THE  MAN  WITH HIGH  CONTRAST สีสันของชีวิตต่างขั้ว วรเวช  ดานุวงศ์ รถกอล์ฟคันนั้นแล่นผ่านหน้าไปช้า ๆ  ไม่นานก็ไปหยุดที่หน้าห้องพักพูลวิลลาของมุตติมายา-รีสอร์ท กว้างใหญ่ใกล้เขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ผู้ชายที่นั่งสบายๆ  อยู่บนเบาะหลังของรถกอล์ฟคือ  แดน  วรเวช  ดานุวงศ์  แน่นอน  นี่ไม่ใช่ภาพที่พบเห็นได้ง่าย  ด้วยว่าถ้าเป็นเมืองหลวง  เขาอาจจะเป็นเป้าจู่โจมของแฟนคลับสาวๆ  ได้ไม่ผิดกับเอลวิส  เพรสลีย์ ในยุคหกศูนย์  แต่ที่เห็นและเป็นอยู่  ผู้ชายคนนี้กำลังละเลียดอารมณ์อยู่ในแวดล้อมของต้นไม้ใหญ่เขียวขจีและดอกหญ้าชูช่อท้าสายลมผิดกับภาพหนุ่มเมืองกรุงที่เต็มไปด้วยแสงสีและ "ดอกไม้"  นานาพรรณรอให้เด็ดดม-เหมือนที่ใครบางคนอาจนึกวาดภาพไว้ไม่นานถัดจากนั้น  บทสนทนาของป๊อปสตาร์คนนี้กับผมก็เริ่มขึ้นบนโต๊ะอาหารไม้หนาหนักและเรียบง่าย  ไม่มีอาหารหรือเครื่องดื่ม  เพิ่มรสชาติการพูดคุย  เพราะลำพังการร่วงหล่นของบทสนทนาก็ออกรสชาติที่คาดไม่ถึงมากพอแล้วผมวาดภาพป๊อปสตาร์เอาไว้อย่างหนึ่งแต่ผู้ชายที่นั่งอยู่ตรงหน้าผมกลับเป็นอีกแบบเพียงไม่นาน  ผมก็พบว่าป๊อปสตาร์ในชุดเสื้อยืดกับกางเกงยีนส์ธรรมดาๆ  ตรงหน้าคนนี้มีสีสันของชีวิตต่างขั้วหลากมิติยากคาดเดาผมว่าชีวิตของเขาเหมือนภาพถ่าย  High Contrast  ที่จัดจ้าน
เริ่มต้นที่จู่ๆ  ผมก็ได้ฟังเพลงลูกทุ่งจากปากของป๊อปสตาร์เชื่อหรือไม่
ว่าสมาชิกบอยแบนด์วงดังในอดีตอย่างดีทูบีคนนี้  มีพรสวรรค์ในการร้องเพลงลูกกรุงและลูกทุ่งอย่างหาตัวจับยาก
สมัยเด็กๆ  เขากวาดรางวัลจากการประกวดร้องเพลงมาจากหลายเวที  เพลงหากินที่วรเวชใช้ประกวดอยู่บ่อยๆ  คือเพลงมนต์รักลูกทุ่งและยอยศพระลอ  เขาบอกว่าน่าจะเป็นอิทธิพลของคุณพ่อ  (วิจารณ์  ดานุวงศ์)ผู้ขับขานเพลงลูกกรุงได้อย่างไพเราะเพราะพริ้ง
"พ่อร้องเพลงลูกกรุงให้ฟังบ่อยๆ  เพลงไหนเพราะๆ  เราก็ถามพ่อว่าเพลงอะไร  ท่านก็จะสอนเราร้อง  พอร้องผิดก็จะคอยแนะนำ"  ลองเสิร์ชหาคลิปในยูทูบที่วรเวชโชว์เพลงน้ำตาแสงไต้ แล้วคุณจะรู้ว่า "เชื้อไม่ทิ้งแถว" เลยจริงๆ
แต่เมื่อมาเป็นนักร้อง  ภาพที่ติดตัวเขามา คือสมาชิกบอยแบนด์วงดีทูบี  ซึ่งคุณก็คงรู้ดีว่าดีทูบีโด่งดังมากขนาดไหน  ตอนนี้เขาออกอัลบั้มเดี่ยว  แต่วรเวชกลับไม่ได้ "ตีหัวเข้าบ้าน"  ด้วยการขายความหล่อ  แต่วรเวชเลือกที่จะขายฝีมือ
เมื่อเข้าไปอยู่ใต้ชายคาค่ายโซนี่  มิวสิค  วรเวชลงเสาเข็มในการเป็นคนเบื้องหลังเต็มตัว โดยรับผิดชอบงานเพลงในอัลบั้มเดี่ยวทั้งสองชุด (คืออัลบั้ม Blue และ Solo Motion)  ในแทบทุกขั้นตอน  ครอบคลุมตั้งแต่เป็นโปรดิวเซอร์กำกับมิวสิกวิดีโอ  และดูแลงานคอนเสิร์ต
เด็กหนุ่มที่เคยแดนซ์บนเวทีและพูดออดอ้อนแฟนเพลงในคอนเสิร์ตก้าวขึ้นมาเป็นโปรดิวเซอร์มาฝีมือได้อย่างไรกัน ผมถามเขาตรงไปตรงมา
"ผมอยากเอาชนะตัวเอง"  เขาตอบตรง  "คือพอได้มาเป็นนักร้อง  นานๆ  เข้าก็อยากพิสูจน์ว่าเราทำอะไรได้อีกบ้าง  ก็เลยลองแต่งเพลง  เริ่มจากศึกษาขึ้นตอนการแต่งเพลงก่อน พอเข้าใจหลักการและมั่นใจว่าแต่งเพลงได้ก็แต่งเลย  จากนั้นพอเพลงที่แต่งเป็นที่ยอมรับของผู้ฟังในวงกว้างก็เริ่มมองถึงการเป็นโปรดิวเซอร์  แล้วทำอย่างเดิมโดยเรียนรู้ไปเรื่อยๆ"
เขาไม่ได้ "ดีแต่พูด"  หรอกนะครับ  เพราะหากใครได้ฟังผลงานเพลงของเขา  ก็น่าจะเห็นถึงฝีมือและความพยายามในการทำงานเพลงของหนุ่มคนนี้  แถมเมื่อรู้ว่าวรเวชมุ่งมั่นกับเสนทางการเป็นคนเบื้องหลังอย่างเต็มเปี่ยม โดยการไปร่ำเรียนหลักสูตร Diploma in Audio Engineering  ที่สถาบัน SAE  เพื่อนำความรู้ที่ได้มาปรับใช้ในการทำเพลง  คำพูดของเขาดูมีน้ำหนักขึ้นมามากทีเดียว
แต่กระนั้น  สารภาพกันตามตรง  เพียงเห็นหน้าเขา  ผมก็นึกถึงวงดีทูบีขึ้นมาโดยอัตโนมัติ  แม้ดีทูบีจะหลงเหลือเพียงชื่อ  แต่ความเป็นบอยแบนด์ยังแฝงฝังอยู่ในตัวของวรเวช  คำถามของผมก็คือ  เขา "จัดการ"  กับภาพลักษณ์เท่ๆ  แบบเดิมนั้นอย่างไร  เขากังวลไหมว่าภาพลักษณ์เก่า  จะขัดแย้งกับความมุ่งมั่นจริงจังในงานดนตรีทุกวันนี้
"ผมไม่ได้คิดถึงเรื่องการสลัดภาพความเป็นบอยแบนด์ออกจากตัว  หรือยากคงภาพลักษณ์แบบนั้นไว้ตลอดไปหรอกครับ"  เขาตอบ "ไม่ได้เป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง  แต่เป็นไปอย่างที่เป็น  เพราะชื่อเสียงของผมเกิดขึ้นจากากร

ในขณะที่แฟนคลับอาจคุ้นชินกับภาพของวรเวชที่ใจจดใจจ่อกับการพรมนิ้วลงบนเปียโนในเวทีคอนเสิร์ต  อีกสิ่งหนึ่งที่ดูต่างกันสุดขั้วคือวรเวชเคยเป็นสมาชิกวงดนตรีไทยของโรงเรียนเขาเล่นเครื่องดนตรีไทยได้หลายอย่าง  เช่นระนาดเอกและขลุ่ยแต่ในสายตาแฟนคลับวัยทีน  ระหว่างนักเปียโยกับนักระนาดเอก  คุณคงรู้ว่า "ลุค" แบบไหนที่เรียกเสียงกรี๊ดได้ดังกว่ากัน ! เป็นบอยแบนด์มาก่อน  พอแฟนเพลงรุ่นเก่าๆเห็นหน้าเขาก็นึกถึงวงดีทูบีอยู่แล้ว  ผมไม่ได้กังวลว่าถ้าทำงานชิ้นนี้ไปมันจะซ้ำกับภาพในสมัยเป็นดีทูบีไหม  และไม่ได้ตั้งเป้าไว้ด้วยว่าอยากทำงานเพลงที่ฉีกออกไปจากเดิมมากๆ  ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าไม่ใช่ตัวผม"
สำหรับอัลบั้มเดี่ยวชุดที่ 3 เขาต้องการสร้างความแปลกใหม่ให้กับงานของตัวเองโดยในส่วนของดนตรีจะใช้เครื่องดนตรีน้อยชิ้นเน้นไปที่เครื่องดนตรีที่เขาเล่นได้และ "เอาอยู่"  เช่น กีตาร์ เปียโน กลอง และเบส
ถ้าใครเป็นแฟนเพลงของวรเวช  คงรู้ว่าเพลงของเรามักอบอวลไปด้วยดนตรีหลายแนว ทั้งป๊อป  ร็อค แดนซ์  และอาร์แอนด์บี ใน 2 อัลบั้ม  ที่ผ่านมา  เขาเคย "พยายาม"  บีบเค้นเสยงร้องในเพลงป๊อปอาร์แอนด์บีให้ได้ Feel ใกล้เคียงกับนักร้องต้นแบบทางฝั่งอเมริกา  แต่อัลบั้มชุดใหม่วรเวชเผยว่าจะไม่ร้องโดยการขยี้อารมณ์ในแนวทางอาร์แอนด์บีมากเช่นนั้นอีกแล้ว  แต่จะกลับไปใช้วิธีการ้องที่ผ่อนคลายขึ้น
เรื่องนี้เปนอีกหนึ่งการเรียนรู้ของเขา
"ช่วงที่เริ่มทำอัลบั้มผมจะมีภาพคนฟังอยู่ในหัวแล้วลงมือทำเพลงที่คิดว่าแฟนเพลงน่าจะชอบ  นึกถึงหัวจิตหัวใจของคนฟังที่ชื่นชอบผมก่อนเป็นอันดับแรก  ส่วนคนอื่นๆ  ที่ได้ฟังเพลงของผมแล้วชอบถือเป็นโบนัสครับ
"ผมคิดว่าอยู่กับคนที่รักและพร้อมจะรักผมดีกว่า  ผมมีความสุขดีอยู่แล้วครับ  คงไม่สนุกเท่าไรถ้าในอัลบั้มจะมีแต่เพลงเหวอๆ  จริงๆ ถ้ามีอยู่เพลงหนึ่งที่เน้นดนตรีซับซ้อนและเนื้อหาแฝงปรัชญาหน่อยๆ  แต่พอเอาไปร้องบนเวทีแล้วคนฟังทำหน้าเลิ่กลั่กกันหมด  ผมรู้สึก Fail ขึ้นมาทันที
"ผมเป็น Entertainer  ทำอย่างไรก็ให้คนมีความสุข  แฟนเพลงมาดูคอนเสิร์ตก็ต้องทำให้เขายิ้มหรือมีความสุขกลับไปให้ได้  หรือฟังเพลงของเรา  3 นาทีกว่าๆ  ก็ต้องเกิดความรู้สึกดีๆ  ขึ้นมาได้"
ใช่แล้วครับ  การเป็น Entertainer  คือจุดยืนในเส้นทางสายดนตรีของวรเวช
คุณอาจไม่รู้ว่า  นอกจากเป็นป๊อปสตาร์แล้ว  วรเวชยังเป็นผู้จัดละครที่อาจมีแนวทางชีวิตที่ผิดแผกไปจากผู้จัดฯ  รายอื่น  เพราะเขาเป็นคนไม่ชอบดูละคร  มองเผินๆ  อาจดูแปลกไปสักหน่อยที่ผู้จัดละครไม่สมาทานละครเข้ามาในวงจรชีวิต  เมื่อเห็นผมขมวดคิ้วสงสัย  เขาชิงบอกเหตุผลขึ้นมาทันควัน
"ไม่มีเวลาดูครับ" เขายิ้ม "ไม่ได้แอนตี้ละครนะ  พอมาเป็นผู้จัดฯ  ไม่ได้ดูละครเพิ่มมากขึ้นเลย  ไม่ใช่ว่าเป็นผู้จัดฯ  ที่ดีก็ต้องดูละครเยอะๆ  ไม่เกี่ยวกันครับ"  เขาอธิบายตรงไปตรงมา  ก่อนร่ายถึงหน้าที่คร่าวๆ ของผู้จัดละครว่าต้องคอยดูแลภาพรวมในการทำงานทั้งหมด เช่น วางแผนในการเลือกเรื่องที่จะมาทำละคร วางตัวนักแสดง  ประชุมงบ  และเลือกสถานที่ถ่ายทำ  ซึ่งเป็นการทำงานที่ต้องอาศัยทีมเวิร์ก ซึ่งไม่ได้แปดว่าถ้าชอบดูละครเพียงอย่างเดียวแล้วจะทำได้เสมอไป
อานิสงส์สมัยเป็นดีทูบี  ถือเป็นใบเบิกทางที่ชักพาให้วรเวชเข้าสู่โลกของการเป็นผู้จัดละครและคนเบื้องหลังในสายงานโทรทัศน์  ครั้งหนึ่ง เมื่อไปเซี่ยงไฮ้  วรเวชใช้กล้องวิดีโอบันทึกช่วงเวลาที่ใช้จ่ายไปในแดนมังกร  เมื่อกลับมาเมืองไทยก็เดินดุ่มๆ  เข้าไปนำเสนอรายการที่ตัวเองถ่ายทำและดูแลในทุกขึ้นตอนให้กับช่อง 3 ก่อนจะกลายเป็นรายการ Diary Special  แม้ความยาวของรายการจะสั้นเพียงแค่ 1 ชั่วโมง  แต่ความสัมพันธ์อันดีของวรเวชกับช่อง 3 ก็ยืนยาวมาจนถึงปัจจุบัน
และเมื่อถึงเวลาอันควร  เขาก็กระโจนเข้าสู่ปริมณฑลของคนเบื้องหลังอย่างเต็มตัว โดยเมื่อหมดสัญญาการเป็นนักร้องกับค่ายอาร์เอส  เขาแท็คทีมกับทีมงานทำละครทีมเก่าของอาร์เอส  เพื่อก่อตั้งบริษัทผลิตละคร  พอไปพูดคุยกับผู้ใหญ่ในวิกสาม  พระรามสี่  วรเวชและทีมงานบริษัท เกโนไก  จำกัด  ก็ได้รับโอกาสในการผลิตละครป้อนให้กับช่อง
บทบาทของวรเวชในภาพยนตร์และละครหลายๆ  เรื่องอาจทำให้คนดูขำจนตกเก้าอี้แต่การก้าวมาเป็นผู้จัดละครของดาราหนุ่มก็เล่นเอาเขาขำไม่ออกเลยทีเดียว
"ตอนเป็นดาราแค่รับผิดชอบการแสดงของตัวเองอย่างเดียว" เขาเล่า "แต่พอเป็นผู้จัดฯ  ต้องรับผิดชอบงานทั้งหมด  เป็นผู้จัดเหนื่อยกว่าเป็นดาราเยอะ  นอกจากต้องติดต่อประสานงานกับหลายๆ ฝ่าย  ก็ต้องดูแลความรู้สึกของทั้งทีมงานและของนักแสดงด้วย  การรองรับความรู้สึกของคนเพื่อให้ทั้งหมดเกิดความรู้สึกดีกับเรามันเป็นเรื่องยากมากๆ  ครับอย่างตอนเปิดกองฯ  พอนักแสดงมาถึงก็บ่นเรื่องอากาศร้อน  ทีมงานก็ติว่ารับข้าวไม่อร่อยแล้วเกิดคำถามขึ้นมาอีกมากมาย  แม้ความผิดพลาดเหล่านั้นจะเป็นหน้าที่รับผิดชอบของทีมงานแต่ละฝ่าย  แต่ความรู้สึกทั้งหมดจะสะท้อนมาที่ตัวเราอยู่ดี  จะได้ยินหรือไม่ได้ยินสิ่งที่คนอื่นตำหนิด้วยตัวเองหรือไม่ก็ตามก็ต้องเก็บมาคิด
"ตอนไปอยู่ที่กองฯ  ผมรู้สึกไม่สบายตัวเพราะมีความไม่พอใจระหว่างฝ่ายนั้นฝ่ายนี้เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา  มันทำให้เราล้า"  พูดจบแทนที่เขาจะทำเสียงเหนื่อย  วรเวชกลับหัวเราะเสียงดัง  ทำเอาผมไขว้เขวไม่น้อยว่าตกลงเขาเหนื่อยหรือสนุกกับงานที่ทำกันแน่
เขาสารภาพบรรทัดถัดไปว่า  งานผู้จัดละครอาจยังไม่ใช่ทางที่เขาถนัดมากนัก  แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาจะไม่สู้ต่อไป
"แต่คงไม่ทำเป็นอาชีพหลักหรอกครับ" เขาว่า "สองสามปีอาจทำละครออกมาเรื่องหนึ่งก็ได้  ผมมาเป็นผู้จัดละครเพราะอยากหาประสบการณ์  มันเป็นเหมือนการรีเสิร์ชข้อมูลให้ตัวเองเพื่อค้นหาว่าเราทำงานอะไรได้บ้าง พออายุสัก 30  จะได้เลือกได้ว่าแต่ละปีจะทำงานอะไรบ้าง  ปีนี้ทำหนัง  ปีหน้าทำละคร ปีถัดไปอาจทำเพลงก็ได้"
ทำหนัง
ดีที่ผมไม่เผลอโพล่งคำนี้ออกมา  ไม่อย่างนั้นผู้ฟังที่นั่งประจันหน้ากันอยู่คงสะดุ้ง  จริงอยู่ที่ภาพยนตร์อย่างน้อย 3 เรื่องที่วรเวชแสดงสามารถโกยเงินได้ในหลักร้อยล้าน (ประกอบด้วยเรื่อง "แสบสนิท ศิษย์ส่วนหน้า" ซิวไป 120 ล้าน  และเป็นภาพยนตร์ไทยที่ทำรายได้สูงสุดในปี 2549  ตามด้วย " 5 แพร่ง "  กวาดไป 113.5 ล้าน  และ " 32 ธันวา" รับไป 103 ล้านบาท)  แต่งานกำกับภาพยนตร์ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ  พระเอกอย่างวรเวชจะประคับประคองภาพยนตร์ไปตลอดทั้งเรื่องได้หรือ ?
นั่นอาจเป็นการมองโลกในแง่ร้ายและอคติกับเขามากเกินไป  วรเวชต้องมีของดีอยู่ในตัวบ้างละน่า  ไม่อย่างนั้นค่ายใบโพธิ์ "สหมงคลฟิล์ม"  คงไม่ไฟเขียวให้สร้างภาพยนตร์หรอกครับ
งานหนังที่ว่านี้  วรเวชควบทั้งกำกับและเขียนบท  แต่เขาไม่ได้คาดหวังมากเท่าไหร่กับผลที่จะ
ตามมาจากการกำกับภาพยนตร์เรื่องแรกในชีวิต  "แค่ทำให้เต็มที่ที่สุด  เพราะหลังจากที่ผลงานเพลง  ละคร หรือหนังออกไปสู่คนภายนอก  เราไม่รู้ว่าเขาจะชอบหรือเปล่า" แน่นอนว่ามีคนอย่างน้อยสองกลุ่มที่คอยให้การ "ต้อนรับ" และพร้อมจะ "ผลักไส"  ผลงานของวรเวช คือกลุ่มแฟนคลับและกลุ่มคนที่แอนตี้เขาเป็นทุนเดิม
"ผมโอเคกับคนทั้งสองกลุ่มนะ  คนกลุ่มหลังทำให้ชีวิตผมสนุกและมีรสชาติขึ้น  แทนที่จะดูกันที่ผลงาน  แต่คนกลุ่มนั้นกลับแอนตี้เรื่องอื่นๆในตัวผม เช่นเคยเป็นบอยแบนด์มาก่อน มันไม่แฟร์นะ แต่มันเป็นความท้าทายที่พอทำงานขึ้นมาชิ้นหนึ่งแล้ว คนที่แอนตี้เราได้ดูแล้วชอบหรือยอมรับในงานนั้นการทำอะไรที่ง่ายไปหมดไม่สนุกหรอก  การมีคนจ้องวิพากษ์วิจารณ์งานที่ทำ  ทำให้เรามีสมาธิหรือใส่ใจกับงานทุกอย่างที่ทำเพิ่มมากขึ้น  เพราะถ้าพลาดนิดๆหน่อยๆ  ผมโดนรุมยำเละแน่นอน"
เขาพูดอย่างจริงจัง  ลักยิ้มที่แลดูน่ารักในสายตาสาวๆ  หายลับไป  แววตานั้นเหมือนเชื้อเชิญว่าหากอยากสัมผัสตัวตนที่แท้จริงของ แดน วรเวช  หรือ แดน ดีทูบี เพียงเปิดใจให้กว้าง แล้วมองทะลุเข้าไปในหน้าตาและรูปลักษณ์ภายนอกของเขา  ก็จะเห็นความสามารถและตัวตนที่ซุกซ่อนอยู่ข้างใน
ตัวตนที่แตกต่างอย่าง High Contrast !

NOTE นายแบบ : วรเวช ดานุวงศ์ 
เสื้อผ้า : Louis Vuitton 
มีจำหน่ายที่ ศูนย์การค้าเกษรพลาซ่า, 
ดิ เอ็มโพเรียม โทร. 0-2664-7272 
Dior Homme 
มีจำหน่ายที่ เดอะ แลนด์มาร์ค ช็อป 
ห้อง G42-45, เดอะ แลนด์มาร์ค เซ็นทรัล 
ฮ่องกง โทร. 85-225-248667 
แต่งหน้า-ทำผม : ณฐมณ จิตผ่อง 
ช่างภาพ : วีรพงศ์ ชปารังษี 
ผู้ช่วยช่างภาพ : ธีระวัฒน์ พวงศรี, 
อรรถพล สุรัตนานุรักษ์ 
สไตลิสต์ : กันต์ระพี วิไลภรณ์ 
ผู้ช่วยสไตลิสต์ : ธีรศักดิ์ อินต๊ะมา 
ขอขอบคุณ : Muthi Maya เขาใหญ่ 
โทร. 0-4442-6000 
www.muthimaya.com 
GM FEBRUARY 2012 120 
นายแบบ : วรเวช ดานุวงศ์ 
เสื้อผ้า : Louis Vuitton 
มีจำหน่ายที่ ศูนย์การค้าเกษรพลาซ่า, 
ดิ เอ็มโพเรียม โทร. 0-2664-7272 
Dior Homme 
มีจำหน่ายที่ เดอะ แลนด์มาร์ค ช็อป 
ห้อง G42-45, เดอะ แลนด์มาร์ค เซ็นทรัล 
ฮ่องกง โทร. 85-225-248667 
แต่งหน้า-ทำผม : ณฐมณ จิตผ่อง 
ช่างภาพ : วีรพงศ์ ชปารังษี 
ผู้ช่วยช่างภาพ : ธีระวัฒน์ พวงศรี, 
อรรถพล สุรัตนานุรักษ์ 
สไตลิสต์ : กันต์ระพี วิไลภรณ์ 
ผู้ช่วยสไตลิสต์ : ธีรศักดิ์ อินต๊ะมา 
ขอขอบคุณ : Muthi Maya เขาใหญ่ 
โทร. 0-4442-6000 
www.muthimaya.com 
GM FEBRUARY 2012 120
Board: Cover Man
(0)
Share
GM
Keep by GM
2469
FOLLOWER

THE MAN WITH HIGH CONTRAST สีสันของชีวิตต่างขั้ว วรเวช ดานุวงศ์

"รถกอล์ฟคันนั้นแล่นผ่านหน้าไปช้า ๆ ไม่นานก็ไปหยุดที่หน้าห้องพักพูลวิลลาของมุตติมายา-รีสอร์ท กว้างใหญ่ใกล้เขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ผู้ชายที่นั่งสบายๆ อยู่บนเบาะหลังของรถกอล์ฟคือ แดน วรเวช ดานุวงศ์ แน่นอน นี่ไม่ใช่ภาพที่พบเห็นได้ง่าย ด้วยว่าถ้าเป็นเมืองหลวง เขาอาจจะเป็นเป้าจู่โจมของแฟนคลับสาวๆ ได้ไม่ผิดกับเอลวิส เพรสลีย์ ในยุคหกศูนย์ แต่ที่เห็นและเป็นอยู่ ผู้ชายคนนี้กำลังละเลียดอารมณ์อยู่ในแวดล้อมของต้นไม้ใหญ่เขียวขจีและดอกหญ้าชูช่อท้าสายลมผิดกับภาพหนุ่มเมืองกรุงที่เต็มไปด้วยแสงสีและ "ดอกไม้" นานาพรรณรอให้เด็ดดม-เหมือนที่ใครบางคนอาจนึกวาดภาพไว้ไม่นานถัดจากนั้น บทสนทนาของป๊อปสตาร์คนนี้กับผมก็เริ่มขึ้นบนโต๊ะอาหารไม้หนาหนักและเรียบง่าย ไม่มีอาหารหรือเครื่องดื่ม เพิ่มรสชาติการพูดคุย เพราะลำพังการร่วงหล่นของบทสนทนาก็ออกรสชาติที่คาดไม่ถึงมากพอแล้วผมวาดภาพป๊อปสตาร์เอาไว้อย่างหนึ่งแต่ผู้ชายที่นั่งอยู่ตรงหน้าผมกลับเป็นอีกแบบเพียงไม่นาน ผมก็พบว่าป๊อปสตาร์ในชุดเสื้อยืดกับกางเกงยีนส์ธรรมดาๆ ตรงหน้าคนนี้มีสีสันของชีวิตต่างขั้วหลากมิติยากคาดเดาผมว่าชีวิตของเขาเหมือนภาพถ่าย High Contrast ที่จัดจ้าน
เริ่มต้นที่จู่ๆ ผมก็ได้ฟังเพลงลูกทุ่งจากปากของป๊อปสตาร์เชื่อหรือไม่
ว่าสมาชิกบอยแบนด์วงดังในอดีตอย่างดีทูบีคนนี้ มีพรสวรรค์ในการร้องเพลงลูกกรุงและลูกทุ่งอย่างหาตัวจับยาก
สมัยเด็กๆ เขากวาดรางวัลจากการประกวดร้องเพลงมาจากหลายเวที เพลงหากินที่วรเวชใช้ประกวดอยู่บ่อยๆ คือเพลงมนต์รักลูกทุ่งและยอยศพระลอ เขาบอกว่าน่าจะเป็นอิทธิพลของคุณพ่อ (วิจารณ์ ดานุวงศ์)ผู้ขับขานเพลงลูกกรุงได้อย่างไพเราะเพราะพริ้ง
"พ่อร้องเพลงลูกกรุงให้ฟังบ่อยๆ เพลงไหนเพราะๆ เราก็ถามพ่อว่าเพลงอะไร ท่านก็จะสอนเราร้อง พอร้องผิดก็จะคอยแนะนำ" ลองเสิร์ชหาคลิปในยูทูบที่วรเวชโชว์เพลงน้ำตาแสงไต้ แล้วคุณจะรู้ว่า "เชื้อไม่ทิ้งแถว" เลยจริงๆ
แต่เมื่อมาเป็นนักร้อง ภาพที่ติดตัวเขามา คือสมาชิกบอยแบนด์วงดีทูบี ซึ่งคุณก็คงรู้ดีว่าดีทูบีโด่งดังมากขนาดไหน ตอนนี้เขาออกอัลบั้มเดี่ยว แต่วรเวชกลับไม่ได้ "ตีหัวเข้าบ้าน" ด้วยการขายความหล่อ แต่วรเวชเลือกที่จะขายฝีมือ
เมื่อเข้าไปอยู่ใต้ชายคาค่ายโซนี่ มิวสิค วรเวชลงเสาเข็มในการเป็นคนเบื้องหลังเต็มตัว โดยรับผิดชอบงานเพลงในอัลบั้มเดี่ยวทั้งสองชุด (คืออัลบั้ม Blue และ Solo Motion) ในแทบทุกขั้นตอน ครอบคลุมตั้งแต่เป็นโปรดิวเซอร์กำกับมิวสิกวิดีโอ และดูแลงานคอนเสิร์ต"
1 KEEP
GM
0 LOVES
COMMENT
RELATED ARTICLE
7
1
1
1
17
1
1
5
1
13