โขดหิน Faraglioni สามพี่น้อง      เรือลอดเข้าไปในใต้โขดหินใหญ่อันเป็นสัญลักษณ์ของคาปรี แล้วพาเราแล่นไปไกลจนถึงประภาคารเก่าแก่ที่ชื่อ พันตา คารีนา (Puta Carena Lighthouse) ซึ่งตั้งอยู่บนแหลมทางตะวันตกเฉียงใต้ของเกาะ แล้วหลังจากนั้นเรือก็กลับลำ พาเรามาหยุดอยู่ที่กร็อตโตแห่งหนึ่งคำว่า กร็อตโต หรือ Grotto หมายถึงถ้ำ แต่สำหรับคาปรีแล้ว คำว่ากร็อตโต ย่อมไมใช่ถ้ำที่อยู่บนพื้นดิน ทว่าเป็นหลืบผาที่เกิดจากน้ำทะเลสีครามเข้มสาดซัดเซาะหินปูนสีขาว จนเกิดเป็นโตรกหิน และกลายเป็นถ้าในน้ำที่มีหลากหลายขนาด
      กร็อตโตของคาปรีไม่ใช่ถ้ำธรรมดา แต่คือถ้ำที่เพดานมีแสงสาดส่งลงมาได้ โดยแสงที่ตกลงมาบนผิวน้ำจะสะท้อนกลับขึ้นไปยังเพดานของกร็อตโต แล้วแสงบนนั้นก็สะท้อนกลับลงมาอีกชั้นหนึ่ง ผิวน้ำบริเวณนั้นๆ จึงกลายเป็นสีจัดจ้านยิ่งกว่าที่เคยเห็นในที่อื่นใด มีทั้งสีฟ้าจัดราวกับทอร์คอยซ์และสีเขียวสดราวกับมรกตที่มีเลื่อมพรายอยู่ในนั้น
เรือพาเรามาหยุดตรงกร็อตโตที่เรียกว่ากรีนกร็อตโต ซึ่งมีน้ำเป็นสีฟ้าอมเขียวแสนสวย เรือนหยุดอยู่ตรงนั้นเนิ่นนาน ชวนให้หลายคนสงสัยว่า จะหยุดไปเพื่ออะไร
       แต่แล้วในบัลดลก็เกิดเรื่องประหลาดใจ !
เงือกสาวสวยนางหนึ่งตวัดหางออกมาจากกรีนกร็อตโตแห่งนั้น เธอว่ายน้ำเข้ามาหาลำเรือด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ว่ายวนไปมาอยู่ในกร็อตโตสักพัก ก่อนจะชูแขนขึ้นมาให้เราเห็นว่า นางเงือกหรือนางไซเรนผู้เป็นสัญลักษณ์หางคาปรีนั้นสวมใส่นาฬิกา Omega รุ่นใหม่ในชื่อที่สอดรับกับคาปรีอย่างยิ่งว่า Planet Ocean Chronograph โดยเรือนนี้เป็น Omega เรือนสีส้มที่ผลิตโดยเทคโนโลยีล้ำสมัย Liquid Metal
นี่คือการต้อนรับที่ผ่านการ ‘คิด’ ให้เรื่องราวในประวัติศาสตร์ ตำนานปรัมปรามาสอดรับกับการเปิดตัวนาฬิกาใหม่ที่ละเอียดอ่อนเป็นอย่างยิ่งและรู้สึกเหมือนได้ยินเสียงเพลงของนางไซเรนผมจะไปจากคาปรีได้ละหรือบนเรือที่แล่นรอบเกาะคาปรี
   1 ค่ำวันนั้น ในอ่างล้างหน้ากระเบื้องพอร์ซเลนเก่าแก่ของโรงแรมเก่าแก่อย่างควิสิซานา (Qvisisana) บนเกาะคาปรี ที่ซึ่ง ออสการ์ ไวลด์ และ ทอม ครูซ เคยมาระเหยชีวิตบางเสี้ยวกับสายลมแห่งเมดิเตอร์เรเนียนที่นี่, ผมพบขวดไวน์และจดหมายเสมือนนั่นคือ Message in the Bottle ที่ใครบางคนวางมันไว้บนพลิ้วผืนของคลื่นคราม แล้วล่องลอยมาหาเราผู้มาจากแดนไกลเมื่อเปิดจุกคอร์กออก สาส์นภายในร่วงหล่นลงมาในนั้นไม่ใช่จดหมายรักหรือการขอความช่วยเหลือ
ทว่าคือเรื่องเล่าของเหล่านางเงือก ผู้มีชื่อว่า นางไซเรน
       ในมหากาพย์โอดิสซีย์ โฮเมอร์บรรยายถึงสถานที่แห่งหนึ่งซึ่งน่าจะเป็นเกาะคาปรี ที่ซึ่งโอดิสซิอุสและกะลาสีเรือของพวกเขาถูกยั่วยวนโดยบทเพลงของนางไซเรน เพราะคาปรีเชื่อมโยงกับนางไซเรนและเหล่านางเงือกมาเนิ่นนาน จึงยังเป็นไปได้ที่เราจะจินตนาการถึงเสียงร้องยั่วยวนเยี่ยงหญิงที่ดังมาจากหมู่หินของนางไซเรน (Scoglio delle Sirene) ลวงผู้ได้ยินให้มาสู่ชายฝั่งของเกาะนี้
        โอดิสซิอุสเป็นหนึ่งวีรบุรุษในวรรณคดีคลาสิกที่อดทนที่สุด เขาให้คนมัดตัวเขาไว้กับเสากระโดงเรือและสั่งคนของเขาให้นำขี้ผึ้งมาอุดหูไว้ เพื่อไม่ให้ได้ยินและถูกล่อลวงโดยเสียงเพลงของนางไซเรน เขาเตือนกะลาสีว่า อย่าแก้มัดเขา ไม่ว่าเขาจะวิงวอนให้คนเหล่านั้นทำมากเพียงใดก็ตามมีการตีความมากมายถึงเรื่องราวของนางไซเรนบางครั้งพวกนางก็ได้รับการพรรณนาว่ามีลักษณะเหมือนนก แต่บ่อยครั้งกว่าที่พวกนางมีลักษณะเป็นนางเงือก  แต่บุคลิกหนึ่งที่ทุกเรื่องเล่าล้วนมีเหมือนกันก็คือ เสียงร้องของพวกนางนั้นสุดต้านทาน และไม่มีใครยั้งใจไว้ไม่ให้หลงใหลทุกวันนี้ ผู้มาเยือนคาปรียังคงตกอยู่ในมนต์สะกดของเกาะ ทว่า…เสียงเพลงของนางไซเรนยังล่อลวงพวกเขาได้อยู่อีกไหม คุณได้ยินเสียงเพรียกเรียกคุณในแบบที่แทบไม่อาจต้านทานไหม มีความเย้ายวนหนึ่งซึ่งคุณทุรนไร้อำนาจจะเอาชนะไหม หากมีละก็คุณไม่ได้โดดเดี่ยวหรอก เพราะนั่นเพียงแต่แปลว่า คุณจะไม่อยากจากคาปรีและมนต์เสน่ห์ของสถานที่แห่งนี้ไปอีกตลอดกาลเท่านั้นเอง สาส์นนั้นประทับตราผู้ส่งด้านล่างไว้ว่า
Omega Seamaster
เนเปิลส์ เมืองสวยที่ได้ชื่อว่ามีขยะมากที่สุดในอิตาลี
2 เหตุใดผู้ชาญสมุทร หรือ Seamaster จึงพาผมมาที่เกาะแห่งนี้ทำไมต้องคาปรี ?
   ในหนังเรื่อง Talented Mr. Ripley แม้ฉากหนึ่งในหนังจะไม่ได้บอกว่าเป็นคาปรี ทว่าเกาะคาปรีก็ปรากฏให้เห็นอยู่ด้านหลังที่สำคัญกว่านั้นก็คือ ผมจำทะเลได้จำทะเลได้ ? 
   ไม่มากไปหน่อยหรือ ที่จะบอกว่าจดจำ ‘ผืนทะเล’ ที่ใดที่หนึ่งได้ ทะเลมี ‘เอกลักษณ์’ ขนาดนั้นเลยหรือแต่คุณเชื่อไหมว่า หากครั้งหนึ่งคุณได้เห็นทะเลของคาปรี คุณจะไม่มีวันลืมเลือนที่แห่งนั้นไปตลอดกาลผมเห็นเมดิเตอร์เรเนียนมาหลากหลายภาพ ตั้งแต่เมดิเตอร์เรเนียนใกล้มหาสมุทรแอตแลนติกที่โปรตุเกส เมดิเตอร์เรเนียนที่สุดทางด้านในกับริมชายหาดเมืองเทลอาวีฟของอิสราเอล เมดิเตอร์เรเนียนสีฟ้าจัดคล้ายเทอร์คอยซ์ของซานโตรินีแห่งกรีซ และกระทั่งเมดิเตอร์เรเนียนของแอฟริกาเหนืออย่างที่อียิปต์และคลองสุเอซไม่มีที่ไหนเหมือนกันเลย
       สำหรับคาปรี ทะเลของที่นี่เป็นสีครามเข้ม ทว่าภูเขาหินปูนที่กอปรร่างขึ้นมาเป็นตัวเกาะจะคอยส่องสะท้อนแสงจากสีครามเข้มนั้นให้เห็นเป็นสีฟ้าจัดอยู่ตามที่ต่างๆ จนเกิดเป็นบลูกร็อตโตอันลือชื่อไปทั่วโลกถึงความงามของที่แห่งนี้
หากจะจดรายนามผู้ที่เคยมาเยือนคาปรี บางทีอาจต้องใช้สมุดเล่มใหญ่ แม่ไม่นับเหล่าจักรพรรดิกรีกที่ค้นพบคาปรีเมื่อ     หลายพันปีก่อน คน ‘รุ่นหลัง’ ที่หลงใหลคาปรีราวกับที่นี่มีเสียงเพลงของนางไซเรนอยู่จริงๆ มีมากมาย นับตั้งแต่ นักเขียนชื่อดังของโลก ตั้งแต่ออสการ์ ไวลด์ ผู้ควงคู่มากับคู่รักหนุ่มอย่างลอร์ดอัลเฟรด ดักลาส ในปี 1897 หรือนักเขียนอย่างซอมเมอร์เซ็ต มอห์ม ซึ่งความหลงใหลคาปรี ของเขาปรากฏร่างอยู่ในเรื่องสั้นอย่าง The Lotus Eater หรือแม้กระทั่ง ดี.เอซ. ลอว์เรนซ์ ผู้เรียกเกาะแห่งนี้ว่าเป็นหมู่เกาะกินปูนที่เต็มไปด้วยวิลลา เรื่องซุบซิบ ไฮโซ และเป็นแถบถิ่นเล็กๆ ซึ่งสวรรค์สรรค์สร้าง แต่มนุษย์ไม่ควรได้รับเครดิตความงามใด
     นอกจากนี้ยังมีนักเขียนฝีปากกล้าอย่าง เฮนรี่ เจมส์, จอร์จ เบอร์นาร์ด ซอว์, แมกซิม กอร์กี้ และโจเซฟ คอนราด ทว่าที่ทำให้ผมต้องเดินออกไปบนเกาะเพื่อตามหาวิลลาที่เขาเคยมาพำนัก ก็คือนักเขียนผู้มีนามว่า ปาโบล เนรูด้า ซึ่งถ้าคุณจำภาพยนตร์แสนงามเรื่อง I| Postino หรือ The Postman ได้คุณจะรำลึกถึงเนรูด้าและบทกวีแสนอ่อนหวานของเขาเขาเคน ‘ต้อง’ มาอยู่ที่คาปรีด้วยความขัดแย้งทางการเมืองพักใหญ่ และความสัมพันธ์ของเขากับบุรุษไปรษณีย์คนหนึ่งก็ได้กลายมาเป็นแก่นแกนหลักในภาพยนตร์เรื่องนั้น
     ไม่ใช่เพียงนักเขียนเท่านั้นที่หลงใหลคาปรี กระทั่งนักการเมืองที่เราอาจคิดว่าโหดหินอย่าง วลาดิเมียร์ อิลลิช เลนิน ต้นตำหรับลัทธิคอมมิวนิสต์แบบสหภาพโซเวียต ก็ยังเคยมาเยือนเกาะแห่งนี้ในปี 1910 และถึงกับพูดออกมาว่า คาปรีทำให้เราลืมเลือนทุกสิ่งทุกอย่าง
    แต่นั่นยังไม่หมด เพราะยังไม่ได้เอ่ยถึงคนดังและดาราอีกมากที่เคยมาเยือนที่แห่งนี้ ตั้งแต่ ริดา เฮย์เวิร์ด, คลาร์ก เกเบิล หรือโซเฟีย ลอเรน สองคนหลังนี้มาถ่ายทำภาพยนตร์ เรื่อง It Started in Naples ด้วยกัน รวมไปถึงมหาเศรษฐีกรีกอย่าง อริสโตเติล โอนาสซิส ที่เคยควงคู่มากับภรรยาคนดังทั้งคนแรกอย่างมาเรีย คาลลาส นักร้องโอเปร่าชื่อก้องโลกและกลับมาอีกครั้งกับอีกภรรยาคนสวยอย่างแจ็คเกอลีน โอนาสซิส ไม่นับแขกประจำของคาปรีอีกคนหนึ่งคือเจ้าหญิงเกรซแห่งโมนาโก หรือดาราดังยุคใหม่อย่างทอม ครูซพวกเขามาทำไมพวกเขาหลงใหลอะไรกับเกาะแห่งนี้
นั่นคือสิ่งที่ผมกำลังพยายามหาคำตอบ    3 งานเลี้ยงรับรองของ Omega ในเย็นวันแรกจัดขึ้นที่สวนแห่งหนึ่งทางด้านใต้ของเกาะสวนแห่งนั้นมีชื่อว่าสวนออกุสตุสตามชื่อของจักรพรรดิกรีก สายลมของต้นฤดูร้อนพัดแผ่วแชมเปญและแอนดิปาสดีเสิร์ฟมาไม่ขาดสายราวล่องลอยมากับสายลม ที่ไม่พึงพลาดการลิ้มลองก็คือ มอสซาเรลลาซีส อันเป็นที่สุดแห่งชีสของอิตาลีและของโลก เพราะนี่คือชีสที่ได้มาจากวัวซึ่งกินหญ้าอันงอกขึ้นจากดินอันอุดมเชิงภูเขาไฟวิสุเวียส ใช่! มหาภูเขาไฟวิสุเวียส ที่เคยถล่มปอมเปอีจนพังพินาศจมหายไปเมื่อนานมาแล้วนั่นแหละ ทั้งเนเปลส์ คาปรี และเมืองในแถบอ่าวเนเปิลส์ทั้งหลาย ล้วนอยู่ใต้เงื้อมเงาและอิทธิพลมโหฬารของภูเขาไฟวิสุเวียสกันทั้งสิ้น คาปรีนั้นอาจอยู่ห่างออกมาในทะเลมากหน่อย ทว่าเมื่อนั่งเรือจากเนเปิลส์มาคาปรี เราจะเห็นและตระหนักถึงความยิ่งใหญ่ของวิสุเวียสได้ตลอดทาง
    จากสวนสวยบนโตรกผาสูงแห่งนั้น แขกในงานสามารถทิ้งสายตาดิ่งลึกลงไป 90 องศา แล้วเห็นเส้นทางคดเคี้ยวราวกับแนวผ้าที่พับเป็นจีบย่นได้ชัดเจน นั่นคือถนนเส้นที่ลือชื่อที่สุดในโลกแห่งนี้ มีชื่อว่าเวียครุปป์ (Via Kupp) ถนนเส้นนี้คือความมหัศจรรย์ทางวิศวกรรมเส้นหนึ่ง สร้างขึ้นโดยชาวเยอรมันชื่อ ฟรีดริช อัลเฟร็ด ครุปป์ เป็นถนนที่ทอดคดเคี้ยวไต่ระดับความสูงดิ่งลงไปถึง 100 เมตร ซึ่งไม่ใช่การสร้างถนนที่ทำได้โดยง่าย
จากสวนออกุสตุส เราไม่ได้เห็นเฉพาะถนนเวียครุปป์เท่านั้น แต่ยังได้เห็นสามพี่น้องโขดหินใหญ่อันเป็นสัญลักษณ์ของคาปรีอีกด้วย โขดหินที่ว่านี้เรียกรวมๆ ว่า Faraglioni แต่มีการตั้งชื่อให้กับแต่ละโขดหิน ได้แก่ สเตลลา, เมซโซ และสโกโปโล (หรือฟูโอรี) โดยที่โขดหินตรงกลางนั้นมีช่องตรงกลางคล้ายประตูให้เรือแล่นตัดผ่านเข้าไปได้
และในวันรุ่งขึ้น เราจะได้ล่องเรือชมความงามนั้นของคาปรี
    4 วันรุ่งขึ้น ผมฮัมเพลง Funicull Funicule อันเป็นเพลงดังของเนเปิลส์อยู่ในใจ เมื่อรู้ว่าจะได้นั่งรถรางที่เรียกว่า ฟันนิคูลาร์ (Funicular) จากใจกลางเมืองคาปรีตัดดิ่งลงมายังท่าเรือที่เรียกว่า มาริก้ากันเต้ หรือท่าเรือใหญ่ (คาปรีมีอีกท่าเรือหนึ่งเรียกว่า มารินาปิ๊กโกโล หรือท่าเรือเล็ด อยู่ใกล้ๆ กับถนนเวียครุปป์นั่นแหละครับ) ระหว่างทาง ผมเห็นผลเลมอนสีเหลืองสุกเปล่งปลั่งประกายล้อแสงแดดอยู่สองข้างทาง แทบว่าจะเอื้อมมือไปปลิดออกมากินได้
เลมอนเป็นผลไม้ของคาปรีและเนเปิลส์อย่างแท้จริง แต่ที่ไม่ได้นำเลม่อนมาคั้นขายเป็นน้ำมะนาว หรือทำเป็นน้ำผึ้งรสเลมอนขายเท่านั้นหรอกนะครับ ยังมีเครื่องดื่มเลื่องชื่ออย่างหนึ่งที่ทำจากเลม่อน คือ เลมอนเชลโล อันเป็นเหล้าหวานตำรับเฉพาะของแถบเนเปิลส์ที่ไม่ควรพลาดการลิ้มลองรถรางพาเรามาถึงท่าเรือมารินากรันเด้ อันคึกคักและขวักไขว่ เสน่ห์ของคาปรียังล้นเปี่ยมด้วยน้ำทะเลสีคราม ท้องฟ้าสีฟ้า ที่เส้นขอบฟ้า ผมมองเห็นตัวเมืองสีขาวของซอเรนโตอยู่จางๆ เมืองนี้คือเมืองดังที่เป็นต้นเหตุของเพลงรักอย่าง Come Back to Sorrento ที่แสนโรแมนติก
     บนเรือ เราเห็นภูเขาหินปูนสีขาวเก่าแก่คำบอกเล่าของไกด์พาผมกลับสู่อดีต ในวันเวลาซึ่งจักรพรรดิออกุสตุส (Augustus) และทิเบริอุส (Tiberius) ทรงหลงใหลเกาะแห่งนี้ กระทั่งยอมแลกเกาะคาปรีกับเกาะอื่นที่ใหญ่กว่ากับพวกโรมัน เพื่อจะได้ ‘ถอนตัว’ ออกจากความวุ่นวายในการครองราชย์ และมาพักผ่อนที่นี่จักรพรรดิออกุสตุสนั้น ทรงขนานนามคาปรีว่าเป็น อปราโกโปลิส (Apragopolis) ซึ่งมีความหมายว่า City of Do Nothings หรือเมืองแห่งการไม่ทำอะไร จักรพรรดิทิเบริอุสก็เช่นกัน พระองค์ทรงมองหาความสงบและความสันโดษจากคาปรี ทรงเนรเทศพระองค์เองมาอยู่ที่นี่ ในที่ซึ่งหน้าผาสูงและน้ำลึกทำให้ผู้คนตามหาพระองค์ไม่พบสิ่งทั้งปวงช่างหน้าเบื่อหน่าย ราวกับว่าไม่มีเกาะคาปรีอยู่บน   โลกกระนั้นทว่าคาปรีดำรงอยู่ 
ด้วยความเจิดจ้าของดอกไม้
เกาะทั้งเกาะคือหญิงสาวใส่หมวกปีกกว่างสีชมพู
วลาดิเมียร์ มาจาคอฟสกี
กวีชาวรัสเซีย Planet Ocean อยู่ในครอบครัวคอลเลกชั่น Seamaster อันลือลั่นและครองใจคนรัก Omega  มานานนับสิบๆ ปี ถือว่าเป็นนาฬิกาสำหรับนักดำน้ำมืออาชีพ โดยในคอลเลกชั่นใหม่นั้น ใช้นวัตกรรมเทคโนโลยี Calibre Co-Axial อันล้ำยุค ซึ่งกลไกที่ว่านี้ มีทั้งกลไกอัตโนมัติ Calibre 8500/8501 กลไกอัตโนมัติ Calibre 8520/9301 ที่ผ่านการติดตั้งด้วยบาลานซ์สปริงซิลิคอน Si14 ที่ให้ความเสถียร กับเทคโนโลยี Liquid Mental ที่ใช้ทำขอบหน้าปัดจึงทำให้ Planet Ocean เป็นนาฬิกาที่ทรงคุณค่าในตัวเองพร้อมกับคุณค่าที่มาจากความรักในผืนทะเล     5นาฬิกาแสนสวนที่ผุดขึ้นมาจากทะเลนั้น ไม่ได้เป็นเพียงสัญลักษณ์ของของขวัญจากท้องทะเลสำหรับนักดำน้ำเท่านั้น แต่ยังเป็นวิธีการอันสร้างสรรค์ที่ Omega ได้น้ำมาใช้เพื่อบอกต่อโลกว่า Omega เห็นถึงคุณค่าของท้องทะเลมากเพียงใดอีกด้วย
    บ่ายวันนั้น เราได้สัมภาษณ์ประธานของ Omega ไม่ใช่ในห้องผู้บริหารเรียบหรูที่ไหน ทว่า สตีเฟน เออร์ควาร์ท (Stephen Urquhart) นั่งให้สัมภาษณ์กับเราใต้โครงไม้สีขาวที่มีผ้าสีขาวโบกสะบัดไปตามแรงลมริมทะเลเมดิเตอร์เรเนียน บนโขดหินเก่าแก่ของคาปรีที่เพียงมองออกไป ก็จะเห็นโขดหิน Faraglioni ได้เต็มตา
สตีเฟนเล่าให้ฟังถึงความก้าวหน้าต่างๆของ Omega โดยเฉพาะกับการเปิดตัว Seamaster Planet Ocean รุ่นใหม่ ซึ่งติดตั้งด้วย Omega Co-axial Calibre 9300/9301 อันเป็นกลไกโครโนกราฟชุดแรกและชุดพิเศษในครอบครัวกลไกปฏิบัติ Co-Axial ของ Omega คอลเลกชั่นใหม่นี้มีหลากรุ่น เฉพาะรุ่นสีส้มที่ผมเห็นอยู่บนข้อมือของนางไซเรนแสนสวยนั้น เป็นรุ่นที่มีชื่อว่า Seamaster Planet Ocean 600 M Chronography. Calibre 9300 ซึ่งกันน้ำได้ลึก 600 เมตร เพียงพอให้นางไซเรนใส่ดำน้ำลึกได้จนถึงก้นสมุทรกันเลยทีเดียว
     ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นถึงคุณค่าของความเป็น ‘ผู้ชาญสมุทร’ หรือ Seamaster อย่างแท้จริง และตอกย้ำคุณค่านั้นอีกครั้งในการเปิดตัว Planet Omega ในงานเลี้ยงอาหารค่ำของเย็นวันนั้นในค่ำคืนมหัศจรรย์ริมทะเลเมดิเตอร์เรเนียนนั้น Omega ได้ประกาศความร่วมมือกับนักกิจกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม ผู้เป็นทั้งช่างภาพและนักสร้างภาพยนตร์นามกระเดื่องอย่าง ยานน์ อาร์ธุส เบอร์แทรนด์ (Yann Arthus Bertrand) ซึ่งหากคุณจำได้ เขาเคยมาเปิดนิทรรศการ Earth from above อันลือลั่นที่ลานหน้าห้างเซ็นทรัลเวิลด์ในกรุงเทพฯ รวมถึงเป็นผู้ถ่ายภาพยนตร์เรื่อง Home ที่แสดงให้เราเห็นถึงคุณค่าของโลกและ มอสซาเรลลาชีสที่อร่อยที่สุดในสามโลก
สิ่งแวดล้อมด้วยภาพอันงดงาม โดยข่าวที่น่าตื่นเต้นของค่ำคืนนั้นก็คือ ยานน์จะร่วมมือกับ Omega ในการผลิตภาพยนตร์เรื่องใหม่ คราวนี้เป็นเรื่องราวของมหาสมุทรของโลก สมกับชื่อ Plamet Ocean ซึ่งจะเตือนให้เรารำลึกเสมอถึงความงดงามของธรรมชาติแห่งท้องทะเลอันปกคลุมพื้นผิวโลกมากถึงสองในสามและถือได้ว่าเป็น ‘แหล่งกำเนิด’ สรรพชีวิตบนโลกใบนี้
   แต่เซอร์ไพรส์แห่งค่ำคืนมหัศจรรย์ยังไม่หมดเพียงนั้น เพราะลำดับถัดมา เราได้ประหลาดใจกับการปรากฏตัวของแขกรับเชิญอีกท่านหนึ่ง ซึ่งถือได้ว่าเป็น ‘เพื่อนของ Omega’ มาเป็นเวลายาวนานกว่า 40 ปี 
ถ้าถามว่าเขาเป็น ‘เพื่อน’ กับ Omega มาตั้งแต่เมื่อไหร่ คำตอบที่คุณจะประหลาดใจก็คือ-ตั้งแต่เขา ‘เดินอยู่บนดวงจันทร์’ โน่นแน่ะครับ
   ใช่แล้ว! แขกรับเชิญคนสำคัญในค่ำคืนนี้ก็คือ บัซ อัลดริน หรือ เอ็ดวิน อัลดริน มนุษย์คนที่สองที่ได้ย่างเท้าลงไปเหยียบดวงจันทร์ในปี 1969 นั่นเองในตอนนั้น ตอนที่เขาก้าวเท้าลงบนดวงจันทร์ บัซสวมใส่นาฬิกา Speedmaster ของ Omega จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจแต่อย่างใด ที่เขาจะมาร่วมงานในวันนี้ด้วย
บัซคือมนุษย์เพียงไม่กี่คนที่ได้เห็น Planet Ocean อย่างเต็มตาจากที่ไกลแสนไกลในอากาศ!
เขาเล่าให้เราฟังว่าเขารักท้องทะเลมากเพียงใดและการที่เขาได้เห็นท้องทะเลทั้งจากการดำน้ำและจากที่ที่ไกลโพ้นบนดวงจันทร์ ก็ยิ่งทำให้เขาอัศจรรย์ใจกับความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ และปรารถนาจะทำทุกสิ่งเพื่อร่วมกันอนุรักษ์ผืนทะเลสีครามเข้มนี้ไว้
   นั่นจึงเป็นเหตุผลง่ายๆที่ทำให้เขามาอยู่ในค่ำคืนนี้และอาจเป็นเหตุผลง่ายๆ ที่แขกรับเชิญทุกคนได้มาอยู่ที่นี่ในค่ำคืนนี้ด้วยเช่นกันค่ำคืนแห่งความมหัศจรรย์และเรื่องน่าประประหลาดใจที่คาปรี

6 บ่ายสุดท้ายบนคาปรี ผมลัดเลาะไปตามทางเดินเล็กๆ ที่ลัดเลี้ยวไปมา มีผู้คนเดินสวนบ้างในบางคราว แต่โดยรวมแล้ว คาปรีนิ่งสงบต้นสนส่ายใบทักทายในจังหวะเดียวกับริ้วคลื่นสีครามเข้มเบื้องล่าง,พวกมันขยับเคลื่อนด้วยสายลมเดียวกันผมยืนอยู่หน้าวิลลาที่ปาโบล เนรูต้า  เคยมาพำนักอยู่ คิดถึงบทกวีบางบทของเขา โดยเฉพาะบทที่มาดอนน่าเป็นคนอ่านเอาไว้ในซาวนด์แทร็คประกอบหนังเรื่อง I| Postino อยากเข้าไปในนั้นใจจะขาด แต่ผมไม่มีเวลาเสียแล้ว อีกไม่นานนัก ผมก็ต้องจากคาปรี เพื่อเดินทาง ‘กลับบ้าน’เหมือนที่โอติสซิอุสได้ทำมหากาพย์เรื่องโอติสซีย์
ผมไม่ได้มัดตัวเองไว้กับเสากระโดงเรือ ไม่ได้เอาขี้ผึ้งมาอุดหู ผมจึงได้ยินเสียงเพรียกหาของนางไซเรนแจ่มชัดอยู่ในความทรงจำ และรู้สึกคล้ายถูกฉุดรั้งเอาไว้ที่นี่
 คาปรีกับ Planet Ocean คาปรีกับ Seamaster นี่คือเรื่องราวของผู้คนที่รักทะเล กับผีทะเลที่ทรงความหมายมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ผมแน่ใจแล้วว่า, เรามาที่นี่กันเพื่ออะไร      คาปรี คือเกาะในทะเล Tyrrhenian Sea ของอิตาลี อยู่ตรงปลายคาบสมุทร Sorrentine (ซึ่งคือที่ตั้งของเมืองซอเรนโต) อยู่ทางตอนใต้ของอ่าวเนเปิลล์ ถือว่าอยู่ทางตอนใต้ของอิตาลี ในแคว้นที่ชื่อ คัมปาเนีย (Campania) ที่นี่ถือเป็นเมืองพักผ่อนที่ลือชื่อมาตั้งแต่ยุคโรมัน
      บนเกาะมีเมืองอยู่สองเมือง คือคาปรีกับอนาคาปรี (ซึ่งอยู่สูงกว่า) ลักษณะของเกาะเป็นภูเขาหินปูนสูงชัน จึงทำให้ทิวทัศน์ที่งดงามอย่างยิ่ง บนเกาะมีสิ่งก่อสร้างที่มีชื่อเสียงหลายแห่ง เช่น คาซามาลาปาร์เต (Casa Malaparte) ที่มีชื่อเสียงในด้านสถาปัตยกรรม หรือโรงแรมที่เลอเกอร์บูซิเยร์เป็นผู้ออกแบบ เป็นต้น
ชื่อ Capri นั้นไม่รู้ที่มาแน่ชัด บ้างบอกว่าเป็นคำกรีกโบราณว่า Kapros แปลว่าหมูป่า เพราะมีหมูป่าบนเกาะมาก แต่บ้างก็ว่ามาจากภาษาโรมัน หมายถึง เกาะแห่งแพะ หรือบางแห่งก็บอกว่าเป็นภาษาอิทรัสคัน แปลว่า หิน
Board: Roaming
(0)
Share
GM
Keep by GM
2467
FOLLOWER

โขดหิน Faraglioni สามพี่น้อง

" เรือลอดเข้าไปในใต้โขดหินใหญ่อันเป็นสัญลักษณ์ของคาปรี แล้วพาเราแล่นไปไกลจนถึงประภาคารเก่าแก่ที่ชื่อ พันตา คารีนา (Puta Carena Lighthouse) ซึ่งตั้งอยู่บนแหลมทางตะวันตกเฉียงใต้ของเกาะ แล้วหลังจากนั้นเรือก็กลับลำ พาเรามาหยุดอยู่ที่กร็อตโตแห่งหนึ่งคำว่า กร็อตโต หรือ Grotto หมายถึงถ้ำ แต่สำหรับคาปรีแล้ว คำว่ากร็อตโต ย่อมไมใช่ถ้ำที่อยู่บนพื้นดิน ทว่าเป็นหลืบผาที่เกิดจากน้ำทะเลสีครามเข้มสาดซัดเซาะหินปูนสีขาว จนเกิดเป็นโตรกหิน และกลายเป็นถ้าในน้ำที่มีหลากหลายขนาด
กร็อตโตของคาปรีไม่ใช่ถ้ำธรรมดา แต่คือถ้ำที่เพดานมีแสงสาดส่งลงมาได้ โดยแสงที่ตกลงมาบนผิวน้ำจะสะท้อนกลับขึ้นไปยังเพดานของกร็อตโต แล้วแสงบนนั้นก็สะท้อนกลับลงมาอีกชั้นหนึ่ง ผิวน้ำบริเวณนั้นๆ จึงกลายเป็นสีจัดจ้านยิ่งกว่าที่เคยเห็นในที่อื่นใด มีทั้งสีฟ้าจัดราวกับทอร์คอยซ์และสีเขียวสดราวกับมรกตที่มีเลื่อมพรายอยู่ในนั้น
เรือพาเรามาหยุดตรงกร็อตโตที่เรียกว่ากรีนกร็อตโต ซึ่งมีน้ำเป็นสีฟ้าอมเขียวแสนสวย เรือนหยุดอยู่ตรงนั้นเนิ่นนาน ชวนให้หลายคนสงสัยว่า จะหยุดไปเพื่ออะไร
แต่แล้วในบัลดลก็เกิดเรื่องประหลาดใจ !
เงือกสาวสวยนางหนึ่งตวัดหางออกมาจากกรีนกร็อตโตแห่งนั้น เธอว่ายน้ำเข้ามาหาลำเรือด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ว่ายวนไปมาอยู่ในกร็อตโตสักพัก ก่อนจะชูแขนขึ้นมาให้เราเห็นว่า นางเงือกหรือนางไซเรนผู้เป็นสัญลักษณ์หางคาปรีนั้นสวมใส่นาฬิกา Omega รุ่นใหม่ในชื่อที่สอดรับกับคาปรีอย่างยิ่งว่า Planet Ocean Chronograph โดยเรือนนี้เป็น Omega เรือนสีส้มที่ผลิตโดยเทคโนโลยีล้ำสมัย Liquid Metal
นี่คือการต้อนรับที่ผ่านการ ‘คิด’ ให้เรื่องราวในประวัติศาสตร์ ตำนานปรัมปรามาสอดรับกับการเปิดตัวนาฬิกาใหม่ที่ละเอียดอ่อนเป็นอย่างยิ่งและรู้สึกเหมือนได้ยินเสียงเพลงของนางไซเรนผมจะไปจากคาปรีได้ละหรือบนเรือที่แล่นรอบเกาะคาปรี
"
1 KEEP
GM
0 LOVES
COMMENT