A Rule Follower ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี สปอร์ตแมนตัวจริง “ผมเคยเล่นวินด์เซิร์ฟเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว เล่นจนตัวดำปี๋ ผอมกระหร่อง เล่นอยู่สักสองปีได้ จนสภาพอากาศเปลี่ยน แมงกะพรุนเยอะขึ้นมหาศาล หลัง ๆ ก็เลยเลิก เพราะโดยอาชีพแล้วไม่ควรจะไปเสี่ยงกับแมงกะพรุน ก็เลยคิดว่าไปเล่นอย่างอื่นก็ได้ (หัวเราะ) ขนาดเพื่อนที่เล่นวินด์เซิร์ฟด้วยกันเขาก็เปลี่ยนไปเล่นไคท์เซิร์ฟ เราก็อยากเล่นใจจะขาด ตอนหัดเนี่ยมันต้องแดร็กไปกับน้ำ ก็กลัวจะเจอแมงกะพรุนมาก ก็เลยไม่ได้หัด ก็เลยไม่มีโอกาสได้เล่น แต่หลัง ๆ ช่วงนี้เพื่อนบ้าจักรยานมาก ประกอบกับเราย้ายบ้านเข้าหมู่บ้านพอดี แล้วเพื่อนสนับสนุนเรื่องอุปกรณ์ คือเพื่อนเขาขี่เสือภูเขาก่อน แล้วเขาก็พัฒนาไปขี่เสือหมอบ เขาก็เอาเสือภูเขามาให้เรา แล้วรอบนึงของหมู่บ้านมันประมาณสองกิโลฯ กว่า ก็เลยพอดีเลย มาลองขี่จักรยานดู เริ่มขี่แรก ๆ ก็รู้สึกว่าเพลินดี ขี่ตอนเย็น ๆ ก็จะเจอแม่บ้านตามบ้านต่าง ๆ พาลูกเจ้าของบ้านออกมาเดินเล่นบ้าง ขี่จักรยานบ้าง มันก็เริ่มมีสังคมมีอะไร พอขี่ไปเรื่อย ๆ คนในหมู่บ้านก็เห็นว่าไอ้บ้านี่ขี่ แล้วทุกบ้านเนี่ยมีจักรยานหมดเลย แต่ไม่ค่อยมีใครขี่ พอหลัง ๆ ก็เห็นว่าค่อย ๆ เริ่มมีคนขี่เยอะขึ้น เออ ก็ดีนะ แล้วผมขี่บ่อยมาก ขี่ไปฟังข่าวไป ใช้เวลาประมาณชั่วโมงถึงชั่วโมงครึ่ง ก็ทำอย่างนี้ทุกวัน”
สายลมเอื่อย ๆ ได้พัดพาเอาละอองฝนจากฟ้าลอยมาสัมผัสกับกระจกแผ่นหนาริมหน้าต่าง ก่อนที่จะรวมตัวกันเป็นหยดน้ำที่ค่อย ๆ ไหลลงพื้นดิน กลับคืนสู่วงจรทางธรรมชาติต่อไป ขณะนั้นอุณหภูมิภายในห้องที่เย็นอยู่แล้วด้วยเครื่องปรับอากาศกลับยะเยือกยิ่งขึ้นจากความชื้นของเม็ดฝน หากได้กาแฟอุ่น ๆ สักแก้วก็คงดี และคงดีกว่านั้นหากเปลี่ยนจากกาแฟมาเป็นไออุ่นจากใครสักคน.... ก่อนที่ความคิดของเราจะเตลิดไปไกล ผู้ชายคนหนึ่งก็เดินตรงมาทางเรา สัญลักษณ์บนมุมปากของเขาทำให้เราจำได้ทันทีว่าเขาคือ “กบ-ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี” ตัวแทนของชายหนุ่มผู้อบอุ่น เราจึงไม่รอช้า รีบไปเชื้อเชิญเขาให้มานั่งเป็นเพื่อนคลายหนาวทันที วงการเพลง วันนี้กับวันวาน 
“สมัยก่อนนะครับ สิ่งที่ไม่มีก็คือเรื่องของเวทีต่าง ๆ ในการประกวด ในการที่จะแสดงออกมันมีน้อยกว่าสมัยนี้เยอะ สมัยนี้มีมาก มาก ๆ ๆ เลย ไม่ว่าจะเป็นทั้งเรื่องนักร้อง ทั้งเรื่องสตาร์ หรือเรื่องของแบนด์เองก็ตาม เพราะฉะนั้นเนี่ย การเป็นนักดนตรีหรือโอกาสในการที่จะเข้ามาสู่วงการนี้มันเยอะ สมัยก่อนไม่ค่อยมีการประกวด แต่ก่อนมีอันเดียวเองมั้ง ของสยามกลการ (ยามาฮ่า) รู้สึกจะมีอยู่เจ้าเดียว แต่ถามว่าการอยู่ในวงการสมัยนี้กับสมัยก่อนก็ต่างกัน สมัยก่อนเราสามารถขายได้ตามความเป็นจริง แต่สมัยนี้มันมีทั้งการก็อปปี้ มันมีทั้งอินเทอร์เน็ต อะไรต่าง ๆ นานา ซึ่งมันดาวน์โหลดกันฟรี รายได้มันก็แทบจะไม่เหลือเพราะฉะนั้นรายได้ของคนเขียนเพลง คนแต่งทำนอง นักร้อง ในยุคสมัยนี้ก็จะต่างจากยุคสมัยก่อน แต่ก่อนถ้าเทียบนักร้องกับนักแสดง นักรู้ดูจะได้เงินมากกว่า (หัวเราะ) เหนื่อยน้อยกว่า แต่สมัยนี้นักร้องจะได้เงินจากตรงที่ไปแสดงเสียมากกว่า ในส่วนของยอดขายซีดีเนี่ยมันไม่เหมือนสมัยขายเทป มันเทียบกันไม่ได้ สมัยนี้แทบจะไม่ต้องหวังอะไรเลยเกี่ยวกับยอดขาย” อุดรูรั่ววงการเพลงไทย 
“ต้องปรับปรุงจากความซื่อสัตย์ของคนก่อน (หัวเราะ) คือถ้าอยากให้วงการมันดีขึ้นคนพวกนี้ต้องอยู่ได้ คนเขียนเพลงเก่ง ๆ ดี ๆ หรือคลื่นลูกใหม่ที่มาทำงานต้องอยู่ได้ เพราะฉะนั้นมันต้องเริ่มจากคนซื้อก่อน คนซื้อต้องซื้อของแท้ ต้องไม่ดาวน์โหลดฟรีหรือส่งต่อให้เพื่อนต่าง ๆ นานา ซึ่งตรงนี้แหละที่ทำให้วงการเพลงบ้านเรามันไม่ก้าวหน้าไปไหน คนที่เขียนเพลงก็เริ่มจะไม่อยากเขียนเพลงแล้ว ถามว่านักร้องเก่า ๆ ที่เคยออกอัลบั้มทุกคนเมื่อยี่สิบปีที่แล้ว ไม่ว่าใครก็ตาม อยากทำอีกไหม ทุกคนอยากทำอีกแต่ถามว่าใครจะเขียนให้ คือเขาเป็นนักร้องจริง ๆ ไม่ใช่นักแต่งเพลง สมมุติผมไปขอให้เพื่อนผม ชนะ เสวิกุล เขียนให้ ผมก็มีความรู้สึกเกรงใจว่าชนะมาเสียเวลานั่งเขียนเพลงให้ทรงสิทธิ์ซึ่งเป็นนักร้องเก่า แทนที่ชนะจะเอาเวลาไปเขียนให้นักร้องใหม่ ๆ ซึ่งมีโอกาสที่จะขายได้มากกว่าที่จะเขียนให้ผมแล้วโดยสังคมแบบนี้ ยิ่งคนฟังเพลงระดับนี้ มีคอมพิวเตอร์ทุกคน “เฮ้ย มันจะขายได้เหรอวะ” (หัวเราะ) “เอาง่าย ๆ ตั้งแต่ปี ’47 กบอัลบั้ม ‘Mars & Venus’ ขายได้ 20,000 แผ่น ซึ่งผมเชื่อว่าคนฟังเพลงผมเยอะกว่านั้นนะ แต่มันขายได้เท่านั้นจริง ๆ เนี่ยเพลง “หากันจนเจอ” ผมเชื่อว่าหลาย ๆ งานแต่งงานเปิด แล้วก็มีคนติดต่อผมไปร้องกับกบ-เสาวนิตย์ ก็เยอะพอสมควร แต่ผมเชื่อว่าอีก 80 เปอร์เซ็นต์ของงานแต่งที่ใช้เพลงผมน่ะไม่ได้ใช้แผ่นจริง (หัวเราะ) ถ้างานแต่งทุกงานใช้แผ่นแท้ ผมเชื่อว่าต้องมีอีกสักพันแผ่นนะ แต่พันแผ่นนั้นมันหายไปกับ MP3 กับการดาวน์โหลดหรืออะไรก็ตาม (หัวเราะ) ซึ่งนั่นปี ’47 นะ แล้วพ.ศ.นี้มันยิ่งไปกันใหญ่ ยิ่งรวดเร็วไปกันใหญ่ แล้วเดี๋ยว 3G มา การถ่ายเทข้อมูลมันจะมหาศาล มันจะเร็วมาก แล้วจะขายกันยังไงล่ะ (หัวเราะ) เพราะฉะนั้นจะทำไงล่ะ ก็ต้องแก้ที่คนซื้อก่อนแล้วกัน ทำไมฝรั่งเขาขายได้ เพราะฝรั่งเขามีความเคารพในเรื่องสิทธิ์ต่าง ๆ นานา ซึ่งคนไทยยังไม่มี แล้วผมก็เชื่อว่าหลาย ๆ ประเทศก็ยังไม่มี
“บางทีก็สงสารตัวเอง สงสารเพื่อนพ้องน้องพี่ในวงการแล้วก็ยิ่งโดยเฉพาะเด็กใหม่ ๆ ที่ขึ้นมาเนี่ย ไม่เคยเจอแล้วล้านตลับเนี่ย ไม่เคยเห็นแน่นอน แสนนึงก็นั่งยิ้ม เฮ...แทบจะแห่กันแล้ว (หัวเราะ) ก็ไม่รู้จะทำไง ได้แต่บอกว่าให้ซื้อของแท้แล้วกัน ถ้าซื้อของแท้ได้เหมือนตอนโหวตอะไรสักอย่างทาง SMS เนี่ยนะ รับรอง ประเทศชาติเจริญ (หัวเราะ) กินกาแฟแก้วเป็นร้อยยังกินได้เลย กินแล้วก็ฉี่ออกมาใช่ไหม แต่อันนี้เก็บไว้ฟังได้ หน้าปกก็ยังอยู่ (หัวเราะ) แผ่นละร้อยกว่าบาท กินข้าวยังกินแพงกว่านี้เลย นี่เก็บไว้ได้เป็นชาตินะ เผลอ ๆ เก็บไว้จนตายเลยนะ (หัวเราะ)” ภาพลักษณ์แบบผู้ชายอบอุ่น 
“มันประจวบเหมาะกันระหว่างเพลงกับภาพจำใน “สามหนุ่ม สามมุม” ผมเชื่อว่าสามหนุ่มฯ เป็นอะไรที่ทำให้ผมดูอบอุ่น คือเป็นพี่คนโต ถึงจะขี้บ่น หัวโบราณ แต่ก็รักน้อง แล้วก็ออกมาพร้อมกับเพลง “วันใส ๆ ถ้าจำชุดแรกได้ “เผื่อใจไว้ให้กันสักหน่อย” จะออกเป็นป็อปร็อค ผมยาวสะพายกีตาร์ พอมี “วันใส ๆ” พร้อมกับบท “เอกพล” ปั๊บ จบ! หมดกันชีวิตชาวร็อค (หัวเราะ) ก็เลยกลายเป็นนี่แหละฮะ ผู้ชายอบอุ่น ใส ๆ กันไปวัน ๆ (หัวเราะ) แต่จริง ๆ แล้วผมก็เป็นน้องคนเล็ก แล้วก็ไม่เหมือนเอกพลเลย แทบจะต่างกันโดยสิ้นเชิง แต่จริง ๆ แล้วเป็นคนที่พูดอะไรค่อนข้างแรง ไฝมันทำงานน่ะ บางทีก็ไม่รู้ตัว กลับไปบ้านแล้วถึงจะรู้อะไรอย่างนี้ เวลาทำงานจะค่อนข้างมีวินัย เต็มที่กับงานมาก ๆ ใครจะมาพูดเล่นกับงานกับอาชีพผมไม่ได้เลย” บทสนทนาที่สนุกสนานทำให้เราลืมห้วงเวลาในโลกแห่งความจริงไปเสียสนิท ช่องกระจกริมหน้าต่างกลับมาส่องสว่างอีกครั้งด้วยแสงแดดจากภายนอก ไม่รู้ว่าเป็นเพราะภาพลักษณ์ของความอบอุ่นจากคู่สนทนาในคราวนี้ หรือเพราะไออุ่นจากฟ้าหลังฝนที่ทำให้ความรู้สึกเหน็บหนาวก่อนหน้านี้ค่อย ๆ จางหายไป ก่อนจากกันสุภาพบุรุษคนเดิมยังย้ำกับเราว่า “ระเบียบวินัย” คือสิ่งที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้เราเดินตามเป้าหมายที่เราวางไว้ได้สำเร็จ ไม่เพียงแต่เฉพาะเรื่องการออกกำลังกายเท่านั้น แต่หากเราสามารถบังคับใจตัวเองให้ทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดจนกลายเป็นวินัยในตนเองได้แล้ว ไม่ว่าสิ่งที่เราทำอยู่จะเป็นเรื่องใด เราก็จะบรรลุเป้าหมายได้ในสักวันหนึ่ง
Board: About Him
(0)
Share
Slimup
Keep by Slimup
1809
FOLLOWER

A Rule Follower ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี

"สปอร์ตแมนตัวจริง “ผมเคยเล่นวินด์เซิร์ฟเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว เล่นจนตัวดำปี๋ ผอมกระหร่อง เล่นอยู่สักสองปีได้ จนสภาพอากาศเปลี่ยน แมงกะพรุนเยอะขึ้นมหาศาล หลัง ๆ ก็เลยเลิก เพราะโดยอาชีพแล้วไม่ควรจะไปเสี่ยงกับแมงกะพรุน ก็เลยคิดว่าไปเล่นอย่างอื่นก็ได้ (หัวเราะ) ขนาดเพื่อนที่เล่นวินด์เซิร์ฟด้วยกันเขาก็เปลี่ยนไปเล่นไคท์เซิร์ฟ เราก็อยากเล่นใจจะขาด ตอนหัดเนี่ยมันต้องแดร็กไปกับน้ำ ก็กลัวจะเจอแมงกะพรุนมาก ก็เลยไม่ได้หัด ก็เลยไม่มีโอกาสได้เล่น แต่หลัง ๆ ช่วงนี้เพื่อนบ้าจักรยานมาก ประกอบกับเราย้ายบ้านเข้าหมู่บ้านพอดี แล้วเพื่อนสนับสนุนเรื่องอุปกรณ์ คือเพื่อนเขาขี่เสือภูเขาก่อน แล้วเขาก็พัฒนาไปขี่เสือหมอบ เขาก็เอาเสือภูเขามาให้เรา แล้วรอบนึงของหมู่บ้านมันประมาณสองกิโลฯ กว่า ก็เลยพอดีเลย มาลองขี่จักรยานดู เริ่มขี่แรก ๆ ก็รู้สึกว่าเพลินดี ขี่ตอนเย็น ๆ ก็จะเจอแม่บ้านตามบ้านต่าง ๆ พาลูกเจ้าของบ้านออกมาเดินเล่นบ้าง ขี่จักรยานบ้าง มันก็เริ่มมีสังคมมีอะไร พอขี่ไปเรื่อย ๆ คนในหมู่บ้านก็เห็นว่าไอ้บ้านี่ขี่ แล้วทุกบ้านเนี่ยมีจักรยานหมดเลย แต่ไม่ค่อยมีใครขี่ พอหลัง ๆ ก็เห็นว่าค่อย ๆ เริ่มมีคนขี่เยอะขึ้น เออ ก็ดีนะ แล้วผมขี่บ่อยมาก ขี่ไปฟังข่าวไป ใช้เวลาประมาณชั่วโมงถึงชั่วโมงครึ่ง ก็ทำอย่างนี้ทุกวัน” "
1 KEEP
Slimup
0 LOVES
COMMENT