ปรีติ บารมีอนันต์ Music is My Life เป็นครั้งแรกที่ผมไม่ได้แคร์บริสุทธิ์ใจร้อยเปอร์เซ็นต์ เลยไม่ต้องสนใจว่าเพลงจะขึ้นชาร์ตหรือไม่ขึ้นชาร์ต แต่อยากให้รู้ว่า เนี่ย ศิลปินอาร์แอน์ดบีจริง ๆ ควรจะมีในประเทศไทยบ้างได้แล้ว
นพ พรชำนิ มาก ซึ่งอันนั้นก็เป็นเรื่องของเพลงที่เราฟัง แต่ถามถึงเพลงที่ขับเคลื่อนชีวิตประจำวันของเราก็คือร็อค และเพลงที่ขับเคลื่อนตัวเองก็คืออาร์แอนด์บี นี่คือในยุคนั้นนะครับ เมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว
“ผมเป็นคนโรแมนติกมาตั้งแต่เด็ก ถ้าไม่มีส่วนนี้ผมคงเขียนเพลงไม่ได้ เขียนเนื้อไม่ได้ เขียนเมโลดี้ไม่ได้ คืออาร์แอนด์บีมันขาย passion เป็นหลัก มันไม่ได้ถูกปลดปล่อยเหมือนในแนวร็อคที่เราเคยร้อง อันนั้นมันจะระเบิดบู้มไปเลย แต่ว่าอาร์แอนด์บีมันเป็น passion ผมว่ามันเหมือนการร้องเพลงกล่อมมากกว่า กล่อมให้คุณรักผม รักฉันเถอะ อะไรแบบนี้มากกว่า”
Passion in Music
“ผมว่าดนตรีมันอยู่กับใครก็ได้ มันเป็นสิ่งที่อยู่กับเรามาตั้งแต่เกิดอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นแม่ร้องเพลงกล่อมตอนเด็ก ๆ ก็เป็นดนตรี เรารู้จักมันตั้งแต่ยังพูดไม่ได้ด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นดนตรีมันก็เป็นตัวตอบโจทย์ ไม่ว่าคุณจะทุกข์ ถ้ามีดนตรีอยู่ด้วย มันก็จะช่วยให้คุณคลายทุกข์ลงได้ หรือดนตรีอาจทำให้คุณทุกข์หนักกว่าเดิมด้วยซ้ำเวลาที่คุณอกหักแล้วฟังเพลงเศร้า ก็ขยี้ตัวเองไป บางทีมันมีความสุข เราฟังเพลงมันก็เพิ่มความสุขให้กับเรา ผมว่ามันเป็นยาเสพติดชนิดหนึ่งที่ไม่มีพิษมีภัยมากกว่า ผมก็เลยหลุดลงมาในห้วงของดนตรี ซึ่งเมื่อสมัยเรียนเนี่ย ด้วยความที่เป็นคนที่เรียนก็ไม่สนใจ เกเรก็เกเร ดนตรีมีส่วนที่ทำให้เราดูดีขึ้นในสายตาเด็กมัธยมคนหนึ่ง”
“ชนใดไม่มีดนตรีกาล ในสันดานเป็นคนชอบกลนัก อีกใครฟังดนตรีไม่เห็นเพราะ เขานั้นเหมาะคิดขบถอัปลักษณ์.......” แม้เวลาจะผ่านไปนานเท่าใด บทพระราชนิพนธ์แปลบทนี้ก็คงยังนำมาใช้ได้กับสังคมในทุกยุคทุกสมัย และหนึ่งบุรุษที่เราจะได้พูดคุยกับเขาในคราวนี้ ก็คงเห็นด้วยกับคำกล่าวข้างต้นเป็นอย่างยิ่ง ชื่อเสียงเรียงนามของ “แบงค์- ปรีติ บารมีอนันต์” อาจไม่เป็นที่คุ้นหูของคนทั่วไป แต่หากเอ่ยถึงชื่อของ “แบงค์ วงแคลช” เมื่อใด ไม่ว่าใครก็ต้องรู้จักนักร้องหนุ่มคนนี้ ชายหนุ่มผู้สั่งสมผลงานอยู่ในวงการเพลงบ้านเรามาร่วม 10 ปี จนเมื่อไม่นานมานี้ เขาได้อำลาจากความเป็น ‘Clash’ เพื่อสร้างผลงานนแบบฉบับตนเองภายใต้นามว่า ‘BANKK CA$H’ ผมไม่ได้ฟังเพลงร็อคเลย จริงๆ แล้วเป็น คนที่ฟังอาร์แอนด์บีมาโดยตลอดนะครับ อัลบั้มนี้จึงเป็นอัสบั้มอาร์แอนด้บีที่ยึด-หลักอเมริกันอาร์แอนด์บีเป็นหลัก ภาพ-รวมของอัลบั้มนี้จะเป็นแนวเฮ็กชี่ อาร์-แอนด์บีมันขายความเซ็กชี่เป็นหลัก เพราะ ว่าด้วยวัฒนธรรมตะวันตกแล้ว เรื่องเซ็กส์ ถือเป็นเรื่องหนึ่งในความโรแมนติก แต่ วัฒนธรรมตะวันออกอย่างเรา ไม1ว่าจะ เป็นเกาหลี ณี่ป่น ไทย หริอว่าอะไรก็ตาม-แต่ เขาก็รู้แหละ เพราะเขาก็ทำกันอยู่ แต่ไม1มีใครพูด แล้วก็พูดไม1ได้ แต่อาร์-แอนด์บีมันแสดงออกทางนั้นมาตั้งแต่ ปี ’60 ’70 แล้ว
“ตอนทำงานเป็นวง 5 คนมันก็แบ่ง พาร์ทกันไป กีตาร์ก็ล่วนกีตาร์ ใครทำ อะไรก็ทำไป 5 ตำแหน่งก็ 5 หน้าที่ แยกกันทำ แต่ว่าพอมาเป็นอัลบั้มเดี่ยว
เนึ่ย ด้วยความที่มันอัดอั้นอยู่ข้างในเยอะ คือทำเองทุกอย่างเลยทั้งโปรดีวข์เอง ทำดนตรีเอง เนี้อร้อง-ทำนอง เรียบเรียง เอง ทุกอย่าง มันเหนื่อยมาก แต่ว่ามัน ง่ายตรงที่สามารถตัดสินใจคนเดียวได้”
BANKK CA$H’s
“คำว่า Clash เป็นเรื่องของคน 5 คน มันก็คงจะไม1ใช่เรื่องที่ควรจะใข้ชี่อเดิม ทีนี้มานั่งดีดว่า เอ...ถ้าเราใข้ชี่อ ‘แบงค์ ปรีดิ’ เนื่ยแม้แต่ตัวผมเองก็ยังไม่คุ้นสิน กับชี่อนี้เลย ทั้งๆ ที่เป็นขื่อตัวเองนะ คือ 10 ป็ที่ผ"านมาไม1มีคนเรียกว1แบงคํ ปรีดีเลย	แล้วในเมื่อคนไทยไม่เคยออก
เลียงตัว L ในคำว่า ‘Clash’ อยู่แล้ว ก็เสย ตัด L ออก แล้วก็เติม K ตรงคำว่า Bank ไปอีกตัว ก็เสยกลายเป็น BANKK CASH
“พูดตรงๆ ว่ามันคงจะหลุดจากความ เป็นแบงค์วงแคลขในวันนี้ไม1ได้ เพราะ คนเขาติดภาพไปแล้ว แต่ว่าอัลบั้มนี้จะ ทำให้ทุกคนรู้ว่าความเป็นอาร์แอนด์บี ในแบบที่ผมเป็นมันคืออะไร แล้วด้วย ความที่อยากจะให้รู้ว่าจริงๆ แล้วคำว่า ‘อาร์แอนด์บี’ เนื่ย จริงๆ มันคือดนตรี อย่างไร เพราะในฐานะที่เราอยู่ค่ายใหญ่ เราจะมีเสรีภาพมากกว่าค่ายเล็กๆ ที่ทำอาร์-แอนด์บี เพราะฉะนั้นเราขอเป็นส่วนหนึ่งที่ ขอแจก"จ่ายและขยายความเป็นอาร์แอนด์บี ในแบบที่เรารักไปสู1คนในภาพที่ใหญ่กว่า ทีนี้ประเด็นหลักที่อัลบั้มนี้จะเดินทางไปใน ฐานะของคนคนหนึ่งที่"รักเพลงอาร์แอนด้บี เหลือเกิน แล้วก็อยากให้ทุกคนรู้ว่าเป็น ยังไง ชี่งเป็นครั้งแรกที่ผมไม1ได้แคร์ บรีลุทธิไจร้อยเปอร์เซ็นต์เลยว่าไม1สนใจว่า เพลงจะขนขาร์ตหรือไม่ขั้นชาร์ต แต่อยาก ให้รู้"ว่าเนึ่ย ศิลปินอาร์แอนด์บีจริงๆ ควรจะ มีในประเทศไทยบ้างได้แล้ว”
R & B in Blood
“ผมคันพบตัวเองมา 10 ปีได้ แล้ว เพียงแต่ว่าตอนอยู่ Clash คน ทำงานด้วยกันก็ต้องแบ่งแรงบันดาลใจมา
รวมกันกลายเป็นแบบที่ Clash เป็น คือ รากเหง้าผมจริงๆ แล้วมาจาก Michael Jackson แล้วก็ R Kelly แต่ว่าด้วยวัย ด้วยอายุของเราเองเนึ่ย เมื่อตอนอายุ ประมาณ 15-18 มันอยู่ในยุคของอลเทอเนทีฟ อยู่ในยุคของร็อค แล้วก็ เพลงแนวนูเมทัล ชี่งเราที่เป็นวัยรุ่นใน ขณะนั้นก็ตามกระแสไป กระแสไปทาง ไหนเราก็ไปตาม ชี่งอันนั้นก็เป็นเรื่องของ กระแสที่มุ่งน่ามุ่งขี้ไปมากกว่า แต่ข้างใน เราจริงๆ เราขอบอาร์แอนด้บีมาก เรา ขอบเพสงของพิ่บอย โกลืยพงษ์ แล้วก็พิ่
154 SLIM UP “เพราะฉะนั้นดนตรีมันก็เป็นตัวตอบโจทย์ ไม่ว่าคุณจะทุกข์ ถ้ามีดนตรีอยู่ด้วย มันก็จะช่วยให้คุณคลายทุกข์ลงได้ หรือดนตรีอาจทำให้คุณทุกข์หนักกว่าเดิมด้วยซ้ำเวลาที่คุณอกหักแล้วฟังเพลงเศร้า”

Grab at Good
“อาชีพหลักคงเป็นร้องเพลง แต่อาชีพนักแสดงมันเป็นอีกอาชีพหนึ่งที่เราคิดว่าอันไหนที่เราทำได้เราลองทำดูแล้วมันทำได้จริง ๆ เราก็ทำ แต่ว่าอาชีพหลักคงเป็นนักร้อง ร้องเพลงคืองานหลัก ส่วนโอกาสอื่น ๆ  หรืองานอื่น ๆ ที่มันน่าตื่นเต้นในชีวิต ถ้ามันน่าสนใจแล้วเราทำได้ เราก็ทำ หม่อมน้อย (หม่อมหลวงพันธุ์เทวนพ เทวกุล) เคยบอกว่า “แบงค์ ถ้ามีงานแสดงอะไรก็ทำไปเถอะ น้อยคนนะที่จะร้องเพลงได้ดีแล้วก็แสดงได้ดี” เพราะตอนแรกผมคิดว่า โอเค งานแสดงอาจจะเป็นงานหนึ่งที่ถ้ามันมีอากสหรือจังหวะเข้ามาหลังจากร้องเพลง ก็คงโดดลงไปทำ แต่เมื่อหม่อมฯ บอกมาอย่างนี้แล้ว เราก็ “เอ๊ะหม่อมบอกขนาดนี้แล้ว แสดงว่าเรามีศักยภาพพอจริง ๆ ในแง่ของการแสดง” ก็มานั่งคิดใหม่ว่า “เอ๊ะ เราควรจะโดดลงไปทำงานแสดงมากขึ้นหรือเปล่า” เพราะตอนแรกผมไม่ได้คิดว่าจะโฟกัสที่งานแสดง แต่มาตอนนี้ผมคิดว่าถ้ามีโอกาสก็คงทำ” What people see
“คือผมเป็นคนตรง ๆ นะ แล้วก็ไม่มีการปรุงแต่ง เสแสร้าง เพราะผมไม่ใช่คนแบบนั้น ที่ผ่านมาอาจจะดูเป็น Bad Boy เพราะว่า หนึ่ง โอเค เรายืนอยู่ในแนวทางของดนตรีร็อค เพราะฉะนั้นพฤติกรรมหรือแนวทางการแสดงออกของดนตรีร็อคในมุมของผมเนี่ย ผมก็ทำตัวธรรมชาติ เราทำงานเต็มที่เราก็สนุกเต็มที่ มีอะไรเราก็ไม่ปิดบัง ไม่ปั้นแต่งตัวเอง ลุคในอดีตที่ผ่านมามันก็เลยดูค่อนข้างเป็น Bad Boy สุดขั้ว ซึ่งมันไม่ใช่ ผมต่อยคนล่าสุดก็ตอน ม. 3 น่ะ ผมจะเป็น Bad Boy ได้ไง ผมไม่เคยทำร้ายใคร (หัวเราะ) และอาจเป็นด้วยเพราะเป็นนักร้องนำคนแรกที่สักออกสื่อมั้ง เพราะว่าถ้าย้อนกลับไปในยุคเก่า ๆ ไม่มีนักร้องนำคนไหนหรอกที่สักเป็นจริงเป็นจัง แล้วก็ไม่ปิดบังอำพราง แล้วมันก็ถูกร้อยเรียงมาจนเป็น Bad Boy ไปเอง ซึ่งผมว่าถ้าคนรู้จักผมจริง ๆ จะรู้ว่าผมไม่ใช่คนแบบนั้น”
Positive Health
“ผมโชคดีตรงที่ไม่ว่าจะนอนดึกยังไงก็ไม่ค่อยมีปัญหาเกี่ยวกับเสียง อย่างหลาย ๆ คน ไม่ว่าจะเป็นดา เอ็นโดรฟิน หรือใครก็ตามแต่ ก็มีข่าวว่ามีปัญหาเรื่องเสียงจนต้องไปผ่าตัดซึ่งจริง ๆ แล้วผมใช้ชีวิตหนักกว่าคนเหล่านั้นมาก ซึ่งโชคดีที่เสียงไม่เป็นอะไรเลย ส่วนเรื่องสุขภาพทางใจเนี่ยคือ เมื่อก่อนเป็นคนที่คิดลบค่อนข้างเยอะ เพราะเราผ่านชีวิตครอบครัวที่ค่อนข้างลำบาก แล้วเราไม่ไว้ใจใครเลย เรามักจะโทษสังคมแล้วก็โทษคนอื่นเสียมากกว่า แต่พอโตขึ้นแล้วได้มองย้อนกลับไปก็รู้สึกว่าเรามองโลกในแง่บวกมากขึ้น ปัจจุบันนี้ก็เลยมีความทุกข์น้อยลงจากการมองโลกในแง่บวกแล้วก็ไม่เอาแต่โทษคนอื่น โทษตัวเองแล้วกัน แต่มันก็มีบางครั้งที่เรารู้สึกว่า “ทำไมเรามองในแง่ดีแล้ว คนอื่นเขาไม่มองโลกในแง่ดีแบบเราบ้าง” นี่คือความขัดแย้งในทีของมัน แต่สุดท้ายแล้วเราก็เอาตัวเองเป็นหลัก แล้วก็อย่าไปคิดว่าอะไรมันจะใหญ่โตหรือใหญ่ไปกว่าใจเรา เพราะถ้าใจเราคิดแล้วว่าอันนั้นมันใหญ่ มันก็จะใหญ่ คิดว่าอันนั้นมันเล็ก มันขึ้นอยู่กับใจเรามากกว่า”
Keeping Fit
“ในช่วงที่ทำงานในสตูฯ เหมือนช่วงนี้เราอยู่ในห้องอัดตลอด แล้วก็มีงานหนังด้วยเนี่ย ก็ค่อนข้างจะเหนื่อย ไม่มีเวลาไปเข้าฟิตเนส ก็ลดอาหารเอา ดูเหมือนเป็นคนไม่เลือกรับประทานนะ แต่จริง ๆ ผมเลือกพอสมควร ถ้าสังเกตหลาย ๆ ครั้งเวลาไปกองถ่ายฯ แล้วเขามีข้าวกล่องมาให้ ผมจะเขี่ยข้าวทิ้งครึ่งหนึ่ง จะลดอาหารจำพวกแป้งลง เพราะเรารู้ว่าตอนที่เราไม่ได้ออกกำลังกายเนี่ย ร่างกายมันไม่ได้เผาผลาญพลังงานเต็มที่ แล้วเรานอนดึกด้วย เราอยู่ในสตูดิโอเราไม่ได้เคลื่อนไหวร่างกายเลย พลังงานก็เลยไม่ได้ถูกเผาผลาญอย่างที่ควรจะเป็น เพราะฉะนั้น
จริง ๆ แล้วการทำงานในสตูดิโอไม่ได้ต่างจากการนอนกินมันฝรั่งแล้วดูทีวีเลยนะ เพราะมันนั่งอยู่เฉย ๆ แล้วก็แก้งานไป ซึ่งถ้าถามผม มันเป็นหายนะของซิกซ์แพ็คของผมเลยนะ (หัวเราะ) ช่วงที่เล่นก็โอเค แต่พอเข้าสู่ช่วงที่ทำงานในสตูดิโอ จาก 6 แพ็คก็เหลือ 4 บ้างอะไรอย่างนี้ ซึ่งการสังสรรค์ต่าง ๆ ก็มีส่วน เพราะเมื่อมีการไปสังสรรค์กับเพื่อน ๆ มันก็ต้องมีการดื่มแอลกอฮอล์บ้างตามปกติของการเข้าสังคม แล้วเมื่อเรานอนหลับ ร่างกายจะไปเผาผลาญแอลกอฮอล์ซึ่งเป็นสิ่งแปลกปลอมของร่างกายก่อน เมื่อเป็นอย่างนั้นแล้ว แคลอรีที่ควรจะถูกเผาผลาญก็ไม่ได้เผาผลาญ แล้วมันก็ออกตามท้องตามอะไร”
Beautiful Body
“ตอนแรกผมกินโปรตีนเสริมตามสูตรสำเร็จของคนที่เล่นกล้าม แต่ว่าหลัง ๆ มานี่ผมก็รู้สึกว่า กล้ามจริงที่ไม่พึ่งโปรตีนในความคิดของผม ผมว่ามันยากกว่าและมันอาจจะเติบโตช้ากว่า เหนื่อยมากกว่าก็จริง แต่ผมว่ามันให้ผลลัพธ์ที่ยาวนานกว่า แล้วที่สำคัญก็คือว่า ผมเห็นคนที่เล่ากล้ามหลายคนเล่นไม่ครบ พอเล่นไม่ครบทุกคนบอดี้ก็ไม่สวย ยกตัวอย่างเช่น เวลาเราเห็นฝรั่งแล้วรู้สึกว่าทำไมบอดี้เขาสวย ไหล่มี กล้ามแขนไม่ต้องเยอะ ไม่ต้องใหญ่ ก็ดูดี แต่ว่าคนไทยมักจะเล่นกล้ามแขนเป็นหลัก พอกล้ามแขนเป็นหลักแล้วก็ไม่มีไหล่ คือจริง ๆ แล้วใหญ่ไม่กลัวนะ แต่กลัวชัด คนกล้ามใหญ่ผมว่าคนกล้ามชัดชนะ เพราะว่ามันเป็นการทำงานหนักมากกว่า สม่ำเสมอมากกว่า”
Music reflects Personality
“เมื่อสมัยเป็นร็อคเนี่ย ด้วยวัฒนธรรมของมัน ในมุมผมนะถ้าเป็นร็อคแบบอเมริกันมันไม่แคร์ใครทั้งนั้น จะทำอะไรยังไงก็ได้ ผมเป็นแบบนี้ ถ้าไม่รักผมก็ไม่เป็นไร แต่พอมาในจุดของการเป็นอาร์แอนด์บีเนี่ย มันแสดงออกถึงความนุ่มนวล ความสุภาพ แล้วก็ความโรแมนติก เพราะฉะนั้นเราก็ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่าง คือเมื่อเราบอกไปทางเพลงแล้วว่าอาร์แอนด์บีคืออะไร เราก็ต้องบอกด้วยพฤติกรรมด้วยว่าจริง ๆ แล้วเสน่ห์ของอาร์แอนด์บีมันมาจากไหน ถ้าเปรียบเทียบก็เหมือนเมื่อก่อนผมเป็นตำรวจ แต่ปัจจุบันนี้ผมเป็นบุรุษพยาบาล ก็คนละแบบกัน คือเราทำงานบนวัฒนธรรมอะไร เพลงอะไร ก็ต้องทำตัวอย่างนั้น แต่ว่าแกนทั้งหมดก็ต้องอยู่ในความเป็นตัวของตัวเองแน่นอน”
สำหรับหลาย ๆ คน สิ่งที่มีอิทธิพลต่อชีวิตจนเป็นแรงผลักดันให้เราเลือกเดินหมากในตาต่อ ๆ ไปอาจเป็นบุคคลที่เราชื่นชม หนังสือ อาชีพหรือความฝัน แต่สำหรับบุรุษผู้นี้ “ดนตรี” คือสิ่งที่ขับเคลื่อนให้เขาเดินไปข้างหน้าได้อย่างไม่ลังเล และอาจเรียกได้ว่าดนตรีได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเขาไปแล้ว เพราะไม่ว่าบทสนทนาของเราจะดำเนินไปในทางใดสิ่งที่เราสัมผัสได้จากชายผู้นี้ก็คือคำว่า “ดนตรี” ที่มีอยู่ในทุกลมหายใจเข้าออก
Board: About Him
(1)
Share
Slimup
Keep by Slimup
1809
FOLLOWER

ปรีติ บารมีอนันต์ Music is My Life

"เป็นครั้งแรกที่ผมไม่ได้แคร์บริสุทธิ์ใจร้อยเปอร์เซ็นต์ เลยไม่ต้องสนใจว่าเพลงจะขึ้นชาร์ตหรือไม่ขึ้นชาร์ต แต่อยากให้รู้ว่า เนี่ย ศิลปินอาร์แอน์ดบีจริง ๆ ควรจะมีในประเทศไทยบ้างได้แล้ว
นพ พรชำนิ มาก ซึ่งอันนั้นก็เป็นเรื่องของเพลงที่เราฟัง แต่ถามถึงเพลงที่ขับเคลื่อนชีวิตประจำวันของเราก็คือร็อค และเพลงที่ขับเคลื่อนตัวเองก็คืออาร์แอนด์บี นี่คือในยุคนั้นนะครับ เมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว
“ผมเป็นคนโรแมนติกมาตั้งแต่เด็ก ถ้าไม่มีส่วนนี้ผมคงเขียนเพลงไม่ได้ เขียนเนื้อไม่ได้ เขียนเมโลดี้ไม่ได้ คืออาร์แอนด์บีมันขาย passion เป็นหลัก มันไม่ได้ถูกปลดปล่อยเหมือนในแนวร็อคที่เราเคยร้อง อันนั้นมันจะระเบิดบู้มไปเลย แต่ว่าอาร์แอนด์บีมันเป็น passion ผมว่ามันเหมือนการร้องเพลงกล่อมมากกว่า กล่อมให้คุณรักผม รักฉันเถอะ อะไรแบบนี้มากกว่า”
Passion in Music
“ผมว่าดนตรีมันอยู่กับใครก็ได้ มันเป็นสิ่งที่อยู่กับเรามาตั้งแต่เกิดอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นแม่ร้องเพลงกล่อมตอนเด็ก ๆ ก็เป็นดนตรี เรารู้จักมันตั้งแต่ยังพูดไม่ได้ด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นดนตรีมันก็เป็นตัวตอบโจทย์ ไม่ว่าคุณจะทุกข์ ถ้ามีดนตรีอยู่ด้วย มันก็จะช่วยให้คุณคลายทุกข์ลงได้ หรือดนตรีอาจทำให้คุณทุกข์หนักกว่าเดิมด้วยซ้ำเวลาที่คุณอกหักแล้วฟังเพลงเศร้า ก็ขยี้ตัวเองไป บางทีมันมีความสุข เราฟังเพลงมันก็เพิ่มความสุขให้กับเรา ผมว่ามันเป็นยาเสพติดชนิดหนึ่งที่ไม่มีพิษมีภัยมากกว่า ผมก็เลยหลุดลงมาในห้วงของดนตรี ซึ่งเมื่อสมัยเรียนเนี่ย ด้วยความที่เป็นคนที่เรียนก็ไม่สนใจ เกเรก็เกเร ดนตรีมีส่วนที่ทำให้เราดูดีขึ้นในสายตาเด็กมัธยมคนหนึ่ง”
"
1 KEEP
Slimup
1 LOVES
poommarin
COMMENT