สุขที่พอดี     “การออกกำลังกายมันมีข้อดีเยอะมากครับ ที่เห็นชัดสุดคือผิวพรรณจะสดใสสุดๆ การออกกำลังกายคือครีมบำรุงที่ดีที่สุดในชีวิต ถ้าคุณออกกำลังกาย คุณไม่ต้องใช้ครีมบำรุงอะไรเลย มันถูกมากนะสำหรับการออกกำลังกาย เผลอๆ ไม่ต้องเสียตังค์เลยด้วยครับ เอาเวลามาเดินเล่นสัก 30 นาที ให้เหงื่อออกเยอะๆ มันช่วยได้เยอะ ส่วนรูปร่างมันจะได้มาเองหลังจากนั้น และ ‘You are what you eat’ ก็เป็นสิ่งสำคัญ การเลือกกินไม่ได้ทำให้คุณเป็นคนดูเรื่องเยอะ แต่ไม่ได้หมายความว่าเรากินอาหารอร่อยๆ ไม่ได้เลย ของกินอร่อยคือความสุขขั้นพื้นฐาน ทุกคนคงนึงออกว่าเวลากินของอร่อยเข้าไปแล้วมัน “โอ๊ย มีความสุขมาก” มันคือความสุขขั้นพื้นฐานที่เราทำได้ทุกวัน ของกินถูกๆ ก๋วยเตี๋ยวหน้าบ้าน 35 บาท อร่อยที่สุดในโลก ก็ทำให้เรามีความสุขแล้ว เราสามารถมีความสุขกับสิ่งเหล่านี้ได้ แต่อย่าบ่อยนัก เพราะว่าเราก็ต้องดูแลตัวเอง อย่างที่บอกความสุขเนี่ยมันหาได้เยอะมากเลย หาความสุขให้กับตัวเอง แล้วเราก็จะมีความสุข”
      การได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรักนับเป็นเรื่องที่แสนวิเศษสำหรับหลายๆ คน แต่หากโอกาสที่ผู้อื่นหยิบยื่นมาให้จะนำพาเราไปสู่หนทางอันสดใสที่อยู่เบื้องหน้าก็ย่อมเป็นเรื่องที่น่ายินดีไม่แพ้กัน บางครั้งเราอาจต้องเลือกว่าจะ ‘ทำในสิ่งที่รัก’ หรือจะหันมา ‘รักในสิ่งที่ทำ’ หากตกลงใจได้เมื่อไหร่ คำว่า ‘ความสุข’ ก็คงอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมแน่นอน

NOTE
Location :
Lord of coffee ม.สัมมากร  ซ.รามคำแหง 112
   •จริงๆ การเต้นมันอยู่ในสายเลือดทุกคนน่ะ เด็กเกิดมาบางทีแค่ยืนตั้งไข่ได้ ยังทำอะไรไม่ได้ แต่พอเปิดเพลงก็ยังโยกเต้นได้เลย โอเชื่อว่ามันเป็นอย่างนั้น
   แสงอาทิตย์ยามสายลัดเลาะผ่านแมกไม้อันร่มรื่นเข้ามายังบริเวณที่เรากำลังนั่งเล็มละเลียดเครื่องดื่มรสละมุน เสียงแซ็กโซโฟนที่บรรเลงอยู่เบื้องหลังค่อยๆ อันตรธานไปในอากาศเมื่อถูกกลบด้วยเสียงเครื่องยนต์ที่ดังมาจากด้านนอก ชายหนุ่มรูปร่างสันทัดก้าวลงมาจากพาหนะคู่ใจคันน้อย ใบหน้าอันหล่อเหลาของเขาชวนสะกิดใจจนเราต้องหันไปมองอย่างไม่วางตา และแล้วเขาก็เดินตรงมายังวงสนทนาของเรา ใช้แล้ว...วันนี้เรามีนัดกับเขาคนนี้ โอ-อนุชิต พระเอกสุดหล่อที่จะมาละลายหัวใจของใครหลายๆ คน
   “ตอนนี้ก็จะมีถ่ายละครเป็นหลักนะครับ มีอยู่ 3 เรื่อง คือ ‘เซน...สื่อรักสื่อวิญญาณ’ ที่ออกอากาศอยู่ทางช่อง 5 ตอนนี้ แล้วก็ที่กำลังถ่ายทำอยู่มีเรื่อง ‘แวว-มยุรา’ และเรื่อง ‘กี่เพ้า’ กับทางช่อง 3 ครับ แล้วก็งานอดิเรกก็มีสอนเต้น แต่ตอนนี้ไม่ได้สอนมาหลายเดือนแล้วครับ ส่วนงานเพลงเป็นโปรเจ็กต์ที่ตั้งใจไว้ว่าปีนี้จะต้องออกมาให้ได้ ดนตรี ทำนอง และเนื้อเพลงมันครบแล้ว แต่กำลังหาว่าเราจะให้มันออกมาในลักษณะไหน รูปแบบไหนน่ะครับ” หนุ่มโอตอบเมื่อเรากล่าวทักทายและถามไถ่ถึงชีวิตของเขาในช่วงนี้ และก่อนที่เครื่องดื่มแก้วโปรดจะมาถึง เราก็เริ่มบทสนทนาต่อไปอย่างไม่รอช้า...     “เริ่มต้นจากเป็นแดนเซอร์ให้กับศิลปินใน GMM Grammy ครับ แล้วหลังจากนั้นก็อยู่ในตึกฯ มาเรื่อยๆ มีความเชื่อลึกๆ ว่าเกิดจากการที่เราได้ไปตัดผมที่ร้านพี่ป๊อกเซลซี เราก็ไม่กล้าบอกว่าเราอยากได้ทรงไหน เราก็เลยให้เขาออกแบบให้ มันก็เลยได้ออกมาเป็นทรงโมฮ็อค ซึ่ง ณ 10 ปีที่แล้วมันแรงมากเลยครับ ไม่มีใครเขาตัดกัน แต่กลายเป็นว่ามันอาจจะทำให้ใบหน้าเราชัดขึ้นหรือคาแร็คเตอร์เราชัดเจนขึ้น จนพี่ที่แกรมมี่ก็เลยมาบอกว่า “เฮ้ย! ลองไปออดิชั่นทำเพลงดูไหม” เราก็เลยเริ่มได้ไปแคสติ้งโฆษณาอะไรอย่างนี้ครับ จนได้ถ่ายโฆษณาโค้ก แล้วก็พี่เก้ง (จิระ มะลิกุล) กับพี่อิทธ (อิทธิสุนทร วิชัยลักษณ์) เขาเรียกไปแคสติ้ง ‘โหมโรง’ กับ ’15 ค่ำเดือน 11’ อีกทีนึง แล้วก็ได้ครับ ก็เลยเชื่อว่าน่าจะมาจากพี่ป๊อก (หัวเราะ)”
    •ทางเลือก
“ตอนช่วงที่แสดงเป็นช่วงที่เราทำเพลงอยู่กับแกรมมี่พอดี แต่มามีปัญหาครั้งใหญ่ตอนที่ตอนนั้นแกรมมี่เขาแพลนไว้ให้พวกผมออก 3 คน เป็นทรีโอกับเพื่อนอีก 2 คน ก็คือโอเด็ด และท็อป ณัฐเศรษฐ์ มันคือส่วนผสมของ 3 คนที่ไม่เข้ากันเลย แต่ว่าพอมาอยู่ด้วยกันแล้วมันพอดีมาก แล้วเราก็อยากออกมาก แต่ว่าตอนนั้นทางโหมโรงเขาก็ขอไว้ว่ายังไม่อยากให้ออกเทป เพราะว่ามันค่อนข้างที่จะขัดกับลุคของตัวละคร เพราะตอนนั้นกระแสของ 15 ค่ำฯ ก็ค่อนข้างโอเคน่ะครับ ก็ปรากฏว่ายังไงก็แล้วแต่ก็กลายเป็นว่าโอก็เลยอยากให้โหมโรงออกก่อน เขาก็เลยบอกว่าถ้า timing มันไม่ได้ก็ไม่รู้จะได้ออกเมื่อไหร่นะ เรารู้สึกว่าเราชอบโหมโรงมาก เราเชื่อเรื่องลุค แล้วเราก็เชื่อว่าเพลงมันเป็นตัวเรา มันจะออกเมื่อไหร่ก็ได้ ความคิดตอนนั้นก็เด็กด้วยครับ ไม่ได้นึกว่าจริงๆ แล้วเรื่องของ timing มันมีผลมาก ซึ่งเลยกลายเป็นว่าโหมโรงได้ออกไปก่อนโดยที่เพลงก็ต้องหยุดเอาไว้”     “งานเต้นคืออันดับหนึ่ง อาจจะรู้สึกแค่ว่าตอนเต้นเราไม่ได้เป็นที่รู้จัก เรายังใช้ชีวิตหลังจากที่ลงจากเวทีได้ธรรมดาอยู่ แล้วมันก็มีความสุขมาก คือทุกวันนี้อยู่บ้านก็เต้น เปิดเพลงอะไรก็เต้น รู้สึกเหมือนตัวเองอยู่ในมิวสิควิดีโอตลอดเวลา (หัวเราะ) ไม่รู้สิครับ เคยมีคนบอกว่าอย่าเอาสิ่งที่รักมาเป็นงาน ไม่งั้นเราจะไม่ชอบหรืออะไรก็ตาม แต่ว่าไอ้ตรงเนี้ยะมันไม่รู้ทำไม มันก็อาจจะมีปัญหาบ้างเพราะว่าบางทีเราอยากเต้นในสิ่งที่เราอยากเต้น แต่เราต้องเต้นตามที่เขาออกแบบมา บางทีเราก็มีความเห็นว่า “เฮ้ยจริงหรอ ตรงนี้มันไม่น่าเต้นแบบนี้นะ” แต่ว่าพอเราบาลานซ์ความคิดได้ว่า เราเป็นคนเต้นเราไม่ได้เป็นคนยืนดู บางทีมุมมองหรือภาพรวมมันมองเห็นได้ไม่เท่ากัน เราก็ต้องฟังคนที่เขามองจาก      มุมนอกออกมาครับ ก็จะทำให้เราเข้าใจและทำงานตรงนี้ไปได้ แล้วก็รักมันมากกก มากที่สุด
  
       “รองลงมาก็คงเป็นงานแสดงครับ ส่วนงานเพลงเนี่ยมันเป็นความฝัน แต่ว่างานแสดงมันมีความมหัศจรรย์ตรงที่ตอน 15 ค่ำฯ โอยังไม่รู้สึกมากครับว่าโอชอบการแสดง โอแค่ยังไม่เข้าใจมัน แต่ตอนโหมโรงเนี่ย โห...ทำให้เราเข้าใจเลยว่าเวทมนตร์ของภาพยนตร์มันคืออะไร โอรู้ว่าความสามารถทางด้านระนาดของโอมีแค่ไหน แต่ตอนที่มันตัดต่อออกมาสำเร็จซีนแรก โอมองตัวละครที่โอเล่นว่า “ทำไมมันเท่ขนาดนี้” แล้วมันเล่นเก่งมากครับ คือเรารู้ว่ากว่าจะถ่ายออกมาแต่ละฉากได้แบบนั้นเนี่ยมันใช้เวลานานมาก พอตัดออกมาแค่ 2 นาที ที่ตีระนาดสู้กับใครสักคนนึงมัน...ขนลุกมาก แล้วมันก็รู้สึกว่าแบบ “เฮ้ย! เราเท่ขนาดนั้นเลยหรอ เราเป็นคนนี้ได้ขนาดนั้นเลยหรอ” เลยรู้เลยว่าเวทมนตร์ของการแสดงและภาพยนตร์มันคืออะไร ตอนนั้นก็เลยเริ่มชอบ รู้สึกว่าถ้าเราทำออกมาได้ดี และเราตั้งใจทำงาน แปลว่าเราก็สามารถเป็นใครหรืออะไรก็ได้ในโลกใบนี้ แล้วแต่ว่าเขาจะให้บทเรามา แต่ว่าพอทำงานไปได้สักพักมันก็จะมีบ้างเพราะว่าบทภาพยนตร์ไทยมันค่อนข้างที่จะจำกัด ไม่หลากหลาย หรือไม่แหวกแนวมากเท่ากับเวลาเราดูภาพยนตร์ต่างประเทศน่ะครับ ดูแล้วน่าอิจฉาที่ Meryl Streep หรือ Tom Hank เล่นเป็นอะไรก็ได้ เราอยากมีประสบการณ์ที่หลากหลายแบบนั้นบ้าง คนไทยจะไม่ค่อยมีอะไรมากครับ โดยรวมๆ ตัวละครไทยไม่ค่อยมีอาชีพ เราจะไม่เห็นอาชีพที่ชัดเจนของตัวละครมากนัก แต่เราจะรู้ว่าเรื่องราวของเขาเป็นยังไง คุณเป็นผู้บริหาร คือแค่สวมบทว่าเป็นผู้บริหาร แต่ว่าเรื่องราวมันจะไม่มีว่าเป็นผู้บริหารอะไรอย่างนี้ครับ แต่ว่าในหนังต่างประเทศเราจะเห็นชัด ถึงแม้ว่าอาชีพจะไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับเรื่องเลย แต่เราก็จะรู้สึกได้เลยว่าเขามีอาชีพ และเขาก็เป็นคนที่ทำอาชีพนี้ อะไรเล็กๆ น้อยๆ พวกเนี้ยะมันดูน่าสนใจมากครับ อยากเล่นอะไรเยอะๆ อย่างนั้น”
“สุขภาพจิตสำคัญที่สุด สำคัญกว่าสุขภาพกายอีก คือร่างกายไม่สบายมันก็ใช่ แต่เราต้องไม่ยอมให้ใจเราไม่สบาย แล้วก็การมองโลกในแง่ดีไม่ใช่เรื่องผิด การที่เราบอกกับตัวเองว่าช่างมันเถอะ หรือการเป็นคนคิดบวก ไม่ได้แปลว่าเราโกหกตัวเอง มันอยู่ที่เราน่ะครับ ทำอะไรก็ได้ให้เราสบายใจ มองอะไรก็ได้ที่เรารู้สึกว่ามองแล้วสบายใจ บางคนบอก “จะบ้าหรอ คิดอย่างนั้นได้ไง มันไม่ใช่ชัดๆ” ก็ไม่ต้องไปสนใจ เรามอง
Board: About Him
(0)
Share
Slimup
Keep by Slimup
1809
FOLLOWER

สุขที่พอดี

" “การออกกำลังกายมันมีข้อดีเยอะมากครับ ที่เห็นชัดสุดคือผิวพรรณจะสดใสสุดๆ การออกกำลังกายคือครีมบำรุงที่ดีที่สุดในชีวิต ถ้าคุณออกกำลังกาย คุณไม่ต้องใช้ครีมบำรุงอะไรเลย มันถูกมากนะสำหรับการออกกำลังกาย เผลอๆ ไม่ต้องเสียตังค์เลยด้วยครับ เอาเวลามาเดินเล่นสัก 30 นาที ให้เหงื่อออกเยอะๆ มันช่วยได้เยอะ ส่วนรูปร่างมันจะได้มาเองหลังจากนั้น และ ‘You are what you eat’ ก็เป็นสิ่งสำคัญ การเลือกกินไม่ได้ทำให้คุณเป็นคนดูเรื่องเยอะ แต่ไม่ได้หมายความว่าเรากินอาหารอร่อยๆ ไม่ได้เลย ของกินอร่อยคือความสุขขั้นพื้นฐาน ทุกคนคงนึงออกว่าเวลากินของอร่อยเข้าไปแล้วมัน “โอ๊ย มีความสุขมาก” มันคือความสุขขั้นพื้นฐานที่เราทำได้ทุกวัน ของกินถูกๆ ก๋วยเตี๋ยวหน้าบ้าน 35 บาท อร่อยที่สุดในโลก ก็ทำให้เรามีความสุขแล้ว เราสามารถมีความสุขกับสิ่งเหล่านี้ได้ แต่อย่าบ่อยนัก เพราะว่าเราก็ต้องดูแลตัวเอง อย่างที่บอกความสุขเนี่ยมันหาได้เยอะมากเลย หาความสุขให้กับตัวเอง แล้วเราก็จะมีความสุข”
การได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรักนับเป็นเรื่องที่แสนวิเศษสำหรับหลายๆ คน แต่หากโอกาสที่ผู้อื่นหยิบยื่นมาให้จะนำพาเราไปสู่หนทางอันสดใสที่อยู่เบื้องหน้าก็ย่อมเป็นเรื่องที่น่ายินดีไม่แพ้กัน บางครั้งเราอาจต้องเลือกว่าจะ ‘ทำในสิ่งที่รัก’ หรือจะหันมา ‘รักในสิ่งที่ทำ’ หากตกลงใจได้เมื่อไหร่ คำว่า ‘ความสุข’ ก็คงอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมแน่นอน
NOTE
Location :
Lord of coffee ม.สัมมากร ซ.รามคำแหง 112"
1 KEEP
Slimup
0 LOVES
COMMENT
RELATED ARTICLE
7
1
1
1
17
1
1
5
1
13