ในชั่วขณะที่รับรู้ถึงคำวิพากษ์วิจารณ์ ท่านได้ดูใจของท่านว่าแกว่งอย่างไร GM : ในชั่วขณะที่รับรู้ถึงคำวิพากษ์วิจารณ์ ท่านได้ดูใจของท่านว่าแกว่งอย่างไรหรือไม่
ว.วชิรเมธี : อาตมาก็ฟังเสียงหัวใจของตัวเองเหมือนกันนะฟังว่าเข็มไมล์หัวใจของอาตมากระดิกไหม อาตมาฟังตลอดและทุกวันนี้ อาตมารู้สึกกับความเป็นบวกกับคำวิพากษ์วิจารณ์มาก เพราะอะไร เพราะว่าคนเหล่านั้นกำลังเป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการขัดเกลาอัตตาของเราเอง ต้องขอบคุณเขาเสียด้วยซ้ำ เวลาใครจะชมเรา เขาไม่ต้องคิดมาก โพล่งออกมาเลย
แต่ใครที่เขาวิพากษ์วิจารณ์เรา เขาต้องคิดแล้วคิดอีกเพราะเราก็เป็นบุคคลสาธารณะคนหนึ่ง มีลูกศิษย์ลูกหาพอสมควร ฉะนั้น ใครที่ลุกขึ้นมาทำเช่นนั้นก็แสดงว่าเขาก็คงไม่ปรารถนาดีกับเรามาก บางทีเขาก็อาจวิพากษ์วิจารณ์เราด้วยความทุกข์พอสมควร ก็รู้สึกขอบคุณเขาจนทุกวันนี้ แต่ถามว่ามันมีผลกับชีวิตไหม มีน้อยมาก เพราะพูดอย่างตรงไปตรงมาปีนี้เป็นปีที่ 9 แล้วอาตมภาพเรียนจบและลุกขึ้นมาทำงาน
       คำนี้น่าจะเป็นคำที่เกิดขึ้นมาใหม่ พร้อมกับบทบาทของการเป็นพระสงฆ์ที่ทำงานเชิงรุกในการเผยแผ่ศาสนาพุทธของท่าน โดยเฉพาะในหมู่คนชั้นกลางในเมือง ผลงานของท่านเผยแพร่ออกมามากมายทั้งในรูปแบบของหนังสือ สื่อวีดิทัศน์ รายการวิทยุ การบรรยายตามสถานที่ต่างๆ ทั้งในและนอกประเทศ และแม้กระทั่งผ่านสื่อใหม่อย่างทวิตเตอร์
รวมๆ กันแล้ว, บางทีสิ่งเหล่านั้นอาจทำให้พระชื่อดังอย่างท่าน ว.วชิรเมธี กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์มากมายทั้งในแง่บวกและลบ เนื่องจากสถานภาพของท่านแลดูไม่ต่างจากคนดัง และนาม ว.วชิรเมธีก็กลายเป็นเสมือนยาสามัญประจำบ้านที่ไม่ว่าจะเกิดเรื่องใด ทุกคนต่างวิ่งมาหาท่าน
        4 ปีที่แล้ว GM เคยสัมภาษณ์ท่านมาครั้งหนึ่งที่วัดเบญจมบพิตร ครั้งนั้น ท่านคือพระนักวิชาการรุ่นใหม่ที่กล้าพูดถึงปัญหาทั้งสังคมและการเมืองอย่างตรงไปตรงมา จนมีบางคนตั้งคำถามกับบทบาทของพระสงฆ์อย่างท่านด้วยว่า พระควรพูดเรื่องการเมืองด้วยหรือ
มาครั้งนี้ ถนนที่ทอดสู่ตัวท่านไม่ได้ราบเรียบเหมือนครั้งก่อน แต่คลุ้งไปด้วยฝุ่นแดงและห่างไกลจากคำว่าศิวิไลซ์อยู่มากโข สถานที่ที่เราจะไปไม่มีไฟฟ้าเสียด้วยซ้ำ ไม่มีทางลาดยางวิ่งฉิว มีแต่ทางลูกรังคดเคี้ยวไปตามสวนยางและไร่ข้าวโพดของชาวบ้าน ไร่เชิญตะวัน-คือสถานที่นัดพบในวันนี้
ไร่แห่งนี้ตั้งอยู่บนเส้นทางระหว่างอำเภอเมืองกับอำเภอเทิง ห่างจากตัวเมืองจังหวัดเชียงรายราว 17 กิโลเมตร โดยท่านมาพัฒนาและดัดแปลงจากไร่ข้าวโพดและป่ารกชัฏ ให้กลายมาเป็นสถานที่สำหรับปลีกวิเวกและจำพรรษา ตลอดจนการทำกิจกรรมเล็กๆ สำหรับการเจริญสติให้กับญาติโยมที่สนใจ  เมื่อเทียบกับครั้งแรกที่ได้พบท่านที่กรุงเทพฯ โลกอยู่กับการเปลี่ยนแปลงเสมอ แล้วพระหนุ่มเมื่อ 4 ปีก่อน ผู้เคยตอบคำถามในเรื่องต่างๆ ได้อย่างลึกซึ้งทันท่วงทีคล้ายไม่ต้องใช้ความพยายามเลยเล่า,ณ เวลานี้ มุมมองและวิธีคิดของท่านได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างไรหรือไม่
ขอเชิญร่วมสนทนาธรรมกับท่านได้ นับตั้งแต่บรรทัดจากนี้ไป GM : ท่านมีโอกาสขึ้นมาที่นี่บ่อยเพียงใด และแบ่งเวลาอย่างไรระหว่างการทำงานที่กรุงเทพฯ กับงานที่เชียงราย 
ว.วชิรเมธี : อาตมาจะมาที่นี่ทุกเดือน สั้นยาวแล้วแต่ช่วงเวลา หากมาที่นี่ก็จะถือว่าเป็นช่วงเดินช้าของชีวิตเลยละ แผนง่ายๆ ของอาตมาก็คือ แบ่งเวลากันโดยอยู่ที่เชียงราย 70 กรุงเทพฯ 30 ตั้งใจจะทำงานเขียน พรรษาที่แล้วได้เขียนเรื่อง ‘สัมมาทิฐิ’ หนึ่งใน ‘อริยมรรค 8’ พรรษานี้ได้เรื่อง ‘สัมมาสติ’ ก็คิดว่าอาจจะใช้เวลาสัก 8 ปีเขียนทีละมรรค ทีละมรรคจนเสร็จ (หัวเราะ) คือเน้นการทดลองไปด้วย เราต้องเขียนบนพื้นฐานของการปฏิบัติ ถ้าเราไม่ปฏิบัติเราก็จะเขียนแบบฟุ้งฝันอยู่ในจินตนาการ แต่ถ้าได้ลองทำ มาลองเดินดู เอาแบบแค่ 5 ก้าวแบบที่ในหัวคุณไม่มีความคิดเลยนะ จะรู้ว่ามันไม่ใช่เรื่องง่าย เขาเรียกว่าการอยู่กับปัจจุบัน ถ้าคุณทำได้ แสดงว่าคุณสามารถอยู่กับปัจจุบันขณะได้จริงๆ
ฉะนั้นกว่าที่เราจะฝึกจนสามารถทำอย่างนั้นได้อย่างมีความสุข ไม่บังคับ ไม่ฝืน แต่เป็นธรรมชาติ ต้องใช้เวลาอาตมายังใช้เวลาไม่รู้กี่ปีต่อกี่ปีกว่าจะจับเคล็ดมันได้ แต่พอเราทำได้มันจะกลายเป็นเรื่องที่รื่นรมย์ที่สุดในชีวิต คือมันมีค่าพอที่จะปฏิเสธลาภยศประดามีใดๆ ในโลกได้เลย เพราะความสุขในใจมันเหมือนตาน้ำที่อยู่ในชีวิตเรา ไม่ต้องแสวงหาอะไรอันนั้นคือแก่นธรรม ซึ่งมันจะต้องมีประสบการณ์มารองรับถ้าไม่มี คนเขียนก็จะเขียนไปตามคัมภีร์ เอาไปใช้จริงก็ไม่ได้ผลอะไรที่อาตมาอยากรู้ก็เอามาลองที่นี่ เช่นว่าเวลาอยู่ที่กรุงเทพฯ เราไม่กลัวผี เรามาอยู่ที่นี่เรากลัวไหม เวลาหมามันเห่า หมามันเห่าอะไรไม่รู้อยู่ไกลๆ อาตมาก็ต้องไปดู ขณะที่เราไปดู เราก็ถามตัวเองว่า ใจเราแกว่งไหม ก็ดูใจของเราไปด้วย มันมีอะไรหรือเปล่า หรือกลางคืนตอนที่อาตมาออกมาเดินอยู่คนเดียวเราอยู่ได้ไหม ของเหล่านี้อ่านคัมภีร์เฉยๆ เราไม่รู้หรอก มาอยู่ในนี้จริงๆ เราก็เห็นว่าหลายสิ่งหลายอย่างมันกระจ่างขึ้นมาในใจ ได้ความรู้ดีๆ ทีหนึ่ง ก็เอาไปทดลองที่กรุงเทพฯ ทีหนึ่งลงไปทีหนึ่ง เอาไปปล่อยของ หากมันได้ผลก็แสดงว่ามันรองรับในสิ่งที่เราค้นคว้ามาได้
อยู่ที่นี่อาตมาพบว่า คำที่พระพุทธเจ้าว่าไว้ว่า “นัตถิ สันติ ปะรัง สุขัง” ความสุขใดๆ เท่ากับสันตินั้นไม่มี มันชัดเจนที่สุดนะ เพราะว่าเราอยู่กรุงเทพฯ เราอยู่ท่ามกลางการแวดล้อมไปอยู่ที่ไหนแทบจะเดินพรมแดงตลอด แต่พอเรากลับมาอยู่ในที่ซึ่งคำว่า ว.วชิรเมธี มันไม่มีความหมาย เราก็ได้เห็นว่า สันติสุขเป็นความสุขที่วิเศษที่สุด บางคนอาจจะมีความสุขกับการที่อัตตามันถูกพะเน้าพะนอนะ แล้วก็ลงจากความชื่นชมตรงนั้นไม่ได้ ไปอยู่ตรงไหนที่อัตตาไม่ได้รับการยกย่องสรรเสริญก็อยู่ไม่ได้ อย่างบางคนมาที่นี่แล้วถามว่าพระอาจารย์อินเตอร์เน็ตใช้ได้ไหม พระอาจารย์บอกไม่ได้ ยกเลิกเลย เพราะฉะนั้นการที่หลายสิ่งหลายอย่างมันไม่พร้อม มันเป็นตัวเลือกกลั่นกรองคนที่จะมาที่นี่โดยอัตโนมัติ ความวิเศษของที่นี่ก็คือความไม่มีอะไร ความธรรมดานี่ล่ะ วิเศษที่สุด GM : ท่านเคยรู้สึกเบื่อกับการเป็น ว.วชิรเมธี ที่ในตอนนี้มีชื่อเสียงโด่งดังจนถูกเรียกว่าเป็นพระเซเลบบ้างไหม
ว.วชิรเมธี : ไม่เบื่อ เพราะว่ามันเป็นสมมุติ มันไม่เป็นปัญหากับอาตมา โชคดีของอาตมาก็ตรงนี้แหละ ว่าอะไรคือสมมุติและจะใช้สมมุตินั้นได้อย่างไร ฉะนั้น มันจึงไม่เคยเข้ามารบกวนใจเรา อาตมาว่า ถ้าคนเรารู้จัก เข้าใจสมมุติว่าจะใช้เมื่อไหร่จะวางเมื่อไหร่ ชีวิตก็จะมีความสุขมาก

GM : ท่านคิดว่า ว.วชิรเมธี ที่เป็นอยู่ตอนนี้กับ ว.วชิรเมธี ที่ GM เคยสัมภาษณ์เมื่อหลายปีก่อน มีความเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไรบ้าง
ว.วชิรเมธี : อาตมาว่าอาตมาใช้สมมุติได้เก่งขึ้น เข้าใจสมมุติได้เก่งขึ้น แล้วก็ไม่มีปัญหากับสมมติที่คนเขาประเคนให้ ส่วนที่ยังอยู่ที่เดิมคือเรื่องของความสุขกับการได้ทำงานที่ตัวเองรักนั่นเป็นสิ่งที่โดดเด่นชัดเจนในใจอาตมาเสมอ และเป็นเหตุที่ทำให้เราไม่รู้สึกเบื่อ อึดอัด ขัดข้อง หรือลุกขึ้นมาโวยวายกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่เข้ามา

GM : ในระยะหลัง มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงท่านมากขึ้นทั้งในแง่บวกและลบ ท่านคิดเห็นอย่างไรกับการวิพากษ์วิจารณ์เหล่านั้น
ว.วชิรเมธี : อาตมาว่าตัวเราเองเป็นเพียงก้อนสมมุติก้อนหนึ่ง เสียงวิจารณ์ก็เป็นมวลแห่งพลังงานก้อนหนึ่ง ซึ่งเอาเข้าจริงๆ ทุกอย่างเป็นสมมุติ อาตมาก็เลยไม่ได้ติดอกติดใจอะไรเลย เราก็ทำงานของเราไป บางทีมีคนวิจารณ์อาตมภาพออกทีวีก็มี บางทีลูกศิษย์ส่งคลิปขึ้นมาให้ อาตมาก็ไม่ได้ดู บางคนก็อุตส่าห์พริ้นต์ที่คนเขาวิจารณ์อาตมาไว้ในอินเตอร์เน็ตมาให้บางชิ้นผ่านมา 4 ปีอาตมาเพิ่งได้อ่าน ก็ช่างเถอะ ก็ถ้ามันทำให้อาตมาทุกข์ มันก็ต้องทุกข์เมื่อ 4 ปีที่แล้วสิ แต่อาตมาไม่ได้อ่านบทวิจารณ์ชิ้นนั้น พอมาถึงตอนนี้ มันไม่มีผลอะไรแล้วอาตมาคิดว่าการถูกวิพากษ์วิจารณ์เป็นธรรมดาของโลก ไม่ใช่เพียงธรรมดาของประชาธิปไตย มันเป็นเรื่องธรรมดาเสียจนเราไม่ต้องไปใส่ใจก็ได้ ไม่ว่าจะทางดีหรือทางไม่ดี และอาตมาไม่ใช่นักการเมือง ที่เวลาจะทำอะไรต้องไปขอประชามติ อาตมาคิดว่าอาตมาชัดเจนว่าจะทำอะไร ก็มุ่งไปในทางนั้น ถ้ามันมีประโยชน์ มันก็มีอยู่ในตัวของมันเอง ไม่ว่าคุณจะยอมรับหรือไม่ยอมรับก็แล้วแต่ แต่ถ้ามันไม่ดี มันก็จะเห็นผลที่ไม่ดีในช่วงชีวิตของอาตมานี้เอง ฉะนั้น อาตมาคิดว่าเราก็เหมือนดอกหญ้าแถวนี้ไง ก็บานให้ดีที่สุด GM จะมาสัมภาษณ์หรือไม่มา มันไม่เกี่ยวกับการดอกหญ้ามันจะบาน ชีวิตมันสมบูรณ์แล้วในตัวของมันเอง ฉะนั้น อาตมาจึงสบายใจ และโชคดีที่รู้ว่าอะไรคือสมมุติ อะไรคือวิมุติ จึงไม่ได้ไปแบกของพวกนี้ไว้ GM : แต่ไมเคยเห็นท่านออกมาโต้ตอบหรือชี้แจง
ว.วชิรเมธี : อาตมามองว่านี่เป็นปรากฏการณ์ทางสังคมอะไรก็ตามที่เป็นเรื่องจริง มันก็จะอยู่ อะไรที่ไม่จริง เดี๋ยวมันก็จะผ่านไป ส่วนตัวเราไม่เดือดร้อนใจอะไรหรอก อยากวิจารณ์ก็ว่ากันไป อาตมาก็เป็นแค่ก้อนรูปธรรมนามธรรมก้อนหนึ่ง เดี๋ยวก็แตกดับลับไป ถ้าการวิพากษ์วิจารณ์มันทำให้บรรยากาศของประชาธิปไตยในบ้านนี้เมืองนี้มันดีขึ้น ก็เป็นเรื่องที่ยอมรับได้และเป็นเรื่องที่นาอนุโมทนา เพราอาตมภาพเองก็โหยหาในเรื่องเสรีภาพในการใช้ปัญญาเหมือนกัน ในจุดนี้เป็นสิ่งที่อาตมายอมรับได้ แต่หากคุณวิพากษ์วิจารณ์โดยเด็ดขาดความรับผิดชอบ อาตมาก็ไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบอะไร เพราะคนอ่านคนฟังเขารู้ว่าคนไหนสติปัญญาแค่ไหน ทำงานตื้นลึกหนาบางอย่างไร เราก็ไม่ต้องไปทำอะไร แต่ถ้าหากไม่เชื่อก็ต้องศึกษา ไม่มีปัญญาต้องเรียนรู้


GM : ช่วงที่ผ่านมา มีการใช้วาทกรรม ‘คนดี’ กันมากแต่บางส่วนก็เป็นการใช้คำคำนี้อยู่ด้านหน้า แต่ด้านหลังมีความฉ้อฉล หรือไม่ก็พยายามใช้ความเป็น ‘คนดี’ เพื่อควบคุมคนอื่นในสังคม ท่านคิดอย่างไรกับคำว่า ‘คนดี’ ในปัจจุบันนี้
ว.วชิรเมธี : หากดีจริงก็ดีไป แต่หากดีไม่จริงก็สมควรที่จะถูกวิพากษ์วิจารณ์ แต่ขณะเดียวกัน คนที่วิพากษ์วิจารณ์คนอื่น ก็ควรมีมาตรฐานพอที่จะสามารถวิพากษ์วิจารณ์คนอื่นได้เหมือนกัน ไม่ใช่คุณคาดหวังจากคนทั้งโลก แต่ตัวคุณเองกลับไม่มีอะไรให้คนทั้งโลกคาดหวังเลย ใช่ไหม ฉะนั้นขณะที่เรากำลังรังเกียจคนดีรังเกียจการแสดงออกว่าเป็นคนดี รังเกียจสิ่งที่คนดีทำ ในทางกลับกัน คุณมีอะไรที่เหนือกว่าเขาไหม ไม่ใช่ว่าอยากวิจารณ์ส่งๆ ไม่ต้องรับผิดรับชอบอะไร ซึ่งเดี๋ยวนี้เราทำงานแบบนี้กันมากขึ้น
ความดีมันมีปัญหา เพราะความดีมันมีปัญหา เพราะว่าในรอบหลายปีที่ผ่านมาหลายคนผูกขาดการสัมปทานความดี ผูกขาดการนิยามความดีแล้วก็เอาความดีที่ตนเองสัมปทานนั้นไปใช้เป็นเครื่องมือการต่อสู้ทางการเมือง ฉะนั้น ความดีจริงๆ มันไม่เป็นปัญหา แต่ความดีที่ถูกนิยามด้วยคนบางกลุ่มต่างหากที่เป็นปัญหา อาตมาคิดว่าบ้านเมืองในภาวะเปลี่ยนผ่านมันก็ต้องเป็นอย่างนี้ เสาทุกเสาของสังคมล้วนถูกสั่นคลอน แล้วเสาไหนที่มีแก่นสารที่สุดก็จะอยู่ได้ ฉะนั้น มองในอีกมุมหนึ่ง นี่เป็นบรรยากาศที่ดีที่เกิดการสันดาปทางสติปัญญาและทุกสังคมถูกตรวจสอบ
Board: Interview
(0)
Share
GM
Keep by GM
2469
FOLLOWER

ในชั่วขณะที่รับรู้ถึงคำวิพากษ์วิจารณ์ ท่านได้ดูใจของท่านว่าแกว่งอย่างไร

"GM : ในชั่วขณะที่รับรู้ถึงคำวิพากษ์วิจารณ์ ท่านได้ดูใจของท่านว่าแกว่งอย่างไรหรือไม่
ว.วชิรเมธี : อาตมาก็ฟังเสียงหัวใจของตัวเองเหมือนกันนะฟังว่าเข็มไมล์หัวใจของอาตมากระดิกไหม อาตมาฟังตลอดและทุกวันนี้ อาตมารู้สึกกับความเป็นบวกกับคำวิพากษ์วิจารณ์มาก เพราะอะไร เพราะว่าคนเหล่านั้นกำลังเป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการขัดเกลาอัตตาของเราเอง ต้องขอบคุณเขาเสียด้วยซ้ำ เวลาใครจะชมเรา เขาไม่ต้องคิดมาก โพล่งออกมาเลย
แต่ใครที่เขาวิพากษ์วิจารณ์เรา เขาต้องคิดแล้วคิดอีกเพราะเราก็เป็นบุคคลสาธารณะคนหนึ่ง มีลูกศิษย์ลูกหาพอสมควร ฉะนั้น ใครที่ลุกขึ้นมาทำเช่นนั้นก็แสดงว่าเขาก็คงไม่ปรารถนาดีกับเรามาก บางทีเขาก็อาจวิพากษ์วิจารณ์เราด้วยความทุกข์พอสมควร ก็รู้สึกขอบคุณเขาจนทุกวันนี้ แต่ถามว่ามันมีผลกับชีวิตไหม มีน้อยมาก เพราะพูดอย่างตรงไปตรงมาปีนี้เป็นปีที่ 9 แล้วอาตมภาพเรียนจบและลุกขึ้นมาทำงาน"
1 KEEP
GM
0 LOVES
COMMENT