นรอรรถ จันทร์กล่ำ The Classicist ดนตรีคลาสสิกไม่ใช่ ‘ยาขม’ ของสังคมไทยอีกต่อไปแล้ว
 ทุกวันนี้ เราเปิดกว้างกับดนตรีที่เคยกล่าวกันว่าต้องไต่บันไดฟัง และดนตรีคลาสสิกก็ลงหลักปักฐานในสังคมไทยได้อย่างมั่นคงและเฟื่องฟูด้วย
 แน่นอน เรื่องนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับใครคนใดคนหนึ่ง ทว่าเป็น ‘งานใหญ่’ ที่มีหลายท่านมีคุณูปการต่อวงการอย่างยิ่ง ตั้งแต่ผู้ใหญ่ ดร.เจตนา นาควัชระ, ดร.สุกรี เจริญสุข และอีกหลายท่าน
 แต่กระนั้นก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามี ‘คนหนุ่ม’ อีกไม่น้อยที่ได้ร่วมสร้างและทำให้ดนตรีคลาสสิกเป็นที่แพร่หลายในเมืองไทยด้วย
 นรอรรถ จันทร์กล่ำ ผู้ชายวัย 44 ปี ถือเป็นอีกหนึ่งคนสำคัญ!
 ‘ดนตรีอาจไม่ได้ช่วยให้ผู้คนอยู่ดีกินดีหรือช่วยแก้ปัญหาด้านปากท้องได้เหมือนกับงานในด้านอื่น’ นรอรรถอธิบายให้ฟังถึงประโยชน์ของดนตรี ‘แต่ดนตรีช่วยเสริมสร้างกำลังใจ ทำให้ผู้คนสุนทรียะในชีวิต ถึงแม้ชีวิตจะลำบากยากเข็ญแค่ไหน แต่ดนตรีก็ช่วยให้มองเห็นความสุขในการใช้ชีวิต’ 
 ปัจจุบันเขาทำงานในแวดวงดนตรี ด้วยบทบาทหน้าที่ที่หลากหลาย เช่น เป็นอาจารย์ประจำภาควิชาดุริยางคศิลป์ สาขาดุริยางคศิลป์ตะวันตก คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, เป็นผู้อำนวยเพลงประจำให้กับวงซิมโฟนีออร์เคสตราแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ผู้อำนวยเพลงประจำให้กับวงเครื่องสายแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ผู้อำนวยเพลงรับเชิญของวงบีเอสโอ และเป็นผู้อำนวยการด้านดนตรีคลาสสิกของสถานบันดนตรีเคพีเอ็น
 นอกจากนี้ ยังทำหน้าที่อำนวยการด้านดนตรี เรียบเรียงเสียงประสานในหลายๆ โปรเจ็กต์ดนตรี ที่เป็นที่รู้จักเป็นอย่างมากคือ การร่วมงานในคอนเสิร์ตชรินทร์ นันทนาคร และบีเอสโอ ตั้งแต่ปี 2549 จนถึงปัจจุบัน
‘ดนตรีคลาสสิกเป็นเหมือนชีวิตของผมไปแล้ว’
ไม่แปลก ที่เราจะได้ยินคำพูดนี้จากปากของผู้ชายคนนี้ ชายผู้คลุกคลีกับดนตรีมาเกือบทั้งชีวิต และตั้งเป้าไว้ว่าจะทำงานในแวดวงดนตรีคลาสสิกต่อไปเรื่อยๆ
มีหลายๆ โปรเจ็กต์ดนตรีที่นรอรรถคิดวางแผนไว้ว่าอยากจะทำในอนาคต เช่น อัลบั้มบีเอสโอบรรเลงสุนทราภรณ์ ชุดที่สอง, การนำเพลงไทยสากลมาเรียบเรียงดนตรีใหม่ในแบบออร์เคสตรา รวมถึงการทำละครเพลง
‘ผมฝันไว้นานแล้วว่าอยากทำละครเพลง คิดว่าตัวเองน่าจะมีศักยภาพพอที่จะทำละครเพลงได้ เพราะเข้าใจองค์ประกอบต่างๆ ในการทำละครเพลง แต่ละครเพลงต้องใช้บุคลากรและผู้เกี่ยวข้องจำนวนมาก ต้องใช้เงินเยอะ ตอนนี้คงวางไว้เป็นโปรเจ็กต์ในระยะยาว... แต่ถ้ามีโอกาสผมทำแน่นอน’
 นอกจากนี้ เขายังไม่เคยทิ้งการ ‘สอนดนตรี’ โดยเขาซึมซับแนวทางการสอนดนตรีมาจากอาจารย์หลายท่านที่ตอนนี้ล้วนสูงอายุแล้ว แต่นรอรรถบอกว่า เป็นแนวทางที่มากไปกว่าแค่การสอนทฤษฎีดนตรีให้กับลูกศิษย์ เพราะจะสอนทักษะความเป็นมนุษย์ให้กับลูกศิษย์ด้วย
 ‘วิธีสอนดนตรีของพวกท่านมีการถ่ายทอดแง่มุมเกี่ยวกับจิตใจ ความรู้สึกของมนุษย์ในหลากหลายด้าน เพื่อที่จะสื่อถึงเพลงที่นำมาสอน มีการเปรียบเทียบ ยกตัวอย่างเรื่องราวต่างๆ ซึ่งท่านอาจจะไม่ได้บอกเราชัดเจนว่าจะต้องดำเนินชีวิตอย่างไร แต่การจะเป็นนักดนตรีที่ดีได้นั้น จำเป็นต้องมีวินัย รัยผิดชอบต่อหน้าที่ มีระเบียบ มีอิสระ ในการแสดงอารมณ์และมีแนวคิดในแง่บวก นอกจากอาจารย์สอนดนตรีจะสอนตัวดนตรีแล้ว ควรสอนให้ลูกศิษย์มีความอดทน มีระเบียบวินัย เป็นคนที่ละเอียดอ่อน และเป็นคนที่มีจิตใจดีด้วย เพื่อให้พร้อมที่จะไปทำหน้าที่นักดนตรีเพื่อสร้างความสุขให้ผู้ฟัง’ Q : ใครเป็นคนวัย 40 ปีที่สร้างแรงบันดาลใจให้คุณบ้าง
A : มีอยู่ 2 คนครับ คนแรกเป็นเพื่อนที่เรียนวิทยาลัยนาฏศิลปมาด้วยกัน ชื่ออาจารย์สิทธิชัย เพ็งเจริญ ตอนนี้เป็นอาจารย์สอนไวโอลินที่วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล และเป็นหัวหน้าวงไทยแลนด์ ฟิลฮาร์โมนิก ออร์เคสตรา สิทธิชัยเล่นไวโอลินเก่งมาก เขาเป็นคนที่ทำให้ผมสนใจไวโอลิน จำได้ว่าเขาเคยชวนผมโดดเรียนเพื่อไปซ้อมไวโอลินด้วยนะ (หัวเราะ) อีกคนเป็นรุ่นน้องไม่รู้ถึง 40 หรือยัง (หัวเราะ) ชื่อ อาจารย์วานิช โปตะวานิช ตอนนี้ก็เป็นหนึ่งในผู้อำนวยเพลงกับกับบีเอสโอ วานิชเป็นคนคนหนึ่งที่ทำให้ผมสนใจการเป็นวาทยกร บางที 2 คนนี้อาจไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ามีอิทธิพลอย่างมากในการทำให้ผมสนใจไวโอลินและการอำนวยเพลง (ยิ้ม)
Q : อีก 40 ปีข้างหน้า คุณฝันว่าประเทศไทยจะเป็นอย่างไร
A : ไม่อยากคิดเลยครับ เพราะน่าจะออกมาในแง่ลบมากกว่าแง่บวก โดยเฉพาะเรื่องภัยธรรมชาติ ตอนนี้โลกไม่ได้อยู่ในภาวะปกติ พอเกิดภัยธรรมชาติอะไรขึ้นมาก็ตามมักจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ แค่ปีหน้าจะเกิดอะไรขึ้นกับโลกเราก็ไม่สามารถคาดเดาได้แล้ว ปีนี้ภัยธรรมชาติก็สาหัสสากรรจ์มากพอแล้ว แต่ถ้ามองในอีกมุมหนึ่ง หากมนุษย์ผ่านความเลวร้ายของภัยธรรมชาติไปได้ก็จะแข็งแรงขึ้น อดทนมากขึ้น ปลงกับสิ่งไม่คาดฝันที่อาจจะเกิดขึ้นได้ดีกว่าเดิม เตรียมตัวเตรียมใจเพื่อรับมือกับสิ่งต่างๆ ได้มากขึ้น เข้าใจในสัจธรรม มีอยู่ หมดไป
 นอกจากนี้ ความขัดแย้งทางการเมืองของคนกลุ่มต่างๆ ในสังคมยังเป็นเรื่องที่น่าห่วงอยู่ ซึ่งคงไม่สามารถหาบทสรุปที่ทำให้ทุกฝ่ายพอใจได้ในช่วงระยะเวลาอันสั้นก็ต้องอยู่กับความขัดแย้งนี้ให้ได้ คนสมัยนี้ก้าวร้าวใส่กันมากขึ้น ไม่ผิดที่แต่ละคนจะคิดเห็นไปในทิศทางที่คนเชื่อ แต่ขอเพียงอย่าก้าวร้าวใส่กัน เพราะพอใช้อารมณ์ใส่กันจะหาข้อสรุปไม่ได้ ผมหวังว่าอีก 40 ปีข้างหน้าคนไทยจะมีน้ำใจต่อกัน จะคุยกันได้ สิ่งสำคัญคือการให้อภัย เพราะคนเราผิดพลาดกันได้
Q : เมื่อพูดถึงอายุ 40 สิ่งแรกที่คุณคิดถึงคืออะไร
A : ต้องจริงจังกับชีวิต จะทำเป็นเล่นอีกต่อไปไม่ได้แล้ว เลิกใช้ชีวิตกับความสุ่มเสี่ยงเสียที เหมือนกับคำกล่าวที่ว่า ชีวิตคนเราเริ่มต้นตอนอายุ 40 ซึ่งผมว่าก็จริงนะ ช่วงวัยที่ผ่านๆ มาเป็นช่วงศึกษาเล่าเรียน ทดลองใช้ชีวิต เมื่อเรียนจบแล้วก็ทำงานเพื่อสร้างฐานะให้มั่นคง พอถึงเวลาที่เหมาะสม ก็น่าจะแต่งงานมีครอบครัว ช่วงวัยนี้ถือเป็นช่วงที่มีค่าที่สุด ถ้าเป็นนักดนตรี ก็ควรที่จะมุ่งมั่น สร้างสรรค์งานที่ตัวเองเชื่อมั่นว่าเป็นผลงานที่ดี เป็นที่ชื่นชอบและมีประโยชน์ต่อสังคม มีลายเซ็นหรือตัวตนที่ชัดเจน เมื่อผู้ฟังเห็นผลงานแล้วก็จะรู้ได้ทันทีว่าเป็นของนักดนตรีคนนั้นแน่ๆ และพร้อมพอที่จะทำหน้าที่เป็นผู้ให้มากขึ้น
Board: Interview
(0)
Share
GM
Keep by GM
2469
FOLLOWER

นรอรรถ จันทร์กล่ำ The Classicist

"ดนตรีคลาสสิกไม่ใช่ ‘ยาขม’ ของสังคมไทยอีกต่อไปแล้ว
ทุกวันนี้ เราเปิดกว้างกับดนตรีที่เคยกล่าวกันว่าต้องไต่บันไดฟัง และดนตรีคลาสสิกก็ลงหลักปักฐานในสังคมไทยได้อย่างมั่นคงและเฟื่องฟูด้วย
แน่นอน เรื่องนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับใครคนใดคนหนึ่ง ทว่าเป็น ‘งานใหญ่’ ที่มีหลายท่านมีคุณูปการต่อวงการอย่างยิ่ง ตั้งแต่ผู้ใหญ่ ดร.เจตนา นาควัชระ, ดร.สุกรี เจริญสุข และอีกหลายท่าน
แต่กระนั้นก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามี ‘คนหนุ่ม’ อีกไม่น้อยที่ได้ร่วมสร้างและทำให้ดนตรีคลาสสิกเป็นที่แพร่หลายในเมืองไทยด้วย
นรอรรถ จันทร์กล่ำ ผู้ชายวัย 44 ปี ถือเป็นอีกหนึ่งคนสำคัญ!
‘ดนตรีอาจไม่ได้ช่วยให้ผู้คนอยู่ดีกินดีหรือช่วยแก้ปัญหาด้านปากท้องได้เหมือนกับงานในด้านอื่น’ นรอรรถอธิบายให้ฟังถึงประโยชน์ของดนตรี ‘แต่ดนตรีช่วยเสริมสร้างกำลังใจ ทำให้ผู้คนสุนทรียะในชีวิต ถึงแม้ชีวิตจะลำบากยากเข็ญแค่ไหน แต่ดนตรีก็ช่วยให้มองเห็นความสุขในการใช้ชีวิต’
ปัจจุบันเขาทำงานในแวดวงดนตรี ด้วยบทบาทหน้าที่ที่หลากหลาย เช่น เป็นอาจารย์ประจำภาควิชาดุริยางคศิลป์ สาขาดุริยางคศิลป์ตะวันตก คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, เป็นผู้อำนวยเพลงประจำให้กับวงซิมโฟนีออร์เคสตราแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ผู้อำนวยเพลงประจำให้กับวงเครื่องสายแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ผู้อำนวยเพลงรับเชิญของวงบีเอสโอ และเป็นผู้อำนวยการด้านดนตรีคลาสสิกของสถานบันดนตรีเคพีเอ็น
นอกจากนี้ ยังทำหน้าที่อำนวยการด้านดนตรี เรียบเรียงเสียงประสานในหลายๆ โปรเจ็กต์ดนตรี ที่เป็นที่รู้จักเป็นอย่างมากคือ การร่วมงานในคอนเสิร์ตชรินทร์ นันทนาคร และบีเอสโอ ตั้งแต่ปี 2549 จนถึงปัจจุบัน"
1 KEEP
GM
0 LOVES
COMMENT