ในบางครั้ง สมเด็จพระบรมราชินีนาถจะทรงขับร้องเพลงไทยด้วยพระสุรเสียงอันนุ่มนวลอ่อนหวานควบคู่ไปด้วย นอกจากจะทรงพระปรีชายิ่งในด้านดนตรีสากลแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็มิได้ทรงละเลยดนตรีไทยไปแม้แต่น้อย ทรงเป็นแบบอย่างให้เห็นในการสนับสนุนพระโอรสและพระธิดาให้ทรงสนพระทัยในศิลปวัฒนธรรมประจำชาติ โปรดเกล้าฯ ให้พระธิดาทั้งสามพระองค์ทรงหัด ซอสามสาย ซออู้ ซอด้วง และทรงให้หัดรำไทย ทั้งยังทรงให้มีการสาธิตสิ่งที่เป็นของดีของไทย เช่น การทำขนมเบื้อง หรือการแกะสลัก ถวายในวังอยู่อย่างสม่ำเสมอ เคล้าคลอไปกับการบรรเลงเพลงของวงดนตรีไทย ที่ในบางครั้ง สมเด็จพระบรมราชินีนาถจะทรงขับร้องเพลงไทยด้วยพระสุรเสียงอันนุ่มนวลอ่อนหวานควบคู่ไปด้วย ในเพลงตับพระลอและตับนก ซึ่งสร้างความตื่นเต้นและซาบซึ้งแก่เหล่าข้าราชบริพารผู้ใกล้ชิดเป็นอย่างมาก
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ทรงเป็นคีตกวีและนักดนตรีที่ชาวโลกให้การยกย่องเป็นอย่างสูง พระปรีชาสามารถด้านดนตรีทั้งไทยและสากลของพระองค์นั้น ครบถ้วนทั้งการทรงดนตรี การพระราชนิพนธ์เพลง การเรียบเรียงเสียงประสาน การเป็นครูสอนดนตรี การซ่อมเครื่องดนตรี ตลอดจนการสอดแทรกคติต่างๆ ไว้เป็นการสอนใจหรือให้กำลังใจในทุกบทเพลงที่ทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นได้อย่างสอดคล้องและลงตัวกับท่วงทำนองอันแสนสุนทรีย์ ซึ่งเป็นที่มาของคุณประโยชน์นานัปการหลากหลายด้าน อาทิ เป็นสื่อสร้างความผูกพันใกล้ชิดกับพสกนิกร และเป็นไมตรีจิตในการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างนานาประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น 

นอกจากนี้พระองค์ยังทรงเชี่ยวชาญด้านศิลปะในอีกหลายแขนงอย่างแท้จริง ซึ่งได้รับการชื่นชมอย่างถ้วนทั่วไม่แตกต่างจากเรื่องคีตศิลป์ ครอบคลุมตั้งแต่การถ่ายภาพ จิตรกรรม ประติมากรรม หัตถกรรม ไปจนถึงวรรณศิลป์ สมกับที่พสกนิกรไทยต่างน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายพระสมัญญาว่า “องค์อัครศิลปิน” พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสนพระราชหฤทัยในด้านดนตรีมาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ และเริ่มศึกษาอย่างจริงจังเมื่อมีพระชนมพรรษาได้เพียง ๑๓ พรรษา ขณะประทับอยู่ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ กับครูชาวอัลซาส ชื่อ นายเวย์เบรชท์ โดยทรงเรียนเป่าแซกโซโฟน วิชาการดนตรี การเขียนโน้ต และสเกลต่างๆ ในแนวดนตรีคลาสสิก ต่อมาจึงเริ่มฝึกดนตรีแจ๊สและดนตรีสากล ซึ่งพระองค์โปรดดนตรีประเภท แจ๊ส ดิ๊กซีแลนด์ เป็นอย่างมาก อันเป็นแนวดนตรีที่มีความสนุกสนานเบิกบาน และเปิดโอกาสให้ผู้เล่นได้แสดงความสามารถเฉพาะตัวอย่างเสรี ทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังทรงเครื่องดนตรีประเภทอื่นๆได้อย่างชำนาญอีกมากมาย ทั้งประเภทเครื่องลม เช่น คลาริเน็ต และประเภทเครื่องทองเหลือง เช่น ทรัมเปต รวมทั้งเปียโนและกีตาร์ที่ทรงฝึกเพิ่มเติมในภายหลัง เพื่อประกอบการพระราชนิพนธ์เพลงและเพื่อทรงดนตรีร่วมกับวงดนตรีส่วนพระองค์ด้วย ซึ่งในปัจจุบันมีเพลงพระราชนิพนธ์รวมทั้งสิ้นแล้ว ๔๘ เพลง ทุกเพลงล้วนสร้างความประทับใจและความซาบซึ้งให้แก่ผู้ฟังในทุกครั้งที่ได้ยิน เนื่องจากมีท่วงทำนองที่ไพเราะเสนาะหู และสอดแทรกคติสอนใจ กำลังใจ หรือแรงบันดาลใจไว้อย่างเต็มเปี่ยม จนนับได้ว่าเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของชีวิตคนไทยในยามที่บ้านเมืองไม่สงบสุข เกิดความทุกข์ร้อนหรือปวงประชาเกิดความท้อแท้ ซึ่งเมื่อได้ฟังเพลงของพระองค์พลังใจในการขับเคลื่อนชีวิตก็กลับคืนมาอีกครั้งหนึ่ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีความรู้อย่างแตกฉานในทฤษฎีการประพันธ์ ทรงเป็นผู้นำในด้านการประพันธ์ทำนองเพลงสากลของเมืองไทย โดยการใส่คอร์ดดนตรีที่แปลกใหม่และซับซ้อน ทำให้เกิดเสียงประสานที่เข้มข้นในดนตรี และเมื่อประกอบกับลีลาจังหวะการเต้นรำที่หลากหลาย จึงทำให้บทเพลงพระราชนิพนธ์บรรเลงได้อย่างไพเราะ จนหลายบทเพลงกลายเป็นเพลงอมตะของไทยในปัจจุบัน  

ผู้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาทและผู้ที่เคยได้ร่วมเล่นดนตรีกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเมื่อกาลก่อน เล่าถึงพระอัจฉริยภาพในการพระราชนิพนธ์เพลงว่า ทรงแต่งเพลงได้ทุกแห่ง ซึ่งบางครั้งไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องดนตรีช่วย ครั้งหนึ่งทรงเกิดแรงบันดาลพระราชหฤทัย เมื่อหยิบฉวยซองจดหมายได้ก็ทรงตีบรรทัด ๕ เส้น แล้วเขียนทำนองเพลงขึ้นโดยฉับพลัน เพลงที่มีจุดกำเนิดเช่นนี้ก็อย่างเช่น เพลง ‘เราสู้’ เป็นต้น ขณะที่ประทับ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เชิญพระราชวงศ์ผู้ใหญ่ที่ทรง คุ้นเคยและทรงเป็นนักดนตรีสมัครเล่น มารวมตัวกันเพื่อตั้งเป็นวงดนตรีขึ้นเป็นครั้งแรก และแม้สมาชิกในวงจะไม่ใช่นักดนตรีอาชีพ แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็มีน้ำพระราชหฤทัยที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพระมหากรุณาธิคุณ เพราะแม้นักดนตรีจะเล่นแบบผิดๆ ถูกๆ ในบางครั้งเพราะความไม่ชำนาญ แต่พระองค์ก็มิทรงเคยเห็นสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องสำคัญ แต่กลับพอพระราชหฤทัยที่จะแนะนำ และเอาใจนักดนตรีสมัครเล่นเหล่านั้นให้ครื้นเครงอยู่เสมอ ซึ่งเมื่อโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งสถานีวิทยุ อ.ส. (อัมพรสถาน) ขึ้นเมื่อปี พ.ศ.๒๔๙๕ เพื่อเป็นสื่อกลางในการให้ความบันเทิง สารประโยชน์ และข่าวสารต่างๆ แก่ประชาชน จึงพระราชทานนามให้วงดนตรีนี้ว่า “วงลายคราม” ต่อมาเมื่อนักดนตรีกิตติมศักดิ์หลายคนในวงลายครามเริ่มทรงพระชราภาพมากขึ้น ไม่สามารถมาร่วมเล่นดนตรีได้อย่างเต็มที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้นักดนตรีรุ่นหนุ่มมาเล่นปนกับรุ่นลายครามได้ จนเกิดเป็นวงดนตรีที่มีชื่อใหม่ว่า “อ.ส. วันศุกร์” ซึ่งวงดนตรี อ.ส. วันศุกร์ มีลักษณะพิเศษคือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะทรงร่วมบรรเลงดนตรีกับสมาชิกของวง แล้วออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงเป็นประจำทุกวันศุกร์ ซึ่งพระองค์ทรงจัดรายการเพลงเอง ทรงเลือกแผ่นเสียงเอง และบางครั้งก็โปรดเกล้าฯ ให้ขอเพลงผ่านโทรศัพท์ที่ทรงเป็นผู้รับสายด้วยพระองค์เอง เป็นการเปิดโอกาสให้พสกนิกรสามารถติดต่อกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ง่ายขึ้น

นอกจากนี้ เมื่อเกิดเหตุการณ์มหาวาตภัย แหลมตะลุมพุก ยังได้อาศัยวงดนตรี อ.ส. วันศุกร์ ประกาศชักชวนให้ประชาชนบริจาคทรัพย์ สิ่งของช่วยผู้ประสบภัย และในท้ายสุดจึงกำเนิดเป็นมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ในพระบรมราชูปถัมภ์ ในเวลาถัดมา โดยโปรดเกล้าฯ ให้ผู้ปฏิบัติราชการใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาทและโดยเสด็จในการพัฒนาภูมิภาคต่างๆ เป็นประจำ ได้มีโอกาสศึกษาดนตรีกับพระองค์โดยตรง ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานเวลาฝึกสอนในช่วงตอนค่ำของทุกๆ วัน เปรียบดั่งเป็นครูผู้ประศาสน์วิชาให้แก่ เหล่านักเกษตรหลวง ราชองครักษ์ คณะแพทย์อาสาสมัคร ตลอดจนเจ้าหน้าที่หน่วยรักษาความปลอดภัย ซึ่งส่วนใหญ่ไม่เคยเล่นดนตรีมาก่อน ให้เล่นดนตรีเป็น อ่านโน้ตได้ และสามารถบรรเลงเพลงในโอกาสพิเศษต่างๆ ได้เป็นอย่างดี โดยเสด็จฯ ไปทรงดนตรีร่วมกับนิสิตนักศึกษามหาวิทยาลัยต่างๆ อยู่นานกว่า ๑๐ ปี ทั้งยังพระราชทานเพลงพระราชนิพนธ์เพื่อนำไปเป็นเพลงประจำมหาวิทยาลัยให้แก่หลายสถาบันด้วยกัน เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 

เช่นเดียวกับช่วงเวลาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังประทับอยู่ในต่างประเทศก่อนเสด็จนิวัตกลับเมืองไทย ยามที่ทรงว่างจากการศึกษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดให้บรรดานักเรียนไทยในสวิตเซอร์แลนด์ไปร่วมสโมสรสังสรรค์ ณ พระตำหนักวิลล่าวัฒนา และร่วมทรงดนตรีด้วยอย่างสำราญพระราชหฤทัย ครั้นเสด็จฯ ไปประทับที่สถานเอกอัครราชทูตในกรุงปารีสเป็นการส่วนพระองค์ ก็ได้พระราชทานพระมหากรุณาธิคุณร่วมทรงดนตรีกับนักเรียนไทยที่กำลังศึกษาอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งการที่ทรงใช้ดนตรีเป็นสื่อสร้างบรรยากาศและความสัมพันธ์อย่างเป็นกันเองเช่นนี้ ได้กลายเป็นผลประโยชน์อันอเนกอนันต์ในการประสานความร่วมมือระหว่างองค์พระมหากษัตริย์กับบุคคลในวงการต่างๆ เพื่อสร้างสาธารณประโยชน์แก่ประเทศชาติในเวลาต่อมา นอกจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงใช้ดนตรีเป็นสื่อสัมพันธ์ระหว่างพระองค์กับประชาชนชาวไทยแล้ว ยังทรงใช้ดนตรีเป็นเสมือนไมตรีจิต ที่ช่วยกระชับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นอีกด้วย เช่นเมื่อครั้งที่เสด็จฯ เยือนกรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย ซึ่งมีชื่อว่าเป็นแหล่งกำเนิดของนักดนตรีที่สำคัญและคีตกวีเอกของโลก พวกเขาได้ยกย่องพระปรีชาสามารถด้านการดนตรีในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผ่านวงดุริยางค์ซิมโฟนี ออร์เคสตร้า ที่ได้อัญเชิญเพลงพระราชนิพนธ์ชุด “มโนราห์” “สายฝน” “ยามเย็น” “มาร์ชราชนาวิกโยธิน” และ “มาร์ชราชวัลลภ” ไปบรรเลง ณ คอนเสิร์ตฮอลล์ กรุงเวียนนา พร้อมกันนี้สถานีวิทยุกระจายเสียงของรัฐบาลออสเตรียยังได้ส่งกระจายเสียงเพลง และเสนอข่าวนี้ไปทั่วประเทศ จนทำให้หลังจากนั้น สถาบันดนตรีและศิลปะแห่งกรุงเวียนนา (ปัจจุบันเปลี่ยนฐานะเป็นมหาวิทยาลัยการดนตรีและศิลปะการแสดง) ได้ถวายพระเกียรติให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ดำรงตำแหน่งสมาชิกกิตติมศักดิ์ หมายเลขที่ ๒๓ ดังปรากฏอักษรพระปรมาภิไธย “ภูมิพลอดุลยเดช” จารึกบนแผ่นหินอ่อนของสถาบันอันเก่าแก่ของยุโรปแห่งนี้ โดยประธานสถาบันได้กล่าวสดุดีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในฐานะที่ทรงเป็นผู้สร้างสัมพันธ์อันดียิ่งระหว่างดนตรีตะวันออกกับดนตรีตะวันตก และทรงพระราชนิพนธ์เพลงด้วยพระปรีชาสามารถ ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่พระมหากษัตริย์แห่งทวีปเอเชีย ทรงมีบทบาทสำคัญยิ่ง ณ ศูนย์กลางแห่งการดนตรีในทวีปยุโรป และทรงเป็นชาวเอเชียพระองค์แรกที่ทรงได้รับการถวายพระเกียรติให้ดำรงตำแหน่งสมาชิกกิตติมศักดิ์ขณะที่มีพระชนมพรรษาเพียง ๓๗ พรรษาเท่านั้น หรือเมื่อครั้งเสด็จฯ ไปเสวยพระกระยาหารค่ำ ณ วอชิงตันเพลส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งรัฐบาลฮาวายจัดถวาย ทางฝ่ายเจ้าภาพเมื่อได้ทราบว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระปรีชาสามารถพิเศษด้านดนตรี จึงได้เชิญเสด็จให้ทรงร่วมบรรเลงดนตรีกับวงดนตรีที่จัดมาแสดงถวายหน้าพระที่นั่ง โดยเตรียมเครื่องดนตรีคลาริเน็ตไว้ถวายให้ทรงเล่นด้วย หลังจากที่ทรงได้รับการร้องขอจากทั้งทางเจ้าภาพ นักดนตรี และผู้ร่วมงาน พร้อมเสียงปรบมือที่ดังกึกก้องอย่างต่อเนื่อง จึงทรงรับเชิญขึ้นไปทรงดนตรีพระราชทาน ๒ เพลง แม้ว่าจะมิได้เตรียมพระองค์มาก่อน เหตุการณ์นี้เป็นที่น่าประทับใจแก่ผู้ร่วมงานในวันนั้นเป็นอย่างยิ่ง เพราะชาวอเมริกันชอบความเป็นกันเองมาก และเมื่อเสด็จฯ ต่อไปยังนครนิวยอร์ก ก็ได้เสด็จฯ ไปทรงดนตรีร่วมกับวงดนตรีของ นายเบนนี่ กู๊ดแมน นักดนตรีฝีมือเยี่ยมระดับโลกอีกด้วย 

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเคยมีพระราชปรารภว่า ดนตรีเป็นภาษาสากลที่สามารถขจัดอุปสรรคทางภาษา วัย ขนบธรรมเนียม ประเพณีและวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน เพราะภาษาดนตรีสามารถสื่อความหมายให้คนเข้าใจเป็นอย่างเดียวกันได้ ดนตรีจึงเป็นสื่อที่ทำให้เกิดความเข้าใจที่ดีต่อกันแม้ว่าเป็นคนละชาติ คนละภาษา หรือต่างศาสนา ด้วยเหตุนี้จึงทรงใช้ดนตรีเป็นสื่อในการเชื่อมความเข้าใจและความสัมพันธ์ทางความรู้สึกที่แน่นแฟ้น ลึกซึ้งระหว่างพระมหากษัตริย์กับประชาชน รวมไปถึงนานาประเทศ เช่นเดียวกับเมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงปี่คลาริเน็ต บรรเลงเพลงไทยเดิมสองชั้นกับคณะแพทย์เพื่อออกอากาศทางสถานีวิทยุ อ.ส. เมื่อการบรรเลงจบสิ้นลง พระองค์มีพระราชดำรัสแบบเป็นกันเองกับเหล่าคณะนักดนตรีว่า “เล่นเร็วกันมาก ตามแทบไม่ทัน” อันเปรียบประหนึ่งคำชื่นชม ที่สร้างความปลาบปลื้มแบบมิรู้ลืมแก่คณะแพทย์ที่ไปร่วมบรรเลงดนตรีในครั้งนั้น

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสนับสนุนวัฒนธรรมไทยอยู่ทุกโอกาส เช่น เมื่อมีการต้อนรับเจ้านายจากต่างประเทศในพระราชฐานเป็นการส่วนพระองค์ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้คุณเจริญใจ สุนทรวาทิน ผู้เป็นทั้งนักร้องและผู้มีฝีมือในทางซอสามสาย ให้ไปร้องและสีซอถวาย ในเพลง “บุหลันลอยเลื่อน” ซึ่งทำให้เจ้านายต่างประเทศทรงสนพระทัยมากที่ได้เห็นและได้ฟังศิลปะชั้นสูงของดนตรีไทย ซึ่งนับเป็นการเผยแพร่วัฒนธรรมอันเป็นมรดกของชาติสู่เวทีโลกได้ในอีกทางหนึ่ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงดำรงเป็นองค์พระบรมราชูปถัมภกทางด้านดนตรี ทรงเล็งเห็นว่าดนตรีไทยเป็นสมบัติทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าของชาติ ซึ่งสมควรที่จะรวบรวมไว้มิให้เสื่อมสูญและแปรผันไปจากหลักการเดิม จึงมีพระราชดำริให้บันทึกโน้ตเพลงไทยเดิมต่างๆ ขึ้นเป็นหนังสือชื่อว่า “โน้ตเพลงไทย เล่ม ๑” แล้วพระราชทานทุนทรัพย์ส่วนพระองค์ให้กรมศิลปากรจัดพิมพ์เผยแพร่เป็นเอกสารทางวิชาการมอบแก่ประชาชนที่สนใจ ทั้งยังเป็นการช่วยสนับสนุนให้ดนตรีไทยเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายเพิ่มขึ้นด้วย อีกทั้งยังมีพระราชดำริให้มีการวิจัยเกี่ยวกับดนตรีไทยทุกประเภท และรับสั่งให้นักดนตรีช่วยกันรักษาระดับเสียงของดนตรีไทยไว้เพื่อเป็นแบบอย่างแก่วงดนตรีรุ่นหลัง โดยให้คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทดลองเอาเครื่องคอมพิวเตอร์จับเสียงดนตรีไทย และให้อาจารย์ดนตรีไทยชั้นครู เช่น คุณหลวงไพเราะห์เสียงซอ และคุณเทวาประสิทธิ์ พาทยโกศล มาเล่นซอเข้าเครื่อง เพื่อหาวิธีปรับปรุงเสียงเพลงไทยให้ได้เป็นมาตรฐาน และมุ่งที่จะกำหนดความถี่ระหว่างช่วงเสียงแต่ละเสียง ตลอดจนเสียงที่ควรเป็นและเหมาะสมสำหรับดนตรีไทยทุกวง ให้ได้บรรเลงในเสียงที่เสมอภาคและเป็นไปในแนวทางเดียวกัน  โดยโปรดเกล้าฯ ให้นำทำนองเพลงพระราชนิพนธ์ “มหาจุฬาลงกรณ์” มาแต่งเป็นแนวเพลงไทย บรรเลงด้วยปี่พาทย์ ซึ่งนับเป็นเพลงไทยเพลงแรกที่ประดิษฐ์ขึ้นจากเพลงสากลตามพระดำริที่ทรงสร้างสรรค์ ทั้งยังแสดงให้ทั่วโลกได้เห็นว่าดนตรีไทยสามารถมีวิวัฒนาการไปตามกาลเวลาได้อย่างไม่หยุดยั้ง เป็นศิลปะอย่างหนึ่งที่สามารถก่อให้เกิดความปีติ ความสุข ความยินดี ทำให้ผู้ฟังเกิดความพอใจ ครึกครื้น มีความอดทน ขยัน เข้มแข็งและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้ สะท้อนให้เห็นอย่างกระจ่างชัดถึงความสุขของพสกนิกร ที่ถูกถ่ายทอดมาจากความสุขของพระมหากษัตริย์ อันนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอเนกอนันต์ที่พระองค์พระราชทานแก่พสกนิกรผ่านบทเพลงพระราชนิพนธ์ที่ทรงรังสรรค์ด้วยความรัก ผลแห่งพระปรีชาสามารถด้านดนตรีหาใช่ความไพเราะของท่วงทำนองและคำร้องในบทเพลงพระราชนิพนธ์เท่านั้นไม่ หากแต่ยังหมายรวมถึงความเป็นศิลปะแห่งการผสมผสานความสัมพันธ์ระหว่างพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับประชาชนชาวไทย ไว้ด้วยกันได้อย่างแนบแน่นตราบนานเท่านาน
(0)
Share
Lips
Keep by Lips
3896
FOLLOWER

ในบางครั้ง สมเด็จพระบรมราชินีนาถจะทรงขับร้องเพลงไทยด้วยพระสุรเสียงอันนุ่มนวลอ่อนหวานควบคู่ไปด้วย

"นอกจากจะทรงพระปรีชายิ่งในด้านดนตรีสากลแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็มิได้ทรงละเลยดนตรีไทยไปแม้แต่น้อย ทรงเป็นแบบอย่างให้เห็นในการสนับสนุนพระโอรสและพระธิดาให้ทรงสนพระทัยในศิลปวัฒนธรรมประจำชาติ โปรดเกล้าฯ ให้พระธิดาทั้งสามพระองค์ทรงหัด ซอสามสาย ซออู้ ซอด้วง และทรงให้หัดรำไทย ทั้งยังทรงให้มีการสาธิตสิ่งที่เป็นของดีของไทย เช่น การทำขนมเบื้อง หรือการแกะสลัก ถวายในวังอยู่อย่างสม่ำเสมอ เคล้าคลอไปกับการบรรเลงเพลงของวงดนตรีไทย ที่ในบางครั้ง สมเด็จพระบรมราชินีนาถจะทรงขับร้องเพลงไทยด้วยพระสุรเสียงอันนุ่มนวลอ่อนหวานควบคู่ไปด้วย ในเพลงตับพระลอและตับนก ซึ่งสร้างความตื่นเต้นและซาบซึ้งแก่เหล่าข้าราชบริพารผู้ใกล้ชิดเป็นอย่างมาก "
1 KEEP
Lips
0 LOVES
COMMENT
RELATED ARTICLE
7
1
1
1
17
1
5
1
13
2