พูดคุยกับผู้กำกับจากหนังสุดแนว "Insects"..... ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ ไม่มีเพศในคำว่า ‘หนัง’ 
ความรักความเข้าใจและความหลากหลายทางเพศคือสิ่งที่ กอลฟ์-ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ ตั้งใจสื่อสารกับคนดูโดยผ่านการทำหนังมาโดย ตลอดไม่ว่าจะเป็นหนังอินดี้(ที่เธอลงทุนด้วยเงินส่วนตัว)และหนังกระแสหลักที่มีนายทุนให้การสนับสนุน 

แต่กว่าเธอจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้กำกับฯที่ได้ทั้งรางวัลและคำชมคุณกอล์ฟ ต้องเผชิญกับความยากลำบากต่างๆนานาซึ่งวันนี้เธอจะมาเปิดเผยเรื่องราว ชีวิตและความคิดเกี่ยวกับวงการภาพยนตร์ไทยและความหลากหลายทางเพศ 

“ดิฉันเกิดที่กรุงเทพฯแต่ไปโตที่โคราชตั้งแต่อนุบาลถึงม.ปลายเรียนที่โคราชตลอดฐานะทางบ้านไม่ได้ร่ำรวยแต่ไม่ได้ขัดสนอดอยากเป็นชนชั้น กลางธรรมดาพอจบม.6 ก็ศึกษาต่อในคณะมนุษยศาสตร์เอกภาษาฝรั่งเศส มหาวิทยาลัยขอนแก่นค่ะ” 

“ตอนเด็กดิฉันมุ่งมั่นทางด้านภาษามาตลอดเพราะอยากไปต่างประเทศ ตอนเรียนก็ทำคะแนนภาษาอังกฤษได้ดีจึงเรียนภาษาฝรั่งเศสด้วยเพราะ คิดว่าตนเองถนัดด้านภาษาแต่พอม.5 ไม่ได้สนใจเรื่องเรียนภาษาเท่าไรแล้วเพราะตอนนั้นมีประกวดละครเวทีภาษาอังกฤษระดับจังหวัดซึ่งดิฉันอยากทำมากแต่ที่โรงเรียนไม่เคยมีใครทำมาก่อนเลยไปขออาจารย์ว่าจะทำละคร เวทีภาษาอังกฤษประกวดพออาจารย์อนุญาตก็ลงมือเขียนบทเองกำกับเอง เป็นนางเอกเอง 

“ถือว่าการทำละครเวทีเป็นจุดเริ่มต้นให้อยากทำหนังหรือเปล่าครับ” ผมถามต่อ 

“ไม่ค่ะเพราะตอนเด็กไม่ได้รู้เรื่องหรือสนใจเรื่องหนังเป็นพิเศษหนังที่ดูก็ เป็นหนังจีนหนังฮ่องกงที่ฉายตามฟรีทีวีพวกเดชคัมภีร์เทวดาผู้หญิงข้าใคร อย่าแตะไม่ได้เป็นคอหนังที่ชอบจริงๆคือละครเวทีเพราะรู้สึกว่าทำให้ดิฉัน สามารถเป็นคนอื่นได้โดยไม่ต้องเป็นจริงๆและวินาทีที่สามารถสวมบทบาท นางเอกบนเวทีนั่นเป็นความรู้สึกที่ดีมาก
“แล้วจุดเปลี่ยนที่ทำให้ดิฉันลาออกจากการเป็นครูคือการได้ทำหนังสั้นค่ะ วันหนึ่งมีประกวดหนังสั้นประเทศไทยมันจุดประกายดิฉันเหมือนกับตอนม.5 ที่เคยทำละครเวทีจึงระดมเพื่อนมาเหมือนเดิมเหมือนเริ่มต้นตอนม.5 เรียก เพื่อนฝูงที่สนิทกันในโคราชมาบอกเพื่อนว่าจะทำหนังสั้นทุกคนงงหนังสั้น คืออะไรตอนนั้นดิฉันบอกไปว่า ‘กูก็ไม่รู้’ 

“ใช้กล้องโฮมวิดีโอที่ยืมจากลุงมาถ่ายตัดต่อแบบบ้านๆเอาเครื่องเล่น วิดีโอ 2 ตัวมาต่อทีวีตัวหนึ่งเล่นอีกตัวหนึ่งอัดใช้เวลา 1 เดือนในการตัดต่อ จนได้เรื่อง ‘แหวน’ เป็นเรื่องราวของกะเทยเป็นใบ้ที่รับจ้างล้างจานแถวหลัง อนุสาวรีย์ย่าโม 

“พอส่งไปประกวดทีมงานมีฟีดแบ็กกลับมาว่าหนังน่าสนใจมากสุดท้าย ได้เข้ารอบและได้รับรางวัลจากมูลนิธิหนังไทยตอนนั้นไม่รู้หรอกว่ามูลนิธิหนัง ไทยคืออะไรพอเข้ากรุงเทพฯมารับรางวัลดิฉันรู้สึกทั้งตกใจและดีใจเพราะ คนดูมีฟีดแบ็กแบบที่ไม่คาดคิดมาก่อนแต่พอเอาไปให้เพื่อนที่โคราชดูต่างบอกว่า หนังเหี้-ยอะไรเนี่ยดูไม่รู้เรื่อง (หัวเราะ) 

“แล้วพอดีทางหอภาพยนตร์จัด 1 ใน 100 หนังไทยที่คนไทยควรดูมีทั้ง หนังยาวหนังสั้นสารคดีหนังสั้นมีอยู่ 15 เรื่องซึ่งมีเรื่อง ‘แหวน’ ด้วยดิฉัน สงสัยว่าทำไมเรื่องนี้ถึงเป็นหนังที่ควรดูเลยไปถามทางหอภาพยนตร์เขาบอก ว่ามันเป็นหนังที่เหมือนกรรมกรทำหนังคือเป็นหนังที่จริงใจแล้วไม่ได้ทำจาก ความรู้แต่มาจากสิ่งที่คิดแล้วทำในแบบที่อยากทำเลยเป็นงานแบบออริจินัล ที่น่าสนใจ “หลังจากนั้นเริ่มรู้สึกว่าตัวเองมาถูกทางแล้วเลยทำเรื่องต่อมาบอกนักเรียนว่าครูจะทำหนังสั้นให้มาแคสติ้งตั้งใจทำแบบเป็นเรื่องเป็นราวหนังชื่อเรื่อง ‘เปลือก’เริ่มมีคนช่วยเขาให้เอาหนังไปตัดต่อที่กรุงเทพฯซึ่งเรื่องนี้ได้รางวัลรองชนะเลิศของประเทศไทย(รองจากเรื่องด.เด็กช.ช้างของคุณย้ง-ทรงยศ สุขมากอนันต์)ได้เป็นตัวแทนประเทศไทยไปประกวดที่ฝรั่งเศสในเทศกาล หนังสั้นที่ใหญ่ที่สุดในโลกแล้วตัวดิฉันก็ได้ไปด้วย 

“งานครั้งนั้นเปิดโลกทัศน์อย่างมากได้ไปเห็นหนังทั่วโลกทำให้ดิฉันรู้ทันทีว่านี่คือสิ่งที่อยากทำคือการได้เล่าเรื่องผ่านหนังได้เล่าสิ่งที่คิดและรู้สึกผ่านหนังซึ่งมันสามารถไปได้ทั่วโลกและการที่มีคนมาคุยกับดิฉันมาแลกเปลี่ยนความคิดกันในเรื่องที่ดิฉันสื่อผ่านหนัง โดยที่ไม่ได้สนใจว่าดิฉันเป็นกะเทยหรือเป็นเพศอะไรยิ่งทำให้รู้สึกว่านี่ละ...ใช่เลยดิฉันเจอแล้วว่าหนังคืออวัยวะส่วนหนึ่งของร่างกายคืออุปกรณ์ที่ดิฉันจะใช้สื่อสารกับโลกภายนอก 

“หลังกลับมาจากฝรั่งเศสดิฉันตัดสินใจบอกแม่ว่าจะลาออกจากอาชีพครูตอนนั้นเครียดพอสมควรเพราะทุกคนรอบข้างต่างพูดว่าจะลาออกทำไม งานก็มั่นคงดีเงินเดือนดีมีคนนับหน้าถือตา 

หากนำชีวิตของคุณกอล์ฟมาทำหนังหลังจากผ่านกระบวนการค้นหาตัวตนจนเดินถึงทางแยกที่ต้องเลือกเธอไม่ลังเลที่จะเลือกและก้าวข้ามทางแยกนั้นอย่างมั่นใจ โดยหารู้ไม่ว่าฉากต่อไปที่ต้องเล่นล้วนพบเจอแต่ความยากลำบาก...แสนสาหัส 

“ดิฉันไปอาศัยอยู่กับน้องสาวแท้ๆ บางทีก็ไปอยู่กับเพื่อนคือไปเกาะเขากินแต่เขาก็สนับสนุนนะคะน้องสาวกับเพื่อนบอกดิฉันว่าให้โอกาส 5 ปีถ้าไม่ได้ทำหนังที่อยากทำต้องกลับไปเป็นครูหรือไม่ก็ไปทำอาชีพอย่างอื่น 

“ช่วงที่ยังไม่สามารถเข้าบริษัทหนังบริษัทละครได้ดิฉันไปเป็นเด็กเสิร์ฟลานเบียร์ที่เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์(เซ็นทรัลเวิลด์ในปัจจุบัน)ได้เงินวันละ 100 กว่าบาท ก็สู้ไปอาศัยเก็บเศษเงินตามโต๊ะเครื่องแป้งเพื่อนบ้างเพราะเพื่อนกะเทยจะไม่ชอบพกเหรียญเอาเศษเงินเหล่านี้ไปซื้อมาม่าประทังชีวิต 

“จนได้มีโอกาสเริ่มทำงานที่เว็บไซต์ Thaishortfilm.com เขาก็เริ่มแนะนำให้รู้จักบริษัทหนัง เริ่มแนะนำให้รู้จักพี่เปิ้ล(ศิวาภรณ์ พงษ์สุวรรณ)พี่ปรัช (ปรัชญา ปิ่นแก้ว)ก็เดินเข้าไปหาพี่เปิ้ลพร้อมพล็อตหนังสั้นพอพี่เปิ้ลเห็นดิฉันก็บอกว่ามีหนังเรื่องหนึ่งแคสติ้งทิ้งไว้หน่อยสิ ปรากฏว่าผู้กำกับฯเขาชอบแล้วก็ให้เล่นเรื่องแรกคือ‘อสุจ๊าก’รับบทเป็นมือกลองไว้หนวดไว้เคราฮาร์ดคอร์ซึ่งไม่ใช่ตัวเองเลยแต่ชอบมากสนุกมาก “พอเริ่มมีพี่ๆ น้องๆ รู้ว่าดิฉันเคยทำหนังสั้นเลยชวนดิฉันไปเป็นแอ็กติ้งโค้ช ก็เลยมาเป็นแอ็กติ้งโค้ชให้เรื่อง ‘เขาชนไก่’ และ ‘วันเดอร์ฟูลทาวน์’ ซึ่งเป็น หนังอินดี้ตัวเองก็ทำหนังสั้นไปด้วยหาเงินได้ปั๊บก็ทำหนังสั้นปุ๊บ 

“จนดิฉันได้ไปเจอพี่พจน์-อานนท์พี่เขาเริ่มจากให้เป็นแอ็กติ้งโค้ชแล้วไป เป็นผู้ช่วยผู้กำกับฯคนเขียนบทจนให้กำกับฯหนังเรื่องแรกในชีวิตคือเรื่อง ‘ตายโหง’ แต่ระหว่างที่ทำงานกับพี่พจน์ก็ยังทำทุกอย่างในกองถ่ายหนังถ่ายละคร เพื่อเก็บเงินทำหนังของตัวเองนะคะเป็นทั้งช่างแต่งหน้านักแสดงเอ็กซ์ตร้า รีดผ้าดิฉันทำหมดค่ะ 

“ในที่สุดดิฉันก็สามารถเก็บเงินทำหนังของตัวเองได้สำเร็จชื่อเรื่อง ‘Insects in the Backyard’ (ต่อไปจะขอย่อชื่อเป็น Insects) เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับพ่อที่เป็น หัวหน้าครอบครัวแต่เป็นกะเทยมีลูกชายและลูกสาวซึ่งเกลียดสิ่งที่พ่อเป็น รับไม่ได้กับสิ่งที่พ่อเป็นจึงหนีออกจากบ้านเพื่อจะไปใช้ชีวิตเรียนรู้ด้วยตนเอง สุดท้ายก็ไปเป็นโสเภณีเด็กและได้รู้ว่ามนุษย์มีความหลากหลายกว่าที่ตนเอง เคยเห็นผ่านลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการ”

Insects เป็นหนังไทยเรื่องแรกที่ถูกแบนนับตั้งแต่มีระบบการจัดเรตติ้งหนัง ถ้าตกหล่นไม่ได้คุยกับคุณกอล์ฟเรื่องนี้คงรู้สึกว่าพลาดอะไรไปบางอย่าง “ก่อนที่เรื่อง Insects จะฉายตามโรงทั่วไปก็ได้เข้าฉายใน World Film Festival ที่เมืองไทยก่อน ซึ่งผลตอบรับโอเค แต่ตอนนั้นเริ่มมีปัญหาเรื่องเรตติ้งมานิดๆ แล้วเพราะรู้สึกว่าหนังค่อนข้างรุนแรงเพราะฉะนั้นเรตก็น่าจะเป็น 20+ ต้องตรวจบัตรประชาชนผู้ชมก่อนเข้าโรงภาพยนตร์

“แต่ปรากฏว่าโดนแบน ตอนนั้นรู้สึกว่าดิฉันทำอะไรผิด เพราะเขาบอกมาว่าแบนเพราะขัดต่อความมั่นคงของชาติและศีลธรรมอันดีของประชาชนไทย บ้าหรือเปล่าหนังดิฉันไม่ได้พูดอะไรเกี่ยวกับชาติเลย พูดถึงความเป็นมนุษย์ความเป็นครอบครัวและความหลากหลายทางเพศ ตอนนั้นรู้สึกน้อยใจมากรู้สึกว่าทำไมคนที่เป็นฆาตกรเขายังอยู่กันได้ คนที่ทำร้ายทำลายประเทศชาติทำไมยังอยู่กันได้ปกติ แต่หนังเล็กๆ ที่ต้องการจะสื่อสารกับสังคมมันร้ายแรงขนาดต้องทำอย่างนี้กันเลยหรือเครียดมากว่า ทำไมถึงโดนแบนและไม่เข้าใจว่าตัวเองทำผิดอะไร

“จากการที่เรื่อง Insects โดนแบนทำให้เกิดการฟ้องศาล ดิฉันต้องไปเจอกับคนที่แบนหนังของดิฉัน ต้องไปออกทีวีด้วยกันต้องไปคุยกันแล้วดิฉันก็รู้สึกว่าเขาไม่ได้โกรธหรือเกลียดดิฉัน เพียงแค่ไม่เข้าใจในความหลากหลายของมนุษย์ ถามว่าคนที่เกลียดกะเทย กลัวกะเทย หรือคนที่ไม่เข้าใจในความหลากหลายของมนุษย์คิดว่ามนุษย์ต้องมีแค่ 2 แบบ 3 แบบ ดิฉันรู้สึกว่านี่คือความไม่เข้าใจในความหลากหลายของมนุษย์

“จากการโดนแบนเลยได้กลับมาเจอกับเพื่อนคนหนึ่งซึ่งไม่ได้เจอกันนานแล้ว ได้กลับมาคุยกัน และได้คุยกับโปรดิวเซอร์เรื่อง Insects คุยจนตกผลึกในประเด็นนี้ ว่ามันเกิดอะไรขึ้น จึงรู้ว่าสิ่งที่เราต้องทำคือสร้างความเข้าใจกับสังคมว่าเพศไม่ได้มีแค่ 2 แบบ การที่เขาแบนเรา เขาไม่ได้โกรธไม่ได้เกลียดเรา แต่เขาไม่เข้าใจเรา นายกสมาคมฯ จะมีวาระทั้งหมด 2 ปีใช้วิธีการเลือกตั้งโดยผู้กำกับฯ ที่เป็นสมาชิกสมาคมฯ จะมีสิทธิคนละ 1 เสียงตามจริงแล้วเป็นตำแหน่งที่ไม่มีใครอยากทำเพราะไม่มีเงินเดือนนะคะ แถมต้องเสียสละเวลาว่าง (ที่มีอยู่น้อยนิด) ทำงานเพื่อสมาคมฯอีก

“หน้าที่ส่วนใหญ่ของนายกสมาคมฯ ไม่ได้มีข้อจำกับต้องทำอย่างนี้เป๊ะๆๆ ใครเป็นนายกสมาคมฯต้องคิดและสร้างสรรค์นโยบายของตัวเอง และคิดหาทางดำเนินตามนโยบายของตัวเอง

“พอมีนิทรรศการหรือมีการจัดกิจกรรมต่างๆ ที่มีภาพยนตร์เข้าไปเกี่ยวข้องทางทีมงานจะเชิญนายกสมาคมฯ ไปร่วมหรือไปเปิดงาน ดิฉันก็ต้องไปร่วมงานแสดงความคิดเห็นต่างๆ หรือเป็นวิทยากรในงานด้วยค่ะ

“ต้องหาเงินมาจัดงานประกาศผลรางวัลสมาคมฯ ไปรับงานจากกระทรวงทบวงกรมหน่วยงานต่างๆ เพื่อจะเอามาเข้าสมาคมฯ เพื่อจะจัดงานจัดการประชุมพูดง่ายๆ เราต้องหาเงินจากทุกทางที่ทำได้เพื่อมาจัดงานต่างๆ ในนามสมาคมฯ ไม่หรอกค่ะการเป็นผู้กำกับฯ การแก้ปัญหาต่างๆ ถ้าคิดไม่จบและไปปล่อยให้คิดหน้ากองมันก็เกินเวลา ดิฉันถูกฝึกมาด้วยการทำหนังแบบไม่ค่อยมีทุนมาก่อนพอเป็นหน้ากองจึงต้องให้เวลากับมันน้อยที่สุด พอถูกฝึกมาแบบนั้นเรื่อยๆ ทำให้พออยู่หน้ากองดิฉันรู้ว่าต้องแก้ปัญหายังไง ดังนั้นการประชุมก่อนถ่ายทำต้องประชุมอย่างละเอีย ดคุยกันให้ดี เพื่อหน้างานจะได้ถ่ายทำได้เร็ว ไม่เสียเวลา จะได้ไม่เปลืองค่าใช้จ่ายด้วยค่ะ

“แต่...ดิฉันไม่ได้เป็นคนเผด็จการไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของคนอื่นนะคะ  ทีมงานทุกคนสามารถนำเสนอได้แล้วพอเขานำเสนอแล้วอธิบายได้ อย่างทีมอาร์ตมาเสนอสิ่งต่างๆ บอกว่าอย่างที่ดิฉันอยากได้มันเป็นอย่างนี้นะ แต่เขารู้สึกว่ามันน่าจะเป็นอย่างนี้นะ ถ้าดิฉันคิดว่าของเขาดีกว่าจริงๆ ก็จะทำแบบที่เขาต้องการ

“ดิฉันฟังทุกคนเพราะรู้ว่าดิฉันชัดเจนในตัวเองอย่างไร ถ้าดิฉันอยากได้อะไรปั๊บเวลาที่เขาเสนอมามันดีกว่าที่คิดไว้หรือตอบโจทย์สิ่งที่ดิฉันคิดไว้ ดิฉันก็จะทำตาม เพราะฉะนั้นจะเป็นคนทำงานที่ฟังความคิดเห็นคนอื่นแล้วก็เอามาประมวลกับสิ่งที่ต้องการ

“ดิฉันไม่ชอบการทำงานที่ตะโกนด่ากัน โยนความคิดใส่กันว่ากูเก่งกว่าอยู่ตลอดเวลา แล้วแบบมึงโง่กว่าอะไรอย่างนี้ ดิฉันไม่ชอบแบบนั้นเลย ชอบการทำงานแบบคุยกัน มีอะไรคุยกัน มีปัญหาคุยกันให้มันจบๆ เคลียร์ๆ งานมันจะได้เกิดประโยชน์อย่างเต็มที่ ไม่อยากให้เสียเวลาไปกับสิ่งที่ไร้สาระ
Board: VOICE
(0)
Share
Volume
Keep by Volume
2876
FOLLOWER

พูดคุยกับผู้กำกับจากหนังสุดแนว "Insects"..... ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์

"ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ ไม่มีเพศในคำว่า ‘หนัง’
ความรักความเข้าใจและความหลากหลายทางเพศคือสิ่งที่ กอลฟ์-ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ ตั้งใจสื่อสารกับคนดูโดยผ่านการทำหนังมาโดย ตลอดไม่ว่าจะเป็นหนังอินดี้(ที่เธอลงทุนด้วยเงินส่วนตัว)และหนังกระแสหลักที่มีนายทุนให้การสนับสนุน
แต่กว่าเธอจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้กำกับฯที่ได้ทั้งรางวัลและคำชมคุณกอล์ฟ ต้องเผชิญกับความยากลำบากต่างๆนานาซึ่งวันนี้เธอจะมาเปิดเผยเรื่องราว ชีวิตและความคิดเกี่ยวกับวงการภาพยนตร์ไทยและความหลากหลายทางเพศ
“ดิฉันเกิดที่กรุงเทพฯแต่ไปโตที่โคราชตั้งแต่อนุบาลถึงม.ปลายเรียนที่โคราชตลอดฐานะทางบ้านไม่ได้ร่ำรวยแต่ไม่ได้ขัดสนอดอยากเป็นชนชั้น กลางธรรมดาพอจบม.6 ก็ศึกษาต่อในคณะมนุษยศาสตร์เอกภาษาฝรั่งเศส มหาวิทยาลัยขอนแก่นค่ะ”
“ตอนเด็กดิฉันมุ่งมั่นทางด้านภาษามาตลอดเพราะอยากไปต่างประเทศ ตอนเรียนก็ทำคะแนนภาษาอังกฤษได้ดีจึงเรียนภาษาฝรั่งเศสด้วยเพราะ คิดว่าตนเองถนัดด้านภาษาแต่พอม.5 ไม่ได้สนใจเรื่องเรียนภาษาเท่าไรแล้วเพราะตอนนั้นมีประกวดละครเวทีภาษาอังกฤษระดับจังหวัดซึ่งดิฉันอยากทำมากแต่ที่โรงเรียนไม่เคยมีใครทำมาก่อนเลยไปขออาจารย์ว่าจะทำละคร เวทีภาษาอังกฤษประกวดพออาจารย์อนุญาตก็ลงมือเขียนบทเองกำกับเอง เป็นนางเอกเอง
“ถือว่าการทำละครเวทีเป็นจุดเริ่มต้นให้อยากทำหนังหรือเปล่าครับ” ผมถามต่อ
“ไม่ค่ะเพราะตอนเด็กไม่ได้รู้เรื่องหรือสนใจเรื่องหนังเป็นพิเศษหนังที่ดูก็ เป็นหนังจีนหนังฮ่องกงที่ฉายตามฟรีทีวีพวกเดชคัมภีร์เทวดาผู้หญิงข้าใคร อย่าแตะไม่ได้เป็นคอหนังที่ชอบจริงๆคือละครเวทีเพราะรู้สึกว่าทำให้ดิฉัน สามารถเป็นคนอื่นได้โดยไม่ต้องเป็นจริงๆและวินาทีที่สามารถสวมบทบาท นางเอกบนเวทีนั่นเป็นความรู้สึกที่ดีมาก "
1 KEEP
Volume
0 LOVES
COMMENT
RELATED ARTICLE
7
1
1
1
17
1
1
5
1
13