ชีวิตไม่ได้ราบรื่นไปเสียหมด คุณไพบอกว่าเป็นธรรมดาที่เคยเป็นทุกข์เรื่องงานและเจ็บไข้ได้ป่วย มีอยู่ช่วงหนึ่งน้ำในหูไม่เท่ากัน เดินเอนไปเอนมา เครียดไปหาหมอ หมอตรวจดูแล้วบอกไม่เป็นไร เลยส่งไปหาหมอที่ให้คำปรึกษา แต่ไม่ถึงกับเป็นจิตแพทย์ พอคุยกันหมอก็ว่าไม่มีปัญหานะ ปัญหาของคุณมันธรรมดามากๆ

“ท้ายที่สุดมีคนแนะนำให้ไปวิปัสสนา 7 คืน 8 วัน ทำให้ดิฉันรู้จักคิด คิดแบบไม่ทำร้ายตัวเอง แต่ก่อนเป็นคนแคร์ความรู้สึกคนอื่น ทำไมเขาทำอย่างนี้จริงๆ เขาอาจไม่มีอะไรเลยก็ได้ แต่พอคิดลบกลับเป็นการทำลายตัวเอง บั่นทอนจิตใจตัวเอง เขาก็สอนให้หยุด 

“ในชีวิตไม่เคยคิดว่าจะนั่งวิปัสสนาได้ แต่ไปทริปนี้แล้วรู้สึกว่าเวิร์กมาก คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเป็นวิทยาศาสตร์จริงๆ เป็นสิ่งมหัศจรรย์ ท่านคิดไปถึงเรื่องสมอง ระบบความคิด ว่าทำอย่างไรให้สมองเราไม่คิดเพ้อเจ้อตลอดเวลาถ้าไม่คิดเพ้อเจ้อมันก็ผ่อนคลายมีสมองที่จะไปคิดเรื่องอื่นที่เป็นประโยชน์แทนที่จะหมุนวนอยู่กับเรื่องนั้น

“นอกจากนี้ก็ออกกำลังกายให้เลือดสูบฉีดไปเลี้ยงสมอง ดูแลตัวเองเพราะอายุก็มากขึ้นต้องยืดเส้นยืดสายบ่อยๆ ไม่ให้มันยึด อาการน้ำในหูไม่เท่ากันก็หายไปนะคะ เพราะหมอบอกว่าไม่ได้เป็นอะไรคิดไปเอง”

ใกล้เวลาที่คุณไพจะต้องขอตัวไปร่วมงานอีเว้นต์ดังที่กล่าวไว้ตอนต้น ดิฉันจึงขอรวบรัดตัดความถามถึงแผนการในอนาคตหลังเกษียณของเธอ

“วางแผนไว้ว่าจะทำธุรกิจเล็กๆค่ะ และถ้ายังมีคนอยากให้เขียนก็จะเขียนแต่คงไม่ทำงานประจำแล้ว พอแล้ว คงมีโอกาสไปเยี่ยมครอบครัวที่อเมริกาบ่อยขึ้นและครั้งละนานขึ้น แต่ไม่ไปอยู่ถาวรแน่นอนเพราะอยู่คนเดียวมาตลอดจนชิน 

แม้จะมีเส้นทางชีวิตที่ไม่หวือหวาพลิกผันอะไรมากมายเหมือนบางคน แต่คุณไพก็บอกว่าพอใจกับสิ่งที่เป็นอยู่ทั้งในด้านการงานและชีวิตส่วนตัว 

เชื่อว่า ‘การอ่าน’ เรื่องราวชีวิตของผู้หญิงเก่งและแกร่งอย่างคุณประไพ ไกรสรโกวิทย์ ผ่าน Volume อาจทำให้คุณได้เรียนรู้บางสิ่งบางอย่างไปพร้อมๆ กัน...ไม่มากก็น้อย
ถ้าหากเธอไม่เอ่ยปากเอง ดิฉันคงไม่คาดคิดว่าสุภาพสตรีบุคลิกทะมัดทะแมงรูปร่างสูงโปร่งสมส่วน กับผมบ๊อบและใบหน้าที่มีรอยยิ้มประดับอยู่เสมอคนนี้ จะถึงวัยปลดระวางภาระงานที่เธอรักและทำมาตลอดชีวิตในอีก 2 ปีข้างหน้านี้แล้ว

“ปีนี้อายุ 58 แล้วค่ะ” เธอเอ่ยย้ำอีกครั้งด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ เมื่อเห็นสีหน้าเหลือเชื่อของผู้ฟัง

“ทำงานที่บางกอกโพสต์ตั้งแต่เรียนจบปริญญาตรีครุศาสตร์ สาขาภาษาอังกฤษ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เริ่มจากตำแหน่งพิสูจน์อักษรก่อนเลย” คุณไพเล่าย้อนไปถึงเส้นทางการทำงานบนถนนสายน้ำหมึก

“สมัยก่อนเกือบทุกตำแหน่งในกองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ต้องเริ่มที่ห้องพิสูจน์อักษรก่อน จะเป็นนักเขียนหรือซับเอดิเตอร์ทุกคนก็ต้องมาเริ่มที่ห้องนี้ เพราะเป็นห้องที่สอนให้รู้จักสิ่งที่เรียกว่า ‘สไตล์’

จากจุดเริ่มต้น ณ สำนักพิมพ์แห่งนี้ คุณไพค่อยๆ เรียนรู้ระบบงานและก้าวหน้าขึ้นตามลำดับ

“ที่จริงดิฉันลาออกไปทำธุรกิจส่วนตัวอยู่ช่วงสั้นๆ แล้วนายก็เรียกตัวกลับมา ช่วงนั้นบางกอกโพสต์มีการเปลี่ยนแปลงมีการนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์และคุณไพศาล ศรีจรัสจรรยา มานั่งเก้าอี้บรรณาธิการบริหาร"

“ช่วงแรกดิฉันยังรับเขียนหนังสือและแปลเป็นอาชีพเสริม แต่ทุกวันนี้ไม่ทำแล้ว ทำไม่ไหว เพราะหน้าที่รับผิดชอบเยอะขึ้น มีลูกน้องเยอะขึ้น มีอะไรที่ต้องดูเยอะมากขึ้น"

“ชีวิตดิฉันฟังดูค่อนข้างเรียบง่ายไหมคะมีแต่งานกับงาน” เธอถามเย้าเมื่อดิฉันส่ายศีรษะเธอจึงเล่าต่อ

“โชคดีที่ลูกเต้าโตกันหมดแล้วเลยมีเวลาทุ่มเทให้งานเต็มที่ เรียกได้ว่าเป็นพวก Workaholic เข้าสำนักพิมพ์ทุกวัน ช่วงไหนว่างไม่มีอะไรทำจะเป็นกังวล บางทีเสาร์-อาทิตย์ ก็เข้าไปเคลียร์งาน ปกติดิฉันกลับบ้านดึก กลับเกือบจะเป็นคนสุดท้ายของเซ็กชั่น อย่างวันนี้ออกมางานอีเว้นต์ พรุ่งนี้ต้องรีบไปทำงานแต่เช้าเพราะเสียเวลาวันนี้ไปครึ่งวันแล้ว” “ดิฉันมาจากครอบครัวใหญ่ค่ะ พี่น้อง 7 คน ดิฉันเป็นคนที่ 6 มีพี่สาว 2 พี่ชาย 3 และน้องชาย 1 คน เป็นครอบครัวคนจีน พ่อแม่มีอาชีพค้าขายทำหลายอย่าง ดิฉันไม่ได้ช่วยพวกท่านเรื่องทำมาหากิน แต่ช่วยเรื่องดูแลบ้าน

ด้วยความที่เป็นลูกผู้หญิง ดิฉันกับพี่สาวจะช่วยกันทำงานบ้าน คุณแม่เป็นคนทำอาหารเก่ง ดิฉันจึงได้เรียนรู้มาจากแม่บ้าง ไม่ได้เก่ง แต่ทำได้ เดี๋ยวนี้มีเวลาก็ทำ เป็นงานบ้านอย่างเดียวที่ชอบ ซักผ้า รีดผ้า นี่เกลียดสุดฤทธิ์ (หัวเราะ)

“พอเรียนจบปริญญาตรีอายุ 22 ก็แต่งงานเลยและมีลูกเร็ว มาแยกทางกับสามีตอนลูกสาว (อ๋อ-อุ่นระพี) 10 ขวบ ลูกชาย (อ้น-พริบภาณ) 9 ขวบ แล้วก็ส่งเขาไปเมืองนอก ตอนนี้ครอบครัวดิฉันไปอยู่อเมริกาหมดค่ะ พี่สาวไปคนแรกแล้วก็พาน้องๆ ไปอยู่ด้วย พอคุณพ่อเสียคุณแม่ก็ย้ายไปอยู่อเมริกา ไปเลี้ยงลูกให้พี่ชายแทบเรียกได้ว่าดิฉันอยู่เมืองไทยคนเดียว

“คุณไพเองไม่คิดจะย้ายไปอยู่กับครอบครัวบ้างหรือคะ” ดิฉันถามเมื่อเธอเว้นจังหวะ เธอส่ายหน้าน้อยๆ พร้อมระบายรอยยิ้มอ่อนๆ

“แหม...ดิฉันรักเมืองไทยค่ะ แต่ก็ไปเยี่ยมครอบครัวทุกปีนะคะ เหตุผลที่ไม่ย้ายไปอยู่ที่นั่นอาจเพราะไม่คุ้นกับอากาศที่นั่น อากาศไม่หนาวแต่แห้ง และถ้าไปอยู่ก็ไม่รู้จะทำอะไร อยู่เมืองไทยดิฉันมีงานที่รักทำมามากกว่า 30 ปีแล้ว

“แต่อยู่คนเดียวก็ชินนะคะ อิสระดี ไม่ค่อยมีใครมาจุกจิกกวนใจ ถ้าทำความสะอาดบ้านแล้วก็ไม่มีใครมาทำเลอะ นึกออกไหมคะ” เธอถามติดตลก และพิสูจน์ให้เห็นว่าแม้ไม่ได้ไปเรียนเมืองนอกหรือจบจากโรงเรียนนานาชาติก็สามารถใช้ภาษาอังกฤษได้ดีจนประกอบอาชีพได้อย่างประสบความสำเร็จ

“ถ้าถามว่าคนไทยอ่านหนังสือภาษาอังกฤษมากน้อยแค่ไหน ดิฉันคิดว่าอ่านเยอะนะคะ ภาษาอังกฤษเป็นภาษาสากลที่ทุกคนควรรู้ เพราะเดี๋ยวนี้เครื่องไม้เครื่องมือทุกอย่างแทบจะเป็นภาษาอังกฤษหมด ถ้าคุณจะโกอินเตอร์ฯ โอเคอาจจะรู้ภาษาเยอรมัน ฝรั่งเศส จีน แต่พื้นฐานอย่างไรก็คือภาษาอังกฤษ เล่น Facebook หรือ Line กับชาวบ้านเขา ถ้าใช้ภาษาไทยก็คงคุยได้แค่กับเพื่อนฝูงคนไทยด้วยกัน

“ภาษาเป็นทักษะนะคะต้องใช้ทุกวัน พูดทุกวัน เขียนบ่อยๆ ก็จะคล่อง ดิฉันบอกลูกน้องทุกคนว่า พอซับเอดิเตอร์แก้งานเขียนของคุณมา ให้กลับไปอ่าน จะได้รู้ว่าเขาแก้อะไร ต้องอ่านเยอะๆ ดิฉันเองไม่ใช่นักเขียนที่เก่ง แต่อาศัยว่าอ่านเยอะ เขียนเยอะ บางสำนวนบางประโยคก็จำมา

“อย่างบางกอกโพสต์นี่คนไทยเป็นสมาชิกเยอะกว่าฝรั่งด้วยซ้ำไป ส่วนใหญ่เป็น Top Management ระดับผู้บริหารที่เขาต้องการความคิดเห็นจากคนอื่นเป็นการตัดสินใจในการทำธุรกิจ แล้วก็ยังชอบการอ่านหนังสือพิมพ์

“สมัยนี้มีหนทางในการอ่านหนังสือมากขึ้น แต่คนที่ชอบหนังสือพิมพ์ก็ยังคงอ่านหนังสือพิมพ์ คือเห็นเดี๋ยวนั้นเลย แทนที่จะไปเลื่อนขึ้นเลื่อนลงหน้าจอคอมพิวเตอร์เขาอาจจะไม่ชินกับอะไรแบบนั้น แม้จะเข้าสู่ยุคสื่อดิจิตัลแต่คนอ่านของเราก็ไม่ได้ลดลง

“ดิฉันเชื่อว่านิตยสารไทยหรือนิตยสารหัวนอกภาษาไทยที่มีคนอ่านกันเยอะ เพราะคนอ่านยังเข้มแข็งในเรื่องของสื่อสิ่งพิมพ์ ถ้าคนไม่อยากจับกระดาษหนังสือหัวใหม่ๆ คงเปิดไม่ได้นิตยสารก็มีคอลัมน์ที่น่าสนใจต่างๆ อย่าง Volume ก็มีเรื่องที่ทันสมัยมีคนส่งนิตยสารมาให้ดิฉันอ่านเยอะมาก ก็ต้องพยายามอ่านดูว่าเดี๋ยวนี้เขาไปถึงไหนกันแล้ว
Board: VOICE
(1)
Share
Volume
Keep by Volume
2876
FOLLOWER

ชีวิตไม่ได้ราบรื่นไปเสียหมด คุณไพบอกว่าเป็นธรรมดาที่เคยเป็นทุกข์เรื่องงานและเจ็บไข้ได้ป่วย

"มีอยู่ช่วงหนึ่งน้ำในหูไม่เท่ากัน เดินเอนไปเอนมา เครียดไปหาหมอ หมอตรวจดูแล้วบอกไม่เป็นไร เลยส่งไปหาหมอที่ให้คำปรึกษา แต่ไม่ถึงกับเป็นจิตแพทย์ พอคุยกันหมอก็ว่าไม่มีปัญหานะ ปัญหาของคุณมันธรรมดามากๆ
“ท้ายที่สุดมีคนแนะนำให้ไปวิปัสสนา 7 คืน 8 วัน ทำให้ดิฉันรู้จักคิด คิดแบบไม่ทำร้ายตัวเอง แต่ก่อนเป็นคนแคร์ความรู้สึกคนอื่น ทำไมเขาทำอย่างนี้จริงๆ เขาอาจไม่มีอะไรเลยก็ได้ แต่พอคิดลบกลับเป็นการทำลายตัวเอง บั่นทอนจิตใจตัวเอง เขาก็สอนให้หยุด
“ในชีวิตไม่เคยคิดว่าจะนั่งวิปัสสนาได้ แต่ไปทริปนี้แล้วรู้สึกว่าเวิร์กมาก คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเป็นวิทยาศาสตร์จริงๆ เป็นสิ่งมหัศจรรย์ ท่านคิดไปถึงเรื่องสมอง ระบบความคิด ว่าทำอย่างไรให้สมองเราไม่คิดเพ้อเจ้อตลอดเวลาถ้าไม่คิดเพ้อเจ้อมันก็ผ่อนคลายมีสมองที่จะไปคิดเรื่องอื่นที่เป็นประโยชน์แทนที่จะหมุนวนอยู่กับเรื่องนั้น
“นอกจากนี้ก็ออกกำลังกายให้เลือดสูบฉีดไปเลี้ยงสมอง ดูแลตัวเองเพราะอายุก็มากขึ้นต้องยืดเส้นยืดสายบ่อยๆ ไม่ให้มันยึด อาการน้ำในหูไม่เท่ากันก็หายไปนะคะ เพราะหมอบอกว่าไม่ได้เป็นอะไรคิดไปเอง”
ใกล้เวลาที่คุณไพจะต้องขอตัวไปร่วมงานอีเว้นต์ดังที่กล่าวไว้ตอนต้น ดิฉันจึงขอรวบรัดตัดความถามถึงแผนการในอนาคตหลังเกษียณของเธอ
“วางแผนไว้ว่าจะทำธุรกิจเล็กๆค่ะ และถ้ายังมีคนอยากให้เขียนก็จะเขียนแต่คงไม่ทำงานประจำแล้ว พอแล้ว คงมีโอกาสไปเยี่ยมครอบครัวที่อเมริกาบ่อยขึ้นและครั้งละนานขึ้น แต่ไม่ไปอยู่ถาวรแน่นอนเพราะอยู่คนเดียวมาตลอดจนชิน
แม้จะมีเส้นทางชีวิตที่ไม่หวือหวาพลิกผันอะไรมากมายเหมือนบางคน แต่คุณไพก็บอกว่าพอใจกับสิ่งที่เป็นอยู่ทั้งในด้านการงานและชีวิตส่วนตัว
เชื่อว่า ‘การอ่าน’ เรื่องราวชีวิตของผู้หญิงเก่งและแกร่งอย่างคุณประไพ ไกรสรโกวิทย์ ผ่าน Volume อาจทำให้คุณได้เรียนรู้บางสิ่งบางอย่างไปพร้อมๆ กัน...ไม่มากก็น้อย"
1 KEEP
Volume
1 LOVES
princess.noiina
COMMENT
RELATED ARTICLE
7
1
1
1
17
1
1
5
1
13