Grateful route brings Great full Life ชินวุฒ อินทรคูสิน  ฟังคำแม่สอน 
“แม่คือคนที่เสียสละ มันเหมือนอยู่ในสัญญาณของการเป็นแม่แล้วว่าแม่จะต้องเสียสละให้ลูก แต่ว่าอันนี้คือมันไม่จำเป็นต้องทำแต่เขาก็ทำ ทำเกินที่เขาควรจะทำด้วย ผมก็เลยอยากที่จะเป็นแบบแม่ ผมอยากจะเป็นแบบพ่อให้ได้อย่างที่แม่เป็น แม่ผมเป็นคนที่สอนให้ผมถ่อมตัวตลอดเวลา ไม่คิดว่าตัวเองอยู่เหนือคนอื่นเพราะว่าเราทุกคนคือมนุษย์ ไม่มีใครควรจะอยู่เหนือใคร เม็ดเงินไม่ได้แปลว่าคุณเป็นคนที่ดีกว่าคนอื่น คุณจะจน คุณจะรวย คนก็คือคน หากคุณตัดคำว่า “จน” ออกไปมันก็ยังเป็นคน ตัดคำว่า “รวย” ออกก็ยังเป็นคน คนหล่อ คนหน่าเกลียดตัดคำว่า “น่าเกลียด” คำว่า “หล่อ” ทิ้งไปมันก็ยังเป็นคนอยู่ดี แม่ผมสอนให้ผมเป็นอย่างนี้ ผมก็เลยจะมองว่าคนทุกคนเท่ากันหมด ไม่ว่าคุณจะทำอะไร จะกวาดพื้นจะเก็บขยะ ถ้าเป้นผู้ใหญ่ ช่วยผมผมก็ยกมือไหว ไม่ได้คิดแบบ “เออ ก็หน้าที่คนนี่” อะไรอย่างนั้น ใครไม่รู้เล่าให้ผมฟังว่าที่เต๋อ เรวัตน่ะ เมื่อก่อนตอนเดินเข้าตึกแกรมมี่ มีอยู่วันนึงเขายกมือไหว้ขอบคุรยาม “คุณคือเจ้าของยริษัทแต่คุณยกมือไหว้ขอบคุณยามอ่ะ” ถามว่าไหว้ทำไมเขาบอกว่า “ขอบคุณที่คุณรักษาความปลอดภัยให้ตึกผม” สุดยอดใช่ไหมครับถ้าตราบใดที่เราไม่เข้าใจเรื่องพวกนี้ยังไงเราก็ไม่มีความสุข”
ถามไถ่สารทุกข์ 
“ตอนนี้ทำหลายอย่างเลยครับ (หัวเราะ) เพลงล่าสุดที่เพิ่งปล่อยไปชื่อ “หนึ่งคำถามสองคำตอบ” มิวสิควีดีโอก็ออนแอร์แล้วเพลงนี้เป็นซิงเกิ้ลที่อยู่ในอัลบั้ม ‘I believe’ ซึ่งเป็นอัลบั้มล่าสุด ก็อยากให้ลองฟังดูนะครับ แล้วตอนนี้ก็หันมาทางแอคติ้งมากขึ้นด้วยนะครับ ก็ถ้าใครได้ดู ทุกวันศุกร์ตอน 5 ทุ่มนะครับ ทางาช่อง 3 ก็มี ‘สถานีบานฉ่ำ’ เป็นซีรี่ส์ที่ออนแอร์อยู่เรื่อยๆ ตอนนี้ ถ้าใครได้ดูก็น่าจะติดอยู่ (ยิ้ม) แล้วตอนนี้ก็ถ่ายหนังด้วยครับเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกของผมเลย เป็นหนังผีครับ ไม่ได้เล่นเป็นพระเอกแต่เป็นตัวเดินเรื่องครับ ก็อยากให้ติดตามหนังเรื่องนี้ด้วยนะครับ จริงๆ แล้วก็ทำอย่างนี้เรื่อย ๆครับ ช่วงนี้ก็ถ่ายเยอะหน่อย ถ่ายหนังกับซีรี่ส์ผสมผสานกันไป สลับสับเปลี่ยนกันไปครับ แล้วพอซิงเกิ้ลใหม่ออกมาก็ต้องโปรโมทกันบ้าง เดี๋ยวแฟนเพลงจะคิดถึง(ยิ้ม)” เปิดประสบการณ์กับงานแสดง 
“ตอนแรกผมก็รู้สึกว่ามันยากครับ พอเราลองอะไรใหม่ๆ ตอนแรกมันก็ต้องยากอยู่แล้ว แต่ผมค่อนข้างที่นะไหลไปกับมันนะ เหมือนแบบให้เราไปกันมันแล้วก็ทำให้เราปรับสภาพเข้าได้มากขึ้น แล้วผมรู้สึกว่าทำแล้วมันก็ได้เนอะ ทำแล้วเราสนุกกับมัน อย่างซีรี่ส์เนี่ยมันจะง่ายกว่าเพราะว่ากล่องจับ 3 ตัว แล้วก็จะเล่นง่ายกว่าเพราะว่าเราเล่นเป็นคนปกติ เป็นคนธรรมดา แต่ว่าพอมาเป็นในโหมดหนังเนี่ย ผมเล่นเป็นเหมือนเด็กมีปัญหา มันลึกกว่า แล้วก็เหนื่อยกว่า แต่ว่าก็รู้สึกว่าพอตัวเองทำออกมมันก็ เออ ดูน่าสงสารดีนะ ก็เลยรู้สึกว่า เออ เราก็ได้อยู่นะ แต่มันก็เหนื่อยครับเพราะว่าแอคติ้งทุกอย่าง มันต้องชัดมากเพราะเวลามันขึ้นโรงภาพยนตร์มันใหญ่มาก เพราะฉะนั้นเวลาเราแสดง สายตาหรือทุกอย่างมันจะต้องทำให้เห็นจริงๆ เพราะทุกอย่างมันอยู่ตรงหน้าเรา ถ้าเกิดโคลสอัพบางทีหน้าเราก็จะเต็มจอหนังเลยล่ะ เพราะฉะนั้นเวลาเราขยับนิดนึ่งหรืออะไรนิดนึง มันต้องมีความหมายทุกอย่าง” แบ่งปันความรู้ 
“ผมก็แค่สอนเต้นบ้างครับ แต่ช่วงนี้ไม่ได้สอนเลย ผมไม่ได้สอนมาเป็นปีแล้วครับ จริงๆ ตอนนั้นที่ผมสอนเนี่ย ผมสอนกับทาง D-Dance ของครูอุ๋ เปรมจิตนะครับ เพราะเราสนิทกันอยู่แล้ว ชินก็บอกว่า “เฮ้ย ชินอยากปล่อยวิชา” อะไรอย่างนี้ มันก็เป็นเหมือนการฝึกตัวเองด้วยน่ะนะครับ ให้คิดท่าให้อะไรอย่างนี้ครับ ก็เลยขอพี่อุ๋ตอนนั้น แล้วก็สอนอยู่แป๊บนึงครับ แล้วก็ไม่ได้สอนแล้ว แต่ตอนที่ผมไปเรียนเต้นที่อเมริกามา กลับมาพี่อุ๊ก็ให้สอนอาจารย์ ให้ผมไปสอนอาจารย์ของ D-Danceอีกที เพราะว่าเหมือนแบบเราไปเสพสไตล์นั้นมาแล้วเขาก็อยากให้ครูของเขาได้อะไรตรงนี้ด้วย อะไรอย่างนี้ครับ เพราะว่าถ้าเขาไปเรียนเขาคงกลับมาสอน แต่ผมเพิ่งไปเรียนมา ผมก็เลยกลับมาเปิดเป็นเวิร์คช็อปดูสักคลาสสองคลาสอะไรอย่างนี้ครับ ก็สนุกดีฮะ ตกใจเหมือนกันที่ให้ผมมาสอนอาจารย์(หัวเราะ) สอนคนที่เคยสอนเราน่ะ ก็เลยรู้สึกว่าเออ มันก็ยากเหมือนกันนะที่จะสอนเต้นอะไรอย่างนี้ ก็คงอีกสักพักใหญ่เลยล่ะ ครับที่จะกลับมากสอนอีก ตอนนี้ขอให้เวลานอนก่อน (หัวเราะ) เพราะช่วงนี้หนักครับ ยุ่งมากทุกวัน ก็ทำงานเสร็จเที่ยงคืน ตีหนึ่ง อะไรอย่างนี้ ก็ถ่ายหนังเป็นปกติอยู่แล้วน่ะนะครับ ถ้าซีรี่ส์ก็เสร็จสี่ทุ่ม แล้วโลเคชั่นมันก็ไกลด้วย กว่าจะถึงบ้านก็ห้าทุ่มเกือบเที่ยงคืนอะไรอย่างนี้ครับ ไปถ่ายหนังบางทีก็ไปถ่ายต่างจังหวัดอะไรอย่างนี้ เสร็จก็ตีหนึ่งแล้ว กลับมาถึงบ้านตีสามกว่า มันก็อย่างนี้แหละครับเป็นอย่างนี้ ไม่ได้บ่นนะครับไม่ได้บ่น (หัวเราะ) แต่มันเป็นเรื่องที่เราต้องเจอประจำตลอดอยู่แล้วถ้าเราทำอยู่ตรงนี้” เต้นไปกับชีวิต 
“ถ้าให้เปรียบเป็นประเภทการเต้นก็คงเป็น contemporary น่ะครับ contemporary ก็คือการผสมผสานหลายๆ อย่างไม่ว่าจะเป็นร้อง เต้น แสดง ทำเบื้องหลังอะไรอย่างนี้รู้สึกว่ามันเป็นการผสมผสาน ถ้าเกิดเรายิ่งใฝ่ยิ่งไขว่คว้าที่จะหาอะไรใหม่ๆ มา มันก็จะทำให้เราเป็นคนที่ไม่หยุด เป็นคนที่มักจะนำเสนออะไรใหม่ ได้ตลอดเวลา มีการผสมผสานหลายๆ อย่าง ให้มันออกมาแล้ว “เฮ้ย!อย่างนี้เลยเหรอวะ” ชีวิตผมก็จะเป็นอย่างนี้มากกว่า ผมจะไม่หยุดน่ะ ผมจะเป็นแบบนี้ไปๆ มาๆ แล้วก็หานู่นหานี่มาทำ หานู่นหานี่มาใส่ตลอดเวลา อะไรอย่างนี้ ไม่งั้นชีวิตน่าเบื่อ ผมพยายามหาตลอดเวลาเลยบางทีถ้าไม่ใช่ก็ไม่เป็นไร หาอะไรใหม่ๆ ต่อ อะไรอย่างนี้ ค่อยๆ หาไปเรื่อยๆ แล้วเราก็ไม่ได้ทิ้งสิ่งที่เราทำอยู่ทุกวันนี้ ถึงจะเหนื่อยแต่ก็แฮปปี้ครับ เพราะว่าเราก็ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ แล้วก็พยายามจะไม่เครียดกับมัน งานทุกงานหรือธุรกิจมันมีเรื่องเครียดอยู่แล้ว เราพยายามจะมองว่ามันคือสิ่งที่เราชอบนะ สิ่งที่เรารัก เป็นงานศิลปะ อะไรอย่างนี้ เราก็อยากจะทำอะไรก็ได้ ไม่ต้องรวยก็ได้ แต่แค่ให้มีความสุขก็พอ สำหรับผมนะ ผมรู้สึกว่าเราทำตรงนี้แล้วเราแฮปปี้ เราก็อยากทำต่อไป” เดินตามฝัน ด้วยแรงผลักดันจาก “ผู้เป็นแม่” 
“จริงๆ บ้านผมก็เป็นอย่างนี้อยู่แล้วแม่ผมน่ะเป็นคนดึงผมออกจากโรงเรียนตอนอายุ 17 แล้วให้ไปสอบเทียบ แทนที่จะเรียนตามหลักสูตรให้จบอะไรอย่างนี้แต่ผมโชคดีด้วยแหละที่บ้านผมสมองไวน้องสาวผมก็หัวไว เก่งเลย เก่งเขียนอะไรอย่างนี้ ผมก็เป็นคนที่ไว คืออ่านแล้วเข้าใจเลยก็โชคดีตรงนี้ “แล้วแม่ก็เป็นคนที่สนับสนุนน่ะครับลูกอยากทำอะไรแม่ผมจะสนับสนุนเลยตราบใดที่มันไม่ทำร้ายคนอื่นก็ทำไปเถอะเรื่องเต้นเหมือนกัน ถ้าเราอยากเต้นจริงๆ ถ้าเรารักมันชอบมันจริงๆ เราจะไม่มีวันหยุดเราจะไปเลย ทำตลอดเวลา ผมน่ะช่วงที่เต้นแรกๆ ผมเต้นบนรถไฟฟ้าตลอด เวลาไปโรงเรียนตอนนั้นอายุ 13-14 งี้ อยู่บนรถไฟฟ้าฟังเพลงแล้วก็เต้นอยู่คนเดียว ใส่ชุดนักเรียกเต้นบนรถไฟฟ้าอยู่คนเดียวไม่มีเขินเพราะผมอยากเต้น ผมไม่ต้องแคร์คนอื่น (หัวเราะ) แค่ผมหลับตาก็ไม่มีใครอยู่แล้ว ใส่หูฟังก็ไม่ได้ยินคนอื่นแล้ว” ดูแลตนเองอย่างสมดุล 
“นอนเมื่อนอนได้มั้งครับ (หัวเราะ) แต่ผมน่ะเป็นคนแรงควาย เป็นคนที่ไม่รู้สึกเหนื่อย ผมเป็นคนบ้าพลังมาก ไฮเปอร์ไหม (หันไปถามคนอื่น) ไฮเปอร์ (หัวเราะ) ก็คือเป็นคนที่ไม่หยุดน่ะ เวลาไปกองถ่ายฯ คนอื่นเขาก็จะแบบ “ไปเอาแรงมาจากไหนวะเนี่ย” ถ่ายตั้งแต่หกโมงเช้าถึงเที่ยงคืน บางทีก็ตีหนึ่ง ตีสาม มันยังบ้าเหมือนตอนหกโมง สิบโมงเช้าได้ คือผมเป็นคนที่แรงกายเยอะอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ผมเซนซิทีฟคือเรื่องความรู้สึกภายในอะไรอย่างนี้ อันนี้ก็ต้องคอยสงบสติอารมณ์ เพราะผมเป็นคนที่แบบ ถ้าขึ้นก็คือขึ้นง่าย ลงก็ลงง่าย คือต้องบาลานซ์ให้มันได้ แต่มันจะมีอยู่แต่บางอย่างเท่านั้นที่ทำให้ผมขึ้นได้ 1. ตัวเอง 2. เรื่องครอบครัว 3.เรื่องงาน มีอยู่ประมาณนี้แล้วก็เรื่องความรัก 4 อย่างเท่านั้น จะไม่มีเรื่องกรุจุกกระจิก เรื่องเล็กๆ น้อยๆ จะไม่ค่อยเท่าไหร่ แต่เรื่องมันหนักๆ ก็จะทำให้ผมกลุ้มใจหนัก แต่ว่าก็พยายามบริหารให้เราแบบควบคุมอารมณ์ตัวเองให้ได้นะอะไรอย่างนี้ กลับมามองตัวเองตลอดเวลาว่าที่เราทำอย่างนี้มันถูกไหมชิน พยายามจะกลับมามองตัวเองตลอดเวลา แต่ถ้าเรื่องกายไม่ค่อยมีปัญหาอะไรเท่าไหร่ครับก็ถ้าทำอย่างที่ผมทำทุกวันมันก็ผิดน่ะ ผมว่าการที่เราไฮเปอร์ตลอดเวลามันก็คือการออกกำลังกายนะ (หัวเราะ) การไม่หยุดนิ่งมันก็คือการออกกำลังกาย แต่ถ้าเกิดเรานั่งอยู่นิ่งๆ ไม่ทำอะไรเลย ร่างกายเรามันก็ไม่ได้ออกกำลังอะไร แต่เรื่องอาหารการกินนี่ไม่ได้เลย ผมกินมันทุกอย่าง เนี่ยเรื่องอาหารเป็นอย่างนึงที่ผมควรจะคุมแต่ว่าบางทีเรากินดึกเพราะว่างานเรามันบังคับให้เรากินดึกน่ะครับ ก็ต้องบริหารตรงนี้ให้ได้แต่ไม่เป็นไรเพราะผมกินไปผมก็ได้ใช้พลังงานตลอดอยู่แล้ว(ยิ้ม)” 

นอกจากความมุ่งมั่นและความขยันหมั่นเพียรอันเป็นองค์ประกอบสำคัญแล้ว เราเชื่อว่าความรักและความกตัญญูต่อแม่ผุ้มีพระคุณ ก็มีส่วนอยู่ไม่น้อยที่ทำให้ชิน ชินวุฒ ประสบความสำเร็จในชีวิตถึงเช่นทุกวันนี้...
Board: About Him
(0)
Share
Slimup
Keep by Slimup
1809
FOLLOWER

Grateful route brings Great full Life ชินวุฒ อินทรคูสิน

"ฟังคำแม่สอน
“แม่คือคนที่เสียสละ มันเหมือนอยู่ในสัญญาณของการเป็นแม่แล้วว่าแม่จะต้องเสียสละให้ลูก แต่ว่าอันนี้คือมันไม่จำเป็นต้องทำแต่เขาก็ทำ ทำเกินที่เขาควรจะทำด้วย ผมก็เลยอยากที่จะเป็นแบบแม่ ผมอยากจะเป็นแบบพ่อให้ได้อย่างที่แม่เป็น แม่ผมเป็นคนที่สอนให้ผมถ่อมตัวตลอดเวลา ไม่คิดว่าตัวเองอยู่เหนือคนอื่นเพราะว่าเราทุกคนคือมนุษย์ ไม่มีใครควรจะอยู่เหนือใคร เม็ดเงินไม่ได้แปลว่าคุณเป็นคนที่ดีกว่าคนอื่น คุณจะจน คุณจะรวย คนก็คือคน หากคุณตัดคำว่า “จน” ออกไปมันก็ยังเป็นคน ตัดคำว่า “รวย” ออกก็ยังเป็นคน คนหล่อ คนหน่าเกลียดตัดคำว่า “น่าเกลียด” คำว่า “หล่อ” ทิ้งไปมันก็ยังเป็นคนอยู่ดี แม่ผมสอนให้ผมเป็นอย่างนี้ ผมก็เลยจะมองว่าคนทุกคนเท่ากันหมด ไม่ว่าคุณจะทำอะไร จะกวาดพื้นจะเก็บขยะ ถ้าเป้นผู้ใหญ่ ช่วยผมผมก็ยกมือไหว ไม่ได้คิดแบบ “เออ ก็หน้าที่คนนี่” อะไรอย่างนั้น ใครไม่รู้เล่าให้ผมฟังว่าที่เต๋อ เรวัตน่ะ เมื่อก่อนตอนเดินเข้าตึกแกรมมี่ มีอยู่วันนึงเขายกมือไหว้ขอบคุรยาม “คุณคือเจ้าของยริษัทแต่คุณยกมือไหว้ขอบคุณยามอ่ะ” ถามว่าไหว้ทำไมเขาบอกว่า “ขอบคุณที่คุณรักษาความปลอดภัยให้ตึกผม” สุดยอดใช่ไหมครับถ้าตราบใดที่เราไม่เข้าใจเรื่องพวกนี้ยังไงเราก็ไม่มีความสุข”"
1 KEEP
Slimup
0 LOVES
COMMENT
RELATED ARTICLE
7
1
1
1
17
1
1
5
1
13