ON THE ROAD TO BIKE NATION GM : ระบบเส้นทางจักรยานที่พึงเป็น อย่างในญี่ปุ่นหรือในยุโรป ควรมีลักษณะอย่างไร
ดร.นิรันดร : ในญี่ปุ่นผมไม่เคยไปเอง แต่จากที่เห็นในภาพถ่ายทางเท้าเขากว้าง ระดับไม่ได้สูงจากถนน มันเหมือนกับลาดจากถนนขึ้นไปยังทางจักรยานที่อยู่บนทางเท้าเลย ก็เวิร์กสำหรับญี่ปุ่นที่จะใช้ทางจักรยานร่วมกับทางเท้า แต่ในยุโรป ทางจักรยานร่วมกับทางเท้าจะมีอยู่ใน park หรือจะอยู่ตามถนนคนเดิน แต่ถ้าอยู่บนถนนก็มักจะอยู่บนผิวถนน มีน้อยกิโลเมตรที่จะอยู่บนทางเท้า เพราะว่าวิ่งในผิวถนนมันไม่มีอะไรกีดขวาง แต่บนทางเท้า ยิ่งในบ้านเรามันมีอะไรที่เป็นสิ่งกีดขวางมากมาย ถ้าขึ้นไปแล้วเดี๋ยวก็ต้องลง ตอนลงนี่ละที่เป็นจุดอันตราย ถ้าเราลงมาแล้วลืมดูข้างหลัง รถอื่นก็อาจจะชนได้ เพราะฉะนั้นผมก็คิดว่าในบ้านเราต้องเอาทางจักรยานในผิวถนนเป็นหลัก เพราะทางเท้าเรามันใช้ไม่ได้ ไม่มีการจัดระเบียบอะไร แล้วถ้าเราคิดถึงการทำทางจักรยานบนทางเท้า เราก็ไม่ได้นึกถึงคนเดินเท่าไหร่ คนเดินและผู้พิการควรที่จะได้ใช้ทางเท้า ถ้าเราทำให้มีทางเดินจักรยานอยู่บนช่องพื้นผิวถนน ผู้พิการที่ใช้ล้อเลื่อนก็จะสามารถใช้ทางนั้นได้ด้วย แต่ต้องดูแลว่ารถต้องไม่จอด
 เมื่อทางจักรยานแบบเดิม ๆ ที่ไม่มีการดูแลมันล้มเหลว เราก็นึกถึงระบบที่ผมเห็นในต่างประเทศ เพราะผมยุโรปประมาณ 2 ปีครั้ง ส่วนใหญ่ก็จะไปที่เยอรมัน หรือไม่ก็ฮอลแลนด์ ผมเห็นการพัฒนาของเขาเรื่อย ๆ ก่อนไปเราหาข้อมูล เราก็รู้ว่าเขามีการทดลองใช้ถนนที่เป็นวันเวย์ แต่ให้จักรยานวิ่งทูเวย์ ปรากฏว่าเวิร์กมาก เพราะว่าหลายถนนที่แคบรถยนต์สวนกันไม่ได้ แต่ไม่ได้แคบเกินกว่าจะให้รถยนต์แซงรถจักรยานได้ ทีนี้เมื่อรถยนต์แซงจักรยานได้ ก็ต้องมองในทางกลับกันว่า แล้วถ้าเผื่อสวนกันล่ะ ก็ไม่น่าจะมีปัญหา เพราะฉะนั้นก็เกิดระบบจักรยานวิ่งทูเวย์ รถยนต์วิ่งวันเวย์ขึ้นทั่วยุโรป คือไม่มีช่องจักรยาน แต่มีรูปจักรยานอยู่กลางถนน แล้วมีลูกศรชี้บอกว่าเป็นถนนที่มีจักรยานวิ่ง 2 ทาง จักรยานจะไปทางไหนก็ได้ แล้วคนที่เห็นก็จะรู้ได้เลยว่าสิทธิของคนขี่จักรยานมันเป็นแบบนี้ ไม่ได้มาคิดว่าทำไมจักรยานถึงมีอภิสิทธิ์
GM  : จริง ๆ แล้ว เรื่องการเลือกใช้จักรยานนั้นเป็นเรื่องของการสนับสนุนทางด้านสิทธิการใช้ถนนด้วยใช่ไหม
ดร.นิรันดร : คนยุโรปคิดว่าจักรยานเมื่อใช้แล้วมีผลดีหลายอย่าง ผลดีต่อ

เชียงใหม่นาว !
เชียงใหม่นาว ! คือนิทรรศการศิลปะร่วมสมัย ที่คัดเลือกศิลปินนักวัฒนธรรมจากเมืองเชียงใหม่ จำนวน 13 ท่าน มาร่วมแสดงผลงานที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร โดยภัณฑารักษ์หรือ Curator ของงานนี้คือ อังกฤษ อัจฉริยโสภณ ผู้มีความเห็นว่า ศิลปะแทรกซ่านอยู่ในทุกกิจกรรมของชีวิต ไม่เว้นแม้กระทั่งการขี่จักรยาน ก็เป็นงานศิลปะ ดังนั้น เขาจึงเชื้อเชิญชมรมจักรยานวันอาทิตย์ให้เข้ามาร่วมงานในครั้งนี้ เพื่อกระตุ้นปลุกเร้าผู้คนให้สั่นสะเทือนไปกับศิลปะ
 งานนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 7 เมษายน – 18 มิถุนายน 2554 ณ ห้องนิทรรศการชั้น 9 หอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ว่าผู้ชายวัย 67 ปีคนนี้ ขี่จักรยานจากเชียงใหม่เป็นระยะทางยาวไกลลงมาถึงกรุงเทพฯ ท่ามกลางระบุแดดของต้นเดือนเมษายน ด้วยความมุ่งมั่นจะประกาศว่า ถึงเวลาแล้วที่เมืองไทยจะมี ‘วันจักรยานแห่งชาติ’ กันเสียที !
เขาไม่ได้บ้า ไม่ได้เสียสติ แต่เป็นอีกคนหนึ่งที่สมบูรณ์ไปด้วยสติและวิสัยทัศน์อย่างแท้จริง
ผู้ชายคนนี้คือ ดร. นิรันดร โพธิกานนท์ ผู้มาพร้อมกับจักรยานของเขา
เคยมีผู้กล่าวว่าจักรยานคือพาหนะที่ ‘ก้าวหน้า’ ที่สุด เท่าที่มนุษย์เคยสร้างสรรค์ขึ้น เพราะจักรยานไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ไม่ทำลายตัวเอง ไม่ทำลายผู้ขับขี่ ซ้ำยังช่วยให้ผู้ขับขี่แข็งแรงมากขึ้นด้วย
 ในนาทีที่ปัญหาการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศเริ่มคุกคามเผ่าพันธุ์มนุษยชาติ หลายคนอดยอมรับไม่ได้-ว่า, ดูคล้ายจะเป็นจริงเช่นนั้น !
 ในโลกและสังคมที่สมาทานเอา ‘วัฒนธรรมรถยนต์’ (Car Culture หรือ Motor Culture) กันอย่างสุดขั้วนั้น จักรยานและวิธีเดินทางแบบอื่น ๆ ถูกเพิกเฉย แม้เป็นการเดินทางระยะใกล้ ๆ เช่น จากบ้านไปหน้าปากซอย ด้วยหลากหลายข้ออ้าง อาทิเช่น ร้อน เหนื่อย รวมไปถึงอันตราย เราจึงเร่งมือเผาโลก ด้วยการผลิตก๊าซเรือนกระจกไปกับการเดินทางทั้งที่จำเป็นและไม่จำเป็น โลกที่มีสำนึกเช่นนี้มักสร้างสาธารณูปโภคเอาไว้รองรับ ‘รถยนต์’ มากกว่าการเดินทางแบบอื่น ๆ ถนนและทางด่วนมูลค่าเป็นพันหมื่นล้าน จึงไม่เคยเหลือที่ไว้ให้บาทวิถีและเส้นทางจักรยาน อันมีต้นทุนถูกกว่านั้นหลายเท่า สำนึกเช่นนี้จึง ‘เบียดขับ’ วิธีเดินทางอื่น ๆ ออกไปจากสังคม ไม่ว่าจะเป็น ‘การเดิน’ หรือ ‘การขี่จักรยาน’ เพื่อเปิดทางให้กับการเดินทางด้วยพาหนะกระแสหลักเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
 นี่เป็นปัญหาที่หลายคนมองไม่เห็นว่าเป็นปัญหา แต่สำหรับ ดร. นิรันดร โพธิกานนท์ ประธานชมรมจักรยานวันอาทิตย์ของเมืองเชียงใหม่ ได้ ‘แสดง’ ให้เราเห็นว่า ถึงเวลาแล้วที่จะต้องลุกขึ้นมาแสดงให้ทุกคนเห็นถึงความสำคัญของการใช้จักรยานในชีวิตประจำวัน
 ไม่ใช่แค่ขี่เล่น ๆ !
ผู้ชายวัยเลยเกษียณมาแล้วเกินครึ่งทศวรรษ ได้ลุกขึ้นรวบรวมสมัครพรรคพวกในชมรม เพื่อ ‘ขี่จักรยาน’ จากเชียงใหม่ลงมายังหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร โดยใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์ เพื่อร่วมงานนิทรรศการศิลปะครั้งใหญ่อย่าง ‘เชียงใหม่นาว !’ ที่จัดขึ้นที่นั่น เพื่อประกาศว่า ประเทศไทยควรหันมาใส่ใจอย่างจริงจังกับการสนับสนุนการขี่จักรยานในชีวิตประจำวัน
 และควรเดินทางมุ่งสู่การเป็น Bike Nation เหมือนประเทศพัฒนาแล้วในยุโรปเสียที !
 ดร. นิรันดร ผู้เคยเป็นประธานสภาอาจารย์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นกรรมการเครือข่ายเชียงใหม่เพื่อแก้ปัญหาจราจร ได้พยายามต่อสู้และผลักดันนโยบายเกี่ยวกับเส้นทางจักรยานในเชียงใหม่มาตลอดเวลาหลายปี กระทั่งเกิด ‘เส้นทางจักรยานในหัวใจ’ และ ‘ทางจักรยานร่วมสัญจร’ ขึ้นในเชียงใหม่ นับว่าประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งกับเมืองอันได้ชื่อว่าเป็น ‘ถิ่นไทยงาม’ แห่งนั้น
 แต่แน่นอน-เส้นทางสู่การเป็น Bike Nation นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะนี่คือการสร้าง ‘วัฒนธรรมใหม่’ ขึ้นมาต่อสู้ต่อรองกับวัฒนธรรมเดิมที่เข้มแข็งอย่างยิ่ง การใช้รถยนต์เป็นเรื่องมีประโยชน์ แต่การบ้าคลั่งใช้เฉพาะรถยนต์อย่างสุดขั้วต่างหากที่สร้างปัญหา ทั้งปัญหาสิ่งแวดล้อม ปัญหาการจราจร ไล่เลยไปถึงการเกลี่ยการใช้ทรัพยากรที่เหลื่อมล้ำ และปัญหาทางสังคมอื่น ๆ อีกหลายเรื่อง
 หากคุณรักการใช้รถยนต์ อย่าเพิ่งรู้สึกว่าถูกทิ่มแทงจนกว่าจะอ่านบทสัมภาษณ์นี้จบ เพราะการเป็น Bike Nation นั้น ไม่ได้หมายถึงการยกจักรยานขึ้นสู่ที่สูงแล้วตั้งตัวเป็นปกปักษ์เหยียดพาหนะอื่น
 มันเป็นการมองหา ‘ทางเลือก’ และ ‘ทางรอด’ สำหรับสังคมเท่านั้นเอง !
GM : ชมรมจักรยานวันอาทิตย์ของเชียงใหม่มีที่มาที่ไปอย่างไร
ดร.นิรันดร : ชมรมจักรยานวันอาทิตย์ที่เชียงใหม่นี่ถือว่าเป็นผลพวงของการริเริ่มรณรงค์จักรยาน โดยสารวัตรจราจรเมืองเชียงใหม่ท่านหนึ่งในสมัยนั้น คือ พันตำรวจโท อนุ เนินหาด คิดว่าน่าจะเป็นสารวัตรจราจรคนแรกในเมืองไทยที่รณรงค์การใช้จักรยานเพื่อแทนพาหนะอื่น ๆ ในชีวิตประจำวัน โดยเริ่มเมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2539 ซึ่งในช่วงนั้นเขารณรงค์ไปประมาณ 2 อาทิตย์ ผมก็กลับมาจากต่างประเทศ แล้วก็รู้เรื่องตรงนี้ ผมเคยสัมผัสการใช้จักรยานที่เมือง Gerlingen ประเทศเยอรมณี ต่อเนื่องกัน 3 เดือน แล้วก็พบว่ามันดีมาก เมื่อกลับมาถึงก็เลยมาร่วมรณรงค์ด้วย
 ในตอนนั้น ผมมาวิเคราะห์ดู ก็ได้พบบทเรียนว่าที่คนมาร่วมรณรงค์ปั่นจักรยานร่วมกับสารวัตรอนุมีจำนวนเยอะมาก อาทิตย์นึงผมสังเกตได้ว่ามีมากที่สุดประมาณถึง 300 คน ซึ่งในตอนนี้ไม่มีแล้ว ผมคิดว่าที่คนมาเยอะเพราะรู้สึกว่ามารณรงค์ขี่จักรยานกับตำรวจ แล้วมีการดูแลโดยตำรวจจราจรและอาสาจราจร เมื่อขี่ไปถึงที่ไหน อย่างตามแยกต่าง ๆ ตำรวจก็จะคอยกันทางให้จักรยานผ่านได้อย่างปลอดภัย หรือเมื่อไปถึงทางแยกหรือสี่แยก ตำรวจก็จะเปิดสัญญาณไฟจราจรสีเขียวให้รถจักรยานผ่านไปได้หมดก่อน คนจึงรู้สึกว่าการขี่จักรยานกับตำรวจนั้นปลอดภัย ความปลอดภัยนี่แหละ เป็นสิ่งดึงดูดใจให้มีคนมาร่วมรณรงค์การใช้จักรยานขนาดนั้น เมื่อไหร่ก็ตามที่คนมั่นใจว่าขี่จักรยานแล้วปลอดภัย เขาก็จะขี่ เพียงแต่เราจะทำให้ปลอดภัยได้มั๊ย ทำได้ในเวลาเท่าไหร่
GM : เชียงใหม่เป็นเมืองที่เหมาะสมกับการขี่จักรยานไหม
ดร.นิรันดร : เมืองเชียงใหม่ในสมัยก่อนมีการใช้จักรยานมานานแล้วเหมือนกับในกรุงเทพฯ และเมืองอื่น ๆ ช่วงที่ผมมาเชียงใหม่ครั้งแรก ผมเห็นว่ามีคนใช้จักรยานเป็นจำนวนมาก ผมเข้ามาเชียงใหม่ตอนปี 2507 มาเรียน มช. ก็ได้ใช้จักรยานจากบ้านพักแถว ๆ แม่หยวก ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับ
ในบ้านเรา เมื่อเห็นความแตกต่างระหว่างวันอาทิตย์กับวันธรรมดาแล้ว มันชัดเจนมากกว่า ถ้าเรายังไม่ทำอะไร วันธรรมดา เราจะขี่จักรยานไม่ได้ เพราะจะมีแต่ความกลัว แต่คนที่ขี่จักรยานวันอาทิตย์ไม่ได้กลัวอย่างนั้น เพราะขี่บ่อย ๆ ก็ชินแล้ว
สนามกอล์ฟลานนา ปั่นจักรยานไปเรียนที่ มช. สมัยนั้นยังไม่มีถนนซูเปอร์ไฮเวย์ ก็ต้องปั่นอ้อมมาที่ประตูช้างเผือก แล้วเลี้ยวขวาเข้าถนนรอบคูเมืองด้านนอกไปทางถนนห้วยแก้ว ซึ่งเป็นถนนเล็ก
 ช่วงเราปั่นจักรยาน เราเห็นว่าชาวบ้านก็ปั่นจักรยานเข้ามาในเมือง มาทำงานในเส้นทางอื่น ๆ คนก็ใช้จักรยานเยอะ ไม่ว่าจะเป็นดอยสะเก็ดเข้ามาในเมือง หางดงเข้ามาในเมือง สันกำแพงเข้ามาในเมือง ถนนสายหลัก ๆ ก็ใช้กันเยอะมาก แต่ต่อ ๆ มาความนิยมในเรื่องของจักรยานยนต์มีมากขึ้น ๆ จนเกิดบรรยากาศของอาการป่วยทางสังคมที่เรียกว่า ‘สาวมอเตอร์ไซค์’ โดยไม่รู้ตัว เป็นชื่อเพลงของคุณจรัล มโนเพ็ชร นะครับ (ยิ้ม) ความเป็นจริงมันก็เป็นเหมือนในเพลงนั่นแหละ ว่าอาการสาวมอเตอร์ไซค์ที่มันกำเริบขึ้นมาเรื่อย ๆ แต่ตอนนี้คนยังไม่ได้เรียกว่าเป็นโรคสาวมอเตอร์ไซค์ หนุ่ม ๆ จะรู้สึกว่าสาวชอบซ้อนมอเตอร์ไซค์เท่กว่า ดีกว่าคนใช้จักรยานก็ค่อย ๆ ใช้น้อยลงไป รถอื่น ๆ ก็เพิ่มมากขึ้น แล้วต่อมาอาการสาวมอเตอร์ไซค์ก็ขยายตัวไปจนถึงเรื่องการใช้รถยนต์ เพียงแต่ว่าใช้เวลานานกว่า
 การรณรงค์ในปี 2539 เราได้เห็นว่ามันมีบทเรียนเรื่องความปลอดภัยที่ทำให้คนมั่นใจในการใช้จักรยาน แต่ว่าในวันธรรมดา ไม่มีกระบวนการที่จะสร้างความปลอดภัยแบบนี้ ซึ่งผมก็เชื่อว่าไม่มีทางทำได้ในวันธรรมดา แต่วันอาทิตย์เป็นวันที่คนหยุดพัก มีรถในถนนน้อยเป็นต้นทุนอยู่ ตำรวจก็ไม่ได้มีภาระอะไรมาก ก็มาช่วยงานสารวัตรจราจรได้ แต่ในวันธรรมดา ผมคิดว่ามันต้องมีระบบจราจรที่มีความพิเศษเกิดขึ้น และดูแลให้ทางแก่คนใช้จักรยาน เพราะฉะนั้นวันธรรมดาจึงเป็นเรื่องยากมาก ตราบใดที่เรายังไม่มีระบบจราจรที่จะมาทำหน้าที่แทนตำรวจที่จะมาดูแลเป็นพิเศษ และในวันธรรมดา คนก็อยู่ในที่ต่าง ๆ ไม่ได้มารวมกันก่อนแล้วถึงจะมาปั่นจักรยานด้วยกัน ต่างคนต่างออกจากบ้าน มาคนเดียว สองคน อย่างเก่งก็สามคน เพราะฉะนั้นความมั่นใจเหมือนตอนที่มารณรงค์ขี่ในวันอาทิตย์ก็ไม่มี
 แต่ผมเห็นระบบจราจรที่เกิดและพัฒนาขึ้นในยุโรป เห็นในเยอรมัน เห็นในฮอลแลนด์ ผมก็คิดว่าในบ้านเรา เมื่อเห็นความแตกต่างระห่างวันอาทิตย์กับวันธรรมดาแล้ว มันชัดเจนมากว่าถ้าเรายังไม่ทำอะไร วันธรรมดาเราจะขี่จักรยานไม่ได้ เพราะจะมีแต่ความกลัว แต่คนที่ขี่จักรยานวันอาทิตย์ไม่ได้กลัวอย่างนั้น เพราะ เพราะขี่บ่อย ๆ ก็ชินแล้ว แต่คนส่วนใหญ่ยังกลัวและคนที่บ้านก็ไม่อยากให้ลูกหลานต้องเสี่ยงขี่จักรยานจากบ้านไปเรียน หรือไม่กล้าที่จะขี่ไปทำงาน เมื่อไม่มีผู้ใหญ่นำ ก็ไม่มีเด็กตาม มันก็จะมีเฉพาะวันอาทิตย์เท่านั้น ในปี 2540 ผมจึงขับเคลื่อนภายในชมรมว่า เราควรจะมีการตั้งชมรมจักรยานที่มีวัตถุประสงค์ที่จะขับเคลื่อนในเรื่องเส้นทางจักรยาน
GM : ขับเคลื่อนอย่างไร
ดร.นิรันดร : ตอนที่จะทำงานเป็นชมรมและขับเคลื่อน ในขั้นแรกเมื่อมีการตั้งชมรมจักรยานวันอาทิตย์เชียงใหม่ขึ้น เรามีการคุยกันว่าจะเอาชื่ออะไรดี ก็มีความเห็นว่าจะให้มีคำว่าวันอาทิตย์อยู่ด้วย เพราะเป็นชื่อที่บอกว่าเราเกิดมาจากวันอาทิตย์ และวันอาทิตย์เป็นวันที่นัดรวมตัวและรณรงค์ ก่อนที่จะออกไปเที่ยวด้วยจักรยานตามสถานที่ต่าง ๆ ซึ่งมีระยะใกล้ ไกล ต่างกัน ชมรมจักรยานวันอาทิตย์ก่อตั้งขึ้นในปี 2540
 พอถึงปี 2541 เราก็เสนอผู้ว่าราชการจังหวัด นายประวิทย์ สีห์โสภณในสมัยนั้นว่า อยากให้ทางจังหวัดช่วยสนับสนุนการใช้จักรยาน ประเด็นสำคัญคือในเรื่องความปลอดภัย ที่ผู้ว่าฯ ประวิทย์คิดทำในตอนนั้นก็คือ ทำหนังสือเวียนไปยังหน่วยงานราชการและเอกชน บอกว่าทางจังหวัดสนับสนุนการใช้จักรยานและอยากขอความร่วมมือให้คนใช้รถยนต์และจักรยานยนต์ในท้องถนน โดยการดูแลให้ทาง และระมัดระวังคนขี่จักรยานเป็นพิเศษ แต่ในทางปฏิบัติมันยังไม่เกิดอะไรให้เราเห็น เพราะไม่มีใครรู้ว่าใครจะต้องมาดูแล มีแต่การส่งหนังสือเวียนอย่างเดียว
 ตอนนั้นเราก็ได้ในลักษณะนั้น คือ ขอความร่วมมือจากจังหวัด ฟังแล้วมันก็ดูดีเหมือนกัน ทำให้มีกำลังใจขึ้น แต่มันก็ไม่เพียงพอ เพราะมันไม่เกิดอะไรเปลี่ยนแปลง เราก็พยายามที่จะให้มีเส้นทางจักรยานที่มีเครื่องหมายจราจรอยู่บนขอบถนน หรือบนผิวถนนบ้าง
 จากนั้นก็มีการเปลี่ยนแปลงตำรวจจราจร สารวัตรอนุย้ายไปเป็นสารวัตรสืบสวน ซึ่งก็ต้องถือว่าเป็นความก้าวหน้ากว่าในเรื่องของงานจราจร การย้ายออกไปจากงานจราจรไปงานสืบสวนก็คือความก้าวหน้าอย่างหนึ่ง ซึ่งเราก็นึกไว้เหมือนกันว่ายังไง ๆ ก็ต้องมีการย้าย ท่านคงไม่สามารถอยู่ในตำแหน่งนี้ได้ตลอด แต่ภาคประชาชนยังอยู่ เรายังทำกันต่อ แล้วเราก็รู้ว่าการที่เราเสนอให้มีทางจราจร หรือมีระบบจราจรสำหรับดูแลจักรยานขึ้นนั้น สารวัตรอนุเองก็คงยังทำเองไม่ได้ เพราะว่าต้องไปเสนอหัวหน้า เมื่อเสนอหัวหน้า ก็มีการประชุมว่าเอาหรือไม่เอา ปรากฏว่าตำรวจจราจรส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย ตัวหัวหน้าเองก็ไม่เห็นด้วย เพราะเกรงว่าจักรยานจะทำให้การจราจรติดขัด จะไปทำให้รถยนต์เดินทางไม่สะดวก เพราะเขาติดภาพของรถสามล้อถีบรับจ้าง ที่เวลาพาผู้โดยสารเดินทางไปตามถนนก็จะค่อย ๆ ไปแบบอืด ๆ ช้า ๆ ก็ยังไม่เข้าใจกัน เพราะคนที่ไม่ได้ขี่จักรยานจะเข้าใจเรื่องนี้ด้วยตัวเองยาก
 แต่ต่อมาก็มีการเปลี่ยนตำรวจจราจร มีพันตำรวจโท ประหยัด บุญศรี เข้ามาเป็นรองผู้กำกับจราจร แกก็สนับสนุนเรื่องจักรยาน มีการพูดคุยกันเรื่องเส้นทางจักรยาน แกก็เสนอให้ชมรมจักรยานวันอาทิตย์เชิญขนส่งจังหวัด ผู้อำนวยการ สำนักงานโยธาของเทศบาลนครเชียงใหม่มาคุยกัน เราก็เสนอไปว่าเราอยากให้มีเส้นทางจักรยาน หรือมีช่องเดินรถจักรยานในถนนบ้าง เราก็เสนอไปที่ถนนห้วยแก้ว รอบคูเวียงทั้งหมด ก็มีการทำถนนห้วยแก้ว ก็เลยมีทางจักรยานที่มีป้ายปักบนถนน ปักเป็นข้อความว่า ‘ทางเฉพาะจักรยาน’
GM : เป็นเส้นทางจักรยานบนบาทวิถีหรืออยู่บนพื้นถนน
ดร.นิรันดร : อยู่บนถนนครับ ป้ายอยู่บนทางเดินเท้า รูปจักรยานก็อยู่ตามแนวขนานของทางเท้าไป แต่ห่างมากเลย 500 เมตร มีรูปจักรยาน 1 ตัว คนขับรถเห็นรูปจักรยาน พอผ่านมา 200-300 เมตร เขาก็ลืมไปแล้วว่ามันเป็นเส้นทางจักรยาน แต่ในแง่ของพัฒนาการและความมุ่งมั่นก็ถือว่าดีขึ้น หัวหน้างานโยธาเทศบาลในตอนนั้นก็ดำเนินการให้ แต่ก็ทำแบบยังมีความเกรงใจผู้ใช้รถยนต์อยู่อีกเยอะ มันก็ยังไม่เกิดผลในเรื่องความมั่นใจในความปลอดภัย
 ต่อมามีการทำเพิ่มเติมอีกในสมัยของ พันตำรวจโท ประหยัด บุญศรี ก็ทำในเส้นทางอื่น ๆ ด้วย คราวนี้ตีเส้นเลย จากสะพานนวรัตน์ทำไปถึงสถานีรถไฟ ถนนศรีดอนชัยก็มี ถนนสุเทพต่อมาก็มีด้วย แต่ว่าก็ยังไม่มีความมั่นใจพอที่จะห้ามรถยนต์จอดในช่องจักรยาน เมื่อไม่มีการดำเนินการ ไม่นานรถยนต์ก็ทยอยจอดในช่องรถจักรยาน ทั้ง ๆ ที่ตอนแรกก็ไม่จอดกัน เพราะเห็นเป็นเส้นทึบ แต่พอจอดแล้วไม่มีปัญหา คนอื่นเห็นจอด ฉันก็น่าจะจอดได้เหมือนกัน ก็จอดกันเต็มพรึ่บไปหมด คนขี่จักรยานก็ไม่มีความมั่นใจถึงแม้ว่าจะเป็นช่องเดินรถจักรยาน มีเส้นไว้ให้ ใหม่ ๆ คนก็สนใจนะ แต่พอเริ่มมีรถยนต์จอดปุ๊บคนก็เริ่มไม่กล้า ถอยหมด เพราะว่าต้อระวังรถจากข้างหลังตอนที่กำลังแซงรถที่จอด ซึ่งรถที่มาจากข้างหลังในขณะแซงรถที่จอดนี่ถือว่าเป็นจุดอันตรายและน่าหวาดเสียว เพราะฉะนั้นช่องทางจักรยานมันก็เลยไม่สามารถเกิดได้ ต่อมาเมื่อมีการปรับปรุงผิวถนน ซ่อมถนน ทางจักรยานที่มีอยู่ก็ถูกลบหายไปพร้อมกับการทำถนน
GM : เป็นเพราะเราเพียงแต่ตีเส้นเป็นช่องหรือเปล่า ถึงทำให้ไม่ได้แยกพื้นที่กันเด็ดขาด
ดร.นิรันดร : เส้นที่เป็นช่องนี่ถือว่าเป็นมาตรฐานอันหนึ่งที่ยุโรปใช้กัน แต่ในบ้านเราก็ยังไม่เวิร์ก เพราะบ้านเราไม่ได้ห้ามรถจอด ในขณะที่ยุโรปห้ามรถจอดเด็ดขาดเลย เป็นการห้ามที่มีมาตั้งแต่การสอบใบขับขี่ คือจะสอบใบขับขี่ก็ต้องรู้ด้วยว่าถ้ามีช่องแบบนี้ห้ามจอด แต่ของบ้านเรามันไม่มีอะไรที่จะโยงให้เข้าไปถึงระบบการสอบใบขับขี่ได้ จึงไม่มีใครรู้ ก็เป็นอันว่าเส้นทางจักรยานที่มีช่องในถนนสุเทพ ในถนนห้วยแก้ว ก็หายไป
 จริง ๆ แล้วก็มีช่องเดินรถจักรยานที่กั้นด้วยแนวปลูกต้นไม้เป็นอย่างดีในถนนรัตนโกสินทร์ คือถนนที่ผ่านตรงสนามกีฬาเทศบาลข้ามสะพานข้ามแม่น้ำปิงไปทางสุสานสันกู่เหล็ก อันนั้นเป็นทางจักรยานที่ดีมาก แต่เกิดขึ้นมาโดยไม่มีใครเรียกร้องต้องการ ก็เลยไม่มีคนขี่ เพราะมันไม่มีคนเรียกร้องให้เกิดตรงนั้น
GM : ดูเหมือนจะเป็นลักษณะเดียวกับเส้นทางจักรยานที่กรุงเทพฯ ซึ่งมักเกิดขึ้นในที่ที่ไม่มีใครใช้งาน เช่นตรงเลียบทางด่วนรามอินทรา

ดร.นิรันดร : ผมคิดว่าเป็นกันทุกแห่ง เพราะเราเคยมีทางจักรยานที่เกิดขึ้นโดยที่ไม่มีคนเรียกร้อง พอไม่มีการรณรงค์อะไรมันจะไม่มีคนไปใช้เพราะไม่ใช่เส้นทางที่จะพาคนไปไหนต่อได้ และมันสั้นเกินไป อย่างเส้นทางจักรยานเชียงใหม่ – แม่ริม อันนี้เป็นตัวอย่าง เกิดขึ้นในสมัยที่สาวมอเตอร์ไซค์กำลังฮอตสุด ๆ จักรยานเพิ่มจะเลิกใช้กันไปใหม่ ๆ แล้วไม่มีการรณรงค์ อยู่ ๆ อันนี้ก็เกิดขึ้นมา มันก็ไม่มีคนใช้ ผมก็ไม่ได้ใช้ (หัวเราะ) ตอนนั้นมันยังไม่มีใครคิดรณรงค์เรื่องพวกนี้ กรมทางหลวงทำขึ้นก็ไม่ได้คิดว่าใครจะมาใช้ แต่อยากทดลองทำดู
 เส้นทางจักรยานแบบนี้เกิดขึ้นที่เส้นนครชัยศรีเข้าสู่นครปฐมด้วย ตรงนั้นกั้นเป็นเหล็กอย่างดีเลยนะ เหมือนเมืองจีน แต่ไม่มีใครรณรงค์ให้ใช้จักรยาน มันก็ล้มเหลว ตอนนี้มีคนบอกว่า มีเส้นทางจักรยานที่มีช่องตีเส้นเอาไว้ที่จังหวัดตาก ตรงถนนซูเปอร์ที่ผ่านตากลงไปต่อกำแพงเพชร แต่จริง ๆ ผมคิดว่ามันก็ไม่เวิร์กหรอก เพราะแม้แต่ในเทศบาลเมืองตากก็ยังไม่ได้ทำช่องทางจักรยาน ยังไม่มีระบบจราจรให้คนใช้ในเมืองขี่ออกมาเชื่อมกับตรงนี้ได้ แล้วใครจะเหาะมาขี่ (หัวเราะ)
 เพราะฉะนั้นระบบการจราจรจักรยานหรือช่องทางเดินจักรยานที่ไม่มีการรณรงค์ และไม่ได้มีความต้องการที่จะใช้อย่างชัดเจน ถึงแม้จะเกิดขึ้น แต่มันก็จะไปได้ยาก

อาทิตย์ต้องหาที่ให้รถยนต์จอดนะ (หัวเราะ)
 เพราะฉะนั้นอันนี้แหละที่ผมว่ามันเป็นยุทธศาสตร์นำร่อง ที่จะต้องเสนอเส้นทางจักรยาน 3 เส้น ให้ผ่านย่านที่อยู่อาศัย ย่านธุรกิจ ย่านที่พักของนักท่องเที่ยว เข้าไปยังคูเวียงหรือตรงใจกลางเมือง เพราะคูเวียงนี่เป็นพื้นที่ที่พิเศษมาก ตอนกลางวันจะมีคนเข้าไปเต็มเลย มีนักเรียนไปโรงเรียน คนไปทำงาน สถานที่ทำงานของหน่วยงานราชการก็มีเยอะ คุก อำเภอ โรงเรียน ราชการก็หลายแห่ง เพียงแต่ว่ากระบวนการนี้ติดอยู่ที่ตำรวจ บางคนที่ยังเห็นว่าถนนแคบ การให้จักรยานสวนมาไม่ปลอดภัย แต่เราจะให้สวนมาเฉย ๆ ได้ยังไง ก็ต้องให้สิทธิเขาถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อให้รถอื่นเคารพสิทธิของจักรยานที่สวนมาด้วย นั่นก็คือต้องมีช่องเดินรถจักรยาน และมีป้ายบอกให้คนอื่นรู้ มันถึงจะมีความปลอดภัย แต่โดยธรรมชาติมันก็ปลอดภัยอยู่แล้วนะ ที่จักรยานสวนกับรถออกมาได้ เพราะว่าต่างคนต่างขับขี่สวนชิดซ้าย ก็คืออยู่คนละฟากของผิวถนน และก็มองเห็นกัน ในขณะที่เราขี่ไปตามกระแสจราจรแล้วมีรถแซงไป เราจะมองไม่ค่อยเห็น อันตรายกว่า ก็สู้กันมานาน
 จนในที่สุดที่มีการเปลี่ยนผู้บังคับการคนหนึ่ง เมื่อต้นปี 2552 แกก็รู้เรื่องนี้ เนื่องจากว่าผมร่วมกับสำนักงานพลังงานซึ่งเป็นพันธมิตรหน่วยราชการ สำนักงานสิ่งแวดล้อม มาจัดเสวนาเรื่องการจัดระบบจราจรแบบประชาชนมีส่วนร่วม โดยสาธิตให้สื่อมวลชนเห็นว่าขี่จักรยานสวนมาแล้วเป็นอย่างไร สื่อมวลชนก็มาบันทึกภาพ บันทึกวิดีโอ แล้วก็สัมภาษณ์คนขี่บ้าง มาสัมภาษณ์ผมบ้าง คนที่มาร่วมสาธิตบอกว่า มันปลอดภัยกว่าอยู่แล้วที่ให้ขี่สวนมา เพราะมันมองเห็นกัน ซึ่งผู้การคนนี้เขามีความคิดอยู่ว่า เมืองเชียงใหม่น่าจะเป็นเมืองที่คนมาเที่ยว มาดูวิถีชีวิตวัฒนธรรม เพราะฉะนั้นมีจักรยานนี่เป็นเรื่องดี แต่แกบอกว่าบ้านเราคนขับรถกันเร็วเกินไป ถ้าเป็นจักรยาน การเดินทางก็จะช้าลง ความปลอดภัยก็จะมากขึ้น  เพราะฉะนั้นก็สนับสนุน
จักรยานต้องมีการเชื่อมโยงให้ไปโน่นนี่ได้ แต่พอทำหลายเส้นพร้อมกันตำรวจก็ไม่มีกำลังไปดูแลความเรียบร้อย เมื่อทำไม่ได้ก็เละ ผมจึงไม่ได้สนใจมากนักว่าต้องเชื่อมโยงไปไหนต่อไหน แต่ขอให้มันเกิดขึ้นเรื่อย ๆ และดูแลมันดี คนก็จะมากขึ้นเรื่อย ๆ
 คือการที่เราเสนอให้จักรยานวิ่งสวนทางได้ มันดูเหมือนคิดนอกกรอบ ซึ่งเบื้องแรกที่ตำรวจคิดตามสัญชาตญาณ เขาก็จะมองว่ามันนอกกรอบ แต่จริง ๆ แล้วอยู่ในกรอบกฎหมาย นั่นก็คือต่างคนต่างชิดซ้าย ก็เหมือนกับถนนทั่วไปนั่นแหละที่วิ่งสวนทางกัน ต่างคนต่างชิดซ้าย เพียงแต่เราทำให้ปลอดภัยด้วยการตีเส้นเป็นช่องจักรยาน ให้รถอื่นเกรงใจหน่อย
GM : ลึก ๆ แล้ว เรื่องของการมีเส้นทางจักรยานในเมืองไทยอาจจะไม่ใช่เรื่องของความปลอดภัยที่ยังไม่มี แต่อาจเป็นเรื่องของการเรียนรู้ด้านสิทธิที่ยังไม่มากพอ
ดร.นิรันดร : ใช่ การเรียนรู้ในเรื่องสิทธิและการเรียนรู้ในเรื่องที่จะใช้วิสัยทัศน์มาสนับสนุน นั่นคือว่าเราต้องมองข้ามช็อตไปว่า ถ้าคนเคยใช้รถยนต์ที่เดือดร้อนในเรื่องน้ำมันแพง รถติด ได้เห็นพวกขี่จักรยานชิดซ้ายซอกแซก ๆ ไปแล้วไม่ติด ไปถึงไฟแดงข้างหน้า โห ! มันจูงเดินข้ามต่อไปได้ ไม่ต้องติดไฟแดงอีก ผมว่าจะเกิดแรงผลักดันให้คนคิดว่าเรามาขี่จักรยานดีกว่า รถก็ไม่ติด ประหยัดก็ประหยัด สุขภาพก็ได้ ถ้ามองข้ามช็อตแบบนี้ ก็จะเห็นว่าถ้าเราสนับสนุนให้คนใช้จักรยานมากขึ้นเท่าไหร่ แล้วเขามั่นใจว่าความปลอดภัยมันมี รถอื่น ๆ มันจะน้อยลงได้
 แต่ปัญหานี้มันเหมือนไก่เกิดก่อนไข่ หรือไข่เกิดก่อนไก่ ที่จะเริ่มต้นอะไรสักอย่างหนึ่ง ก็ไปตั้งเงื่อนไขกลับตาลปัตร ถ้าเมื่อไหร่คิดเงื่อนไขกลับตาลปัตรเพื่อไปค้านมัน มันก็ไม่เกิด เพราะมันยังไม่เห็น แต่ผมได้บทเรียนจากสมัยที่สารวัตรจราจรรณรงค์ไง ที่ตอนนั้นคนมาเยอะ เพราะคนมั่นใจในความปลอดภัย เพียงแต่ในวันธรรมดามันจะต้องทำยังไงถึงจะให้ทำอย่างนั้นได้ด้วย
GM : อย่างกรุงเทพฯ คุณมองว่าควรจัดเส้นทางจักรยานอย่างไร เพราะกรุงเทพฯ มีความซับซ้อนในเรื่องการจราจรมาก แล้วเอาเข้าจริง ความปลอดภัยน้อยมาก
ดร.นิรันดร : จริง ๆ แล้ว ความปลอดภัยจะเกิดได้ต้องมีความเข้มแข็งที่จะสร้างระบบที่ปลอดภัย ความเข้มแข็งก็คือการเตือนและใช้วินัยจราจรเพื่อให้รถอื่นดูแลให้ทางคนขี่จักรยานที่กำหนดเป็นช่องเดินรถจักรยานเอาไว้ นักวิชาการมองว่าเส้นทางจักรยานต้องมีการเชื่อมโยงให้ไปโน่นนี่ได้ แต่พอทำหลายเส้นพร้อมกัน ตำรวจก็ไม่มีกำลังไปดูแลความเรียบร้อย เมื่อทำไม่ได้มันก็เละ ผมจึงไม่ได้สนใจมากนักว่ามันต้องเชื่อมโยงไปไหนต่อไหนได้ แต่ขอให้มันเกิดขึ้นเรื่อย ๆ และดูแลมันดี ให้คนเคารพช่องเดินรถจักรยานไม่เข้าไปขี่ ไม่เข้าไปจอด คนก็จะมากขึ้นเรื่อย ๆ ขยายไปที่ไหนต่อคนก็จะ
การสนับสนุนให้คนขี่จักรยานแล้วช่วยเปลี่ยนบ้านเมืองให้ดีได้ ถ้าดีขึ้นก็ต้องให้สิทธิเขา คนเดินเท้ามาอันดับหนึ่ง จักรยานอันดับสอง รถยนต์หรือรถอื่น ๆ เป็นอันดับสาม แต่เมื่อไม่ได้เดินเท้า ไม่ได้ขี่จักรยาน เขาก็จะคิดว่ามันต้องหลีกกู ก็บีบแตร อะไรต่าง ๆ นานา อันนี้เป็นสัญญาณของความไม่เจริญ
ปฏิบัติ ถ้ามีเส้นทางจักรยาน แล้วมีการเข้มงวด จอดโดนจับ มีการปรับอะไรพวกนี้ เอาแค่ 10% ของจำนวนที่เกิดขึ้นจริงก็จะเกิดผลขึ้นมา
GM : แล้วพวกจุดตัดขวางต่าง ๆ ในกรุงเทพฯ ที่มีอยู่มาก ลักษณะของเส้นทางจักรยานที่ผ่านจุดตัดขวางเหล่านี้ควรเป็นอย่างไร
ดร.นิรันดร : ก็ต้องมีเส้นประข้ามจากช่องจักรยานไป สมมุติว่าตรงนี้เป็นทางแยกที่มีช่องจักรยานมา อีกทางก็มีช่องจักรยานมา พอมาถึงทางแยกจะมีไฟแดงหรือไม่ก็แล้วแต่ ก็ให้ทำเป็นช่องประ หมายถึงว่าวิ่งตัดผ่านได้ ไม่ผิด แต่ให้คนระมัดระวังว่าตรงนี้เป็นช่องของคนขี่จักรยาน แล้วถ้าเผื่อมีการปล่อยสัญญาณไฟเขียว เพื่อให้จักรยานได้ล่วงหน้าออกไปก่อนรถเลี้ยวขวา จักรยานก็จะออกไปก่อน ทำให้รถยนต์ที่จะเลี้ยวขวาก็เลี้ยวได้ เพราะจักรยานไปหมดแล้ว มันไม่เหมือนการขี่จักรยานวันอาทิตย์ที่ขบวนยาว ในวันธรรมดาจะมีเพียงไม่กี่คันทยอยกันไป ต้องใช้เวลาอีกนานมากถึงจะเป็นแบบฮอลแลนด์ ที่มีจักรยานมาแบบมากมายไม่ขาดสายเลย
GM : นอกจากการเรียนรู้เรื่องสิทธิแล้ว อาจยังมีอีกเรื่องหนึ่งคือการใช้รถยนต์เป็นสัญญะ ทำให้เรามองว่า รถยนต์มีอำนาจมากกว่าจักรยาน เหมือนเรื่องโรคสาวมอเตอร์ไซค์ที่คุณว่าในตอนต้นก็ได้
ดร.นิรันดร : ถ้าเป็นคนใหญ่คนโตในตำแหน่งข้าราชการเขาอาจจะคิดอย่างนั้น แต่ผมคิดว่าถ้าเป็นคนทั่วไป ถ้ามีระบบดูแลพอ ผมว่าเขาไม่กล้า ไม่คิดว่าตัวเองมีอำนาจหรือสิทธิอะไรมากกว่ากัน แต่มันต้องเตือนสติด้วยการประชาสัมพันธ์จากหน่วยงานราชการที่สนับสนุน เตือนสติด้วยภารกิจหน้าที่ของตำรวจจราจร ตำรวจจราจรก็ต้องมองเห็นว่า การสนับสนุนให้คนขี่จักรยานแล้วช่วยเปลี่ยนบ้านเมืองให้ดีได้ นโยบายของผู้ที่สนับสนุนหรือผู้ที่บริหารบ้านเมืองก็ต้องเข้าใจตรงนี้ ต้องคิดเหมือนกันว่าทำแล้วบ้านเมืองมันดีขึ้นหรือเปล่า ถ้าดีขึ้นก็ต้องให้สิทธิเขา คนอื่นก็ต้องระมัดระวัง แล้วที่สุดก็จะกลายเป็นกฎที่ว่า คนเดินเท้ามาอันดับหนึ่ง จักรยานอันดับสอง รถยนต์หรือรถอื่น ๆ เป็นอันดับสาม
GM : แต่ผู้มีอำนาจที่ไหน ๆ ก็ไม่ได้เดินเท้าและไม่ได้ขี่จักรยาน
ดร.นิรันดร : เมื่อไม่ได้เดินเท้า ไม่ได้ขี่จักรยาน เขาก็จะคิดว่า มันต้องหลีกกู ก็บีบแตรอะไรต่าง ๆ นานา อันนี้เป็นสัญญาณของความไม่เจริญ ซึ่งอีกหน่อยผมคิดว่าคนจะรู้สึกอายไปเองที่จะคิดแบบนี้ ผมเชื่อว่ามันต้องเปลี่ยน และถ้าน้ำมันราคาสูงขึ้น คนก็จะรู้สึกว่า โห ! มันไม่ไหว (หัวเราะ) ผ่อนรถนี่บางเดือนยังไม่มีเงินจะส่ง ต้องไปยืมเงินนอกระบบมาผ่อนไปก่อน แล้วเจอน้ำมันอีก ผมว่ามันไม่ใช่เรื่องสบายอีกต่อไป
GM : ที่คนยังไม่ขี่จักรยานกันมากนักในชีวิตประจำวัน เป็นเพราะบ้านเราอากาศร้อน คุณว่ามีส่วนจริงไหม
ดร.นิรันดร : คนที่ไม่ขี่จะบอกว่าที่ไม่ขี่เพราะอากาศมันร้อน ก็เป็นเหตุผลที่พอกล้อมแกล้มได้ แต่จริง ๆ แล้วมันไม่ใช่ ถ้าขี่ในชีวิตประจำวันจริง ๆ อย่างขี่ไปทำงานหรือไม่ก็ขี่ไปเรียน ไปตอนไหนล่ะ ก็ไปตอนเช้า แล้วกลับตอนเย็นในวันทำงาน แล้วจะออกมาขี่จักรยานตอนแดดร้อน ๆ นี่ไม่ค่อยมีหรอก เพราะฉะนั้นตอนร้อนก็ไม่ได้ขี่ ที่ขี่ก็จะเป็นตอนที่อากาศยังดี ๆ อยู่ ไม่ว่าเป็นตอนเช้าหรือว่าตอนเย็น
 ในช่วงที่ร้อน ๆ แล้วเราจอดรถเอาไว้ พอเราเข้าไปในรถก่อนที่แอร์มันจะเริ่มเย็นนี่ โอ้โห ! มันร้อนมากเลย แต่ถ้าเราเอามือยื่นออกไปนอกรถในขณะกำลังวิ่ง มันเย็นกว่าเยอะมากเลย นั่นก็ถ้าดูเผิน ๆ จะเหมือนขี่จักรยานแล้วร้อน แต่เมื่อเราขี่ไปลมพัดโดนตัวเรา มันเหมือนได้พัดลมธรรมชาติ จริง ๆ แล้วมันไม่ร้อน เพียงแต่คนที่ไม่เคยขี่ก็จะมองว่าร้อน แล้วก็บอกว่าเป็นเหตุผลที่ฉันไม่ขี่
GM : เป็นไปได้ไหมว่า ถ้าคนขี่จักรยานมากขึ้นเรื่อย ๆ จะทำให้เราเห็นคุณค่าของต้นไม้ใหญ่มากขึ้นเหมือนในสิงคโปร์ที่แม้จะเป็นประเทศในเขตร้อนกว่าเรา แต่มีการขี่จักรยานกันมากได้เพราะมีต้นไม้ใหญ่มากด้วย
ดร.นิรันดร : ใช่ครับ ก็ค่อย ๆ ทำไป ทางที่ช่องเดินรถจักรยานทำให้มีต้นไม้ มันทำได้ ก็ทำให้เมืองร่มเย็นน่าอยู่ ขี่จักรยานก็สบาย ปัญหาเรื่องร้อนก็ยิ่งลดน้อยลงไปใหญ่ แต่โดยธรรมชาติมันไม่ใช่ปัญหา ของสิงคโปร์นี่ร้อนด้วยอุณหภูมินะ ถึงแม้จะอยู่ในร่มอุณหภูมิกับความชื้นมันก็ทำให้ร้อนอบอ้าว แต่ถ้าขี่จักรยานก็เหมือนมีลมพัด ก็ก่อให้เกิดความรู้สึกสบายแล้วการขี่ในเมือง ในชีวิตประจำวันมันไม่ใช่การเดินทางไกล หรือไม่ก็ใช้รถจักรยานพับ ถ้าอยู่ไกลก็ขี่จากถนนส่วนที่สบาย ๆ มา พอถึงช่วงนึงก็อาจจะหิ้วขึ้นรถไฟฟ้า ลงปั๊บ ปั่นเข้าที่ทำงาน พับเอารถขึ้นไปจอดอยู่ข้างเก้าอี้ ไม่ต้องกลัวหาย แล้วทุกวันนี้รถไฟฟ้า BTS ก็ให้รถจักรยานขึ้นได้ ทั้งแบบพับและไม่พับ แต่ว่าถ้าเป็น MRT นี่ยังให้แค่แบบพับอย่างเดียว
GM : คุณคิดอย่างไรกับการที่สวนสาธารณะหลายแห่งห้ามใช้จักรยาน
ดร.นิรันดร : ขอยกตัวอย่างนะอุทยานหลวงราชพฤกษ์ที่เชียงใหม่เราเสนอให้จักรยานเข้าได้ ให้นักท่องเที่ยวปั่นจักรยานจากในเมืองเข้าไป คนที่ขี่จักรยานจากบ้าน หรือนักท่องเที่ยวขี่จากเมืองเข้าไป ไม่มีใครที่เข้าไปแล้วขี่แบบคึกคะนองสักคน มันไม่มีความคิดเรื่องคึกคะนองอะไรอีกแล้ว เพราะเขาใช้จักรยานเป็นพาหนะ เพราะฉะนั้นคนพวกนี้ไม่ใช่ปัญหา แต่ในตอนแรกก็มีการคัดค้านอยู่ เขาบอกว่ากลัวว่าจะขับเข้าไปเฉี่ยวชนคนอื่น อันนั้นเขาไปเห็นหรือมีประสบการณ์จากสถานที่ที่มีจักรยานให้เช่าพ่อแม่พาลูกไปเที่ยว ลูกเห็นก็บอกให้พ่อแม่เช่าจักรยานให้ แล้วเวลาเด็กขี่ก็ขี่แบบเด็ก ไม่ได้ขี่จักรยานแบบใช้งานในชีวิตประจำวัน ก็ขี่แบบคึกคะนองแล้วก็ล้มเองบ้าง ไปชนคนอื่นบ้าง ทำให้คนที่บริหารอยู่ที่นั่นคิดว่าจักรยานเป็นปัญหา
Board: Interview
(0)
Share
GM
Keep by GM
2469
FOLLOWER

ON THE ROAD TO BIKE NATION

"GM : ระบบเส้นทางจักรยานที่พึงเป็น อย่างในญี่ปุ่นหรือในยุโรป ควรมีลักษณะอย่างไร
ดร.นิรันดร : ในญี่ปุ่นผมไม่เคยไปเอง แต่จากที่เห็นในภาพถ่ายทางเท้าเขากว้าง ระดับไม่ได้สูงจากถนน มันเหมือนกับลาดจากถนนขึ้นไปยังทางจักรยานที่อยู่บนทางเท้าเลย ก็เวิร์กสำหรับญี่ปุ่นที่จะใช้ทางจักรยานร่วมกับทางเท้า แต่ในยุโรป ทางจักรยานร่วมกับทางเท้าจะมีอยู่ใน park หรือจะอยู่ตามถนนคนเดิน แต่ถ้าอยู่บนถนนก็มักจะอยู่บนผิวถนน มีน้อยกิโลเมตรที่จะอยู่บนทางเท้า เพราะว่าวิ่งในผิวถนนมันไม่มีอะไรกีดขวาง แต่บนทางเท้า ยิ่งในบ้านเรามันมีอะไรที่เป็นสิ่งกีดขวางมากมาย ถ้าขึ้นไปแล้วเดี๋ยวก็ต้องลง ตอนลงนี่ละที่เป็นจุดอันตราย ถ้าเราลงมาแล้วลืมดูข้างหลัง รถอื่นก็อาจจะชนได้ เพราะฉะนั้นผมก็คิดว่าในบ้านเราต้องเอาทางจักรยานในผิวถนนเป็นหลัก เพราะทางเท้าเรามันใช้ไม่ได้ ไม่มีการจัดระเบียบอะไร แล้วถ้าเราคิดถึงการทำทางจักรยานบนทางเท้า เราก็ไม่ได้นึกถึงคนเดินเท่าไหร่ คนเดินและผู้พิการควรที่จะได้ใช้ทางเท้า ถ้าเราทำให้มีทางเดินจักรยานอยู่บนช่องพื้นผิวถนน ผู้พิการที่ใช้ล้อเลื่อนก็จะสามารถใช้ทางนั้นได้ด้วย แต่ต้องดูแลว่ารถต้องไม่จอด
เมื่อทางจักรยานแบบเดิม ๆ ที่ไม่มีการดูแลมันล้มเหลว เราก็นึกถึงระบบที่ผมเห็นในต่างประเทศ เพราะผมยุโรปประมาณ 2 ปีครั้ง ส่วนใหญ่ก็จะไปที่เยอรมัน หรือไม่ก็ฮอลแลนด์ ผมเห็นการพัฒนาของเขาเรื่อย ๆ ก่อนไปเราหาข้อมูล เราก็รู้ว่าเขามีการทดลองใช้ถนนที่เป็นวันเวย์ แต่ให้จักรยานวิ่งทูเวย์ ปรากฏว่าเวิร์กมาก เพราะว่าหลายถนนที่แคบรถยนต์สวนกันไม่ได้ แต่ไม่ได้แคบเกินกว่าจะให้รถยนต์แซงรถจักรยานได้ ทีนี้เมื่อรถยนต์แซงจักรยานได้ ก็ต้องมองในทางกลับกันว่า แล้วถ้าเผื่อสวนกันล่ะ ก็ไม่น่าจะมีปัญหา เพราะฉะนั้นก็เกิดระบบจักรยานวิ่งทูเวย์ รถยนต์วิ่งวันเวย์ขึ้นทั่วยุโรป คือไม่มีช่องจักรยาน แต่มีรูปจักรยานอยู่กลางถนน แล้วมีลูกศรชี้บอกว่าเป็นถนนที่มีจักรยานวิ่ง 2 ทาง จักรยานจะไปทางไหนก็ได้ แล้วคนที่เห็นก็จะรู้ได้เลยว่าสิทธิของคนขี่จักรยานมันเป็นแบบนี้ ไม่ได้มาคิดว่าทำไมจักรยานถึงมีอภิสิทธิ์
GM : จริง ๆ แล้ว เรื่องการเลือกใช้จักรยานนั้นเป็นเรื่องของการสนับสนุนทางด้านสิทธิการใช้ถนนด้วยใช่ไหม
ดร.นิรันดร : คนยุโรปคิดว่าจักรยานเมื่อใช้แล้วมีผลดีหลายอย่าง ผลดีต่อ
เชียงใหม่นาว !
เชียงใหม่นาว ! คือนิทรรศการศิลปะร่วมสมัย ที่คัดเลือกศิลปินนักวัฒนธรรมจากเมืองเชียงใหม่ จำนวน 13 ท่าน มาร่วมแสดงผลงานที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร โดยภัณฑารักษ์หรือ Curator ของงานนี้คือ อังกฤษ อัจฉริยโสภณ ผู้มีความเห็นว่า ศิลปะแทรกซ่านอยู่ในทุกกิจกรรมของชีวิต ไม่เว้นแม้กระทั่งการขี่จักรยาน ก็เป็นงานศิลปะ ดังนั้น เขาจึงเชื้อเชิญชมรมจักรยานวันอาทิตย์ให้เข้ามาร่วมงานในครั้งนี้ เพื่อกระตุ้นปลุกเร้าผู้คนให้สั่นสะเทือนไปกับศิลปะ
งานนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 7 เมษายน – 18 มิถุนายน 2554 ณ ห้องนิทรรศการชั้น 9 หอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร"
1 KEEP
GM
0 LOVES
COMMENT