ฤกษ์ชัย  พวงเพ็ชร์ คอเมดี้ร้อยล้าน ตั้งแต่ 10 วันแรกที่เข้าฉาย ดูจากรายได้โดยประมาณของหนังที่เขาลงมือทำแล้ว ยอร์ชต้องเป็นคนโปรดของนายทุนอย่างไม่ต้องสงสัย ถึงขั้นที่ว่าหนัง 2 เรื่องหลังของเขาสามารถเลือกวันฉายเองได้ และเขาก็เลือกวันที่ 31 ธันวาคม ซึ่งเป็นวันที่ไม่มีใครกล้าเสี่ยงปล่อยหนังฉายในช่วงปีใหม่ แต่เขามั่นใจว่าฤกษ์นี้คือฤกษ์ชัยของเขา และมันก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ
   อาจมีบางคนแย้งว่าในบ้านเราหนังตลกก็ทำเงินทุกทีนั้นล่ะ แต่สิ่งที่แตกต่างคือการทำแฮตทริกด้วยหนังตลกสไตล์เฉพาะตัวที่เลียนแบบได้ยาก ไม่ว่าจะปีนี้หรือเมื่อ 6 ปีที่แล้ว เขาก็ยังเป็นยอร์ช ผู้กำกับหนังที่ไม่เคยเรียกตัวเองว่าเป็นผู้กำกับ ไม่เคยคุยอวดให้ใครได้ยินเลยว่าหนังของเขาทำเงินมหาศาล ตรงกันข้าม เขาพยายามจะบอกทุกคนเหลือเกินว่าเขาไม่ใช่ตัวอย่างที่ดีนักของการเป็นผู้กำกับภาพยนตร์  “ผมไม่เคยเรียกตัวเองว่าเป็นผู้กำกับหนัง ผมไม่ได้เก่งขนาดนั้น ผมแค่เล่าเรื่องตลกผ่านรูปแบบภาพยนตร์ ผมขอเรียกตัวเองว่านักเล่าเรื่องจะดีกว่า” เขายืนยันด้วยน้ำเสียงจริงจัง แต่เอกลักษณ์ที่สำคัญในหนังของยอร์ชก็คือการคุมนักแสดงตลกจอมพลิ้วทั้งหลายให้อยู่ในบทบาทของตนได้อย่างแม่นยำ
 “หนังของผมมันมีความเหนือจริงอยู่แล้ว คือโดนแทงหลายทีแล้วไม่ตายก็ได้ แต่ไม่ถึงขนาดหยิบเลือดขึ้นมากิน ผมจะออกกฎกับนักแสดงตลกว่าเล่นได้มากน้อยแค่ไหน ซึ่งพวกเขาก็เข้าใจ เพราะถ้ามากเกินไป อุณหภูมิของหนังมันจะไม่เท่ากัน ตกลงมึงจะหนาวหรือมึงจะร้อน ตรงนี้ผมก็ซีเรียสเหมือนกัน”
    สิ่งที่คนเก่งหรือไม่เก่งมีเหมือนกันนั่นก็คือจุดเริ่มต้น หนุ่มร่างสูง หน้าตาค่อนข้างดีเกินกว่าผู้กำกับหนังไทยทั่วไปคนนี้เติบโตที่จังหวัดนครสวรรค์ ครอบครัวทำกิจการขายวัสดุก่อสร้าง ในวัยเด็ก ยอร์ชก็คือเด็กธรรมดาที่หาเงินบาทแรกที่ได้จากการนวดแข้งนวดขาให้พ่อแต่พิเศษตรงที่วิธีใช้เงิน !
   “สมัยยังเด็กเพื่อนรุ่นผมเห็นเทปเพลงของพี่เบิร์ด พี่แจ้ ก็อยากซื้อมาฟังกัน แต่ผมยืนดูเทปตลก เด๋อ ดู๋ ดี๋ ผมเอาเงินบาทแรกที่หาได้ซื้อเทปคาสเซ็ทพวกนี้มาฟังแล้วท่องมุกได้ทุกคำ มุกตลกในนั้นจะเป็นแก๊กสั้น ๆ หลายเรื่องรวมกัน และผมก็โตมากับรายการสุขสันต์วันเสาร์ ซึ่งเป็นรายการตลกในสมัยนั้นที่มีคณะตลกมาเล่น เด่น ดอกประดู่, เด๋อ ดอกสะเดา, เทพ โพธิ์งาม, จุ๋มจิ๋ม เข็มเล็ก หรือในยุคของพี่โน้ต เชิญยิ้ม ผมก็ชอบดู และพอมาถึงยุควิดีโอ ผมก็เช่าเทปตลกมาดูมากที่สุด ผมมีความสุขกับการดูตลก ทั้งที่เด็กคนอื่นมีความสุขกับการดูการ์ตูน” แววตาของเด็กหลังห้องฉายแววสุกใส และเสียงหัวเราะก็บ่มเพาะให้เขากลายเป็นคนหนุ่มผู้เรียบร้อยแต่แฝงอารมณ์ขันไว้ข้างใน
   “สมัยเรียนมหาวิทยาลัยผมไม่ใช่ตัวปล่อยมุกเลยนะ แต่ผมจะเป็นตัวปูเรื่องมากกว่า ผมชอบเขี่ยให้คนโน้นมาตลกกับคนนี้ เช่น ถ้าผมรู้ว่าคุณเป็นคนตลก ผมก็จะปูทางให้คุณเล่าเรื่องตลกให้คนอื่นฟัง ถ้าบรรยากาศในโต๊ะของเพื่อน ๆ มันเงียบ อึมครึม ผมก็จะทนไม่ได้ ต้องทำให้มันดีขึ้น ทำให้มันเป็นรูปคนยิ้ม ถ้าทำไม่ได้ผมจะไม่ลุกหนีนะ ผมจะต้องทำโต๊ะนี้ให้อารมณ์ดีขึ้นให้ได้ ผมเป็นคนกลัวความเครียด กลัวมาตั้งแต่เด็ก แต่ผมก็ยังไม่ใช่คนตลก ภาพของผมก็คือคนที่ใส่เสื้อเชิ้ตสีขาวกับกางเกงสแล็คด้วยซ้ำ นิสัยของผมก็จะเหมือนเสื้อผ้า เรียบง่ายไม่มีอะไร ตอนนั้นผมก็ยังไม่รู้ว่าจะเอาความตลกมาใช้งานในชีวิตได้อย่างไรบ้าง เพราะผมเป็นคนเรียนไม่เก่ง ไม่ใช่คนจริงจังอะไร ปรัชญาชีวิตของผมก็คือรักสนุก รักสบาย ผมนึกภาพไม่ออกเลยว่าตัวเองจะไปบริหารองค์กร หรือเป็นลูกน้องที่ดีของใครได้”
 แต่ไม่นานนักที่ทางของเสียงหัวเราะก็เรียกหาเขา นักเล่าเรื่องหนุ่มผู้ไม่สนุกในการเป็นนักเรียนที่ดี เริ่มรู้ตัวว่าประสบการณ์แค่ในห้องเรียนไม่อาจเติมเต็มความว่างเปล่าของตน เขาจึงดั้นด้นหาที่ฝึกงานไปด้วย และได้มาพบกับบริษัทศรีสยามการพิมพ์ ผู้ผลิตหนังสือการ์ตูนตลาดตลก ด้วยศักยภาพทางอารมณ์ขัน จากตำแหน่งในฝ่ายศิลปกรรม เขาได้เลื่อนขั้นขึ้นมาเป็นผู้ช่วยกองบรรณาธิการ มีหน้าที่คัดเลือกมุกตลกที่ส่งมาจากผู้อ่านทางบ้าน
 “วิธีการก็ง่าย ๆ เลยครับ ผมอ่านอะไรแล้วขำก็เอาอันนั้น เราใช้แค่ความรู้สึกบอกว่าเราขำกับมุกไหน บางเรื่องแค่เกือบขำเราก็ทิ้งไป แต่พอทำงานไปสักพักเรารู้ว่าคนเขียนบางคนก็มีความพยายามมาก เราก็มาช่วยแก้ให้ ช่วยเปลี่ยนจังหวะของตัวหนังสือให้ เช่น นายเอพูดว่า.... นายบีบอกว่า... นายซีเฉลยว่า.... บางทีต้นฉบับที่ส่งมาเล่าเรื่องเอแล้วข้ามมาที่ซีเลย มันจึงไม่ตลก ผมเห็นปัญหาตรงนี้จึงเติมส่วนที่ขาดให้เขาไป” จากชั่วโมงบินบนหน้ากระดาษทำให้ยอร์ชเริ่มสนุกกับการใช้เสียงหัวเราะมามีส่วนร่วมในอาชีพ และสั่งสมความรู้สึกในการมองเรื่องตลกในแบบที่ไม่เหมือนใครบรรยากาศในห้องทำงานของเขาโอบล้อมเรามาได้ครึ่งทางแล้ว ยอร์ชเป็นคนคุยเก่งอย่างที่เขาบอกไว้ แววตาของเขาที่เล่าเรื่องแต่ละเรื่องนั้นดูจริงใจ เหมือนเด็กน้อยที่พยายามเล่าเรื่องให้คนในครอบครัวสนุก ไอ้สายตาแบบจริงใจนี่ใครก็พูดกันได้ แต่สำหรับคนนี้ผมยืนยันว่าชัวร์ แสงจากโป๊ะไฟที่ช่างภาพจัดไว้สาดเข้าด้านข้างของผู้กำกับหนุ่ม ขับเน้นรูปหน้าตี๋ ๆ ของเขาให้ดูมีมิติ เสื้อยืดสีเข้มเพียงตัวเดียวกับกางเกงยีนส์ ก็ทำให้บุคลิกของผู้ชายคนนี้ดูน่าสนใจขึ้นมา เขาเป็นพวกที่เวลาพูดอะไรจะต้องวาดรูปประกอบความคิดของตัวเองอยู่ตลอดเวลา บนโต๊ะของเขาจึงต้องมีดินสอกับกระดาษอยู่เสมอ
 ยอร์ชเริ่มต้นค้นหาตัวเองกับบริษัทมีเดีย ออฟมีเดียส์ ได้ไปอยู่ในทีมรายการโทรทัศน์แนววาไรตี้ท่องเที่ยวชื่อดังในยุคนั้นอย่างรายการ ‘เที่ยงวันกันเอง’ และ ‘ลุ้นข้ามโลก’ เขาได้ออกเดินทางไปต่างประเทศตลอดเวลา ได้มีชีวิตที่แม้แต่คนหนุ่มสาวในยุคนี้ยังอิจฉา แต่หัวใจของเขากำลังจดจ่ออยู่กับรายการใหม่ของบริษัทที่ชื่อว่า ‘ห้า ฮ่า ฮ่า’ รายการตลกวาไรตี้ยุคแรก ๆ ที่เริ่มเอาตลกชื่อดังมาเป็นผู้ดำเนินรายการ
 “พิธีกรเป็นดาวตลกที่ผมดูมาตั้งแต่เด็ก พี่เทพ โพธิ์งาม, เด๋อ ดอกสะเดา ตอนนั้นมีปู-กนกวรรณ บุรานนท์ มาเป็นพิธีกรด้วย คุณลองคิดดูสิครับ เงินบาทแรกในชีวิตผมเคยจ่ายให้พวกเขา แต่ในตอนนี้พวกเขากำลังประชุมเขียนบทรายการในห้องกระจก ผมได้แต่ยืนอยู่ข้างนอกมองปากของพวกเขาขยับไปมาโดยที่เราไม่ได้เกี่ยวข้องเลย คุณลองคิดดูสิว่าผมจะรู้สึกยังไงบ้าง” (หัวเราะ) แต่สุดท้ายยอร์ชก็ได้มาดูแลรายการในฝัน โดยยอมทิ้งรายการท่องเที่ยวและตั๋วทัวร์ยุโรปด้วยเรือควีนเอลิซาเบธไปอย่างไม่ไยดี คนแบบนี้ไม่บ้าแน่นอน แค่เป็นคนที่แน่ใจแล้วว่าชีวิตต้องการอะไร
B 
แต่ชีวิตในแบบที่ตัวเองต้องการ มันก็เล่นตลกกับเจ้าของได้เช่นกัน
 ยอร์ชกำลังนั่งกุมขมับในงานฉายหนังรอบ Q & A ของ ‘พยัคฆ์ร้ายส่ายหน้า’ หนังเรื่องแรกในชีวิตการกำกับ ซึ่งเป็นรอบที่ผู้กำกับและนักแสดงส่วนใหญ่โปรดปราน เพราะจะได้มีโอกาสตอบคำถามของคนดูหรือบรรดาแฟนคลับหลังฉายหนังจบ แต่นั่นกลับทำให้เขาเหงื่อตกและเกร็งไปทั้งตัว “หนังแบบพยัคฆ์ร้ายส่ายหน้า

Wrong Now
การแช็ต BB ตลอดเวลา
มันไม่เข้าท่าเลย คนที่มีโอกาสเจอกันได้น้อยก็อยากจะนั่งคุยกันเองมากกว่าที่จะเห็นคนข้าง ๆ เราคุย BB กับใครก็ไม่รู้ที่อยู่ไกลมาก ผมว่าคนที่เล่น BB กับอีกคน พอได้เจอคนนั้นแล้ว ก็ยังเล่น BB กับคนอื่นต่ออีกที มันไม่ได้สนใจใครจริง เหมือนกับว่าการเสพติดแช็ตแบบนี้มันต้องผลักคนใกล้ตัวเราให้ห่างออกไปตลอดเวลา
คุณชอบเป็นผู้แพ้ไหม? คิดว่าหลายคนคงตอบปฏิเสธ 
     ความพ่ายแพ้ไม่ว่าจะมาจากการทำงาน เล่นฟุตบอล หรือจีบหญิง มันรบกวนจิตใจ บั่นทอนความ ทะเยอทะยานบางอย่างในตัวเราไป ยังไม่นับว่าเราจะต้องหัวเสียเมื่อวันเวลาผ่านไปแล้วและย้อนกลับ มาเจ็บใจทีหลัง แต่วันนี้ผมและช่างภาพหนุ่ม (ที่ไม่ชอบแพ้เหมือนกัน) กำลังก้าวขึ้นสู่ห้องทำงานของ ผู้กำกับหนังตลกที่สนุกสนานกับการเป็นผู้แพ้ เปรียบเสมือนคนเคร่งมังสวิรัติสองคนกำลังเดินผ่าน หน้าร้านข้าวมันไก่ตอนพักเที่ยง 
     ผมเป็น Loser โดยอัตโนมัติ ตอนเด็กๆ ผมยืนอยู่กับเด็กคนอื่น 4 คน แล้วเจอหมาบ้าตัวหนึ่ง ไม่ต้องเดาเลยว่ามันจะกัดใคร มันมาหาผมเลย แม่ก็พาไปฉีดยารอบสะดือ สมัยนั้นมันต้องฉีดเป็นสิบๆ เข็ม ผมฉีดไปได้เจ็ดเข็ม หมอบอกว่ายาตัวนี้เลิกผลิตแล้ว เปลี่ยนมาฉีดสะโพกแทนและเริ่มเข็มแรกใหม่ ขอโทษนะ ทำไมมึงจะต้องเลิกผลิตตอนกูโดนหมาบ้ากัดด้วยวะ หรือเวลาขับรถ ถ้าไฟเขียวขึ้นเมื่อไหร่ รถของผมจะต้องไปไม่ทัน หรือขึ้นรถเมล์คันที่คนแน่น หันหลังไปก็จะเห็นคันที่ว่างวิ่งตามมาติดๆ นี่แค่ ตัวอย่างนิดหน่อยนะ ชีวิตผมมันแขวนไว้อยู่กับการเป็นผู้แพ้จนผมคุ้นชิน แต่ความจริงเราไม่ต้องชนะ ก็ได้ เราอยู่อย่างผู้แพ้ แต่เรายังยิ้มได้จะดีกว่าเจ้าพ่อคนพ่ายกล่าว และเขาหมายถึงเหตุผลที่ตัวละคร ส่วนใหญ่ในหนังของเขาเป็นพวกขี้แพ้แต่ก็ยังหาทางอยู่กับโลกนี้ได้อย่างเป็นสุข พวกเราเดินขึ้นบนบันไดไม้ของทาวน์เฮาส์ขนาด 3 ชั้นในย่านทาวน์ อิน ทาวน์ กระดานไม้ ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดนิดหน่อย แต่ยังห่างไกลจากความผุกร่อน คุณอาจจินตนาการถึงภาพที่ทำงานของ ผู้กำกับหนังระดับร้อยล้านว่าจะต้องดูโมเดิร์น วางตัวหรูหราอยู่บนถนนที่ใกล้ทางขึ้นรถไฟฟ้า ตกแต่ง ห้องทำงานด้วยกระจกใส มองเห็นวิวจากอีกยอดตึกหรือสวนสาธารณะด้านล่าง แต่ตอนนี้ผมกำลังเดิน ขึ้นไปบนชั้น 3 ของทาวน์เฮาส์ที่ดูคล้ายสำนักงานทนายความมากกว่า ทว่าที่นี่คือบริษัท รฤก ของ เขา ที่ผลิตทั้งรายการโทรทัศน์และภาพยนตร์ เมื่อเดินเข้ามาถึงห้องทำงานแล้ว เราก็งงงันกับลวดลาย 
วอลล์เปเปอร์แบบยุค เซเว่นตีส้์  สี   เขียวด้านหนึ่ง สีเหลืองอีก ด้านหนึ่ง โต๊ะทำงานกับ โซฟาชุด เล็กวางอยู่ 
เป็นระเบียบ แต่ที่ไม่เป็นระเบียบคือภาพโปสเตอร์ภาพยนตร์ถูกนำ มาอัดใส่กรอบติดไว้เต็มผนังห้อง จนแน่นขนัด ถ้ามีเครื่องกระจายเสียงอยู่บนโต๊ะ ผมคงคิดว่าห้องนี้เป็นสตูดิโอสำหรับอัดละครวิทยุ ไปแล้ว อย่างไรก็ตาม ภาพรวมของที่นี่กลับให้บรรยากาศที่น่าอยู่ขึ้นมา เหมือนบ้านเพื่อนสักคนที่เรา ชอบมาขลุกเล่นอยู่ด้วยตอนสมัยเรียน เพื่อนคนที่ดูเรียบร้อยแต่คุยสนุกที่สุด ผมก็เคยกระแดะอยากมีออฟฟิศหรูๆ เหมือนกันนะ เจ้าของห้องกล่าว แต่โปรดิวเซอร์ของผมถามว่า พี่เข้าออฟฟิศกี่โมง ผมตอบไปว่าสิบเอ็ดโมง และพี่ออกจากออฟฟิศ กี่โมง ผมตอบว่าสิบเอ็ดโมงสิบห้า เออ...แล้วพี่จะมีออฟฟิศหรูไปทำไม เจ้าของห้องหัวเราะชอบใจที่ได้ เผาตัวเอง เขาบอกต่อว่าโปรดิวเซอร์ซึ่งเป็นหุ้นส่วนของบริษัทนี้ด้วยกันนำเงินห้าหรือสิบล้านบาทที่จะ หมดไปกับออฟฟิศสวยหรู มาแปรรูปเป็นทองคำแทน ถือว่าเป็นการสร้างหลักทรัพย์ที่มั่นคงให้บริษัท มากกว่า ซึ่งตัวเขาเองก็เห็นดีเห็นงามด้วย 

"เพราะผมเป็นคนรักสนุกและรักสบาย ไม่ได้รักความสวยงาม" นี่คือปรัชญาชีวิตที่ง่าย และแปลก ของผู้กำกับหนังตลกที่ทรงอิทธิพล มากที่สุดคนหนึ่งในวงการหนังไทยปัจจุบัน ฤกษ์ชัย พวงเพ็ชร์ หรือในวงการภาพยนตร์ ไทยเรียกขานกันว่า ยอร์ช ผู้กำกับหนังตลก ที่สร้างสไตล์ของตัวเองขึ้นมาอย่างเด่นชัด เขา ขึ้นทำเนียบผู้กำกับร้อยล้านถึง 3 ครั้ง ซึ่งนับว่า เหลือเชื่อมากกับระยะเวลาการทำหนังของเขา เพียง 6 ปีเท่านั้น พยัคฆ์ร้ายส่ายหน้า (2548) ได้ไป 70 ล้านบาท ปีถัดมา แสบสนิท ศิษย์ส่ายหน้า (2549) ทำรายได้ 120 ล้านบาทและเป็น หนังที่ ทำเงินสูงสุดในปีนั้น พ.ศ. 2550 โปงลางสะดิ้ง ลำซิ่งส่ายหน้า ได้ไป 75 ล้านบาท โหดหน้า เหี่ยว(2551) 51 ล้านบาท 32 ธันวา(2552) 
103 ล้านบาท และล่าสุดเมื่อปลายปีที่แล้ว สุดเขต สเลดเป็ด หนังทำรายได้ถึง 100 ล้านบาท 
A ป้ายห้องน้ำสะอาดที่ปั๊มน้ำมัน ผมซาบซึ้งนะครับที่ปั๊มน้ำมันหลายที่ให้ ห้องน้ำเราใช้ฟรี เพราะว่าบางทีเราก็ไม่ได้ ไปเติมน้ำมัน แต่ถ้าผมไปต่อว่าเรื่องห้องน้ำ ที่มันขัดแย้งกับป้าย ผมก็คงเป็นคนเนรคุณ เอาเป็นว่าเปลี่ยนป้ายเป็น ห้องน้ใช้ฟรีดีกว่า มันดูจริงใจมากกว่า คือผมไม่ได้ติดใจว่า ห้องน้ำสะอาดหรือไม่ แต่ผมรู้สึกว่าตัวหนังสือ มันเขียนผิดเท่านั้นเอง
Board: Interview
(0)
Share
GM
Keep by GM
2469
FOLLOWER

ฤกษ์ชัย พวงเพ็ชร์ คอเมดี้ร้อยล้าน

"ตั้งแต่ 10 วันแรกที่เข้าฉาย ดูจากรายได้โดยประมาณของหนังที่เขาลงมือทำแล้ว ยอร์ชต้องเป็นคนโปรดของนายทุนอย่างไม่ต้องสงสัย ถึงขั้นที่ว่าหนัง 2 เรื่องหลังของเขาสามารถเลือกวันฉายเองได้ และเขาก็เลือกวันที่ 31 ธันวาคม ซึ่งเป็นวันที่ไม่มีใครกล้าเสี่ยงปล่อยหนังฉายในช่วงปีใหม่ แต่เขามั่นใจว่าฤกษ์นี้คือฤกษ์ชัยของเขา และมันก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ
อาจมีบางคนแย้งว่าในบ้านเราหนังตลกก็ทำเงินทุกทีนั้นล่ะ แต่สิ่งที่แตกต่างคือการทำแฮตทริกด้วยหนังตลกสไตล์เฉพาะตัวที่เลียนแบบได้ยาก ไม่ว่าจะปีนี้หรือเมื่อ 6 ปีที่แล้ว เขาก็ยังเป็นยอร์ช ผู้กำกับหนังที่ไม่เคยเรียกตัวเองว่าเป็นผู้กำกับ ไม่เคยคุยอวดให้ใครได้ยินเลยว่าหนังของเขาทำเงินมหาศาล ตรงกันข้าม เขาพยายามจะบอกทุกคนเหลือเกินว่าเขาไม่ใช่ตัวอย่างที่ดีนักของการเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ “ผมไม่เคยเรียกตัวเองว่าเป็นผู้กำกับหนัง ผมไม่ได้เก่งขนาดนั้น ผมแค่เล่าเรื่องตลกผ่านรูปแบบภาพยนตร์ ผมขอเรียกตัวเองว่านักเล่าเรื่องจะดีกว่า” เขายืนยันด้วยน้ำเสียงจริงจัง แต่เอกลักษณ์ที่สำคัญในหนังของยอร์ชก็คือการคุมนักแสดงตลกจอมพลิ้วทั้งหลายให้อยู่ในบทบาทของตนได้อย่างแม่นยำ
“หนังของผมมันมีความเหนือจริงอยู่แล้ว คือโดนแทงหลายทีแล้วไม่ตายก็ได้ แต่ไม่ถึงขนาดหยิบเลือดขึ้นมากิน ผมจะออกกฎกับนักแสดงตลกว่าเล่นได้มากน้อยแค่ไหน ซึ่งพวกเขาก็เข้าใจ เพราะถ้ามากเกินไป อุณหภูมิของหนังมันจะไม่เท่ากัน ตกลงมึงจะหนาวหรือมึงจะร้อน ตรงนี้ผมก็ซีเรียสเหมือนกัน”
สิ่งที่คนเก่งหรือไม่เก่งมีเหมือนกันนั่นก็คือจุดเริ่มต้น หนุ่มร่างสูง หน้าตาค่อนข้างดีเกินกว่าผู้กำกับหนังไทยทั่วไปคนนี้เติบโตที่จังหวัดนครสวรรค์ ครอบครัวทำกิจการขายวัสดุก่อสร้าง ในวัยเด็ก ยอร์ชก็คือเด็กธรรมดาที่หาเงินบาทแรกที่ได้จากการนวดแข้งนวดขาให้พ่อแต่พิเศษตรงที่วิธีใช้เงิน !
“สมัยยังเด็กเพื่อนรุ่นผมเห็นเทปเพลงของพี่เบิร์ด พี่แจ้ ก็อยากซื้อมาฟังกัน แต่ผมยืนดูเทปตลก เด๋อ ดู๋ ดี๋ ผมเอาเงินบาทแรกที่หาได้ซื้อเทปคาสเซ็ทพวกนี้มาฟังแล้วท่องมุกได้ทุกคำ มุกตลกในนั้นจะเป็นแก๊กสั้น ๆ หลายเรื่องรวมกัน และผมก็โตมากับรายการสุขสันต์วันเสาร์ ซึ่งเป็นรายการตลกในสมัยนั้นที่มีคณะตลกมาเล่น เด่น ดอกประดู่, เด๋อ ดอกสะเดา, เทพ โพธิ์งาม, จุ๋มจิ๋ม เข็มเล็ก หรือในยุคของพี่โน้ต เชิญยิ้ม ผมก็ชอบดู และพอมาถึงยุควิดีโอ ผมก็เช่าเทปตลกมาดูมากที่สุด ผมมีความสุขกับการดูตลก ทั้งที่เด็กคนอื่นมีความสุขกับการดูการ์ตูน” แววตาของเด็กหลังห้องฉายแววสุกใส และเสียงหัวเราะก็บ่มเพาะให้เขากลายเป็นคนหนุ่มผู้เรียบร้อยแต่แฝงอารมณ์ขันไว้ข้างใน
“สมัยเรียนมหาวิทยาลัยผมไม่ใช่ตัวปล่อยมุกเลยนะ แต่ผมจะเป็นตัวปูเรื่องมากกว่า ผมชอบเขี่ยให้คนโน้นมาตลกกับคนนี้ เช่น ถ้าผมรู้ว่าคุณเป็นคนตลก ผมก็จะปูทางให้คุณเล่าเรื่องตลกให้คนอื่นฟัง ถ้าบรรยากาศในโต๊ะของเพื่อน ๆ มันเงียบ อึมครึม ผมก็จะทนไม่ได้ ต้องทำให้มันดีขึ้น ทำให้มันเป็นรูปคนยิ้ม ถ้าทำไม่ได้ผมจะไม่ลุกหนีนะ ผมจะต้องทำโต๊ะนี้ให้อารมณ์ดีขึ้นให้ได้ ผมเป็นคนกลัวความเครียด กลัวมาตั้งแต่เด็ก แต่ผมก็ยังไม่ใช่คนตลก ภาพของผมก็คือคนที่ใส่เสื้อเชิ้ตสีขาวกับกางเกงสแล็คด้วยซ้ำ นิสัยของผมก็จะเหมือนเสื้อผ้า เรียบง่ายไม่มีอะไร ตอนนั้นผมก็ยังไม่รู้ว่าจะเอาความตลกมาใช้งานในชีวิตได้อย่างไรบ้าง เพราะผมเป็นคนเรียนไม่เก่ง ไม่ใช่คนจริงจังอะไร ปรัชญาชีวิตของผมก็คือรักสนุก รักสบาย ผมนึกภาพไม่ออกเลยว่าตัวเองจะไปบริหารองค์กร หรือเป็นลูกน้องที่ดีของใครได้”
แต่ไม่นานนักที่ทางของเสียงหัวเราะก็เรียกหาเขา นักเล่าเรื่องหนุ่มผู้ไม่สนุกในการเป็นนักเรียนที่ดี เริ่มรู้ตัวว่าประสบการณ์แค่ในห้องเรียนไม่อาจเติมเต็มความว่างเปล่าของตน เขาจึงดั้นด้นหาที่ฝึกงานไปด้วย และได้มาพบกับบริษัทศรีสยามการพิมพ์ ผู้ผลิตหนังสือการ์ตูนตลาดตลก ด้วยศักยภาพทางอารมณ์ขัน จากตำแหน่งในฝ่ายศิลปกรรม เขาได้เลื่อนขั้นขึ้นมาเป็นผู้ช่วยกองบรรณาธิการ มีหน้าที่คัดเลือกมุกตลกที่ส่งมาจากผู้อ่านทางบ้าน
“วิธีการก็ง่าย ๆ เลยครับ ผมอ่านอะไรแล้วขำก็เอาอันนั้น เราใช้แค่ความรู้สึกบอกว่าเราขำกับมุกไหน บางเรื่องแค่เกือบขำเราก็ทิ้งไป แต่พอทำงานไปสักพักเรารู้ว่าคนเขียนบางคนก็มีความพยายามมาก เราก็มาช่วยแก้ให้ ช่วยเปลี่ยนจังหวะของตัวหนังสือให้ เช่น นายเอพูดว่า.... นายบีบอกว่า... นายซีเฉลยว่า.... บางทีต้นฉบับที่ส่งมาเล่าเรื่องเอแล้วข้ามมาที่ซีเลย มันจึงไม่ตลก ผมเห็นปัญหาตรงนี้จึงเติมส่วนที่ขาดให้เขาไป” จากชั่วโมงบินบนหน้ากระดาษทำให้ยอร์ชเริ่มสนุกกับการใช้เสียงหัวเราะมามีส่วนร่วมในอาชีพ และสั่งสมความรู้สึกในการมองเรื่องตลกในแบบที่ไม่เหมือนใครบรรยากาศในห้องทำงานของเขาโอบล้อมเรามาได้ครึ่งทางแล้ว ยอร์ชเป็นคนคุยเก่งอย่างที่เขาบอกไว้ แววตาของเขาที่เล่าเรื่องแต่ละเรื่องนั้นดูจริงใจ เหมือนเด็กน้อยที่พยายามเล่าเรื่องให้คนในครอบครัวสนุก ไอ้สายตาแบบจริงใจนี่ใครก็พูดกันได้ แต่สำหรับคนนี้ผมยืนยันว่าชัวร์ แสงจากโป๊ะไฟที่ช่างภาพจัดไว้สาดเข้าด้านข้างของผู้กำกับหนุ่ม ขับเน้นรูปหน้าตี๋ ๆ ของเขาให้ดูมีมิติ เสื้อยืดสีเข้มเพียงตัวเดียวกับกางเกงยีนส์ ก็ทำให้บุคลิกของผู้ชายคนนี้ดูน่าสนใจขึ้นมา เขาเป็นพวกที่เวลาพูดอะไรจะต้องวาดรูปประกอบความคิดของตัวเองอยู่ตลอดเวลา บนโต๊ะของเขาจึงต้องมีดินสอกับกระดาษอยู่เสมอ
ยอร์ชเริ่มต้นค้นหาตัวเองกับบริษัทมีเดีย ออฟมีเดียส์ ได้ไปอยู่ในทีมรายการโทรทัศน์แนววาไรตี้ท่องเที่ยวชื่อดังในยุคนั้นอย่างรายการ ‘เที่ยงวันกันเอง’ และ ‘ลุ้นข้ามโลก’ เขาได้ออกเดินทางไปต่างประเทศตลอดเวลา ได้มีชีวิตที่แม้แต่คนหนุ่มสาวในยุคนี้ยังอิจฉา แต่หัวใจของเขากำลังจดจ่ออยู่กับรายการใหม่ของบริษัทที่ชื่อว่า ‘ห้า ฮ่า ฮ่า’ รายการตลกวาไรตี้ยุคแรก ๆ ที่เริ่มเอาตลกชื่อดังมาเป็นผู้ดำเนินรายการ
“พิธีกรเป็นดาวตลกที่ผมดูมาตั้งแต่เด็ก พี่เทพ โพธิ์งาม, เด๋อ ดอกสะเดา ตอนนั้นมีปู-กนกวรรณ บุรานนท์ มาเป็นพิธีกรด้วย คุณลองคิดดูสิครับ เงินบาทแรกในชีวิตผมเคยจ่ายให้พวกเขา แต่ในตอนนี้พวกเขากำลังประชุมเขียนบทรายการในห้องกระจก ผมได้แต่ยืนอยู่ข้างนอกมองปากของพวกเขาขยับไปมาโดยที่เราไม่ได้เกี่ยวข้องเลย คุณลองคิดดูสิว่าผมจะรู้สึกยังไงบ้าง” (หัวเราะ) แต่สุดท้ายยอร์ชก็ได้มาดูแลรายการในฝัน โดยยอมทิ้งรายการท่องเที่ยวและตั๋วทัวร์ยุโรปด้วยเรือควีนเอลิซาเบธไปอย่างไม่ไยดี คนแบบนี้ไม่บ้าแน่นอน แค่เป็นคนที่แน่ใจแล้วว่าชีวิตต้องการอะไร
B
แต่ชีวิตในแบบที่ตัวเองต้องการ มันก็เล่นตลกกับเจ้าของได้เช่นกัน
ยอร์ชกำลังนั่งกุมขมับในงานฉายหนังรอบ Q & A ของ ‘พยัคฆ์ร้ายส่ายหน้า’ หนังเรื่องแรกในชีวิตการกำกับ ซึ่งเป็นรอบที่ผู้กำกับและนักแสดงส่วนใหญ่โปรดปราน เพราะจะได้มีโอกาสตอบคำถามของคนดูหรือบรรดาแฟนคลับหลังฉายหนังจบ แต่นั่นกลับทำให้เขาเหงื่อตกและเกร็งไปทั้งตัว “หนังแบบพยัคฆ์ร้ายส่ายหน้า
Wrong Now
การแช็ต BB ตลอดเวลา
มันไม่เข้าท่าเลย คนที่มีโอกาสเจอกันได้น้อยก็อยากจะนั่งคุยกันเองมากกว่าที่จะเห็นคนข้าง ๆ เราคุย BB กับใครก็ไม่รู้ที่อยู่ไกลมาก ผมว่าคนที่เล่น BB กับอีกคน พอได้เจอคนนั้นแล้ว ก็ยังเล่น BB กับคนอื่นต่ออีกที มันไม่ได้สนใจใครจริง เหมือนกับว่าการเสพติดแช็ตแบบนี้มันต้องผลักคนใกล้ตัวเราให้ห่างออกไปตลอดเวลา
"
1 KEEP
GM
0 LOVES
COMMENT
RELATED ARTICLE
7
1
1
1
17
1
1
5
1
13