สิริยากร พุกกะเวส  MY FIELD OF DREAMS  ไม่เป็นชาวนาแล้วหรือ     GM เคยเย้าผู้หญิงคนนี้ เมื่อพบกับเธอในการแสดงละครเวทีเรื่อง ‘ แมคเบธ’  ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อหลายเดือนก่อน 
  “ อุ้มเป็นทั้งชาวนาและชาววังค่ะง”  สิริยากร พุกกะเวส ตอบด้วยรอยยิ้ม แต่ในยิ้มนั้นแฝงความเด็ดขาดบางอย่างไว้ด้วย 
นับตั้งแต่ประกาศว่า  ฉันจะเป็นชาวนา  ในรายการโทรทัศน์ชื่อเดียวกันนี้ ผู้หญิงที่มีชื่อเล่นว่าอุ้มก็ได้สร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์ให้เกิดขึ้นมากมาย ทั้งในแง่บวกและลบ ด้านหนึ่งชื่นชมความพยายามของนักแสดงสาวที่ผันตัวเองไปเรียนรู้ในเรื่องการทำนาปลูกข้าว แต่ในอีกด้านหนึ่ง หลายคนตั้งคำถามว่าผู้หญิงบอบบาง รักสวยรักงามคนนี้จะทำสิ่งที่สมบุกสมบันขนาดนั้นได้จริงๆ หรือ 
     
    GM เฝ้าจับตาดูเธอมาตลอด เราไม่ได้ผลีผลามขอพูดคุยกับเธอตั้งแต่แรก ไม่ใช่เพราะคิดว่าเธอจะทำไม่สำเร็จ แต่เพราะเราอยากให้เธอได้ผ่านฤดูทำนาแรกของชีวิตไปเสียก่อน เพื่อที่บทเรียนของกลิ่โคลน (ไม่มีสาบควาย) และ นาข้าวจะได้สอนให้เธอซึมซับมากพอจะ  ถอดบทเรียน  มาบอกต่อกับเรา 
แทบไม่มีใครไม่รู้จัก สิริยากร พุกกะเวส โดยเฉพาะในฐานะ ‘ นักแสดง’  และ ‘ นางเอกง  ที่สร้างชื่อให้เธอ ไม่ว่าจะเป็นละครอย่าง ร่มฉัตร, เก้าอี้ขาวในห้องแดง บทแม่พลอยในสี่แผ่นดิน รวมถึงภาพยนตร์อย่างมนต์รักทรานซิสเตอร์ หรือบทบาทพิธีกรในรายการ ‘ บ้านอุ้ม ’ รวมถึงการทำหนังสือและนิตยสารไลฟ์สไตล์แสนเก๋ชื่อ OOM แต่กระนั้น ก็เชื่อว่ามีไม่น้อยที่ไม่มองเธอในฐานะนักเขียนหรือนักแปล โดยเฉพาะกับบทบาท  ‘นักครุ่นคิด’  กับชีวิตที่จริงจังคนหนึ่ง
       ผู้หญิงที่ยืนอยู่ในนาข้าวเบื้องหน้าเราตอนนี้ ใบหน้าของเธอมีฝ้า แต่เธอไม่ได้เดือดร้อนกับมัน บางคราวเธออาจนึกภูมิใจกับผิวที่คร้ามแดดขึ้นเสียด้วยซ้ำ ร่างของเธอบอบบางเพราะกินมังสวิรัติ แต่ร่างนั้นไม่ได้อ่อนแอ เมื่อเธอพาเราย่ำสู่โคลนเพื่อถอนกล้าและดำนาในบ่ายวันนั้น ร้อนลมและเริงแดดบอกเราว่าเธอแข็งแกร่งกว่า ภาพ ภายนอกที่เห็นมาก พูดได้ว่า ภาพของหญิงสาวที่กำลังดำนาอยู่ตรงหน้า คือภาพของการ  แสวงหา  ในชีวิต ที่ดำเนินไปพร้อมกันทั้งร่างกายและจิตใจ-ทั้งภายนอก, และภายใน ในบางวูบ ภาพของเควิน คอสต์เนอร์ กับภาพยนตร์เรื่อง Field of  Dreams ก็แวบเข้ามา แม้ว่า  ‘ทุ่งฝัน’  ในหนังเรื่องนั้น จะเป็นทุ่งข้าวโพด แต่นี่เป็นทุ่งนา ทว่าการแสวงหาและ การเติบโตภายในนั้นไม่แตกต่าง 
       โดยมาก เมื่อพูดว่า  ‘การแสวงหาทางจิตวิญญาณ’  หลายคนมักคิดว่ามีแต่ผู้ชายเท่านั้นที่ทำเรื่องเช่นนี้ 
แต่สิ่งที่ผู้หญิงคนนี้คิดและทำ แสดงให้เราเห็นว่า ผู้หญิงก็มีมิติของการแสวงหาเดียวกันนั้นด้วย เพราะเอาเข้าจริงเราต่างก็เป็นมนุษย์ที่ต้องปะทะ ต่อสู้และเผชิญหน้า กับการเติบโตภายในเหมือนๆ กัน 
รายการ ‘ฉันจะเป็นชาวนา’  คือเสี้ยวส่วนหนึ่งในชีวิตจริงของอุ้ม-ที่ว่าด้วยความพยายามในการปลูกข้าว และพึ่งตนเองของคนเมืองที่เท้าแทบไม่เคยสัมผัสดินคนหนึ่ง ชวนให้สงสัยว่าเธอทำทุกอย่างเองจริงไหม 
เธอทำนาเองจริงไหม และเธอ เป็นชาวนา  จริงไหม หรือว่าทั้งหมดนี้, เธอยังคงเป็น  นักแสดง  ที่เก่งกาจดังเดิม 
แน่นอน, บทสนทนาต่อไปนี้คงพอ ตอบข้อสงสัยที่ว่าได้

        GM : ขอถามย้อนกลับไปถึงจุดเริ่มต้นก่อนว่า อะไรคือสิ่งที่ทำให้คุณเกิดความรู้สึก  อยากเป็นชาวนา  ขึ้นมา เพราะดูไม่เข้ากัน เลยที่นางเอกบอบบางอย่างคุณจะหันมาดำนาเกี่ยวข้าว 

  สิริยากร : ไม่รู้ตัวหรอกค่ะ (ยิ้ม) มันค่อยๆ สั่งสมมา ถ้าเอาที่เป็นรูปธรรม ก็อาจเป็นช่วงที่เล่นหนัง มนต์รักทรานซิสเตอร์  เมื่อหลายปีก่อน ตอนนั้น อุ้มเข้าฉากที่อยุธยา นั่งอยู่บนเปล ข้างหน้าของเราเป็นทุ่งนา เกิดคิดเล่นๆ ขึ้นมาว่าสักวันอยากมีนาเป็นของเราเอง แต่นั่นเป็นความคิดแบบฝันหวาน ยังไม่ได้ทำอะไร 
แต่ต่อมามีโอกาสไปใช้ชีวิตที่เมืองพอร์ตแลนด์ ในโอเรกอน (สหรัฐอเมริกา) แล้วได้ไปเห็นปรากฏการณ์ที่คนรุ่นใหม่ของเมืองนั้นเริ่มหันกลับมาปลูกพืชที่เป็นอาหาร ซึ่งเป็นเรื่องของการพยายามออกจากระบบทุนนิยมจริงๆ แล้วทั้งหมดเป็นภาพของขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมที่ใหญ่กว่า การปลูกผักกินเอง เพราะคนที่นั่นเริ่มไม่เชื่อในการซื้อ เริ่มไม่เชื่อในการพึ่งพาผู้อื่นโดยที่ทุกอย่างต้องใช้เงินซื้ออย่างเดียว และกินอาหารที่ไม่รู้ว่านำเข้ามาจากไหน คนที่นั่นเชื่อในการกินอาหารจากละแวกใกล้เคียง ที่รู้ว่าผู้ปลูกคือใคร อุ้มเห็นบรรยากาศแบบนั้นจึงลงมือทำบ้าง ตอนอยู่ที่นั่นได้ปลูกผักเอาไว้กินเองที่แปลงหลังบ้าน ปรากฏว่าปลูกได้เยอะมากจนกินไม่หวาดไม่ไหว ทั้งที่สมัยก่อนเคยบอกใครต่อใครตลอดเวลาว่าเป็นคนที่ปลูกต้นไม้อะไรก็ตาย 
   เหตุผลอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้อุ้มอยากเป็นชาวนา ซึ่งคู่ขนานไปกับการใช้ชีวิตที่พอร์ตแลนด์ คือพอกลับมาจากพอร์ตแลนด์แล้ว อุ้มไปปฏิบัติธรรม นับถึงตอนนี้ก็ 3 ปีแล้วที่ไปวิปัสสนามาอย่างต่อเนื่อง สิ่งที่ค้นพบจากการปฏิบัติธรรมคือ ธรรมะกับธรรมชาติเป็นเรื่องเดียวกัน (ยิ้ม) ยิ่งพอเรียนรู้ จิตภายในของตัวเองมากขึ้น ก็ยิ่งสัมผัสกับธรรมชาติภายนอกมากขึ้นด้วย ทำให้ค้นพบว่า การทำความเข้าใจตัวเอง คือการต้องเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติให้ได้ 
เมื่อประกอบกันเข้าหลายๆ อย่าง พอกลับมาเมืองไทย ก็เกิดอะไรบางอย่างดลใจขึ้นมาว่า เฮ้ย! ปลูกข้าวสิ เรากินข้าว เรารู้ว่าการปลูกผักนั้นยาก แต่ข้าวนี่เหมือนเป็นสุดยอดของเกษตรกรรมเลย ปัญหาก็คือ เราไม่มีความรู้เลยว่าข้าวปลูกอย่างไร ทั้งที่เรากินข้าวอยู่ทุกวัน เป็นเรื่องที่ใกล้มากแต่ห่างมาก ก็เลยอยากเป็นชาวนา คิดแค่นั้น ตอนแรกคิดจะทำนาเองโดยไม่ให้ใครรู้แต่ด้วยสัญชาตญาณความเป็น สื่อสารมวลชน เลยคิดว่า อย่าทำแล้วรู้เองคนเดียวสิ ต้องถ่ายทำรายการ เพื่อให้คนอื่นได้เรียนรู้การทำนาไปกับเราด้วย เลยนำไอเดียไปเสนอThai PBS

      GM : เหมือนการไปอินเดียเป็นจุดเปลี่ยนในชีวิตของคุณ คุณไปทำอะไรที่นั่น 
สิริยากร : ตอนนั้นอุ้มเพิ่งเริ่มวิปัสสนามาได้ไม่ถึงปีแล้วได้พบกับแฟน (หัวเราะ) เลยชวนกันไปแสวงบุญและปฏิบัติธรรมที่อินเดีย คิดว่าตรงนั้นเป็นจุดเปลี่ยนของอุ้มเหมือนกัน ก่อนหน้านั้น ทุกคนบอกว่าอุ้มไปอินเดีย ไปไม่ได้หรอก ดูจากลักษณะนิสัยแล้ว เธอไม่ชอบอินเดียแน่นอน แต่ในใจลึกๆ เราอยากไปนะ อยากไปตอนวันวิสาขบูชา ไปเห็นบรรยากาศและอยู่ในแผ่นดินที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ สุดท้ายก็ไปมาหลายเมือง โดยเดินทางไปทางเหนือ เช่น พุทธคยา, เดลี, พาราณสี, สารนาถและชัยปุระ ช่วงเวลาเดือนกว่าๆ ที่อยู่ในอินเดียมันเปลี่ยนชีวิต เหมือนเป็นการปฏิบัติธรรมครั้งใหญ่ของอุ้มเลย 
ตอนนั้นปฏิบัติธรรมอยู่ดีๆ ก็ร้องไห้ออกมาเลย เพราะรู้สึกว่าไม่ไหวแล้วประเทศอะไรก็ไม่รู้ไม่มีวันหยุดพักผ่อนเลย ปกติเราเหนื่อยแล้วก็หยุดพักได้ แต่ในอินเดียมัน Intense มาก ไม่มีจังหวะให้หยุดพักเลย เป็นเมืองมหัศจรรย์ที่ทั้งนรกและสวรรค์อยู่ตรงหน้า ทำให้ได้เรียนรู้เกี่ยวกับตัวเองมากขึ้นว่า ตัวเรามีกิเลสตัณหา มีความต้องการในเรื่องต่างๆ มากแค่ไหนได้รู้ว่าเราสร้างเงื่อนไขให้ชีวิตตัวเองมากเพียงใด เหมือนบอกตัวเองและ สะกดจิตตัวเองว่าไม่ชอบสิ่งนี้ จนมันไม่ชอบจริงๆ แต่พอได้มาอยู่ในสถานการณ์ที่หนีไปไหนก็ไม่ได้วันๆ ต้องคอยกระโดดหนีขี้วัว สุดท้ายก็ได้ละการปรุงแต่งไปเยอะ 
      
      GM : ทำไมคุณถึงสนใจการปฏิบัติธรรม ภาพของคุณที่คนส่วนใหญ่มองคือนักแสดงหรือคนทำหนังสือที่มีไลฟ์สไตล์เก๋ไก๋ในแบบและเบ้าของ มาร์ธา สจ๊วต ซึ่งไม่น่าจะไปกันได้กับการปฏิบัติธรรม 
สิริยากร : ราคะจริตสูงมากเลยใช่ไหมคะ (ยิ้ม) ชอบสวยๆ งามๆ คืออย่างนี้ค่ะ ชีวิตของอุ้มนั้น พูดกันตรงๆ ก็คือ วันหนึ่งพอลืมตาขึ้นมาเราก็เกิดคำถามกับตัวเอง เป็นคำถามที่ใหญ่มากต่อการดำรงอยู่ของเรา-ว่า เฮ้ย! เราทำอะไรอยู่นี่ เงินทองทรัพย์สินก็มีมากพอสมควรแล้ว ชื่อเสียงก็มีแล้ว สิ่งต่างๆ ที่ทำก็ประสบความสำเร็จและเป็นที่น่าพอใจ ใช้ชีวิตมาตามครรลองที่คนบอกว่าทำอย่างนี้แล้วดี เช่น เรียนหนังสือให้เก่งๆ สอบให้ได้ที่หนึ่ง เอนทรานซ์ให้ติดคณะอันดับหนึ่ง เรียนให้ได้เกียรตินิยม จบออกมา ทำงานหาเงินให้ได้เยอะๆ มีความมั่นคงในชีวิต มีชื่อเสียงและเงินทอง เราก็ มีครบหมดในช่วงที่อายุใกล้จะ 30 ปีแล้ว คำถามที่เกิดขึ้นก็คือ  แล้วอย่างไร 
ต่อล่ะ  ในช่วงชีวิตวัย 20-30 ปี ทุกอย่างหมุนเร็วจี๋เลย ในขณะที่คนอื่นค่อยๆ สร้าง เหมือนอุ้มทำเยอะและได้มาเยอะในช่วงเวลานั้น ใกล้ๆ อายุ 30 ปีเหมือนมีทุกอย่างในชีวิตพอแล้ว ทำให้เริ่มตั้งคำถามถึงการมีอยู่ของตัวเอง 
เรื่องอื่นหยุดพักไว้ก่อน เกิดคำถามว่าเราเกิดมาทำไม ต่อจากนี้จะทำอย่างไร ต่อไปกับชีวิต จะเอาอะไรอีก 
คำถามเหล่านี้เกิดขึ้นหลังจากอุ้มอาบน้ำเสร็จนะคะ (ยิ้ม) ไม่ได้เป็นโมเมนต์ที่สูงส่งอะไร คงเป็นเพราะ 
ตอนนั้นเกิดภาวะจิตว่างจากการปรุงแต่ง อุ้มจะเป็นคนที่อาบน้ำเสร็จแล้วชอบคิดอะไรได้มาก ตอนนั้นเป็นช่วงที่เปิดบริษัทบ้านอุ้มมาได้ 3-4 ปีแล้ว ทำแมกกาซีน OOM (โอโอเอ็ม) มาได้พักหนึ่ง ตอนนั้นรายการบ้านอุ้มก็จบไปแล้ว ในใจคิดว่าบริษัทก็ตั้งแล้วไง ลูกน้องก็มีหลายคนแล้วเราจะทำอะไรอย่างไรต่อไป ตอนนั้นก็มีทั้งทุกข์ๆ สุขๆ ปนกันไป ยังต้องไปขายงานลูกค้า ต้องหาเงินมาทำธุรกิจไปเรื่อยๆ ตามวิถีของธุรกิจปกติ เมื่อแมกกาซีนจบลงเล่มหนึ่งก็ต้องเปิดเล่มใหม่เป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ อุ้ม พยายามบอกตัวเองว่าสิ่งที่ทำอยู่มันดี และมีคุณค่า แต่ทำไมมันไม่อิ่มเต็มข้างในงานจบไปครั้งหนึ่งก็เริ่มครั้งใหม่ไปเรื่อยๆ ทำเพื่อสนอง อะไรก็ไม่รู้อย่างไม่มีวันจบสิ้น แต่ข้างในของเราคืออะไร ข้างในที่ทำให้เราคิด พูด ทำ คืออะไร อยากรู้จักตัวเอง GM : คุณบอกว่าการไปใช้ชีวิตที่เมืองพอร์ตแลนด์เป็นเหตุผลหนึ่ง ที่ทำให้สนใจเรื่องผืนดิน ธรรมชาติ 
และการเกษตร วิถีชีวิตของคนในพอร์ตแลนด์เป็นอย่างไรถึงได้มีอิทธิพลขนาดนี้ 
สิริยากร : คนที่นั่นสนใจเรื่องเกษตรกรรมอย่างจริงจัง ทุกคนพูด ทำ และเคลื่อนไหวในเรื่องเหล่านี้ ทุกคนเห็นคุณค่าในสิ่งเดียวกัน เช่นถ้าไปบอกว่าเราเป็นนักแสดง จะไม่มีใครสนใจ ไม่มีใครรู้สึกว่ามีอะไรพิเศษ แต่ถ้าบอกว่าบ้านนี้เลี้ยงไก่คนกลับสนใจอยากรู้กันยกใหญ่ ในพอร์ตแลนด์จะให้ความสำคัญกับความเป็น Local  เช่น กินของในพื้นถิ่น การใช้จักรยาน และอาหารมังสวิรัติ ที่นั่นมีร้านมังสวิรัติเยอะมาก เป็นเมืองขบถหน่อยๆ พอไปอยู่ที่พอร์ตแลนด์ ได้ค้นพบว่าเรามีความคิดหลายอย่างคล้ายกับคนในเมืองนี้ จะพูดว่าพอร์ตแลนด์เป็นสังคมแสวงหาในรูปลักษณ์ใหม่ก็ได้พอรวมสิ่งต่างๆเข้าด้วยกัน มันเกิดการสั่งสม ทำให้อุ้มอยากเป็นชาวนา ทั้งการได้ไปใช้ชีวิตที่พอร์ตแลนด์และการปฏิบัติธรรม 
GM : ทำไมคุณถึงไม่อยากเป็นชาวนาเงียบๆ ตามลำพัง ต้องทำออกมาเป็นรายการโทรทัศน์ 
สิริยากร : ตอนแรกคิดจะทำนาเองโดยไม่ให้ใครรู้ แต่ด้วยสัญชาตญาณความเป็นสื่อสารมวลชน เลยคิดว่าอย่าทำแล้วรู้เองคนเดียวสิ ต้องถ่ายทำรายการเพื่อให้คนอื่นได้เรียนรู้การทำนาไปกับเราด้วย เลยนำไอเดียไปเสนอกับ Thai PBS ว่าจะทำรายการ  ฉันจะเป็นชาวนา  เพื่อนำเสนอขั้นตอน ทุกอย่างในการทำนาตั้งแต่เริ่มต้น ไปจนถึงได้ข้าวออกมาเป็นเมล็ด ทางThai PBS ก็แนะนำให้ไปที่มูลนิธิข้าวขวัญ จังหวัดสุพรรณบุรี เพื่อเรียนรู้เรื่องการทำนา ตอนแรกไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีมูลนิธิอย่างนี้อยู่ในโลกด้วย (หัวเราะ) เขาแนะนำให้มาพบอาจารย์เดชา ศิริภัทร ผู้อำนวยการมูลนิธิฯ ก็ขับรถมาเจออาจารย์เดชาครั้งแรกก็นั่งคุยกันยาวเลย ตอนนั้นไม่รู้หรอกว่าอาจารย์ฯ กำลังสัมภาษณ์เราอยู่ แกมาเล่าให้ฟังทีหลัง เพราะแกอยากรู้ว่าเราจะทำนาจริงจังไหม อย่างแรกต้องยอมรับก่อนเลยว่าเราไม่รู้อะไรเลย จึงต้องก้มหัวหรือใช้ความนอบน้อมเข้าไปขอความรู้จากผู้รู้ผู้คนก็จะเมตตา ช่วยบอก หรือสอน ถ้าไปด้วย ทัศนคติที่ว่า ฉันมีเงินเสียอย่าง จะจ้างใครให้มาช่วยก็ได้-มันไม่ได้


GM : สัมภาษณ์อย่างไรบ้าง 
สิริยากร : คุยกันหลายเรื่องค่ะ อาจารย์เดชาก็ถามเรื่องทั่วๆ ไปว่าเป็นใครมาจากไหน ทำอะไรอยู่ รู้เรื่องข้าวมากน้อยแค่ไหน ทีแรกอาจารย์ไม่แน่ใจว่าอุ้มมาหาข้อมูลเพื่อทำนาจริง หรือมาเพื่อหวังอะไร แต่อาจารย์บอกว่า เห็นแววตาของเรา (หัวเราะ) อาจารย์บอกว่าแววตาเอาเรื่องนะ เลยรับเป็นลูกศิษย์เพื่อถ่ายทอดวิชาความรู้และให้ความช่วยเหลือ ตอนนั้นเดือนตุลาคม ปี 2553 ต่อมาคนในมูลนิธิฯ ก็แนะนำให้ไปดูที่ดินสำหรับใช้เป็นที่นาปลูกข้าว ซึ่งต้องตระเวนไปหลายแห่งมาก ใช้เวลา 3 เดือน ดูไม่รู้กี่แปลงต่อกี่แปลง ใหญ่ไปบ้าง ไม่มีน้ำบ้าง ลักษณะไม่สวยบ้าง ไม่ได้ที่ที่เหมาะสมเสียที ตอนนั้นเครียดมาก เพราะรายการใกล้ออกอากาศแล้ว แต่ยังไม่ได้ที่นาเลย แต่อยู่ๆ ก็มีคนแนะนำให้มาดูที่นาผืนปัจจุบันนี้ พอมาดูอาจารย์เดชาบอกว่ามีขนาดกำลังพอดี ไม่ใหญ่จนเกินไป มีน้ำ รูปร่างดี จัดการง่าย ดินได้พัก เพราะ 3 ปีที่ผ่านมาไม่ได้ทำอะไรเลย จึงปลอดสารเคมีแน่นอน พอครูใหญ่มาดูแล้วบอกว่าได้เราก็สบายใจ ตัดสินใจว่าจะซื้อที่ดิน แล้วไปทำเรื่องโอนเลยทันที 
GM : การเลือกที่นาต้องคำนึงถึงองค์ประกอบหลายอย่างขนาดนั้น ? 
สิริยากร : บางทีก็เลือกไม่ได้นะว่าที่ดินที่ได้มาจะสมบูรณ์มากแค่ไหน อุ้มโชคดีมากที่ได้นาผืนนี้มา เพราะ 3 ปี แล้วที่เจ้าของนาคนเก่าไม่ได้ทำอะไรกับนาของเขา ทำให้หน้าดินมีหญ้าปกคลุมไว้หมด ดินจึงได้พักตัว พอเอาดินไปตรวจ ปรากฏว่าดินสมบูรณ์มาก ไม่มีสารตกค้าง เหมาะกับการทำเกษตรอินทรีย์ สถานที่ตั้งก็ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ ด้วยทำให้ทีมงานเดินทางมาถ่ายทำรายการได้สะดวก และอยู่ใกล้มูลนิธิข้าวขวัญด้วย ลงตัวทุกอย่าง เลยตัดสินใจซื้อ 
วันแรกที่ได้นาผืนนี้มา อุ้มขับรถจากกรุงเทพฯ มายืนอยู่ตรงหน้าท้องนาในใจก็คิดว่าจะทำอย่างไรต่อไปกับที่นาไร่ครึ่งผืนนี้ดี ชาวบ้านคนอื่นอาจหัวเราะ และคิดว่าที่นาไร่ครึ่งเล็กกระจิ๋วหลิวมาก จะทำอะไรได้ แต่เรากลับรู้สึกว่ามันใหญ่มากเมื่อเปรียบเทียบกับความรู้เรื่องการทำนาของเราที่เป็นศูนย์ เพราะฉะนั้น การมีพี่เลี้ยงจึงสำคัญมากสำหรับการเริ่มต้นทำนา 
การทำนาของอุ้มเหมือนการแข่งขันในรายการเรียลิตี้ ที่แต่ละอาทิตย์ จะได้โจทย์เพลงต่างๆ มาแต่โจทย์ของอุ้มคือที่นาผืนหนึ่ง ต้องอาศัยการจัดการและวางแผนว่าจะทำอะไรกับที่นาตรงนี้บ้าง สร้างบ้านตรงบริเวณไหน ทำนาตรงไหน ขุดบ่อล่ะ ต้องคำนวณดูด้วยว่า ไร่หนึ่งได้ข้าว พอกินไหม เป็นเรื่องของการจัดการและการวางแผนเยอะมาก ความที่ทักษะการทำนาของเรามีน้อย การวางแผนจึงสำคัญ และต้องไปดูตัวอย่าง จากชาวนาในหลายๆ ที่ เพื่อนำทักษะเหล่านั้นมาใช้กับการทำนาของตัวเอง ช่วงแรกๆ ในการทำนาก็ต้องไปขอคำปรึกษาหรือคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ ด้านการทำนาหลายๆ ท่าน 
GM : อะไรคือสิ่งแรกที่คุณลงมือทำในการเป็นชาวนา 
สิริยากร : อย่างแรกต้องยอมรับก่อนเลยว่าเราไม่รู้อะไรเลย (ยิ้ม) จึงต้องศึกษา ปรึกษา และขอความช่วยเหลือจากผู้รู้ สิ่งแรกคือต้องก้มหัวหรือใช้ความนอบน้อมเข้าไปขอความรู้จากผู้รู้พอปฏิบัติเช่นนี้ ผู้คนก็จะเมตตา ช่วยบอกหรือสอน ถ้าไปด้วยทัศนคติที่ว่า ฉันมีเงินเสียอย่าง จะจ้างใครให้มาช่วยก็ได้-มันไม่ได้โจทย์ข้อแรกที่อุ้มตั้งไว้คือจะทำทุกอย่างด้วยตัวเองทุกอย่างจึงเป็นครูหมด ไปขอความรู้ ไปขอความช่วยเหลือ ผู้คนจะบอกสอน และช่วยในทุกเรื่อง 
ถัดจากนั้นก็ดูว่าเราต้องการทำอะไร เพื่ออะไร โจทย์ของอุ้มคือ จะปลูกข้าวและพึ่งตัวเอง แต่การพึ่งตัวเองตามมาทีหลัง ต้องปลูกข้าว และปลูกบ้านให้ได้ก่อน ก่อนหน้านั้นเขียน Proposal ของรายการ 
การคิดมันเกิดขึ้นอย่าง ค่อยเป็นค่อยไป ไม่ได้พลิกชีวิตแบบชั่วข้ามคืน ตอนนี้มาทำนายังไม่ถึงปีเลย แต่ความคิดและชีวิตก็เปลี่ยนแปลงไป เหมือนมีความจริงในชีวิตอีกด้านหนึ่งเพิ่มขึ้นมา ถ้าเรามีชีวิตแบบเดียว เราก็ จะมีความจริงด้านเดียว GM : ถามจริงๆ คุณทำนาเองกับมือหมดทุกขั้นตอนเลยหรือ 
สิริยากร : ค่ะ (พยักหน้ารับ) ทำเองกับมือ แต่บางขั้นตอนที่จำเป็นต้อง ใช้เครื่องจักรก็ใช้เช่น เรียกรถไถมาไถ ส่วนใหญ่ขั้นตอนไหนทำเองได้ก็ทำ เช่นเพาะเลี้ยงจุลินทรีย์เอง หมักจุลินทรีย์เอง ตกกล้าหรือถอนกล้าก็ทำเอง ที่นาหนึ่งไร่ไม่ได้ใหญ่โตอะไรมากมาย ทำคนเดียวได้ ไม่ต้องให้ใครมาช่วยหรอก แต่ก็สงสัยว่า ถ้ามีที่ดิน 50 ไร่ เขาจะทำอย่างไรกันนะ มันเป็นการเรียนรู้อย่างหนึ่งด้วย ค่อยๆ เรียนรู้ไป ความรู้ก็เพิ่มไปพร้อมๆ กับความมั่นใจ แรกๆ ไม่มั่นใจเลยว่าจะทำได้พูดในรายการตั้งแต่แรกด้วยซ้ำว่า จบรายการแล้วอาจไม่ได้ข้าวก็ได้นะ ต้องทำใจ (ยิ้ม) ถือเป็นการเรียนรู้เฉยๆ 
อุ้มว่าสิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่าจะได้ข้าวมากน้อยแค่ไหน แต่ขั้นตอนระหว่างทางต่างหากที่สำคัญ เราได้เรียนรู้อะไรบ้าง หรือเป็นผู้เป็นคนขึ้นมากขนาดไหนหลังได้ลงมือทำนาแล้ว 
GM : ความรู้สึกแรกของคุณเมื่อดำนาหรือสัมผัสดินโคลนในท้องนา เป็นอย่างไร ขยะแขยง รังเกียจ หรือรู้สึกว่าคิดผิดไหม 
สิริยากร : (นิ่งคิดนาน) เหมือนเป็นการประกาศอิสรภาพมากกว่าว่า เราทำได้แล้ว ฟังดูอาจโอเวอร์นะ (ยิ้ม) ที่จริงตอนนั้นแดดเปรี้ยงเลยนะ แต่ดินโคลนข้างล่างที่อยู่ในนาเย็นมาก โคลนมันดูดสารพิษจากตัวเราไปด้วยเท้าต้องโดนโคลน ไม่ได้เกิดความรู้สึกว่าสกปรกหรือน่าขยะแขยงเลย ในใจไม่ได้คิดอย่างนั้น อาจเพราะเป็นที่ดินของตัวเอง อุ้มจึงไม่รู้สึกแบบนั้นก็ได้ ตอนเดินลงไปอาจมีบ้างที่รู้สึกสงสัยว่าสิ่งที่ดิ้นดุ๊กดิ๊กๆ ตรงเท้ามันคือไส้เดือน หรือตัวอะไร พยาธิหรือเปล่า (หัวเราะ) เพราะในดินโคลนมีหนอนแดง หรือสิ่งมีชีวิตเล็กๆ อยู่วันแรกๆ ที่ลงไปในนาจะเดินไม่ค่อยคล่อง ตอนแรกๆ ที่ลงไปในนาจะใส่อุปกรณ์เยอะมาก ถุงเท้า รองเท้า ถุงมือ ปลอกแขน และหมวก ใส่หมดเลย วันต่อมาอุปกรณ์ก็ค่อยๆ น้อยลง 
GM : การทำนาต้องตากแดดตากลมเป็นเวลานานๆ คุณไม่ห่วงความสวยเลยหรือ 
สิริยากร : ไม่ค่อยนะคะ ตอนนั้นไม่กลัวด้วยว่าตัวจะดำหรือเปล่า เมื่อก่อนจะกลัวดำมาก ที่กลัวดำเพราะเกิดจากสาเหตุที่รู้ๆ กันอยู่ว่าทีวีต่างโหมกระหน่ำโฆษณาเรื่องความขาวใส ทุกคนก็บอกว่าอวัยวะทุกส่วนของผู้หญิงต้องขาว ทั้งๆ ที่บ้านเราแดดแรงจะตาย (หัวเราะ) จึงไม่แปลกใจว่าทำไมเมื่อก่อนอุ้มจึงกลัวดำ
Board: Interview
(0)
Share
GM
Keep by GM
2469
FOLLOWER

สิริยากร พุกกะเวส MY FIELD OF DREAMS ไม่เป็นชาวนาแล้วหรือ

" GM เคยเย้าผู้หญิงคนนี้ เมื่อพบกับเธอในการแสดงละครเวทีเรื่อง ‘ แมคเบธ’ ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อหลายเดือนก่อน
“ อุ้มเป็นทั้งชาวนาและชาววังค่ะง” สิริยากร พุกกะเวส ตอบด้วยรอยยิ้ม แต่ในยิ้มนั้นแฝงความเด็ดขาดบางอย่างไว้ด้วย
นับตั้งแต่ประกาศว่า ฉันจะเป็นชาวนา ในรายการโทรทัศน์ชื่อเดียวกันนี้ ผู้หญิงที่มีชื่อเล่นว่าอุ้มก็ได้สร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์ให้เกิดขึ้นมากมาย ทั้งในแง่บวกและลบ ด้านหนึ่งชื่นชมความพยายามของนักแสดงสาวที่ผันตัวเองไปเรียนรู้ในเรื่องการทำนาปลูกข้าว แต่ในอีกด้านหนึ่ง หลายคนตั้งคำถามว่าผู้หญิงบอบบาง รักสวยรักงามคนนี้จะทำสิ่งที่สมบุกสมบันขนาดนั้นได้จริงๆ หรือ

GM เฝ้าจับตาดูเธอมาตลอด เราไม่ได้ผลีผลามขอพูดคุยกับเธอตั้งแต่แรก ไม่ใช่เพราะคิดว่าเธอจะทำไม่สำเร็จ แต่เพราะเราอยากให้เธอได้ผ่านฤดูทำนาแรกของชีวิตไปเสียก่อน เพื่อที่บทเรียนของกลิ่โคลน (ไม่มีสาบควาย) และ นาข้าวจะได้สอนให้เธอซึมซับมากพอจะ ถอดบทเรียน มาบอกต่อกับเรา
แทบไม่มีใครไม่รู้จัก สิริยากร พุกกะเวส โดยเฉพาะในฐานะ ‘ นักแสดง’ และ ‘ นางเอกง ที่สร้างชื่อให้เธอ ไม่ว่าจะเป็นละครอย่าง ร่มฉัตร, เก้าอี้ขาวในห้องแดง บทแม่พลอยในสี่แผ่นดิน รวมถึงภาพยนตร์อย่างมนต์รักทรานซิสเตอร์ หรือบทบาทพิธีกรในรายการ ‘ บ้านอุ้ม ’ รวมถึงการทำหนังสือและนิตยสารไลฟ์สไตล์แสนเก๋ชื่อ OOM แต่กระนั้น ก็เชื่อว่ามีไม่น้อยที่ไม่มองเธอในฐานะนักเขียนหรือนักแปล โดยเฉพาะกับบทบาท ‘นักครุ่นคิด’ กับชีวิตที่จริงจังคนหนึ่ง "
1 KEEP
GM
0 LOVES
COMMENT
RELATED ARTICLE
7
1
1
1
17
1
1
5
1
13