การกลับมาของ...วรนุช ภิรมย์ภักดี กับ เลดี้ลำยอง สุดฮิต ว่างเว้นจากงานละครไปนานพอสมควรหลังสละโสดกับทายาทเบียร์สิงห์ แต่เมื่อถึงเวลาคัมแบ๊กเธอก็กลับมาชนิดที่เรียกว่าดังเปรี้ยงปร้างสมฉายา ‘ราชินีดราม่า’

ชื่อและหน้าตาของ ‘นุ่น-วรนุช ภิรมย์ภักดี’(นามสกุลเดิม วงษ์สวรรค์)เปรียบเสมือนโลโก้ของละครวิกหมอชิตมาถึง 15 ปี จนกระทั่งในปี 2555 เธอหมดสัญญากับทางสถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 และหันมาเป็นนักแสดงอิสระเต็มตัว และปี 2556 ผลงานละครเรื่องแรกของเธอที่ปรากฏสู่สายตาแฟนละครก็คือ ‘ทองเนื้อเก้า’ กับช่อง 3

เมื่อละครออกอากาศ กระแสตอบรับที่ถล่มทลายเป็นเครื่องพิสูจน์ได้อย่างดีถึงความพิถีพิถันของผู้กำกับฯ (พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง) และฝีมือของนักแสดงทุกคน และนุ่น-วรนุช ก็ทำให้คนดูเชื่อได้อย่างสนิทใจว่าเธอคือ ‘อีลำยอง’ เจ้าของวลีฮิต ‘ยาดองกู!!!’

บทสนทนาระหว่างเราจึงเริ่มต้นขึ้น ถามไถ่กันสักนิดว่าชีวิตตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง

“ก็ดีค่ะ ช่วงนี้ไม่ได้ทำงานแบบหามรุ่งหามค่ำ คือผ่านตรงนั้นมาหมดแล้ว ที่ผ่านมา โอย...ชีวิตเหนื่อยมาก แต่ก็สนุก เป็นประสบการณ์ดีๆ ที่ไม่ใช่มีโอกาสกันง่ายๆ แต่พอมีครอบครัวแล้วก็ต้องบริหารจัดการเวลาและดูอะไรต่างๆ มากขึ้น

“ข้อสำคัญคือเรื่องสุขภาพค่ะ รู้เลยว่าตอนทำงานเยอะๆ แล้วสุขภาพไม่ค่อยดี อาจไม่ถึงกับแย่ แต่หน้าโทรมเพราะนอนน้อย แล้วยิ่งต้องเรียนด้วยทำงานไปด้วยก็ยิ่งหนัก แต่ตอนนี้พ้นจุดนั้นมาแล้วก็โอเคขึ้นค่ะ”นางเอกสาวบอกเล่าพร้อมรอยยิ้มสดใสเป็นการยืนยันคำตอบได้อย่างดี ก่อนเล่าย้อนลงรายละเอียดไปถึงสมัยเข้าวงการใหม่ๆ

“แต่ก่อนนุ่นเรียนไปด้วยเล่นละครไปด้วย ละครก็ถ่ายไปออกอากาศไปไม่มีเวลาพักผ่อนอย่างเพียงพอ เช้าไปถ่ายละครที่ลาดหลุมแก้ว เสร็จแล้วขับรถไปเรียนที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต เรียนเสร็จ ถ้ามีคิวถ่ายละครก็ต้องขับรถกลับมาที่กองถ่ายละครอีก ซึ่งระยะทางไกลมาก แล้วนุ่นขับรถเองด้วย บางวันก็ขับกลับบ้านที่นครชัยศรี ขับๆ อยู่เคยมีวูบเหมือนกันค่ะเหมือนหลับในไปแป๊บหนึ่ง รถขึ้นไปเกยเกาะกลางถนน โชคดีที่ไม่เกิดอุบัติเหตุอะไรร้ายแรง”

“ไม่มีผู้จัดการไปด้วยหรือคะ” ฉันสงสัยด้วยเพราะเห็นดาราส่วนใหญ่จะมีผู้จัดการเหมือนเงาตามตัว คอยดูแลและขับรถให้ บ้างก็มีคนขับรถส่วนตัว

“ไม่มีค่ะ ช่วงแรกพี่แก้ว พรีเมียร์เป็นผู้จัดการ และคุณพ่อก็จะไปกองถ่ายละครด้วย แต่พอนุ่นได้ใบขับขี่ก็ขับรถเอง พ่อไม่ไปแล้ว”

เมื่อเธอเอ่ยถึงคุณพ่อ ฉันจึงถือโอกาสนี้ขอให้เธอเล่าประวัติครอบครัวและชีวิตวัยเด็กก่อนเข้ามาเป็นดาวประดับฟากฟ้าบันเทิงไทยสักเล็กน้อย

“บ้านนุ่นอยู่ อ.นครชัยศรี จ.นครปฐมค่ะ คุณพ่อทำสวน ไม่ได้ร่ำรวยอะไร แต่พ่อแม่ไม่ได้เลี้ยงลูกให้ลำบากเลย นุ่นเป็นลูกคนกลาง มีพี่สาว 2 คน น้องชาย 2 คน พี่คนโตห่างจากนุ่น 4 ปี แต่นุ่นกับพี่คนที่ 2 ห่างกันปีเดียวเลยเหมือนเพื่อนกัน ส่วนน้องห่างกัน 2 กับ 5 ปี”

ส่วนประวัติการเรียน เป็นที่ทราบกันดีว่าเธอจบจากวิทยาลัยนาฏศิลปและมีโอกาสได้แสดงฝีมือด้านนี้หลายต่อหลายครั้งในผลงานละครที่ผ่านมา อาทิ ปอบผีฟ้า (2540) โนราห์ (2544) แม่อายสะอื้น (2547) แคนลำโขง(2549) ค่าของคน (2555)

หลังจบวิทยาลัยนาฏศิลป นุ่นเรียนต่อคณะวิทยาการจัดการ นิเทศศาสตร์ภาคสมทบ ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต แม้จะถ่ายละครหามรุ่งหาค่ำแต่ด้วยความมานะและตั้งใจจริงก็ส่งผลให้เธอจบปริญญาตรีมาด้วยเกรดเฉลี่ยถึง 3.33 น่าเสียดายที่ภาคสมทบไม่มีเกียรตินิยม ถ้าเป็นการเรียนภาคปกติด้วยเกรดเฉลี่ยระดับนี้เธอคงได้เกียรตินิยมอันดับ 2 ไปแล้ว

“เรียนไปด้วยทำงานไปด้วยอย่างที่บอก เริ่มตั้งแต่อายุ 16 ปี ได้เล่นละครเรื่องแรก ‘ปอบผีฟ้า’ ก่อนหน้านั้นเคยเข้าร่วมประกวด The Boy Model Contest 1996 ของนิตยสารเดอะบอย มีคนเอารูปนุ่นไปส่ง ติด 1 ใน 10 ไม่ได้ตำแหน่งที่ 1 2 3 นะคะ แต่ได้ตำแหน่งสาวหน้าใส

“วิธีเข้าวงการก็เป็นสูตรสำเร็จสุดคลาสสิกค่ะ พี่บุ๊ค-ปริญญา ไปเจอนุ่นที่มาบุญครอง (MBK) เขาขอเบอร์โทรศัพท์และรูปไป หลังจากนั้นนุ่นก็ได้มาเจอพี่แก้ว พรีเมียร์ พี่เขาพามาแคสต์ที่ช่อง 7 แล้วก็เซ็นสัญญากับช่อง 7 จำไม่ได้แล้วว่าเขาให้ลองแสดงบทอะไร แต่น่าจะฟลุกมากกว่าค่ะ เลยผ่านมาได้” เธอตอบอย่างถ่อมตัว
“ตอนเรียนก็ได้ทำกิจกรรมมาตลอด นุ่นเรียนนาฏศิลป์ก็จะมีรำไทยไปแสดงที่ทำเนียบรัฐบาลต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง หรือมีประชุมอาเซียนและงานต่างๆ ของวิทยาลัย ประสบการณ์ตรงนี้มีส่วนเยอะมากที่ทำให้นุ่นเป็นคนกล้าแสดงออก จำได้ว่าครั้งแรกที่รำที่โรงละครแห่งชาติตื่นเต้นมากมีนักแสดง 6 คนบนเวที ด้านล่างมีคนดูเป็นร้อย แต่พอได้ออกงานบ่อยๆก็ค่อยๆ ชินค่ะ ไม่ตื่นคนแล้ว

“พอได้เซ็นสัญญาเป็นนักแสดงของช่อง 7 คุณแดง (สุรางค์ เปรมปรีดิ์)ก็ให้ไปเรียนการแสดงกับอาดาว (ดวงดาว จารุจินดา) ผลงานละครเรื่องแรกคือ ‘ปอบผีฟ้า’ ปี 2540 จากนั้นก็มีละครมาเรื่อยๆ ได้เก็บประสบการณ์จากผู้กำกับฯ และนักแสดงท่านอื่นๆ ที่ได้ร่วมงานกัน ค่อยๆ สะสมมาค่ะ”

เมื่อฉันบอกนุ่นว่าเธอมีผลงานละครทางช่อง 7 ทั้งหมด 37 เรื่อง ก่อนจะหมดสัญญาและมาเป็นนักแสดงอิสระ (อ้างอิงข้อมูลจากวิกิพีเดีย) เจ้าตัวถึงกับตาโต แล้วบอกว่าไม่เคยนับเหมือนกัน

“ละครแต่ละเรื่องให้ประสบการณ์และความประทับใจต่างกันไปค่ะ เรื่องแรกที่ทำให้นุ่นเข้าใจละครคือเรื่องอีสา (2541) นุ่นรับบท ม.ร.ว.โสภาพรรณวดี รวีวาร (คุณหญิงโสภา) บทเรื่องนั้นหนัก ต้องหนีตามผู้ชาย ออกจากวัง แล้วจับได้ว่าสามีไปมีชู้กับอีสา ถือว่ายากสำหรับเด็กอายุ 17 ที่จะเข้าใจตรงนั้น แต่นั่นเป็นจุดเริ่มที่นุ่นรู้สึกเข้าใจในละครมากขึ้น

“คงต้องบอกว่าประทับใจละครทุกเรื่องที่แสดงค่ะ แต่ละเรื่องมีเสน่ห์ต่างกัน ในแง่ของบทที่ชอบเป็นพิเศษก็เรื่องแม่อายสะอื้น (เรื่องนี้ได้รับรางวัลโทรทัศน์ทองคำ สาขานักแสดงนำหญิงดีเด่น และรางวัลเมขลา สาขาผู้แสดงนำละครแนวชีวิตหญิงยอดเยี่ยม ปี 2547)

“ส่วนเรื่องรากนคราเป็นครั้งแรกที่นุ่นรับบทร้าย คือบทเจ้าหญิงมิ่งหล้าเล่นเป็นพี่น้องกับอั้ม (พัชราภา ไชยเชื้อ) ตอนถ่ายละครเรื่องนั้นทั้งสนุกทั้งเหนื่อยค่ะ ดีใจที่ได้ร่วมงานกับคนเก่งๆ พี่เหมียว (ชไมพร จตุรภุช) เก่งมากในบทนุ่นต้องฟาดฟันกับพี่เขาตลอด กับอั้มก็มีโอกาสได้มาร่วมงานกันอีกครั้งในเรื่องกุหลาบเหนือเมฆ ปี 2552 ค่ะ”

อย่างที่กล่าวตอนต้น นางเอกสาวเจ้าบทบาทคนนี้เพิ่งหมดสัญญากับช่อง 7 เมื่อปีที่แล้ว โดยฝากผลงานเรื่องสุดท้ายก่อนโบกมือลาต้นสังกัดไว้คือเรื่องเส้นตายสลายโสด ออกอากาศในปี 2554

จากผลงานทุกชิ้นที่ผ่านมา ประกอบกับคำพูดข้างต้นของเธอ ทำให้ไม่แปลกใจเลยที่นางเอกสาวคนนี้ได้รับฉายาว่า ‘ราชินีดราม่า’

เธอยิ้มรับคำชมและกล่าวขอบคุณ ก่อนอธิบายว่า “อาจเพราะเป็นคนหน้าตาน่าสงสาร หน้าไม่ร้ายมั้งคะ”

ฉันเห็นด้วยกับเธอ “ขนาดเป็นลำยองยังดูไม่ร้ายเลย”

แต่เจ้าตัวรีบค้านทันที “ลำยองไม่ร้ายนะคะ แต่เป็นคนนิสัยไม่ดีเหมือนคนทั่วไปนั่นแหละ คนสวยๆ นิสัยไม่ดีเยอะแยะไป พูดจริงๆ นะ”

“เล่นแล้วอินลึกไหมคะกับบทนี้” ฉันถามต่อเมื่อได้ฟังเธอออกปากปกป้องตัวละครที่ตัวเองรับบท

“ก็เป็นไปตามบทค่ะ พอคัตก็หาย ไม่เหนื่อยนะคะ สนุก แต่งานทุกอย่างก็เหนื่อยหมดนั่นแหละค่ะ ออกนอกบ้านโดนแดดก็ร้อน เหนื่อย แต่มันคืองานเรา นุ่นมีความสุขมากเวลาไปกองถ่ายละคร คนที่ทำงานด้วยกันก็น่ารัก ทั้งพี่อ๊อฟ (พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง) พี่แดง (ธัญญา วชิรบรรจง)พี่ป๋อ (ณัฐวุฒิ สกิดใจ) นักแสดงท่านอื่นๆ ก็น่ารักทุกคน ทำให้การทำงานเต็มไปด้วยความสนุกสนานค่ะ”

กับนักแสดงหนุ่มรุ่นพี่ ป๋อ-ณัฐวุฒิ สกิดใจ เคยร่วมงานกันมาแล้วในละครเรื่องคมแฝก ทางช่อง 7 เมื่อปี 2551 ในทองเนื้อเก้าทั้งคู่ได้กลับมาร่วมงานกันอีกครั้ง จึงอดไม่ได้ที่จะถามถึงพระเอกหนุ่มอารมณ์ดีคนนี้

“พี่ป๋อยังเหมือนเดิมค่ะ น่ารัก เป็นพี่ที่คอยให้คำปรึกษา ก่อนตัดสินใจรับแสดงละครเรื่องนี้นุ่นก็ได้คุยกับเขา เพราะสิ่งที่นุ่นกลัวคือเรื่องเลิฟซีนเนื่องจากมีครอบครัวแล้ว จะรับบทอะไรก็ต้องคิดให้รอบคอบมากขึ้น อยากทราบว่าจากการทำงานในวงการบันเทิงมานาน เธอมีนักแสดงคนไหนที่เป็นไอดอลในดวงใจบ้างหรือไม่

“เอาจริงๆ ไม่มีใครที่ถึงขั้นยึดถือเป็นต้นแบบ เพราะนุ่นไม่ได้คลุกคลีกับใครมาก นักแสดงที่ร่วมงานก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ แต่ที่ชื่นชมก็มีพี่นก-สินจัย เปล่งพานิช ได้ดูผลงานของพี่นกหลายเรื่อง เขาเล่นได้มีพลังมากค่ะ

“อาตู่ (นพพล โกมารชุน) ได้ร่วมงานกันทั้งในฐานะที่อาตู่เป็นผู้กำกับฯ และเป็นนักแสดงร่วมในเรื่องเดียวกัน พี่อ๊อฟ-พงษ์พัฒน์ ก็เป็นคนเก่ง มีความสามารถ มีความรู้ แต่ละคนมีความแตกต่างกันค่ะ

กว่า 15 ปีในวงการบันเทิง นุ่นทำหน้าที่มาแล้วหลายบทบาท ทั้งนักแสดงละคร นักแสดงภาพยนตร์ พิธีกร พรีเซ็นเตอร์สินค้า และร้องเพลงประกอบละคร เหลือก็แต่ละครเวที ไหนๆ ล่าสุดเธอก็ได้ร่วมงานกับค่ายละครของคุณบอย-ถกลเกียรติ วีรวรรณ เจ้าพ่อละครเวทีเมืองไทยแล้วแฟนๆ จะมีโอกาสได้ชมฝีมือของเธอในศิลปะการแสดงสาขานี้บ้างหรือไม่

“นุ่นมาสายละครมากกว่า หนังเคยเล่น 2 เรื่อง คือ เฉิ่ม (Midnight My Love) แสดงคู่กับพี่หม่ำ (เพ็ชรทาย วงศ์คำเหลา) เมื่อปี 2548 กับอีกเรื่อง เปิงมาง กลองผีหนังมนุษย์ (2550)

“ส่วนละครเวทียังไม่เคยเล่นเลยค่ะ ก่อนหน้านี้เคยมีคนติดต่อมาบ้างแต่คิดว่าไม่มีเวลาซ้อม เพราะละครเวทีต้องใช้เวลามาก ถ้าเราไม่มีเวลาก็จะไปเป็นตัวถ่วงเขา เลยไม่รับ และไม่ใช่งานที่ถนัดด้วยค่ะ

“งานพิธีกรที่นุ่นทำอยู่คือ ‘ที่นี่หมอชิต’ ออกอากาศทุกคืนวันอาทิตย์ทางช่อง 7 เป็นพิธีกรร่วมกับพี่ดู๋ (สัญญา คุณากร) และพี่ลิง (สมเกียรติ จันทร์พราหมณ์) น้องเชียร์ (ฑิฆัมพร ฤทธิ์ธาอภินันท์) ก็เป็นพิธีกรสลับๆ กันแล้วแต่จังหวะ แต่ก่อนเป็นรายการถ่ายทำในสตูดิโอ แต่เดี๋ยวนี้ออกไปถ่ายทำข้างนอกตลอด เลยต้องแล้วแต่คิวค่ะ ถ้าไม่ตรงกับคิวถ่ายละครก็ไปทำงานพิธีกรได้

“งานพิธีกรก็สนุกนะคะ ทำงานกับพี่ดู๋ไม่เครียด ไม่เคยนั่งดูสคริปต์อ่านทำความเข้าใจก่อนถ่ายรายการ แล้วพอเข้ารายการก็ไม่ต้องมานั่งดูอีกพี่ดู๋สอนว่าจะพูดอะไรพูดเลย คิดอะไรก็พูดเลย อย่างเดียวที่เน้นคือเป็นผู้ฟังที่ดี แขกตอบอะไรมา เรายิงคำถามต่อได้ ไม่มีการมาชูคิวการ์ด

“มีวิธีรับมือกับข่าวกอสซิปอย่างไรคะ โดยเฉพาะข่าวที่ไม่เป็นความจริง”ฉันถามต่อทันทีเมื่อเธอจบประโยคข้างต้น

“ถ้าไม่จริงก็ไม่ใส่ใจค่ะ จะไปใส่ใจทำไมถ้าไม่จริง ไม่จำเป็นต้องแก้ตัว นุ่นเชื่อว่านุ่นไม่ได้ทำอะไรไม่ดี ทุกอย่างอยู่ที่ตัวเรา ถ้าไม่ได้ทำก็ไม่ต้องกลัวอะไรค่ะ พ่อแม่เราเข้าใจก็พอ แต่ที่ผ่านมานุ่นก็ไม่ค่อยมีข่าวแรงๆ นะคะ อย่างเมื่อก่อนเคยมีข่าวเมาธ์ว่าเป็นเด็กเสี่ย แต่ข่าวแบบนี้หลายคนก็เจอ ไม่ใช่แค่นุ่นคนเดียว และในเมื่อไม่เป็นความจริงก็ไม่ต้องทำอะไรค่ะ ปล่อยผ่านไป”

“เวลานักข่าวถามคำถามที่ไม่อยากตอบล่ะคะ” อีกหนึ่งประเด็นที่หลายต่อหลายครั้ง ‘เป็นเรื่อง’

“ต้องใช้สติในการตอบค่ะ มีวิธีการตอบหลายอย่าง อยู่ที่ตัวเราว่าจะเลือกตอบแบบไหน นุ่นเข้าใจสื่อนะคะ บางคำถามอาจไม่ถูกใจคนที่ถูกถาม แต่นั่นเป็นหน้าที่ของนักข่าวที่เขาต้องถาม ทีนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าเราจะตอบหรือไม่ ตอบแค่ไหน ตอบอย่างไร

“นุ่นเองเรียนนิเทศศาสตร์มา เข้าใจว่าสื่อต้องถาม บางทีสื่อต้องแข่งขันกัน แต่ละสำนักข่าวหรือสำนักพิมพ์มีนโยบายไม่เหมือนกัน เล่มนี้มีนโยบายจากเจ้าของหนังสือว่าอยากได้ข่าวแรงๆ แตกต่างจากคนอื่นหรือขอเป็นข่าวแรก นุ่นเข้าใจนะ เราทำหน้าที่ของเรา เขาทำหน้าที่ของเขาถ้าเราเข้าใจเขา เราก็ไม่หัวเสีย” รอยยิ้มยังคงประดับบนใบหน้าของเธอ เสมือนยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาใหญ่โตอะไร ถ้าคิดและทำได้แบบที่เธอพูด “ไม่มีค่ะ นี่ก็รับบทแม่แล้วนะ ทุกอย่างเป็นไปตามอายุ อายุมากขึ้นก็ต้องเล่นบทที่โตขึ้น นุ่นว่ามันคือความแปลกใหม่ คือความท้าทาย อย่างเรื่องอีสานี่นุ่นก็เล่นถึงตอนลูกโตนะคะ เป็นบทบาทที่ท้าทายเหมือนกัน

“ถ้าถามตอนนี้คงตอบไม่ได้ว่าจะเล่นละครไปถึงเมื่อไร แต่นี่เป็นอาชีพหลักที่นุ่นรัก เป็นอาชีพที่สร้างนุ่นมาได้ถึงทุกวันนี้ มีเงินมีทอง ดูแลครอบครัวได้ก็เพราะอาชีพนี้ แรกๆ อาจทำแบบไม่ได้คิดอะไรมาก แต่พอนานวันเข้าก็ค่อยๆ ผูกพันและรักอาชีพนี้จริงๆ

เท่าที่ผ่านมาเหมือนจะคุยกันเรื่องงานเสียมากกว่า มาถึงเรื่องชีวิตส่วนตัวหลังกล้องบ้าง

“ถ้าไม่มีงานนุ่นชอบอยู่บ้านค่ะ ว่างๆ ก็เล่นอินเตอร์เน็ต ถ้าฉลาดใช้มันมีประโยชน์กับเราเยอะมาก อยากรู้เรื่องอะไรก็เสิร์ชหา ถ้าไปเที่ยวนอกบ้านก็คือไปทะเล แต่ถ้ามีเวลาว่างยาวหน่อยชอบไปต่างประเทศ ปีหนึ่งสัก 2 ครั้ง นานสุด 12 วัน ชอบไปยุโรป จริงๆ ก็ชอบไปทุกประเทศนั่นแหละค่ะ

นอกจากงานหลักคือนักแสดงและพิธีกรแล้ว นุ่นยังมีธุรกิจส่วนตัวที่ทำอยู่ไม่น้อย ทั้งสถาบันศิลปการแสดงนาฏก คอนโดมิเนียมที่ซ. ลาดพร้าว 15 ร้านอาหารแสนแซ่บ รถสุขาเคลื่อนที่ Heaven Toilet และขายหมวกปานามา‘วอรา’ ผ่านทางเครือข่ายสังคมออนไลน์

ในด้านชีวิตส่วนตัว เธอบอกว่าไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปสักเท่าไรหลังแต่งงานมาได้ 3 ปีแล้ว

“เราเรียนรู้กันมา 4 ปีก่อนแต่ง ซึมซับกันมาเรื่อยๆ สิ่งที่เปลี่ยนคือย้ายบ้าน นอกนั้นไม่เปลี่ยน ข้อดีอีกอย่างคือมีเพื่อนเยอะขึ้น เมื่อก่อนเราทำงาน ว่างก็มาเจอกัน ใช้เวลาด้วยกัน 2 คน แต่ตอนนี้เป็นครอบครัวใหญ่ นอกจากครอบครัวคุณต๊อดก็มีเพื่อนมาทำอาหารที่บ้านทุกเสาร์-อาทิตย์ เวลาไปเที่ยวทะเลด้วยกันก็ไปกันหลายคน สนุกดีค่ะ”

“ทุกวันนี้แต่งงานแล้วมักมีคนถามว่าเมื่อไรจะมีลูก ครอบครัวเรา 2 คน ก็ไม่ได้กดดันนะคะ นุ่นมองว่าเป็นเรื่องของคน 2 คน ถ้าเราพร้อมก็คงมีเองไม่ใช่เพราะแรงเชียร์จากคนอื่น ไม่อยากฟังอะไรมาก คนเราเวลาฟังเยอะๆ เดี๋ยวกลับเอามาคิดมากไม่รู้ตัว ถ้ามีคงมีเองเนอะ

“ถ้ามีลูก…นุ่นก็ต้องเลี้ยงเขาให้ดีที่สุด สร้างพื้นฐานให้เขาให้ดีหลังจากนั้นก็เป็นสิ่งที่เขาต้องเลือกเอง”

เห็นไหมล่ะ…เลดี้ลำยองในชีวิตจริงต่างจาก ‘อีลำยอง’ ในทีวีลิบลับ
Board: VOICE
(0)
Share
Volume
Keep by Volume
2876
FOLLOWER

การกลับมาของ...วรนุช ภิรมย์ภักดี กับ เลดี้ลำยอง สุดฮิต

"ว่างเว้นจากงานละครไปนานพอสมควรหลังสละโสดกับทายาทเบียร์สิงห์ แต่เมื่อถึงเวลาคัมแบ๊กเธอก็กลับมาชนิดที่เรียกว่าดังเปรี้ยงปร้างสมฉายา ‘ราชินีดราม่า’
ชื่อและหน้าตาของ ‘นุ่น-วรนุช ภิรมย์ภักดี’(นามสกุลเดิม วงษ์สวรรค์)เปรียบเสมือนโลโก้ของละครวิกหมอชิตมาถึง 15 ปี จนกระทั่งในปี 2555 เธอหมดสัญญากับทางสถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 และหันมาเป็นนักแสดงอิสระเต็มตัว และปี 2556 ผลงานละครเรื่องแรกของเธอที่ปรากฏสู่สายตาแฟนละครก็คือ ‘ทองเนื้อเก้า’ กับช่อง 3
เมื่อละครออกอากาศ กระแสตอบรับที่ถล่มทลายเป็นเครื่องพิสูจน์ได้อย่างดีถึงความพิถีพิถันของผู้กำกับฯ (พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง) และฝีมือของนักแสดงทุกคน และนุ่น-วรนุช ก็ทำให้คนดูเชื่อได้อย่างสนิทใจว่าเธอคือ ‘อีลำยอง’ เจ้าของวลีฮิต ‘ยาดองกู!!!’
บทสนทนาระหว่างเราจึงเริ่มต้นขึ้น ถามไถ่กันสักนิดว่าชีวิตตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง
“ก็ดีค่ะ ช่วงนี้ไม่ได้ทำงานแบบหามรุ่งหามค่ำ คือผ่านตรงนั้นมาหมดแล้ว ที่ผ่านมา โอย...ชีวิตเหนื่อยมาก แต่ก็สนุก เป็นประสบการณ์ดีๆ ที่ไม่ใช่มีโอกาสกันง่ายๆ แต่พอมีครอบครัวแล้วก็ต้องบริหารจัดการเวลาและดูอะไรต่างๆ มากขึ้น
“ข้อสำคัญคือเรื่องสุขภาพค่ะ รู้เลยว่าตอนทำงานเยอะๆ แล้วสุขภาพไม่ค่อยดี อาจไม่ถึงกับแย่ แต่หน้าโทรมเพราะนอนน้อย แล้วยิ่งต้องเรียนด้วยทำงานไปด้วยก็ยิ่งหนัก แต่ตอนนี้พ้นจุดนั้นมาแล้วก็โอเคขึ้นค่ะ”นางเอกสาวบอกเล่าพร้อมรอยยิ้มสดใสเป็นการยืนยันคำตอบได้อย่างดี ก่อนเล่าย้อนลงรายละเอียดไปถึงสมัยเข้าวงการใหม่ๆ
“แต่ก่อนนุ่นเรียนไปด้วยเล่นละครไปด้วย ละครก็ถ่ายไปออกอากาศไปไม่มีเวลาพักผ่อนอย่างเพียงพอ เช้าไปถ่ายละครที่ลาดหลุมแก้ว เสร็จแล้วขับรถไปเรียนที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต เรียนเสร็จ ถ้ามีคิวถ่ายละครก็ต้องขับรถกลับมาที่กองถ่ายละครอีก ซึ่งระยะทางไกลมาก แล้วนุ่นขับรถเองด้วย บางวันก็ขับกลับบ้านที่นครชัยศรี ขับๆ อยู่เคยมีวูบเหมือนกันค่ะเหมือนหลับในไปแป๊บหนึ่ง รถขึ้นไปเกยเกาะกลางถนน โชคดีที่ไม่เกิดอุบัติเหตุอะไรร้ายแรง”
“ไม่มีผู้จัดการไปด้วยหรือคะ” ฉันสงสัยด้วยเพราะเห็นดาราส่วนใหญ่จะมีผู้จัดการเหมือนเงาตามตัว คอยดูแลและขับรถให้ บ้างก็มีคนขับรถส่วนตัว
“ไม่มีค่ะ ช่วงแรกพี่แก้ว พรีเมียร์เป็นผู้จัดการ และคุณพ่อก็จะไปกองถ่ายละครด้วย แต่พอนุ่นได้ใบขับขี่ก็ขับรถเอง พ่อไม่ไปแล้ว”
เมื่อเธอเอ่ยถึงคุณพ่อ ฉันจึงถือโอกาสนี้ขอให้เธอเล่าประวัติครอบครัวและชีวิตวัยเด็กก่อนเข้ามาเป็นดาวประดับฟากฟ้าบันเทิงไทยสักเล็กน้อย
“บ้านนุ่นอยู่ อ.นครชัยศรี จ.นครปฐมค่ะ คุณพ่อทำสวน ไม่ได้ร่ำรวยอะไร แต่พ่อแม่ไม่ได้เลี้ยงลูกให้ลำบากเลย นุ่นเป็นลูกคนกลาง มีพี่สาว 2 คน น้องชาย 2 คน พี่คนโตห่างจากนุ่น 4 ปี แต่นุ่นกับพี่คนที่ 2 ห่างกันปีเดียวเลยเหมือนเพื่อนกัน ส่วนน้องห่างกัน 2 กับ 5 ปี”
ส่วนประวัติการเรียน เป็นที่ทราบกันดีว่าเธอจบจากวิทยาลัยนาฏศิลปและมีโอกาสได้แสดงฝีมือด้านนี้หลายต่อหลายครั้งในผลงานละครที่ผ่านมา อาทิ ปอบผีฟ้า (2540) โนราห์ (2544) แม่อายสะอื้น (2547) แคนลำโขง(2549) ค่าของคน (2555)
หลังจบวิทยาลัยนาฏศิลป นุ่นเรียนต่อคณะวิทยาการจัดการ นิเทศศาสตร์ภาคสมทบ ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต แม้จะถ่ายละครหามรุ่งหาค่ำแต่ด้วยความมานะและตั้งใจจริงก็ส่งผลให้เธอจบปริญญาตรีมาด้วยเกรดเฉลี่ยถึง 3.33 น่าเสียดายที่ภาคสมทบไม่มีเกียรตินิยม ถ้าเป็นการเรียนภาคปกติด้วยเกรดเฉลี่ยระดับนี้เธอคงได้เกียรตินิยมอันดับ 2 ไปแล้ว
“เรียนไปด้วยทำงานไปด้วยอย่างที่บอก เริ่มตั้งแต่อายุ 16 ปี ได้เล่นละครเรื่องแรก ‘ปอบผีฟ้า’ ก่อนหน้านั้นเคยเข้าร่วมประกวด The Boy Model Contest 1996 ของนิตยสารเดอะบอย มีคนเอารูปนุ่นไปส่ง ติด 1 ใน 10 ไม่ได้ตำแหน่งที่ 1 2 3 นะคะ แต่ได้ตำแหน่งสาวหน้าใส
“วิธีเข้าวงการก็เป็นสูตรสำเร็จสุดคลาสสิกค่ะ พี่บุ๊ค-ปริญญา ไปเจอนุ่นที่มาบุญครอง (MBK) เขาขอเบอร์โทรศัพท์และรูปไป หลังจากนั้นนุ่นก็ได้มาเจอพี่แก้ว พรีเมียร์ พี่เขาพามาแคสต์ที่ช่อง 7 แล้วก็เซ็นสัญญากับช่อง 7 จำไม่ได้แล้วว่าเขาให้ลองแสดงบทอะไร แต่น่าจะฟลุกมากกว่าค่ะ เลยผ่านมาได้” เธอตอบอย่างถ่อมตัว"
1 KEEP
Volume
0 LOVES
COMMENT
RELATED ARTICLE
7
1
1
1
17
1
1
5
1
13