ล่องไปในทำนองบอสซ่า...  ลุลา กันยารัตน์  ติยะพรไชย •แม้ท่ามกลางการพูดบรรยากาศในห้องแต่งตัว และในบรรยากาศแต่งหน้าเสียงไดร์เป่าผมจะดังสนั่นเป็นช่วง บวกกับเสียงดารานักร้องจะเจื้อยแจ้วตลอดเวลา แต่เมื่อถึงประเด็นงานศิลปะและสิ่งที่เธอชอบ ลุลายังคงมีรอยยิ้มเป็นของกำนัลจากการสนทนา
“ชีวิตเรามีสองอย่าง คือศิลปะกับดนตรี คือเราขาดสิ่งหนึ่งสิ่งใดเราก็อยู่ได้ แต่บางทีเราก็เลือกที่จะทำทั้งสองอย่าง อย่างมีช่วงที่เราทำงาน เลิกงานก็จะกลับมาทำดนตรี พอทำดนตรีแล้วรู้สึกเฟล เราก็เลยกลับไปทำงานที่เป็นศิลปะใหม่ สลับกันไปมาอย่างนี้
“ตอนนั้นมันเป็นยุคของศิลปินร็อคและศิลปินป๊อป มันเริ่มมีเพลง Easy Listening มาบ้างแต่ก็ไม่นิยมมาก และตอนนั้นจีนี่ยังไม่ค่อยทำศิลปินผู้หญิงด้วย เราเข้าไปในยุคแรกๆ ของจีนี่ แล้วเขาก็ไม่ค่อยทำศิลปินผู้หญิงเลย และไม่เคยทำศิลปินฟังก์ด้วยเราเป็นฟังก์เขาก็เหมือนจับไม่ถูก ส่วนตัวเรา เราร้องเพลงได้ แต่เราเป็นศิลปินไม่เป็น ใช้คำว่าเราเป็นศิลปินไม่เป็น พอไปเป็นมันก็รู้สึกว่ามันไม่ใช่ พอจบงานนั้นเราก็เลยขอพี่เขาออกมาทำงานประจำ
“ตอนที่ทำงานประจำเหมือนเราไม่รู้ว่าจะทำอะไร เราจบ Exhibition design มันก็ต้องทำงานพวกมิวเซียม คงจะเป็นงานดีไซน์อะไรก็ได้ ตอนนั้นเราทำอีเว้นต์ แล้วก็มาเรียนรู้งานโปรดิวเซอร์ กลายเป็นโปรดิวเซอร์ทำพวกรันคิวทำโปรดักชั่น กลายเป็นว่าเราทำอย่างอื่นไม่เป็น ทางบ้านก็กดดันให้เลิกอาชีพนี้ให้ไปทำงานอื่นๆ แต่เราทำไม่เป็น ทำเป็นแต่อีเว้นต์ ก็ไม่อยากเปลี่ยนเพราะงานที่เราทำได้ดีเราก็ไม่อยากเลิก กลายเป็นว่าชีวิตติดอยู่ตรงกลาง ทำงานในฝันก็ไม่ได้ ทำงานประจำก็ไม่มีความสุขแล้วก็ไปไหน
•เสียงหัวเราะเข้ามาทักทายเป็นช่วงๆ ความรู้ที่สัมผัสได้ทำให้ผู้เขียนแอบสรุปในใจว่า ลุลา หรือตุ๊กตา คือผู้หญิงในเพลงบอสซาโนว่า ซึ่งตัวเธอเองก็เป็นตัวแทนในการสื่ออย่างยิ่ง เมื่อถึงช่วงเวลาสนทนาตอนนี้
“ชื่อของลุลา เกิดมาจากที่ออฟฟิศตอนที่ทำงานตอนนั้น พอดีเจ้านายพูดไม่ชัดเขาใส่รีเทิร์นเนอร์ เขาก็เรียกเราลุลา ลุลา พอดีตอนทำบอสซ่า บลอสซั่ม 2 กับพี่โอ๋ เราก็คุยกับพี่โอ๋ว่าเราคงไม่ได้จะกลับมาทำงานดนตรีแล้ว ไม่ได้จะทำอาชีพนักร้อง เพราะเรามาไกลแล้ว อีกอย่างถ้าใช้ตุ๊กตาทูบีคัมวันก็กลัวว่าคนจะจำไม่ได้ ขอใช้นามปากกาดีไหม พี่โอ๋ก็เลยอนุญาตให้เป็นลุลา พอมาทราบทีหลังจากพี่เต็ดก็ได้รู้ว่ามันคือการตลาดเลย คือการปล่อยให้คนสงสัยว่าลุลาคือใคร เธอเป็นใครไม่รู้ ทำไมน้ำเสียงคล้ายตุ๊กตาทูบีคัมวัน
“การเป็นลุลา เราเปลี่ยนคาแรคเตอร์ของเสียง แต่น้ำเสียงยังคงเหมือนเดิม เปลี่ยนคาแรคเตอร์ตัวเอง วิธีการร้องก็จะ ปรับให้เข้ากับดนตรีบอสซาโนว่ามากขึ้น แล้วก็บุคลิกของเราด้วย ตอนนั้นที่เป็นทูบีคัมวัน ตอนนั้นก็จะเป็นโฟร์ค เป็นร็อก ก็จะถูกปรับให้เป็นบอสซาโนว่า เป็นเพลงอีซีลิสเทอนิ่งไปเลย เป็นผู้หญิงที่ช่างฝันนิดนึง ตอนที่เราทำอัลบั้มชุดแรกเราทำบนพื้นฐานที่เราเป็นสาวออฟฟิศ แล้วก็ทำงานหนักมาก เวลาไปเที่ยวไม่มี เวลาที่อยากทำอะไรก็ไม่มี แล้วเพลงของลุลาก็คือทำให้เขารู้สึกว่า เขาหลุดจากโลกความเป็นจริงนิดนึง เพลงเราก็เพ้อๆ เกินความจริงนิดๆ ซึ่งก็เป็นรูปแบบที่เราทำออกมา เราก็คิดว่าเราเป็นออฟฟิศที่เครียดมาก และพอฟังบอสซาโนว่าก็ทำให้เราหลุดจากจอคอมพิวเตอร์ หลุดจากโลกความเป็นจริงได้บ้าง พอเอาคอนเซ็ปนี้มาใช้ก็ปรากฏว่ายังมีผู้หญิงอีกมากที่อยากจะหลุดจากความเครียด และชอบเพลงแบบเรา เลยกลายเป็นนวัตกรรมทางดนตรี (หัวเราะ) เวลาที่เราคิดอัลบั้มเราจะถามตัวเองว่าเราทำอะไรอยู่ ชีวิตเราอยู่ตรงไหน เราก็จะเอามันมาตีเป็นอัลบั้ม อย่าง Joy ก็เป็นช่วงเวลาที่เรากำลังเพลิดเพลินกับการทำงาน สุขอย่างเต็มที่กับเพื่อนร่วมวงการ มันก็เลยเกิดอัลบั้ม Joy บวกกับที่เรากำลังทำอัลบั้มคัพเวอร์ด้วย แต่อย่าง Urban Lullaby ก็เหมือนเป็นช่วงที่ทำงานเครียด อยากปลดปล่อยจินตนาการ การหลุดพ้น อัลบั้ม Twits ก็เหมือนช่วงเวลาที่ชีวิตหักเห เพราะมีแฟนแต่งงาน แต่งงานก็ไม่ได้แต่ง การเลือกอาชีพที่จะกลับมาร้องเพลง ก็เลยมาเป็นอัลบั้ม Twits มันเป็นการเล่าเรื่องราวของชีวิตนะตอนนั้นจริงๆ คอนเซปของลุลาทุกอัลบั้มก็คือไม่ว่าจะเศร้า จะเครียดแค่ไหน เราต้องไม่เครียดกับมัน ต้องหามุมที่ดีของชีวิตให้ได้ พยายามคิดบวกให้ได้ เพลงของลุลาจะยิ้มได้ จริงๆ เพลงในอัลบั้ม Twits ก็จะมีเพลงที่เศร้ามากที่สุด มากที่สุดในเพลงลุลา อย่างเพลง ความเหงา เพลงที่เศร้าจริงๆ พี่โตนเขารู้ชีวิตเรามาก เป็นญาติเราเลยก็ว่าได้ รู้แทบทุกอย่างในชีวิตเรา เขาก็จับเอาความเศร้ามาใส่ในเพลง เศร้ามาก อินมาก
จริงๆ เราเป็นคนคิดลบมาก เราเป็นคนมองโลกในแง่ร้ายมาก แต่อะไรที่ทำให้เรารู้สึกบวกได้ทุกวัน ก็คือดนตรี ไม่ว่าเราจะเศร้า จะเครียด จะลบแค่ไหน ฟังดนตรีแล้วก็คิดบวกได้ รู้สึกดีขึ้นได้ เพราะฉะนั้นอย่างน้อยที่สุดแล้ว เพลงลุลาไม่ได้บอกว่าฉันมองโลกในแง่ร้าย แต่ว่าเรามองโลกแง่ร้าย แต่คิดบวกได้ มองโลกในแง่ดีได้ หน้าที่เราก็คือทำเพลงให้เรารู้สึกดี และให้คนฟังรู้สึกดีไปด้วย ส่วนมากแฟนลุลาเป็นคนแบบนี้ เขาจะบอกว่าฟังเพลงพี่แล้วรู้สึกดีมาก การทำเพลง ทำอัลบั้ม การที่เราพูดว่าเราทำเพื่อคนอื่น มันไม่ใช่ •แม้จะตกใจเล็กๆ กับสิ่งที่เล่ามา การเลิกราและจบจากความรัก กลายเป็นเรื่องที่สามารถเล่าได้อย่างง่ายดาย ไม่มีความเศร้า หรืออารมณ์ความผิดหวังเสียใจ ทั้งที่ดีเป็นเรื่องใหญ่ไม่น้อยเลย ตอนนี้ผมสีแดงดวงอาทิตย์ตกดินถูกเป่าและจัดให้เข้าทรงในเวลาเดียวกัน กับที่เธอได้พูดถึงเพลงที่เธอบอกว่าตรงกับชีวิตและความคิดเธอมากที่สุด
‘เพลงเนื้อคู่ เพลงค่อนข้างตรง เพราะพี่โตนแต่งให้เราตอนที่เราเลิกกับแฟน เขาเองก็แต่งให้ เขาเองก็สงสัยเองด้วยว่าเนื้อคู่มันเป็นยังไง จะรู้ได้ยังไง พอแต่งมาก็รู้สึกว่ามันใช่ สิ่งที่ฉันพูดมาตรงกับเธอหรือไม่ เพราะเวลาที่เรามีแฟนกี่คนเราก็สงสัย แต่พอจบอัลบั้มนี้เราก็ไม่เคยสงสัยอีกเลย เราไม่เคยสงสัยอีกเลยว่าเนื้อคู่หน้าตายังไง เราไม่มีทางรู้ได้เลย มันไม่มีประโยชน์เลยที่จะนั่งสงสัย แต่ว่าเพลงเนื้อคู่ที่ร้องและฟัง มันใช่ มันไม่มีทางจะรู้ได้จริงๆ ฉะนั้นอย่าคาดหวังอย่างที่ร้องว่า สิ่งที่ฉันพูดว่าตรงกับเธอหรือไม่ สิ่งที่ฉันพูดมาตรงกับเธอเท่าไหร่ จะตรงแค่วันนี้ หรือวันไหน เพราะว่าบางทีเราแต่งงานกับใครสักคนหนึ่งไปแล้ว อย่างเราเห็นกรณีของเพื่อนมันก็ไม่ได้อยู่ด้วยกันจนวันสุดท้าย มันก็เลิกกันหรือใครสักคนหนึ่งก็ทำให้เจ็บช้ำน้ำใจ มันอาจจะดูแย่ๆ นะ ฟังดูไม่แฮปปี้เอนดิ้ง เราแค่รู้สึกว่ามันก็สะท้อนชีวิต พอจบชุดนี้มาเราก็ไม่ถามอีกเลย เราก็เลิกเศร้ากับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอีกเลย ซึ่งน่าแปลกมาก มันเป็นมิวสิคเทอราปี’
จริงๆ เพลงที่เป็นเรามากที่สุดก็คือ ตุ๊กตาหน้ารถ เพราะพี่โตนแต่งเพลงนี้แต่งมาจากเรา เขาสนิทกับเรา เห็นคาแร็คเตอร์กัน น่ารักๆ กุ๊กกิ๊ก แต่
•เราก็เป็นคนมีความสุข ความสุขแบบไม่มีใครมาทำร้ายเท่ากับที่เราทำร้ายตัวเอง (หัวเราะ) เป็นคนคิดมาก เรื่องงานนี้คิดมาก อยากจะทำออกมาดีที่สุด แต่สถานการณ์ได้เท่าไหร่ก็ยอมรับเท่านั้น เราก็แฮปปี้มาก เราได้ทำในสิ่งที่เรารัก’
•เธอเริ่มเล่าถึงสิ่งที่เธอเรียนรู้ได้จาก การปรับมุมมองชีวิตจากสิ่งที่ได้เจอ จากความผิดหวัง
แฟนเก่าเราแต่งงานมีครอบครัวแล้ว เราก็เรียนรู้ เราจำได้ที่เขาเคยสอนมาว่า เราจะมีความสุขได้ก็เมื่อเห็นคนที่เรารักมีความสุข เราเคยที่ไม่เข้าใจเลย อาจเพราะเรามีปัญหาเรื่องงาน เรื่องครอบครัว เรื่องชีวิตรัก แต่ตอนนี้เราแฮปปี้มากเราเข้าใจอย่างที่เขาเคยบอกแล้ว เราเห็นคนที่เรารักมีความสุข เราก็มีความสุขมาก ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้อยู่ในท่ามกลางความสุขของเขา
หลังจากนั้นเราก็เอาสิ่งที่เกิดขึ้นมาเป็นบทเรียน ว่ามันจะต้องไม่เกิดซ้ำขึ้นอีกกับความล้มเหลวขึ้นอีก แต่ถ้าล้มเหลวอีกก็ทำใหม่ บางคนเครียดมากเวลาทำผิดซ้ำ เราก็คิดว่าเราเป็นมนุษย์มันเกิดขึ้นได้ เมื่อเกิดขึ้นเราต้องพยายามใหม่
เวลาเกือบชั่วโมงผ่านไปรวดเร็วราวกับฟังเพลงรักแสนไพเราะเพียงหนึ่งเพลง ซึ่งเพลงรักเพลงนี้มีเรื่องราวของความสุข ความฝัน ความพยายาม หล่อหลอมให้เธอเป็นเธอในวันนี้ มันไม่ง่ายเลยที่จะเดินในทางที่ใช่ ความผิดหวังเกิดขึ้นได้ แต่เราไม่ควรล้มเลิก
  ‘เราเคยท้อมาก เพราะเราไม่รู้จักใครที่จะทำความฝันเราให้เป็นจริงได้เลย เราเคยท้อมาก และเราก็โยนความฝันทิ้งไปแล้วด้วย ยอมแพ้ได้ ท้อได้ โยนมันทิ้งได้ แต่ถ้าวันหนึ่งที่มันย้อนกลับมาในชีวิต เราต้องให้โอกาสมันเมื่อมันให้โอกาสเราแล้วก็ทำให้ดีที่สุด แต่ถ้าวันหนึ่งมันยังไม่สำเร็จ มันไม่กลับมาจริงๆ เราก็ยังรู้สึกว่าอยากให้พยายามต่อไป พยายามจนวันที่ไม่สามารถพยายามได้แล้ว อย่าล้มเลิกเราไม่รู้หรอกว่าเราจะไปเดินไปเหยียบมันเข้าสักวัน เพราะฉะนั้นความฝันจะเป็นความจริงได้ก็ต่อเมื่อมันเกิดเป็นความจริง หากมันไม่เป็นจริง ก็เก็บมันเป็นความฝันต่อไป อย่างน้อยเราก็เกิดมาได้ฝันอะไรสักอย่าง มันไม่เกิดขึ้นจริงก็ไม่เป็นไร’
สุดท้ายเพลงทุกเพลงต้องมีจุดสิ้นสุด เช่นเดียวกับการสนทนาของเรา และเพลงที่ฟังจากจุดเริ่มก็เข้าสู่ท่อนจบ...
“The girl from Ipanema goes walking And when she passes, I smile – but she doesn’t see (doesn’t see) (She just doesn’t see, she never sees me,…)”
Board: Her mode
(0)
Share
Slimup
Keep by Slimup
1809
FOLLOWER

ล่องไปในทำนองบอสซ่า... ลุลา กันยารัตน์ ติยะพรไชย

"•แม้ท่ามกลางการพูดบรรยากาศในห้องแต่งตัว และในบรรยากาศแต่งหน้าเสียงไดร์เป่าผมจะดังสนั่นเป็นช่วง บวกกับเสียงดารานักร้องจะเจื้อยแจ้วตลอดเวลา แต่เมื่อถึงประเด็นงานศิลปะและสิ่งที่เธอชอบ ลุลายังคงมีรอยยิ้มเป็นของกำนัลจากการสนทนา
“ชีวิตเรามีสองอย่าง คือศิลปะกับดนตรี คือเราขาดสิ่งหนึ่งสิ่งใดเราก็อยู่ได้ แต่บางทีเราก็เลือกที่จะทำทั้งสองอย่าง อย่างมีช่วงที่เราทำงาน เลิกงานก็จะกลับมาทำดนตรี พอทำดนตรีแล้วรู้สึกเฟล เราก็เลยกลับไปทำงานที่เป็นศิลปะใหม่ สลับกันไปมาอย่างนี้
“ตอนนั้นมันเป็นยุคของศิลปินร็อคและศิลปินป๊อป มันเริ่มมีเพลง Easy Listening มาบ้างแต่ก็ไม่นิยมมาก และตอนนั้นจีนี่ยังไม่ค่อยทำศิลปินผู้หญิงด้วย เราเข้าไปในยุคแรกๆ ของจีนี่ แล้วเขาก็ไม่ค่อยทำศิลปินผู้หญิงเลย และไม่เคยทำศิลปินฟังก์ด้วยเราเป็นฟังก์เขาก็เหมือนจับไม่ถูก ส่วนตัวเรา เราร้องเพลงได้ แต่เราเป็นศิลปินไม่เป็น ใช้คำว่าเราเป็นศิลปินไม่เป็น พอไปเป็นมันก็รู้สึกว่ามันไม่ใช่ พอจบงานนั้นเราก็เลยขอพี่เขาออกมาทำงานประจำ
“ตอนที่ทำงานประจำเหมือนเราไม่รู้ว่าจะทำอะไร เราจบ Exhibition design มันก็ต้องทำงานพวกมิวเซียม คงจะเป็นงานดีไซน์อะไรก็ได้ ตอนนั้นเราทำอีเว้นต์ แล้วก็มาเรียนรู้งานโปรดิวเซอร์ กลายเป็นโปรดิวเซอร์ทำพวกรันคิวทำโปรดักชั่น กลายเป็นว่าเราทำอย่างอื่นไม่เป็น ทางบ้านก็กดดันให้เลิกอาชีพนี้ให้ไปทำงานอื่นๆ แต่เราทำไม่เป็น ทำเป็นแต่อีเว้นต์ ก็ไม่อยากเปลี่ยนเพราะงานที่เราทำได้ดีเราก็ไม่อยากเลิก กลายเป็นว่าชีวิตติดอยู่ตรงกลาง ทำงานในฝันก็ไม่ได้ ทำงานประจำก็ไม่มีความสุขแล้วก็ไปไหน"
1 KEEP
Slimup
0 LOVES
COMMENT
RELATED ARTICLE
7
1
1
1
17
1
1
5
1
13