เป็นเอก รัตนเรือง Age of Plan (less) 34 ปี เป็นอายุของเป็นเอก ตอนเริ่มทำหนังเรื่องแรก – ฝัน บ้า คาราโอเกะ ปัจจุบันเป็นเอกอายุ 49 ปีแล้ว นั่นคือเวลา 15 ปี กับการทำหนัง ถือเป็นเวลาที่ยาวนานพอที่จะทำให้ชื่อของ เป็นเอก รัตนเรือง เป็นชื่อที่เราแทบไม่ต้องแนะนำอะไรกันให้มากความ
 หนัง 7 เรื่องที่ผ่านมาของเขา ทำให้เขาได้รับฉายานามว่าผู้กำกับหนังเจ๊ง เพราะไม่มีเรื่องไหนเลยที่เรียกว่าได้กำไร จากการเข้าฉายในประเทศ แต่นั่นคงไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับเขา เพราะโจทย์ของการทำหนังของเป็นเอกไม่ใช่เรื่องธุรกิจ แต่มันเป็นเรื่องของความรักชอบ เป็นความรักชอบแบบที่ต้องดิ้นรนเพื่อให้ได้มา แม้บางครั้งจะกินกลืนชีวิตของเขาไปบ้างก็ตามที
 วันนี้เป็นเอกในวัย 49 ปี แตกต่างจากเป็นเอกในวัย 34 ปี ที่ผมรู้จักเมื่อก่อน เรารับรู้ได้ถึงการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่เจอกัน เขาเดินช้าลงกว่าแต่ก่อน คนพูดน้อยอย่างเขาดูจะพูดน้อยลงไปอีก ร่องลึกข้างแก้มดูเหมือนจะเด่นชัดขึ้นตามอายุ แต่ไม่ว่าจะอย่างไร เป็นเอกก็ยังเป็น – เป็นเอก เมื่อเริ่มคุย เขาก็ยังคุยสนุก ปากเสียในบางเรื่อง และตาเป็นประกายทุกครั้งเมื่อคุยเรื่องฟุตบอล – นั่นอาจจะทำให้เขาดูเป็นคนอายุ 49 ที่ดูเหมือนคนอายุ 45 ผมบอกเขาอย่างนั้น เป็นเอกยิ้มแก้เก้อ พร้อมกับบอกว่าเขาไม่ได้สนใจเรื่องอายุสักเท่าไหร่ ‘เราไม่รู้สึกว่าตัวเองเปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนมากนัก ก็ยังเหมือนเดิม แต่รู้ตัวว่าเหนื่อยง่ายขึ้น แผลหายช้าลงกว่าสมัยหนุ่มๆ’ เขาเอื้อมมือลงไปคลำบริเวณข้อเท้าด้านขวา ‘คิดว่าอาจะต้องไปหาหมอเสียหน่อย ถ้าสองสามวันนี้ยังไม่หาย’
 นั่นเป็นเรื่องทางกาย แต่หากเรื่อง ‘ข้างใน’ ล่ะ
 เชื่อว่าคนในวัย 49 ปีย่อมมีความเปลี่ยนแปลงอยู่บ้างไม่มากก็น้อย
 ‘พอแก่ลง เรารู้สึกว่าความตื่นเต้นในเรื่องต่างๆ ในชีวิตมันมีน้อยลงมา ความอยากทำหนังมันก็ไม่พลุ่งพล่านเหมือนเมื่อก่อน หนุ่มๆ นี่ไอเดียเยอะ ตอนนี้ไม่ค่อยมีแล้ว นานๆ จะมาที ซึ่งก็ต้องบ่มไว้นาน กว่ามันจะใช้ได้ วิธีการทำหนังก็เปลี่ยน เมื่อก่อนเราจะดูทุกเม็ด อะไรๆ ต้องเป็นเรามากที่สุด ทำไปเหมือนอยากโลกรู้ว่าเราเจ๋งแค่ไหน ตอนนี้พอไปดูงานเก่าๆ เรารู้สึกว่าทำไมกูดูโชว์ออฟมากเลยวะ เดี๋ยวนี้ไม่กล้าทำแล้ว เดี๋ยวคนเขาจะหัวเราะเยาะเอา พยายามทำงานให้เรียบง่ายที่สุด ความเป็นตัวตนอะไรหลายๆ อย่างมันไหลออกจากตัวไปหมด’
 มันทำให้ผมต้องถามถึงหนังใหม่ของเขา ‘ฝนตกขึ้นฟ้า’ นี่จะกลายเป็นหนังที่เป็นตัวเขาเองน้อยที่สุดแล้วอย่างนั้นหรือ
 ‘ก็ไม่ขนาดนั้น ความเป็นตัวเราก็ไม่หายไปไหนนะ เพราะสุดท้ายเราต้องเป็นคนเลือกอยู่ดีว่าเราจะเอาอะไร แต่เราฟังคนอื่นมากขึ้นไง ให้คนอื่นช่วยเราเลือก เราจะปล่อยให้คนอื่นทำในสิ่งที่เขาอยากทำ แล้วสุดท้ายลองเอามารวม จากนั้นเราจะมาเขย่าดูหน่อยว่าเสร็จแล้วหน้าตาเป็นไง ถ้าชอบก็เอา ไม่ชอบเดี๋ยวว่ากันใหม่ แต่ทั้งหมดมันยังเป็นรสนิยมส่วนตัวของเรา ฉะนั้นถามว่าหายไปไหม – ไม่หาย แต่ว่าเปลี่ยนไหม – เปลี่ยน จริงๆ คนที่ดูหนังเราตั้งแต่ ฝัน บ้าฯ (ฝันบ้า คาราโอเกะ - 2540) จะเห็นเลยว่าหนังเราไม่เหมือนกันสักเรื่อง ตอนทำมนต์รักฯ (มนต์รักทรานซิสเตอร์ – 2544) ก็อย่างหนึ่ง พอหลังจากนั้นก็มาเรื่องรักน้อยนิดฯ (เรื่องรัก น้อยนิด มหาศาล – 2546) นั่นก็มินิมัลมาก คนละขั้วเลย แทบไม่มีใครพูดอะไร มีแต่บรรยากาศ คืองานของเรามันเป็นเรื่องของจังหวะชีวิตของเราด้วย ตอนนั้นถ้ามีอะไรเข้ามากระทบใจ มันก็จะออกมาเป็นแบบนั้น ใครๆ ชอบมาถามเราว่า พี่ไม่ทำภาคต่อมนต์รักฯ ล่ะ มันทำไม่ได้
 ‘เพราะเราเปลี่ยนไปแล้ว...’ หากจะถามคนดูอย่างเราถึงสิ่งที่เราจะได้จากหนังของเป็นเอก นอกเหนือจากความประทับใจในเรื่องราวที่อยู่ในภาพยนตร์แล้ว คุณูปการที่เขาสร้างไว้กับวงการภาพยนตร์ไทย น่าจะเป็นเรื่องของ ‘วิธีการ’ ในการทำหนัง ซึ่งไม่ได้ผูกตัวเองอยู่กับค่ายหนังในประเทศ ไม่ได้อยู่ในระบบสตูดิโอ แต่ทำงานในลักษณะที่เราเรียกกันในปัจจุบันว่าหนังอินดี้ และเป็นเอกน่าจะเป็นผู้กำกับคนแรกๆ ที่เบิกทางให้กับผู้กำกับรุ่นหลังได้ลองทำตาม
 ‘ตอนที่เริ่มทำหนัง หนังไทยถือว่าเป็นยุคตกต่ำ จะไม่มีคนดูอยู่แล้ว แต่เราก็ทำ ทำทั้งๆ ที่รู้ว่าคนคงไม่ดูกัน’ เป็นเอกเล่าให้ฟังถึงบรรยากาศตอนเริ่มทำหนังเมื่อ 15 ปีที่แล้ว
 ‘สมัยก่อนเชื่อกันว่าถ้าทำหนังเรื่องแรกแป้ก ไม่ทำเงิน ชีวิตจบ  แต่ดูเราสิ แป้กมากี่เรื่องแล้ว ก็ยังหน้าด้านทำมาเรื่อยๆ คือเราไม่เชื่อในสิ่งที่เขาเชื่อกัน กูจะหาทางทำมันให้ได้ แล้วก็พิสูจน์ว่ามันมีทางที่จะทำ พอหนังเสร็จ หนังมันก็ไปมีชีวิตของมัน มันไปเติบโตที่นั่นที่นี่แล้วมันก็ย้อนกลับมามีอิทธิพลกับอุตสาหกรรมหนังไทย พอคนรุ่นใหม่ๆ เห็น ก็รู้ว่ามีงี้ด้วยมันทำแบบนี้ได้ด้วย เกิดการทำหนังแบบอินดี้มากขึ้น นั่นคงเป็นข้อดีที่เราทำกับอุตสาหกรรมนี้ มากกว่าจะเป็นเรื่องของตัวหนังที่ทำเงิน’ Q : ในวัยนี้ คุณมีจุดยืนทางการเมืองอย่างไร
A : เราไม่มีจุดยืนหรือความเชื่อ ไม่รู้จะมีไปทำไม มันรกชีวิต ถามหน่อยที่โลกเราไม่สงบแบบนี้ ตีกันแบบนี้ ไม่ใช่เพราะความเชื่อเหรอ มันมีความเชื่อแรงกล้ามาก ถึงได้กล้าทำร้ายตัวเอง ทำร้ายคนอื่น สังคมเราถูกปั่นหัวกันมานานมากว่าเราต้องมีความเชื่อ ถ้าไม่มีความเชื่อเดี๋ยวจะคว้าง เราไม่เห็นคว้างเลย เชื่อตัวเองก็พอ แล้วถ้าเราจะคว้างเราก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง ก็ต้องอยู่กับมันไปให้ได้ ต้องเข้าใจมันให้ได้ เหมือนอกหัก เสื้อเหลือง เสื้อแดงช่วยได้มั๊ย ทักษิณ อภิสิทธิ์ ป๋าเปรม จะช่วยได้มั๊ยเวลาอกหัก เพราะฉะนั้น เราตัดสินทุกอย่างด้วยตัวมันเองหมด เราก็อยู่กับความอกหักของเราไป เป็นภาวะหนึ่งในชีวิต เราก็ต้องจัดการกับมันไป อยู่กับมันไป ปัญหาหลายอย่างจัดการไม่ได้ ก็ต้องอยู่กับมันไป และเราไม่ชอบที่จะเลือกข้าง เป็นสิ่งที่เราไม่สามารถจริงๆ ให้เราไปร่วมกับกลุ่มกลุ่มหนึ่ง เราไม่ชอบไปเป็นพรรคพวกกับใคร เราเป็นคนทำอะไรด้วยตัวเราเอง ไปไหนไม่เคยมีบริวาร ไม่มีลูกน้อง เราก็รับผลดีที่เรากระทำด้วยตัวเราเอง รับผลร้ายของมันด้วยตัวเราเอง เราอยากเป็นอย่างนี้ไปจนตาย ไม่อยากให้ใครมาจดจำเรา เพราะงั้นจะให้เราไปอยู่เสื้อเหลือง เสื้อแดง เสื้ออะไรก็ไม่เอา
Q : ความรักของคุณค่ะ ในวัยนี้คุณไม่อยากมีครอบครัวบ้างหรือ
A : ครอบครัวเป็นเรื่องที่ไม่อยู่ในหัวของเราเลย ไม่อยาก ไม่มีความจำเป็น ไม่สามารถรับผิดชอบชีวิตแบบนั้นได้ คือให้เป็นแฟนจนตายน่ะเป็นได้ แต่พอมีลูก ชีวิตต้องเสียสละเยอะมาก เราทำไม่ได้ แต่เราไม่ใช่คนเจ้าชู้ เรารู้ว่ารสนิยมเราไม่เหมือนคนอื่น แบบผมยาว ขาวๆ หมวยๆ ไม่เลย ไม่ชอบ แฟนส่วนมากจะเจอกันตามที่ทำงานแล้วก็เริ่มจากความเป็นเพื่อน แล้วก็คบกันไป เราเป็นแฟนใครทีเป็นนานนะ แล้วก็จะโดนข้อหาเดิมๆ คือ โลกส่วนตัวสูง
Board: Interview
(0)
Share
GM
Keep by GM
2469
FOLLOWER

เป็นเอก รัตนเรือง Age of Plan (less)

"34 ปี เป็นอายุของเป็นเอก ตอนเริ่มทำหนังเรื่องแรก – ฝัน บ้า คาราโอเกะ ปัจจุบันเป็นเอกอายุ 49 ปีแล้ว นั่นคือเวลา 15 ปี กับการทำหนัง ถือเป็นเวลาที่ยาวนานพอที่จะทำให้ชื่อของ เป็นเอก รัตนเรือง เป็นชื่อที่เราแทบไม่ต้องแนะนำอะไรกันให้มากความ
หนัง 7 เรื่องที่ผ่านมาของเขา ทำให้เขาได้รับฉายานามว่าผู้กำกับหนังเจ๊ง เพราะไม่มีเรื่องไหนเลยที่เรียกว่าได้กำไร จากการเข้าฉายในประเทศ แต่นั่นคงไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับเขา เพราะโจทย์ของการทำหนังของเป็นเอกไม่ใช่เรื่องธุรกิจ แต่มันเป็นเรื่องของความรักชอบ เป็นความรักชอบแบบที่ต้องดิ้นรนเพื่อให้ได้มา แม้บางครั้งจะกินกลืนชีวิตของเขาไปบ้างก็ตามที
วันนี้เป็นเอกในวัย 49 ปี แตกต่างจากเป็นเอกในวัย 34 ปี ที่ผมรู้จักเมื่อก่อน เรารับรู้ได้ถึงการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่เจอกัน เขาเดินช้าลงกว่าแต่ก่อน คนพูดน้อยอย่างเขาดูจะพูดน้อยลงไปอีก ร่องลึกข้างแก้มดูเหมือนจะเด่นชัดขึ้นตามอายุ แต่ไม่ว่าจะอย่างไร เป็นเอกก็ยังเป็น – เป็นเอก เมื่อเริ่มคุย เขาก็ยังคุยสนุก ปากเสียในบางเรื่อง และตาเป็นประกายทุกครั้งเมื่อคุยเรื่องฟุตบอล – นั่นอาจจะทำให้เขาดูเป็นคนอายุ 49 ที่ดูเหมือนคนอายุ 45 ผมบอกเขาอย่างนั้น เป็นเอกยิ้มแก้เก้อ พร้อมกับบอกว่าเขาไม่ได้สนใจเรื่องอายุสักเท่าไหร่ ‘เราไม่รู้สึกว่าตัวเองเปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนมากนัก ก็ยังเหมือนเดิม แต่รู้ตัวว่าเหนื่อยง่ายขึ้น แผลหายช้าลงกว่าสมัยหนุ่มๆ’ เขาเอื้อมมือลงไปคลำบริเวณข้อเท้าด้านขวา ‘คิดว่าอาจะต้องไปหาหมอเสียหน่อย ถ้าสองสามวันนี้ยังไม่หาย’
นั่นเป็นเรื่องทางกาย แต่หากเรื่อง ‘ข้างใน’ ล่ะ"
1 KEEP
GM
0 LOVES
COMMENT
RELATED ARTICLE
7
1
1
1
17
1
1
5
1
13