โครงการวางผังแม่บท มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตศาลายา จังหวัดนครปฐม โครงการนี้เริ่มต้นจากแนวคิดของมหาวิทยาลัยซึ่งจะเป็นมหาวิทยาลัยสีเขียว เพราะมหิดลเป็นมหาวิทยาลัยที่ส่งเสริมการอยู่และการเรียนรู้จากธรรมชาติ ทางอาศรมศิลป์ก็ได้เข้าไปช่วยปรับปรุงผังแม่บทหรือ Master Plan ของมหาวิทยาลัยทั้งหมด เราเริ่มจากระบวนการการมีส่วนร่วมโดยหารือกับประชาคมมหาวิทยาลัยหลายหน่วยงานเข้ามาให้ความเห็นกัน ทางอาศรมศิลป์ก็คิดว่าจะเปลี่ยนวิถีของคนในมหาวิทยาลัย จากมหาวิทยาลัยรถยนต์ ให้เป็นมหาวิทยาลัยสำหรับคนเดินและจักรยาน จึงมีการปรับผังแม่บทใหม่ โดยลดพื้นที่ช่องจราจรจาก 4 เหลือเพียง 2 แล้วปรับพื้นที่ที่เหลือให้เป็นฟุตบาทสำหรับคนเดินและทางจักรยาน แล้วปลูกต้นไม้ให้มีความร่มรื่น เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมให้เหมาะกับคนเดินและปั่นจักรยาน จากเดิมที่รถยนต์เคยเข้าถึงได้หลายส่วน เราก็ปรับเป็นพื้นที่ที่มีแต่จักรยานและทางเท้าจะเข้าถึงได้ทุกส่วนแทน แล้วทำที่จอดรถรวมให้มากเพียงพอ

ผลพลอยได้อีกอย่างในการปรับปรุงผังแม่บทที่เราไม่ได้คาดไว้ คือบริเวณรั้วมหาวิทยาลัย เราเสนอทางมหาวิทยาลัยให้ทำเนินดินเป็นรั้วแทนที่จะเป็นกำแพงสูง เพื่อไม่ให้มหาวิทยาลัยแปลกแยกจากชุมชนโดยรอบ เป็นเนินดินปลูกหญ้าปกคลุมเป็นธรรมชาติ มองแล้วสบายตา ซึ่งผลพลอยได้ที่ตามมาคือ เมื่อเกิดน้ำท่วมเมื่อปี ’54 เนินดินนี้ได้กลายเป็นคันดินกั้นน้ำ น้ำจึงไม่ท่วมมหาวิทยาลัย ทำให้จากเดิมที่ผู้บริหารบางท่านไม่เห็นด้วยกับการทำเนินดิน แต่ตอนนี้พวกเขาก็ชอบกันมากเลย ยังฝากของคุณถึงอาศรมศิลป์ที่ช่วยทำแนวคิดนี้ให้ และมหาวิทยาลัยมหิดลยังได้รับรางวัลมหาวิทยาลัยสีเขียวในปีที่ผ่านมาด้วย
ปรากฏการณ์และสถานการณ์โลกปัจจุบัน มีแนวโน้มว่าธรรมชาติกำลังเอาคืนสิ่งที่มนุษย์ได้เบียดเบียนไว้ จนส่งผลกระทบในทางลบมากขึ้นทุกวัน แนวคิดเรื่องการคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม จึงไม่ใช่เพียงกระแสอีกต่อไป แต่เป็นหน้าที่หลักของคนทุกคนที่จะควรคิดว่าจะใช้ชีวิตอย่างไร ให้กระทบสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด ในวงการออกแบบ สถาปัตยกรรมอาจต้องยืดอกรับผิดชอบมากกว่าการออกแบบสาขาอื่น เพราะกระบวนการตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ มีอันต้องรบกวนทรัพยากรธรรมชาติไปเสียทุกขั้นตอน ตั้งแต่วัสดุ วิธีการก่อสร้าง ไปจนถึงการใช้อาคารหลังจากนั้น สถาปัตยกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมจึงมีบทบาทมากในปัจจุบัน อันที่จริงสถาปัตยกรรม เพื่อสิ่งแวดล้อมนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่เลย แต่เป็นภูมิปัญญาดั้งเดิม ที่คนในอดีตคิดค้นวิธีที่จะอยู่ร่วมกับธรรมชาติ อ่อนน้อม และปรับตัวเข้าหา วิธีการที่ผู้คนใช้กันมายาวนานก็ย่อมพิสูจน์ตัวเองว่าได้ผลดีกับภูมิอากาศและภูมิประเทศในถิ่นนั้นๆ แต่เมื่อเข้ามาบรรจุอยู่ในหลักการ สถาปัตยกรรมแขนงนี้ก็ดูคล้ายว่าเป็นแขนงใหม่ ที่คนรุ่นใหม่กำลังตื่นตัวศึกษาและให้ความสำคัญกันมาก บริษัทสถาปนิกไทยที่ยึดถือแนวคิดนี้ก็มีอยู่หลายแห่ง แต่ที่หนึ่งซึ่งมีผลงานโดดเด่นเป็นภาพจำด้านสิ่งแวดล้อมและชุมชน ต้องยกให้ สถาบันอาศรมศิลป์ เมื่อ Daybeds ฉบับ ECO ต้องการนำเสนอความรู้ กระบวนการ และผลลัพธ์ของสถาปัตยกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม เราจึงได้พูดคุยกับคุณจิระศักดิ์ ผุยมูลตรี สถาปนิก อาศรมสถาปนิกชุมชนและสิ่งแวดล้อม ตัวแทนของอาศรมศิลป์ มาบอกเล่าให้เราฟังถึงแนวคิดและกระบวนการที่สถาบันอาศรมศิลป์สร้างสรรค์เพื่อให้กลมกลืนกับธรรมชาติ ผ่านผลงานที่ยกตัวอย่างมาให้เห็นเป็นรูปธรรม การที่อาศรมศิลป์สนใจในการออกแบบอาคาร ซึ่งคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม เพราะว่าที่นี่ เราคิดว่าธรรมชาติกับตัวเราเป็นหนึ่งเดียวกัน มีผลต่อกันในขณะที่แนวโน้มการพัฒนาในปัจจุบันนั้นสวนทางพยายามจะเอาชนะธรรมชาติ ตอนนี้ก็เริ่มส่งผลกระทบต่างๆ ให้เห็นว่า เมื่อธรรมชาติทวงคืนก็มีผลเสียตามมามากมาย งานสถาปัตยกรรมและการก่อสร้างอาคารต่างๆ ก็ต้องใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ถ้าใช้อย่างไม่คำนึงถึง ก็ส่งผลกับสิ่งแวดล้อม เราจึงยึดหลักการคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมให้มากที่สุด การออกแบบของที่นี่เราจะเน้นกระบวนการการมีส่วนร่วมในการออกแบบตั้งแต่เริ่มแรก เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันระหว่างผู้ใช้อาคารหรือเจ้าของโครงการกับตัวสถาปนิกเอง จากนั้นก็เน้นการออกแบบให้เหมาะสมกับสภาพที่ตั้ง โดยศึกษาสภาพแวดล้อมของโครงการนั้นๆ ว่าตั้งอยู่ที่ไหน มีสภาวะแวดล้อม
อย่างไร ก็พยายามรักษาสภาพเดิมเอาไว้ แล้วนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาใช้ในการออกแบบ เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศ เพราะเราคิดว่าภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นการแก้ปัญหาที่พัฒนามายาวนานต่อเนื่องจึงเป็นสิ่งที่ควรนำมาต่อยอดพัฒนาต่อไป ที่อาศรมศิลป์เราจะเน้นให้ใช้วิธี Passive Design คือใช้วิธีธรรมชาติในเบื้องต้นก่อน คิดถึงเรื่องความเป็นธรรมชาติเป็นพื้นฐาน โดยจะออกแบบการรับลมธรรมชาติ ป้องกันแดด และป้องกันความร้อนที่จะเข้ามาในตัวอาคารให้มากที่สุด หลังจากนั้นจะใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย ถ้าสภาพแวดล้อมไม่เอื้ออย่างบ้านอยู่กลางเมือง อากาศร้อนมาก ก็ต้องใช้เทคโนโลยีเข้ามา เช่น บางอาคารที่ด้านหน้าต้องการให้เห็นเป็นช่องเปิดที่เห็นเชื่อมกันระหว่างภายนอกภายใน มีแสงแดดส่งเข้ามา อันนี้ก็อาจใช้เทคโนโลยีวัสดุ เช่น ใช้กระจก 2 ชั้นเข้ามาช่วยครับ ช่องเปิดช่องประตูหน้าต่างค่อนข้างเยอะ วางอาคารให้สอดคล้องกับแดดและลมมากที่สุด แต่มีบางอาคารที่ต้องตั้งในทิศที่มีแดดจัด แต่เราก็แก้ปัญหาด้วยการยื่นชายคาเยอะ ช่วงเช้าที่อุณหภูมิไม่สูงมาก เราก็ใช้การเปิดระบายอากาศหรือพัดลมตามปกติ พอช่วงบ่ายที่อุณหภูมิสูงขึ้นเราจึงใช้เครื่องปรับอากาศ การมีช่องเปิดเยอะ ก็ทำให้มีแสงสว่างจากธรรมชาติเข้ามาชดเชยการเปิดไฟ โครงการนี้เป็นบ้านพักอาศัย เจ้าของทำงานส่งเสริมการทอผ้าด้วยมือและย้อมสีธรรมชาติ เขามีโครงการที่จะสร้างบ้านไว้ใช้ชีวิตในบั้นปลาย งานนี้เราคิดว่าน่าสนใจ เพราะเจ้าของโครงการเป็นคนสนใจธรรมะและธรรมชาติที่นี่จึงเป็นสถานปฏิบัติธรรมที่เขาจะเชิญกัลยาณมิตรของเขาให้มาใช้สถานที่แห่งนี้ด้วย เราก็เริ่มต้นตามวิธีของอาศรมศิลป์คือ ใช้กระบวนการมีส่วนร่วมระหว่างเจ้าของบ้าน ผู้เกี่ยวข้องกับโครงการ รวมทั้งกัลยาณมิตร เพื่อนของเจ้าของบ้านด้วย ว่าอาคารแบบไหนที่จะเหมาะสม และส่งเสริมการใช้ชีวิตของเจ้าของบ้าน

โครงการนี้เราเน้นแนวคิดกายและใจเป็นเรื่องเดียวกัน ตอนออกแบบสถาปนิกโครงการคือคุณนันทพงศ์ เลิศมณีทวีทรัพย์ ได้เข้าไปอยู่ที่พื้นที่นานพอควร เพื่อไปศึกษาสถาปัตยกรรมท้องถิ่นในเชียงใหม่ และด้านธรรมะก็ได้ไปพูดคุยกับพระผู้รู้หลายท่าน แล้วจึงนำแนวคิดต่างๆ มาผนวกรวมกันและคิดร่วมกับเจ้าของบ้าน การวางผังก็จะเป็นกลุ่มอาคาร ไม่เน้นทำเป็นอาคารขนาดใหญ่หลังเดียว เพราะต้องการให้สถาปัตยกรรมกลมกลืนไปกับที่ตั้ง ไม่โดดเด่นหรือข่มความเป็นธรรมชาติของพื้นที่ ตรงกลางกลุ่มอาคารคือศาลาธรรมที่เป็นใจบ้าน นอกนั้นคือกลุ่มอาคารที่เป็นเรือนพักของพี่สาวเรือนรับแขก และอาคารที่ทำงาน ส่วนลักษณะอาคารจะเน้นความเป็นท้องถิ่นคำนึงถึงแดดและลม มีการยื่นชายคา ป้องกันแดดให้กับผนังอาคาร มีช่องระบายอากาศร้อนใต้หลังคา ลดความร้อนจากหลังคาที่จะถ่ายเทลงมาในอาคารและใช้ฉนวนร่วมด้วย เพราะหลังคาที่โดนแดดทั้งวันจะมีความร้อนสะสมเยอะต้องใช้ฉนวนเข้ามาช่วย อาคารหลังนี้มีแนวคิดที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เน้นความสัมพันธ์กับพื้นที่เดิมซึ่งมีบึงน้ำและต้นไม้เดิมอยู่ ตอนแรกเจ้าของเสนอว่าอยากให้ถมที่ไปเลย แต่ทีมสถาปนิกเห็นว่าควรเก็บบึงน้ำเดิมเอาไว้ แล้วปรับพื้นที่บางส่วนเป็นอาคาร ตัวอาคารเน้นการป้องกันความร้อนที่จะเข้ามาในอาคาร จะเห็นได้ว่ามีช่องเปิดด้านข้างค่อนข้างน้อย เพื่อป้องกันความร้อนจากภายนอกเข้ามาในอาคารพื้นที่ตรงกลางเราก็เปิดเป็นช่องลม ให้ลมสามารถผ่านเข้ามาในอาคารได้และวางแผนให้ลมผ่านน้ำจากทั้งทางเข้าไปสู่ด้านหลัง ให้พัดพาเอาความเย็นเข้าไปในอาคาร ช่วยลดอุณหภูมิลงอีกทางหนึ่ง ในส่วนที่ต้องมีช่องเปิดเราก็ใช้ระแนงไม้บังแดด กันแสงเข้าอาคาร และเติมพื้นที่สีเขียวเข้าไปในชั้น 3 แทนที่จะเป็นพื้นที่ Hardscape เราก็ปลูกหญ้าช่วยลดความร้อนสะสมบริเวณนี้ที่จะแผ่ไปยังพื้นที่ข้างเคียง และช่วยให้สบายตาผ่อนคลายด้วย การใช้งานอาคารสาธารณะที่อย่างไรก็ต้องเปิดเครื่องปรับอากาศ ไม่สามารถทำ
ช่องเปิดมากๆ ได้ จึงเน้นไปที่การป้องกันความร้อนที่จะเข้าสู่ตัวอาคาร เพื่อช่วยลดภาระการทำงานของเครื่องปรับอากาศ ช่วยประหยัดไฟ

ในเรื่องความเป็นชุมชน เราออกแบบพื้นที่ตรงโถงกลางสำหรับคนในองค์กรและบุคคลภายนอกได้เข้ามาพบปะกันในบริเวณนี้ เมื่อเปิดใช้อาคารก็มีคน
เข้ามาใช้พื้นที่นี้เยอะ เจ้าหน้าที่ของสหกรณ์ก็พอใจกับพื้นที่ที่ออกแบบให้
Board: INTERVIEW
(0)
Share
Daybeds
Keep by Daybeds
1204
FOLLOWER

โครงการวางผังแม่บท มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตศาลายา จังหวัดนครปฐม

"โครงการนี้เริ่มต้นจากแนวคิดของมหาวิทยาลัยซึ่งจะเป็นมหาวิทยาลัยสีเขียว เพราะมหิดลเป็นมหาวิทยาลัยที่ส่งเสริมการอยู่และการเรียนรู้จากธรรมชาติ ทางอาศรมศิลป์ก็ได้เข้าไปช่วยปรับปรุงผังแม่บทหรือ Master Plan ของมหาวิทยาลัยทั้งหมด เราเริ่มจากระบวนการการมีส่วนร่วมโดยหารือกับประชาคมมหาวิทยาลัยหลายหน่วยงานเข้ามาให้ความเห็นกัน ทางอาศรมศิลป์ก็คิดว่าจะเปลี่ยนวิถีของคนในมหาวิทยาลัย จากมหาวิทยาลัยรถยนต์ ให้เป็นมหาวิทยาลัยสำหรับคนเดินและจักรยาน จึงมีการปรับผังแม่บทใหม่ โดยลดพื้นที่ช่องจราจรจาก 4 เหลือเพียง 2 แล้วปรับพื้นที่ที่เหลือให้เป็นฟุตบาทสำหรับคนเดินและทางจักรยาน แล้วปลูกต้นไม้ให้มีความร่มรื่น เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมให้เหมาะกับคนเดินและปั่นจักรยาน จากเดิมที่รถยนต์เคยเข้าถึงได้หลายส่วน เราก็ปรับเป็นพื้นที่ที่มีแต่จักรยานและทางเท้าจะเข้าถึงได้ทุกส่วนแทน แล้วทำที่จอดรถรวมให้มากเพียงพอ
ผลพลอยได้อีกอย่างในการปรับปรุงผังแม่บทที่เราไม่ได้คาดไว้ คือบริเวณรั้วมหาวิทยาลัย เราเสนอทางมหาวิทยาลัยให้ทำเนินดินเป็นรั้วแทนที่จะเป็นกำแพงสูง เพื่อไม่ให้มหาวิทยาลัยแปลกแยกจากชุมชนโดยรอบ เป็นเนินดินปลูกหญ้าปกคลุมเป็นธรรมชาติ มองแล้วสบายตา ซึ่งผลพลอยได้ที่ตามมาคือ เมื่อเกิดน้ำท่วมเมื่อปี ’54 เนินดินนี้ได้กลายเป็นคันดินกั้นน้ำ น้ำจึงไม่ท่วมมหาวิทยาลัย ทำให้จากเดิมที่ผู้บริหารบางท่านไม่เห็นด้วยกับการทำเนินดิน แต่ตอนนี้พวกเขาก็ชอบกันมากเลย ยังฝากของคุณถึงอาศรมศิลป์ที่ช่วยทำแนวคิดนี้ให้ และมหาวิทยาลัยมหิดลยังได้รับรางวัลมหาวิทยาลัยสีเขียวในปีที่ผ่านมาด้วย"
1 KEEP
Daybeds
0 LOVES
COMMENT
RELATED ARTICLE
1
5
1
2
2
2
15
11
6
12