แบงค์ ( George's Bank)  บนชายฝั่งของรัฐแมสซาซูเซตส์  คือที่ในอุดมคติของการเติบโตและสืบพันธุ์ของปลาค็อดกันเลยทีเดียว  เพราะว่ากระแสน้ำอุ่นและกระแสน้ำเย็นมาพบกันตรงนี้  จึงมีอาหารมากมายให้พวกมันกิน  ปลาค็อดนั้นถือเป็นอาหารหลักอย่างหนึ่งของชาวนิวอิงแลนด์  (ถึงขนาดนำชื่อไปใช้เป็นที่พักตากอากาศสำคัญอย่าง(Cape Cod)  แต่อุณหภูมิที่สูงขึ้นทำให้ไม่เหมาะสมต่อการขยายพันธุ์  จึงทำให้ปลาค็อดลดจำนวนลง  แล้วส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังสิ่งมีชีวิตอื่น  เช่นล็อบสเตอร์  อย่างที่ว่าไว้ข้างต้น
Board: Music
(0)
Share
GM
Keep by GM
2469
FOLLOWER

3. นกเพนกวิน

"อุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยก็ส่งผลต่อนกเพนกวินได้ อย่างในช่วงทศวรรษหกศูนย์ถึงแปดศูนย์นั้น อุณหภูมิน้ำทะเลเพิ่มขึ้นในช่วง 0.97-0.3 องศาเซลเซียสต่อทศวรรษ แม้แลดูน้อยนิด แต่กลับไปส่งผลต่อจำนวนของนำเพนกวินหลายพันธุ์ เช่น เพนกวินจักรพรรดิ เพนกวินร็อคฮ็อปเปอร์ และเพนกวินอะเดลี แต่ยังไม่แน่ชัดนักว่าเกิดอะไรขึ้น นักวิทยาศาสตร์บางคนเชื่อว่าเป็นเพราะปริมาณน้ำแข็งในแถบแอนตาร์กติกลดลง และนกเพนกวินเหล่านี้ต้องใช้น้ำแข็งในการขยายพันธุ์ แต่ก็มีนกเพนกวินบางสายพันธุ์ที่ได้ประโยชน์ เช่น เพนกวินชินสแตร็พ หรือเพนกวินเกนทู เป็นต้น"
1 KEEP
GM
0 LOVES
COMMENT