นิ้วกลม  คนนิยม GM กับนิ้วกลม ต้องบอกว่าต่างคนต่างคุ้นเคยกันพองาม แต่จนแล้วจนรอดเราไม่เคยถามเขาสักทีว่านิ้วเขากลมอย่างที่เขาเรียกตัวเองจริงหรือเปล่า
กระนั้นการมีนิ้วอย่างไรคงไม่สำคัญว่าเขาคิดอย่างไร นั้นทำให้เราสนใจสิ่งที่เขาเขียน มากกว่าจะสนใจว่า นิ้วไหนกันแน่ที่กลม และกลมจริงไหม
 เชื่อว่าทุกคนรู้กันดีจนแทบไม่ต้องสาธยายถึงสิ่งที่นิ้วกลมทำอยู่ แต่คุณคงอยากรู้มากกว่าว่า ณ เวลานี้เขากำลังคิดอะไรอยู่มากกว่า
“ตอนเริ่มเขียนหนังสือใหม่ ๆ ก่อนลงมือเขียนจะคิดว่า เรากำลังจะเปลี่ยนแปลงโลก อยากเปลี่ยนแปลงความคิดของคนอ่านให้คิดเหมือนเรา แต่พอโตขึ้นแล้วก็ได้รู้ว่า ความคิดของเรามันเป็นแค่ความคิดเล็ก ๆ ความคิดหนึ่งท่ามกลางความคิดที่แตกต่างอีกจำนวนมหาศาล”
Q : Right Now ตอนนี้ของคุณคืออะไร
A : ‘ตอนนี้’ คือห้วงขณะที่สั้นมาก กระทั่งคำว่า ‘Right Now’ หรือ ‘ตอนนี้’ พอเราเปล่งเสียงพยางค์ที่สอง พยางค์แรกก็กลายเป็นอดีตไปแล้ว ช่วงเวลา ‘ตอนนี้’ น่าจะเป็นช่วงเวลาที่คนเราใช้เวลากับมันน้อยกว่าที่คิด เพราะความคิดของเรามักจะล่องลอยไปมาระหว่างอดีตกับอนาคต เมื่อวานกับพรุ่งนี้ นาทีที่ผ่านมากับนาทีถัดไป แม้ว่าตัวของเราจะอยู่กับ ‘ตอนนี้’ ก็ตาม
 สิ่งที่จะดึงหรือตรึงความคิดของเราให้อยู่กับ ‘ตอนนี้’ ได้นั้นต้องมีแรงพลังมหาศาล อาทิ ตอนที่รถของเรากำลังจะพุ่งเข้าชนกับรถอีกคัน เห็นตึกสักหลังถล่มลงต่อหน้าต่อตา เห็นสาวสวยในชุดบิกินีโผล่ขึ้นมาจากทะเล ได้เห็นหน้าลูกครั้งแรก หรือคนที่เราหลงรักมากระซิบข้างหูว่าเขารักเรา เหตุการณ์ที่มีพลังเหล่านี้จะฉุดให้ความคิดและสติทั้งหมดของเราสนใจอยู่แต่กับ ‘ตอนนี้’ ทุกครั้งที่มันเกิดขึ้น ณ ขณะนั้นเรามักจะรู้สึกราวกับว่าเวลาถูกหยุดไว้ และ ‘ตอนนี้’ ยืดยาวขึ้นอย่างเหลือเชื่อ
Q : สิ่งที่คุณทำอยู่ในเวลานี้มีอะไรบ้าง
A : งานที่ทำอยู่แบ่งได้เป็นสองแขนง คือ เป็นผู้กำกับหนังโฆษณาและเขียนหนังสือ
 งานกำกับโฆษณาเริ่มมาจากความอยากสมัยเป็นครีเอทีฟ เมื่อได้ออกกองถ่ายหนังโฆษณากับผู้กำกับเก่ง ๆ หลายคน ก็รู้สึกว่างานกำกับน่าจะเป็นงานที่สนุก และตัวเองก็มีความฝันอยากทำหนังใหญ่อยู่ด้วย เลยคิดว่าหากมีโอกาสได้กำกับหนังโฆษณาก็น่าจะได้สั่งสมทักษะดี ๆ ไว้ใช้ในอนาคต
 ส่วนงานเขียนนั้นเริ่มมาจากการอ่านและแรงบันดาลใจจากผลงานของนักเขียนรุ่นพี่และรุ่นอาวุโสทั้งหลายที่ส่งผลต่อความคิดเรา เมื่ออ่านมากขึ้นความอยากเขียนก็มากขึ้นตามไปด้วย เคยเปรียบเทียบกระบวนการเกิดงานเขียนว่า มันคล้ายปรากฏการณ์ฝน ตัวเราเหมือนก้อนเมฆที่สั่งสมความคิด มุมมอง ข้อมูล และประสบการณ์ทั้งจากการอ่านและการใช้ชีวิต เหมือนไอน้ำที่ลอยขึ้นไปเกาะตัวเป็นเมฆ และเมื่อมีไอน้ำจำนวนมากขึ้น เมฆเริ่มหนัก สุดท้ายมันก็จะกลั่นตัวเป็นฝน เป็นน้ำหยดใหม่ที่ก่อเกิดขึ้นจากการรวมตัวของน้ำหยดเดิมในหลาย ๆ แหล่ง ควบแน่นออกมาเป็นน้ำเหมือนกัน แต่เป็นน้ำคนละหยด คนละรสชาติ
Right Now
นึกถึงเหตุการณ์แผ่นดินไหวและสึนามิที่ญี่ปุ่นครับ เมื่อได้เห็นประเทศหนึ่งประสบภัยพิบัติแล้วเพื่อนร่วมโลกในประเทศอื่น ๆ ให้ความช่วยเหลือ โดยไม่ได้มานั่งคิดแบ่งแยกว่าประเทศฉัน-ประเทศแก ทุกครั้งที่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ ดูเหมือนว่าชาวโลกจะกลายร่างมาเป็นชาวโลกใบเดียวกันอีกครั้ง เหมือนลึก ๆ แล้วมนุษย์มีความเห็นอกเห็นใจมนุษย์ด้วยกัน (หรือกระทั่งสิ่งมีชีวิตชนิดอื่น) แม้ไม่ได้อยู่ในประเทศเดียวกัน ไม่ได้ร่วมสายเลือด ไม่ได้เป็นญาติมิตรกันก็ตาม อาจจะฟังดูอุดมคติและเพ้อฝันไปสักหน่อย แต่ถ้าในห้วงยามปกติ มนุษย์ช่วยเหลือและแบ่งปันกันแบบนี้ แข่งขัน เอาเปรียบ แย่งชิงกันให้น้อยลง เราคงมีโลกที่น่าอยู่กว่านี้มาก
Q : งานที่ทำอยู่สร้างการเปลี่ยนแปลงในวงกว้างอย่างไร ในแง่ทั้งของตัวคุณและสังคม
A : งานโฆษณาที่ทำอยู่ คงไม่ได้ส่งผลกระทบในวงกว้างมากมายอะไรขนาดนั้น เพราะเพิ่งเริ่มทำอาชีพนี้และยังอยู่ในช่วงสะสมผลงาน ส่วนงานเขียนก็ไม่กล้าคิดว่าจะสร้างผลกระทบอะไรกับสังคมหรือกระทั่งกับคนอ่าน แค่เพียงหนึ่งคนก็ตาม ตอนเริ่มเขียนหนังสือใหม่ ๆ ก่อนลงมือเขียนจะคิดว่า เรากำลังจะเปลี่ยนแปลงโลก อยากเปลี่ยนแปลงความคิดของคนอ่านให้คิดเหมือนเรา อาจเพราะตอนนั้นคิดแบบคนหนุ่มส่วนใหญ่นี่แหละว่าฉันเปลี่ยนโลกได้ ความคิดของฉันมันเจ๋งมากนะเว้ย จงหันมาฟังทางนี้ แต่พอโตขึ้นแล้วก็ได้รู้ว่า ความคิดของเรามันเป็นแค่ความคิดเล็ก ๆ ความคิดหนึ่งท่ามกลางความคิดที่แตกต่างอีกเป็นจำนวนมหาศาล และใช่ว่าความคิดของเราจะดีหรือถูกต้องเสมอไป ไม่น่าจะมีใครต้องมาปฏิบัติตามความคิดของใคร แต่ละคนต่างมีประสบการณ์ชีวิตไม่เหมือนกัน ความคิดหรือมุมมองที่เหมาะสมของแต่ละคนย่อมต่างกันไป ไม่มีของใครถูกที่สุด เมื่อคิดแบบนั้นก็เลยเลิกคิดที่จะเปลี่ยนแปลงใคร ไม่ต้องนับว่าจะคิดเปลี่ยนแปลงโลก-อันนั้นยิ่งไม่กล้าคิดครับ
 ทุกวันนี้เวลานั่งลงเขียนงานนั้นเหมือนกับการทบทวนตัวเอง คิดให้ตัวเองฟัง เขียนให้ตัวเองอ่าน ซึ่งนับเป็นข้อดีของการได้ทำงานเขียน คือได้ทบทวนตัวเองอยู่เสมอ ทำให้เข้าใจตัวเองมากขึ้น นั่นคือผลกระทบสำหรับตัวเอง ส่วนผลกระทบสำหรับคนอ่านในระดับเล็ก ๆ ที่ได้รับฟังมา ถ้ามีคนบอกว่าได้แรงบันดาลใจอยากลุกไปทำอะไรที่อยากทำ มีกำลังใจในการดำเนินชีวิตต่อไป ทำให้เขารักการอ่าน หรือแค่มีใครสักคนบอกว่า อ่านแล้วยิ้ม ผมก็มีความสุขแล้ว อย่างที่บอกไปว่าคงไม่คาดหวังจะเปลี่ยนแปลงสังคม แต่ก็มีเจตนาดี ๆ ทุกครั้งที่นั่งลงเขียนหนังสือ คิดไว้เสมอว่า ถ้าเราส่งเจตนาดีออกไป ความคิดดี ๆ ออกไป แล้วมันแพร่กระจายออกไปก็น่าจะดี เจตนาที่ผมหมายถึงก็คือ ความคิดที่อยากให้คนเรายอมรับและพยายามทำความเข้าใจคนที่ต่างไปจากเรา และหาวิธีอยู่ร่วมกันได้อย่างไม่เบียดเบียนกัน นั่นคือสิ่งที่พยายามสอดแทรกและสื่อสารอยู่เสมอ
Q : อะไรคือ The Power of Now สำหรับคุณ
A : เวลานั่งลงเขียนหนังสือหรือกระทั่งเวลาไปออกกองถ่าย ในช่วงเวลาที่ทำงานอย่างมีสมาธิ จิตใจจดจ่ออยู่กับสิ่งที่ทำตรงหน้า ทั้งร่างกาย และความคิดอยู่ในสถานที่เดียวกัน จดจ้องอยู่กับสิ่งเดียวกัน ในห้วงขณะเดียวกัน โลกทั้งโลกหายไป สิ่งอื่น ๆ ที่นอกเหนือไปจากสิ่งที่อยู่ตรงหน้าถูกตัดออกไปจากการรับรู้ สนใจอยู่แต่กับสิ่งที่สำคัญสำหรับเราในห้วงเวลานี้เท่านั้น เรามักทำสิ่งนั้นได้อย่างเต็มที่และมีพลัง รู้สึกว่าเราควบคุมสถานการณ์ได้ รวมไปถึงควบคุมตัวเองได้เป็นอย่างดี และที่สำคัญ หลังจากหลุดออกมาจากห้วงเวลานั้นแล้ว เราจะรู้สึกได้เลยว่ามีความสุข ซึ่งผมเดาว่าความสุขน่าจะเกิดขึ้นจากการได้ใช้เวลากับสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างใส่ใจเป็นเวลาต่อเนื่องยาวนาน จิตใจจึงไม่วอกแวกไปมา ไม่สับสนวุ่นวาย รวมถึงความรู้สึกว่าเราควบคุมสถานการณ์ได้นั้นก็นำมาซึ่งความสุข เพราะคนเรามักจะตื่นตระหนกวิตกกังวลกับสถานการณ์ที่ตัวเองไม่สามารถควบคุมได้ซึ่งมักนำมาซึ่งความเครียด และสุดท้าย ความสุขนั้นน่าจะเกิดขึ้นจากการได้ลงมือทำสิ่งสิ่งหนึ่งจนสำเร็จลุล่วงลงไป
 The Power of Now คือ การรวมพลังกายและความคิดเพื่อทำในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ณ ขณะนั้นจนสำเร็จลุล่วง โดยตัดอดีต-อนาคตและสิ่งนอกเหนือจากห้วงขณะนั้นออกไปทั้งหมด เพื่อนำพลังทั้งหมดมาใช้กับสิ่งที่ทำอยู่ในปัจจุบัน
Wrong Now
เรื่องไม่เข้าท่าในความคิดของคุณตอนนี้คืออะไร
เราทำหูหายไป ความสามารถในการรับฟังความคิดที่แตกต่างของหลายคนลดต่ำลงมาก แต่ถึงอย่างไรผมก็คิดว่าเมื่อเราต่างได้แลกเปลี่ยนข้อมูลกันมากขึ้น ผ่านการแสดงออกทางช่องทางต่าง ๆ สุดท้ายเราจะไปถึงจุดที่เข้าใจความคิดที่ไม่เหมือนกันได้มากขึ้นเรื่อย ๆ อาจไม่จำเป็นต้องเห็นตรงกันหรือเห็นด้วย  แต่เมื่อเข้าใจว่าคนอื่นคิดอะไร ทำไมเขาจึงคิดแบบนั้น ผมว่าถึงตอนนั้นเราก็น่าจะมีวิธีอยู่ร่วมกันได้ สุดท้ายแล้วสิ่งต่าง ๆ ที่เคยเป็น Wrong Now ก็จะถูกเขย่าด้วยกาลเวลาให้มันกลายเป็น Right Now ในท้ายที่สุด โลกมักจะหมุนหาจุดที่สมดุลของมันเสมอ เพียงแต่ไม่รู้ว่าอีกนานแค่ไหนกว่าจะไปถึงจุดนั้น แต่อนาคตที่ดีก็ต้องเริ่มจาก ‘ตอนนี้’ มิใช่หรือ เราอาจเริ่มต้นง่าย ๆ ได้จากการแคะขี้หูของเราดูก่อนใน ‘ตอนนี้’
Board: Interview
(0)
Share
GM
Keep by GM
2469
FOLLOWER

นิ้วกลม คนนิยม

"GM กับนิ้วกลม ต้องบอกว่าต่างคนต่างคุ้นเคยกันพองาม แต่จนแล้วจนรอดเราไม่เคยถามเขาสักทีว่านิ้วเขากลมอย่างที่เขาเรียกตัวเองจริงหรือเปล่า
กระนั้นการมีนิ้วอย่างไรคงไม่สำคัญว่าเขาคิดอย่างไร นั้นทำให้เราสนใจสิ่งที่เขาเขียน มากกว่าจะสนใจว่า นิ้วไหนกันแน่ที่กลม และกลมจริงไหม
เชื่อว่าทุกคนรู้กันดีจนแทบไม่ต้องสาธยายถึงสิ่งที่นิ้วกลมทำอยู่ แต่คุณคงอยากรู้มากกว่าว่า ณ เวลานี้เขากำลังคิดอะไรอยู่มากกว่า
"
1 KEEP
GM
0 LOVES
COMMENT
RELATED ARTICLE
7
1
1
1
17
1
1
5
1
13