รวมทั้ง ลองจินส์ (Longines) ที่มาแน่ๆ เรื่องแตะพันล้านฟรังก์สวิสต่อปี โดยมียอดตัวเลขที่ไม่เป็นทางการออกมาว่าปี 2011 ที่ผ่านมาพวกเขามีตัวเลขที่สวยงามคือ 950 ฟรังก์สวิส และในปี 2012 ทาง Swatch Group เองคาดว่าแบรนด์ดังกล่าวจะโตขึ้นอีก 5-10% หากเป็นไปตามนั้น ก็ตัดชุดรอรับตำาแหน่งแบรนด์พันล้านได้อีกรายไปอย่างสบายใจ

ที่ลืมไม่ได้นั่นคือ เอต้า (ETA) ผู้ผลิตเครื่องกลไกโดยมีลูกค้ารายใหญ่คือ Swatch Group ที่แม้จะเห็นว่าทำงานอย่างเงียบๆ แบบนี้ แต่พวกเขาปิดงบทีก็ 10 หลักเช่นกัน ดังนั้น ทั้งหกแบรนด์กับอีกหนึ่งผู้ผลิตกลไกถือเป็นกลุ่มเงินหนาระดับพันล้านฟรังก์สวิส ณ ปัจจุบันรวมถึงในอนาคตอันใกล้ หากแต่ต้องลุ้นกันสักนิด เพราะยังมีข่าวว่าลูกค้ารายใหญ่ของพวกเขาจะลดการสั่งซื้อและหันไปผลิตเองนั้นมีหนาหูเหลือเกิน แต่ ETA เองก็เตรียมหาทางออกไว้รองรับเช่นกัน
ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา ราวสองไตรมาสธุรกิจหลังสุด แทบทุกค่ายแบรนด์เรือนเวลา ต่างพากันขยับขยายสรรพกำลังมากมาย ที่เด่นชัดคือเรื่องกำลังคนในการผลิต ชนิดมองข้ามวิกฤติกันไปแล้ว

ไม่ว่าจะเป็น สวอท์ช กรุ๊ป (Swatch Group) ที่ประกาศจ้างงานเพิ่มในทุกตำแหน่ง ขณะที่ คาร์เทียร์ (Cartier) ประกาศว่าสองปีนี้จะมีงานเพิ่มอีก 2,000 ตำแหน่ง และแอลวีเอ็มเอช (LVMH) ค่ายที่กำลังมาแรงกับแบรนด์ภายใต้การดูแลอย่าง บุลการี (Bulgari), อูโบลท์ (Hublot),แทค ฮอยเออร์ (TAG Heuer)และเซนิธ (Zenith)ก็กำลังขยายฐานการผลิตอย่างรวดเร็วจนแทบไล่ตามไม่ทัน

ซึ่งถ้าหากมองกันที่ตัวเลขยอดจ้างงานและการลงทุนต่างๆ ถือเป็นสถิติใหม่ของแวดวงเรือนเวลาทีเดียว และยังมีแววดีอยู่อย่างต่างเนื่องตลอดปีนี้ เช่นทั้งจากยอดส่งออกที่พุ่งสูงถึง 19.3 พันล้านฟรังก์สวิสเมื่อปีที่ผ่านมา เชื่อหรือไม่จากการศึกษาและคาดการณ์ของ Federation of the Swiss Watch Industry FH ล่าสุดประเมินแล้วว่าจากนี้ไปอีก 15 ปี จะเป็นช่วงเวลาทองของอุตสาหกรรมนาฬิกาสวิสหากไม่มีอุบัติเหตุปาดหน้าก็เชื่อแน่ว่าปี 2027 ยอดประกอบการของอุตสาหกรรมจะสูงถึง 4 หมื่นล้านฟรังก์สวิส ส่วนอะไรที่เป็นปัจจัยของการประมาณการณ์เช่นนี้ เราไปหาคำตอบกันครับ หลายคนอาจสงสัยว่าทำาไม Federation of the Swiss Watch Industry FH ถึงกล้าคาดการณ์ตัวเลขมหาศาลขนาดนี้ ก่อนอื่นเราไปย้อนดูตัวเลขตลอดทศวรรษที่ผ่านมากันสักนิด เชื่อหรือไม่ หากจับเฉลี่ยออกมาแต่ละปี อุตสาหกรรมนาฬิกาสวิส มีการเติบโตเฉลี่ยปีละ 6% สูงกว่าการประเมินขั้นต่ำา 1%

กระนั้น ต้องไม่ลืมว่าทศวรรษที่ผ่านมาโลกการเงินเจอวิกฤติมโหฬารถึงสองครั้ง ทั้งในปี 2002 และ 2009 แบรนด์ทั้งหลายต่างเอาตัวรอดด้วยการผลิตผลงานนาฬิการุ่นหลักๆ ลดความหวือหวา เพื่อรั้งลูกค้าเดิมที่มีทุนหนาอยู่แล้วไม่ให้ไปไหน เช่นกันกับการเน้นพัฒนาสมองกลไกแบบเรียบง่าย ไม่มากไม่น้อยในฟังก์ชัน และไม่มีอะไรเสี่ยง จนกระทั่งในช่วงปลายปี 2011 และไตรมาสแรกของปี 2012 การขยับขยายตัวในวงธุรกิจนาฬิกานั้นมีความต่อเนื่อง ด้วยเงินลงทุนที่เกาะหลัก 3 หมื่นล้านฟรังก์สวิสอย่างไม่ต้องลุ้นอะไรมาก (นี่ขนาดมองข้ามการเติบโตของนาฬิกาปลอมที่เพิ่มขึ้นทุกหัวระแหงเป็นเงาตามตัวนะครับ) ทั้งการจ้างงานฝีมือเพิ่มเติมโดยเฉพาะในสายการผลิต การตลาด การสื่อสารประชาสัมพันธ์ต่อสาธารณะ รวมทั้งการเพิ่มเครือข่ายตัวแทนจำาหน่ายในแต่ละส่วนภูมิภาคทั่วโลก ตอบรับผลงานที่ดีขึ้นอย่างผิดหูผิดตา ทว่ามันจะเป็นการวาดวิมานกลางอากาศหรือไม่ คงไม่มีใครตอบได้ แต่จากการประเมินของเหล่านักเศรษฐศาสตร์ระดับหัวกะทิของโลกจาก Crédit Suisse ฉบับล่าสุดแล้วนั้น ออกมาเข้าทางกับสถิติข้างต้นเกือบเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์

ด้วยกระแสธุรกิจปัจจุบัน หากไม่มีฟ้าผ่าแล้วละก็ ในปี 2016 คาดการณ์กันว่ายอดรวมเศรษฐกิจโลกจะดีดตัวสูงขึ้น 50% แบบนี้ก็น่าเชื่อถืออยู่เหมือนกันนะครับ และที่สำาคัญสองธุรกิจที่ได้รับการคาดการณ์ว่าจะโตจนน่าอิจฉา นั่นก็คือหนึ่ง อุตสาหกรรมยาและเภสัชกรรม (Pharmaceutical Industry) และสองคือธุรกิจนาฬิกาและเครื่องประดับ หลายๆท่านคงอยากทราบเพื่อประดับความรู้แล้วว่าแบรนด์ไหนกันบ้างที่ได้รับอานิสงส์จากการทำางานหนัก และเศรษฐกิจที่กำาลังจะเฟื่องฟูในอนาคตข้างหน้า จนกลายเป็นมหาเศรษฐีสบายๆ ได้กันบ้าง แน่นอนว่า สามแบรนด์อันดับต้นๆ ที่ขึ้นชั้นไปแล้วแน่นอน ด้วยยอดขายและต้นทุนฐานความนิยมซึ่งกระจายตัวไปครองใจแฟนนาฬิกาทั่วโลกตลอดกาลแล้วนั้น ก็คงหนีไม่พ้น โรเล็กซ์ (Rolex),โอเมก้า(Omega) และ คาร์เทียร์ (Cartier) (รายหลังนับรวมสินค้าเครื่องประดับ)เป็นสามค่ายใหญ่ที่มีผลประกอบการต่อปี ทะลุหลักพันล้านฟรังก์สวิส

โดยมีอีกสามแบรนด์น้องไล่ตามหลังมาติดๆในเรื่องของยอดประกอบการ ได้แก่ ปาเต็ก ฟิลิปป์ (Patek Philippe),แทค ฮอยเออร์(TAG Heuer) ที่นายใหญ่ ซีอีโออย่าง ฌอง-คริสตอฟ บาแบง (Jean-Christophe Babin)ประกาศหลายต่อหลายครั้งว่าพันล้านฟรังก์สวิสต่อปี สำหรับ TAG Heuer แล้วจะคว้ามาได้แน่นอนอย่างช้าก็ปี 2013 ความเปลี่ยนแปลงในแง่บวกที่เกิดขึ้น ณ ปัจจุบันบวกกับอนาคตที่สดใสที่รออยู่แค่เอื้อม แน่นอนว่าเหล่าผู้ประกอบการต่างไม่รอช้า ชิงลงมือเพิ่มความพร้อมกันอย่างเอิกเกริก โดยมีเหตุปัจจัยและเป้าหมายใหญ่จากสถานการณ์ต่างๆ ที่ชัดเจนและคุ้มค่ากับการลงทุนเป็นเหมือนสายล่อฟ้าสำาหรับพวกเขา นั่นก็คือ

1. ตลาดที่โตอย่างไม่มีทีท่าจะหยุดนิ่งของเอเชียและกลุ่มประเทศ BRIC (บราซิล รัสเซีย อินเดีย และจีน)
2. เพื่อปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงที่อาจจะเกิดขึ้นของ Swatch Group โดยเฉพาะข่าวที่ว่าพวกเขาจะลงทุนกับการผลิตเอง ไม่ว่าจะเป็นตัวเครื่องกลไกไล่จนการประกอบทุกขั้นตอน

ดังจะเห็นได้จาก การลงทุนกว่า 580 ล้านฟรังก์สวิสในปีที่ผ่านมาเพื่อขยายศักยภาพการผลิตและสร้างเครือข่ายตัวแทนจำหน่าย แม้ของเดิมจะมีมากอยู่แล้ว แต่หากเทียบกับโอกาสและความต้องการของแหล่งเงินใหม่แล้วนั้น ค่ายนี้ก็เดินหน้าไม่ยั้งเหมือนกัน

เท่านั้นยังไม่พอทาง นิก ฮาเย็ค (Nick Hayek) ผู้กุมบังเหียนใหญ่ของ Swatch Group เองยังมีแผนลงทุนในระดับนานาชาติอีกกว่า 700 ล้านฟรังก์สวิส ทั้งหมดก็เพื่อรองรับทิศทางอันเป็นบวกมากขึ้น ลองคิดกันเล่นๆหากทาง Swatch Group ทำได้ตามแผนจริงๆ คงไม่ต่างอะไรกับพยัคฆ์ติดปีกที่พร้อมสรรพทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ช่องทางการขาย ศักยภาพการผลิต รวมทั้งประวัติศาสตร์อันแข็งแกร่งของแต่ละแบรนด์ที่มีอยู่ในมือ และความหลากหลายในระดับราคาของนาฬิกา แล้วแบบนี้แบรนด์อื่นๆ จะสู้ได้อย่างไร

ท้ายที่สุดแล้ว ทุกอย่างจะย้อนกลับมายังผู้บริโภค ที่เชื่อขนมกินได้เลยว่าภายใน 2-3 ปีนี้ (ย้ำอีกครั้งว่าต้องไม่มีวิกฤติใดขโมยซีนเกิดขึ้นมาก่อน) การแข่งขันจะสูงจนเป็นประวัติการณ์ขณะเดียวกันเหล่าผู้จับจ่ายอย่างเราๆท่านๆเองก็มีโอกาสเลือกได้มากขึ้น ความน่าตื่นตาตื่นใจกับรูปแบบใหม่ๆ ทั้งงานดีไซน์ นวัตกรรม และวิธีคิดสร้างสรรค์นาฬิกาและกลไกอาจเป็นเพชรเม็ดใหม่ของวงการนาฬิกาที่เราอยากจับจอง และคุ้มค่าเกินราคามากกว่าที่เคย เอาเป็นว่าเก็บเงินเก็บทองไว้รอกันได้เลยครับ บูมกันเหลือเกินสำหรับตลาดแดนมังกรยักษ์อย่างจีนแผ่นดินใหญ่ แบรนด์ไหนจะวางแผนอย่างไรก็ต่างนึกถึงพวกเขาเป็นปัจจัยแรกๆ ในการคำนวณคิดสร้างขั้นตอนปฏิบัติถึงขนาดมีนิยามนาฬิกาแบบพี่จีนคอยอธิบาย

แน่นอนว่าแทบทุกวิจัยสำรวจตลอดก่อนหน้านี้ ยืนยันมาเสมอว่า ตลอดเรือนเวลาสวิสราคาแพงในจีนกระเตื้องมากขึ้นในแทบทุกแขนง ซึ่งว่าไปมันยิ่งกว่ากระเตื้องแต่เป็นการเติบโตแบบก้าวกระโดด นับล่วงจากช่วงที่เทรนด์ดังกล่าวเกิดขึ้นจนปัจจุบันก็ผ่านมานานเอการ ตอนนี้เราไปดูกันสักนิดว่าปัจจุบันเรือนเวลาในดวงใจของชาวจีนจะเป็นแบบไหนแบรนด์ใดและโมเดลไหนจะยอดฮิตติดอันดับ

เรื่องความต้องการเรือนเวลาหรูในตลาดจีนยังคงไปได้สวย โดยมีแหล่งกำลังซื้อใหญ่ที่สองเมืองใหญ่ คือ ต้าเหลียนและหางโจว โดยมีส่วนแบ่งตลาดในจีนรวมกันถึง 57% ที่โดดเด่นอย่างน่าสนใจนั่นคือความหลากหลายในระดับเรตราคาการซื้อของชาวจีน หากย้อนดูตั้งแต่ปี 2004 จะเห็นว่าแทบทุกเรตราคา ไม่ว่าจะกลางไล่ไปจนสูงยอดพีระมิด ต่างมีตัวเลขที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง จะมีบ้างตามหัวเมืองเศรษฐกิจใหญ่ที่ต่างแบรนด์ต่างทำผลงานได้ดี อาทิ กวางตุ้งถือเป็นฐานบัญชีการสำคัญของ โรเล็กซ์ (Rolex) ส่วนคาร์เทียร์ (Cartier) จับจองพื้นที่ในเซี่ยงไฮ้ ขณะที่ ปาเต็ก ฟิลิปป์ (Patek Philippe) ไปได้สวยที่ปักกิ่ง, วาเชอรอง คอนสแตนติน (Vacheron Constantin) ก็มีฐานสำคัญอยู่ในสองเมืองใหญ่ทั้ง เสิ่นเจิ้นและเจียงซู

ขณะที่ยอดโมเดลฮิตอันเป็นที่ต้องการของชาวจีน จากการสำรวจของ WorldWatchReport พบว่ายังไม่มีการเปลี่ยนแปลงใน 3 ลำดับแรก แชมป์ยังคงที่ เริ่มจาก ลำดับที่ 1 โอเมก้า ซีมาสเตอร์ (Omega Seamaster) ตามมาด้วย โรเล็กซ์ ซับมารีเนอร์ (Rolex Submariner) และ โรเล็กซ์ เดย์โทนา (Rolex Daytona) ทั้งนี้ใน 10 ลำดับแรกที่ลูกค้าจีนต้องการ พบว่ามี Rolex ติดโผถึง 6 รุ่น Omega สองรุ่นที่เหลือคือ แทค ฮอยเออร์ คาร์เรรา (TAG Heuer Carrera) และคาร์เทียร์ แทงก์ (Cartier Tank)

ข่าวดีที่น่าปลื้มเหลือเกินสำหรับวงการนฬิกาโลกนั่นก็คือ การเติบโตของยอดขายนาฬิกาปลอม ในจีนมีคนให้ความสนใจน้อยลงไปเป็นเท่าตัว เริ่มจกการหาข้อมูลหรือแม้แต่สอบถามราคา จากเดิมที่มีการเก็บสถิติการเข้าชมนาฬิกาหรูในหน้าเว็บไซต์พบกว่า 100 ครั้ง จะมีคนไปหาข้อมูลนาฬิกาปลอมในจีน 4.5 ครั้งในปีที่ผ่านมา ทว่าปีนี้ยอดดังกล่าวลดลงเหลือเพียง 1.85% เท่านั้น

โดยแบรนด์ที่มีคนหาของปลอมมากที่สุดสามอันดับแรกก็คือ Hublot 4.5%, Rolex 4% และไบรท์ลิง (Breitling) 3% ขณะที่ยอดจำหน่ายของปลอมนั้นก็ลดลง แต่ทั้งนี้ในรายงานมิได้พูดถึงตัวเลขที่ชัดเจน แต่ถือเป็นหลักฐานสำคัญที่พอจะยืนยันได้บ้างล้วว่า ตลาดนาฬิกาผิดกฎหมายที่ใหญ่ที่สุดอีกแห่งในโลกนั้นเริ่มหยุดชะงัก เหตุเพราะผู้คนให้ความสนใจที่คุณค่าและคุณภาพของเรือนเวลาชั้นดีกันมากขึ้นซึ่งจุดนี้ถือเป็นข่าวดีต้อนรับกระแสธุรกิจที่กำลังพุ่งทะยานสูงขึ้นได้อย่างถูกที่ถูกเวลาจริงๆ
(0)
Share
GMWatch
Keep by GMWatch
1309
FOLLOWER

รวมทั้ง ลองจินส์ (Longines) ที่มาแน่ๆ เรื่องแตะพันล้านฟรังก์สวิสต่อปี

"โดยมียอดตัวเลขที่ไม่เป็นทางการออกมาว่าปี 2011 ที่ผ่านมาพวกเขามีตัวเลขที่สวยงามคือ 950 ฟรังก์สวิส และในปี 2012 ทาง Swatch Group เองคาดว่าแบรนด์ดังกล่าวจะโตขึ้นอีก 5-10% หากเป็นไปตามนั้น ก็ตัดชุดรอรับตำาแหน่งแบรนด์พันล้านได้อีกรายไปอย่างสบายใจ
ที่ลืมไม่ได้นั่นคือ เอต้า (ETA) ผู้ผลิตเครื่องกลไกโดยมีลูกค้ารายใหญ่คือ Swatch Group ที่แม้จะเห็นว่าทำงานอย่างเงียบๆ แบบนี้ แต่พวกเขาปิดงบทีก็ 10 หลักเช่นกัน ดังนั้น ทั้งหกแบรนด์กับอีกหนึ่งผู้ผลิตกลไกถือเป็นกลุ่มเงินหนาระดับพันล้านฟรังก์สวิส ณ ปัจจุบันรวมถึงในอนาคตอันใกล้ หากแต่ต้องลุ้นกันสักนิด เพราะยังมีข่าวว่าลูกค้ารายใหญ่ของพวกเขาจะลดการสั่งซื้อและหันไปผลิตเองนั้นมีหนาหูเหลือเกิน แต่ ETA เองก็เตรียมหาทางออกไว้รองรับเช่นกัน"
1 KEEP
GMWatch
0 LOVES
COMMENT