ตอนนั้นผมเปิดเฟซบุ๊คขึ้นมาแล้วจู่ๆ ก็เห็นทั้งหน้ามีแต่คำหยาบ ความเกลียดชังก็เริ่มรู้สึกว่านี่พวกเราจะเล่นกันไปทำไม GM : วินาทีที่ฉุกคิดขึ้นมาได้ ว่าต้องเบรก ต้องหยุด ตอนนั้นเกิดอะไรขึ้น คุณเห็นอะไร หรือใครมาว่าอะไรคุณ 

ตรัย : คือตอนนั้นผมเปิดเฟซบุ๊กขึ้นมา แล้วจู่ๆ ก็เห็นทั้งหน้ามีแต่คำหยาบ ความเกลียดชัง ก็เริ่มรู้สึกว่านี่พวกเราจะเล่นกันไปทำไมเอาความเกลียดชังโยนลงไปตรงนั้นทำไม ไม่รู้ว่าคนประเทศอื่นเขาเล่นกันแบบนี้หรือเปล่า แต่พอคนเราได้พูดความเห็นออกมาตลอดเวลา โดยไม่ปิดกั้น เราจะเป็นเหมือนเม่น ทำให้ไม่กล้าไปแตะกันและกัน เราไปตีตราว่าคนนี้เป็นข้างนั้น คนนั้นเป็นข้างนี้
ผู้ชายตัวใหญ่ๆ บุคลิกสุภาพเรียบร้อย พูดจาเสียงเบาๆ และใช้เวลาส่วนใหญ่ในการสนทนากับใครๆ ด้วยการนั่งอมยิ้มที่แก้มและแววตา 1 ทศวรรษที่ผ่านมา เขาลอยคอไปในกระแสวงการเพลงไทยอย่างชิลชิล และมีความสุข ได้ทำงานอยู่ในแวดวงเพื่อนฝูงอันเป็นที่รัก และได้สื่อสารบางความคิดไปถึงใครบางคน  ตรัย : เป็นความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิตเลยนะ พอมีครอบครัวเวลาคิดต้องคิดสองคน ต้องปรับตัว แต่เจ๋งดี ผมชอบ การมีสองคนทำให้ไม่ต้องคิดคนเดียวแล้ว เวลามีเรื่องอะไรก็ช่วยกันคิด ถ้าพูดไปแบบนี้แล้วคนโสดจะอิจฉาไหม แต่ผมคิดแบบนี้จริงๆ เลยนะ ว่ามันดีกว่า เหมือนมีเรื่องที่ต้องทำสองคนแล้วลงตัว ตรัย : (หัวเราะ) จริงๆก็ไม่ง่ายขนาดนั้น ทุกวันนี้ ทุกครั้งที่ได้งานใหม่มาทำ พอมีกระดาษเปล่าวางอยู่ตรงหน้า ผมหวั่นไหวทุกที ยังคงตื่นเต้นทุกครั้งในการต้องสู้กับมัน เพียงแต่รู้สึกว่าง่ายขึ้นแล้ว แต่ผมว่าการแต่งเพลงโฆษณา แต่งตามโจทย์ของคนอื่นนั้นง่ายกว่านะ คือพอส่งไปเขาไม่ชอบอะไรก็บอกมา ตรัย : ในมุมของคนแต่งเพลง ผมรู้สึกว่ามันคือการบันทึกเรื่องส่วนตัวพวกเราเข้ารหัสไว้ในเพลง เราขุดความรู้สึกลึกลงไป ก่อนจะเขียนมีเรื่องอะไรตกค้างอยู่ในตัว รีดออกมาจากตัวเอง เพื่อเอาออกมาเขียน ส่วนในมุมคนฟัง เพลงสำคัญกับความทรงจำเพราะเมโลดี้มันเป็นส่วนที่จับต้องไม่ได้นะ แต่เกาะอยู่ที่หัวใจ เราจะจำเสียง โทร น้ำเสียง ความหมาย  GM : โดยรวมๆ คุณมองวงการเพลงในปัจจุบันอย่างไร 

ตรัย : ตอนนี้เหมือนเวลาขายเพลง มันต้องแพ็คมาพร้อมกับการตลาดด้วย จะทำอัลบั้มหนึ่ง ต้องมีการตลาดด้วย จะทำโปรเจ็กต์หนึ่งต้องมีการตลาดด้วย อย่างเวลาเราจะกินไอติม เราไม่รู้เลยว่าอร่อยหรือเปล่า แต่ด้วยการตลาด เมื่อมีคนอื่นกินกันเยอะๆ เราก็เลยต้องกินด้วย ไอติมดังก่อนที่เราจะได้ชิมมัน เพลงก็ดังก่อนที่เราจะได้ฟัง ทุกสิ่งดูเหมือนว่าจะดังก่อนที่เราจะได้รู้จักมัน GM : บางทีการเขียนเพลง เขียนหนังสือไปเรื่อยๆ มันจะมีรูปแบบที่คงที่อยู่ จนเราหลงไปว่านี่คือตัวเรา เราต้องยืนหยัดอยู่กับตัวตนนั้นเปลี่ยนแปลงไปไม่ได้

ตรัย : แต่ผมชอบความโรแมนติกแบบนั้นนะ การยืนหยัดตัวตนเดียวไปเรื่อยๆ เหมือนไอ้มดแดง สู้ต่อไป! ทาเคชิ!! ผมอาจเป็นคนยุคนั้นที่คิดแบบนี้ ยุคที่เชื่อว่าความดี ความถูกต้อง ว่ามีอยู่จริง การเปลี่ยนกลับไปกลับมาน่ะได้ แต่ต้องไม่เปลี่ยนตัวเอง เราสามารถเปลี่ยนพื้นที่ในความคิดได้ แต่จุดยืนต้องไม่เปลี่ยน ตรัย : ถ้าเป็นวันปกติ ก็ตื่นขึ้นมาทำกับข้าว รอส่งภรรยาไปทำงาน ชงกาแฟให้เขาเอาไปกินบนรถ พอเขาไปแล้ว เราก็แวบขึ้นไปเล่นเกมได้แป๊ปหนึ่ง เล่นเกมเพลย์ (หัวเราะ) แล้วก็ทำงานที่บ้าน แต่งเพลงไปทำเพลงโฆษณาไป ก็แบบนี้ทุกวัน
Board: Interview
(0)
Share
GM
Keep by GM
2469
FOLLOWER

ตอนนั้นผมเปิดเฟซบุ๊คขึ้นมาแล้วจู่ๆ ก็เห็นทั้งหน้ามีแต่คำหยาบ ความเกลียดชังก็เริ่มรู้สึกว่านี่พวกเราจะเล่นกันไปทำไม

"GM : วินาทีที่ฉุกคิดขึ้นมาได้ ว่าต้องเบรก ต้องหยุด ตอนนั้นเกิดอะไรขึ้น คุณเห็นอะไร หรือใครมาว่าอะไรคุณ
ตรัย : คือตอนนั้นผมเปิดเฟซบุ๊กขึ้นมา แล้วจู่ๆ ก็เห็นทั้งหน้ามีแต่คำหยาบ ความเกลียดชัง ก็เริ่มรู้สึกว่านี่พวกเราจะเล่นกันไปทำไมเอาความเกลียดชังโยนลงไปตรงนั้นทำไม ไม่รู้ว่าคนประเทศอื่นเขาเล่นกันแบบนี้หรือเปล่า แต่พอคนเราได้พูดความเห็นออกมาตลอดเวลา โดยไม่ปิดกั้น เราจะเป็นเหมือนเม่น ทำให้ไม่กล้าไปแตะกันและกัน เราไปตีตราว่าคนนี้เป็นข้างนั้น คนนั้นเป็นข้างนี้ "
1 KEEP
GM
0 LOVES
COMMENT