การพัฒนาประเทศเราควรจะพัฒนาจากระดับบนลงล่างหรือควรจะพัฒนาแบบล่างขึ้นไปข้างบน วงศ์ทนง: บ้านเราแต่ไหนแต่ไร โครงสร้างการพัฒนาส่วนใหญ่มาจากบนลงล่าง รัฐบาล ภาครัฐ เป็นคนสั่งการแล้วก็จัดการหมดเลย เราแทบไม่รู้เลยว่าเงินภาษีของเราที่เสียไปแต่ละปี เขาเอาไปเป็นงบประมาณทำอะไรบ้างแต่หลายปีมานี้ผมเห็นแนวโน้มที่ดีขึ้น เห็นความคิดความอ่านที่จะเปลี่ยนแปลงสังคม ถูกจุดประกายขึ้นมาโดยคนเล็กๆ โดยภาคประชาชน ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมากเลย การปฏิวัติที่ถูกต้อง ต้องเกิดขึ้นจากประชาชนคนเล็กๆ ผมชอบที่ผู้คนเริ่มรู้สึกถึงสิทธิของตัวเอง เข้าใจเรื่องเสรีภาพ เข้าใจว่าเขาสามารถมีปากมีเสียงในการเรียกร้องความยุติธรรมหรือการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงสังคมได้ ไม่คิดว่าการแก้ปัญหาสังคมเป็นหน้าที่ของหน่วยงานรัฐอย่างเดียวอย่างกระแสการขี่จักรยานที่กำลังเกิดขึ้นในกรุงเทพฯ และหลายๆ จังหวัดก็เกิดมาจากผู้คน ไม่ได้เกิดจากไอเดียของภาครัฐ ซึ่งผมว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้องและดูจริงมากกว่า
  อย่างบริษัทผม พนักงานประมาณ 100 คน ตอนนี้ก็มีที่ขี่จักรยาน 30-40คนแล้วนะ แล้วนับวันก็ดูจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ กระแสจักรยานที่กำลังทวีความสำคัญมากขึ้น ผมให้เครดิตกับคนที่ลุกขึ้นมาขี่จักรยานทุกคน อย่างที่ a dayทรงกลด บางยี่ขัน กับน้องๆ ของเขาก็จัดกิจกรรมเกี่ยวกับจักรยานอยู่เสมอมีไปออนทัวร์ตามมหาวิทยาลัยต่างๆ เมื่อปีกลายเราทำ a day Bike Festครั้งแรก ก็เป็นเทศกาลจักรยานที่ได้รับความสนใจมากจนเราคิดแล้วว่าจะจัดทุกปี ผมเห็นแนวโน้มที่ดีขึ้นในเรื่องนี้ อย่างคุณเห็นนโยบายหาเสียงของผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ที่ผ่านมามั้ย ทุกคนมีเรื่องจักรยานหมดเลย ซึ่ง 4 ปีที่แล้วยังไม่มีเลยนะ
วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์ อาจเป็นอะไรหลายอย่างทั้งผู้ก่อตั้งa day,นักเขียน,บรรณาธิการ,พิธีกรรายการโทรทัศน์อย่าง The Idolและ‘เจาะใจ’นักธุรกิจและแม้กระทั่งนักพูดแต่หลายคนอาจไม่รู้ว่าประภาส ชลศรานนท์เคยเรียกเขาว่า‘เด็กชายโหน่ง’และความเป็น‘เด็กชาย’ตัวเล็กๆคนหนึ่งก็สะท้อนให้เราเห็นในหนังสือเล่มล่าสุดของเขาที่ชื่อIn My Life ในหนังสือเล่มนี้วงศ์ทนงเล่าถึง‘เด็กชายในห้องใต้หลังคา’ที่มีความอ่อนไหวช่างรู้สึกรู้สาแม้มีบาดแผลและความหมองเศร้าบางอย่างในชีวิตแต่ความทุกข์ก็สอนให้เด็กชายคนนั้นเข้มแข็งได้ในท้ายที่สุด
เขายืนยันว่าหนังสือเล่มนี้เป็นเรื่องแต่งแต่เมื่อได้อ่านเราพอจับสัมผัสได้ว่ามีเค้าลางชีวิตจริงของใครคนหนึ่งอยู่ในนั้นไม่น้อยไม่ว่าจะเป็นชีวิตทะเยอทะยานแบบเจอร์รี่ แม็คไกวร์หรือเป็นชีวิตที่แสวงหาความสุขแบบอัลแบร์ต กามูส์บางทีคุณอาจต้องหาคำตอบด้วยตัวเอง...อย่างน้อยก็จากบทสัมภาษณ์ต่อไปนี้! วงศ์ทนง: นั่นสิ (หัวเราะ) ผมเริ่มต้นมาจากความทะเยอทะยานมากๆ เลยตั้งแต่เรียนจบมหาวิทยาลัย เริ่มทำงานหนังสือ ก็มีความใฝ่ฝันอย่างเดียวว่าอยากเป็นบรรณาธิการที่ประสบความสำเร็จ แต่ละช่วงวัยของชีวิตก็ตั้งใจทำงานทุกงานด้วยความทะเยอทะยาน และความทะเยอทะยานนี่มันมาพีคที่สุดตอนทำ a day นี่แหละ ผมเกทับหมดหน้าตัก รีดพลังทั้งหมดในชีวิตเพื่อก่อกำเนิดนิตยสารเล่มหนึ่ง ที่ไม่มีแต้มต่ออะไรเลย มันต้องอาศัยความทะเยอทะยานอย่างยิ่งยวดเลย จนถึงตอนนี้ เมื่อมองย้อนกลับไป ผมก็ไม่รู้นะว่าทำไมตอนนั้นถึงต้องทะเยอทะยานขนาดนั้น อาจจะเพื่อต้องการพิสูจน์ตัวเอง หรือประกาศศักดา ประมาณว่ากูเจ๋ง อะไรทำนองนั้นมั้ง จากนั้นพอ a dayประสบความสำเร็จ มันก็ยิ่งไปผลักความทะเยอทะยานให้สูงขึ้น จนไปพีคอีกทีตอนที่ทำ a day weekly สารภาพแบบไม่อายเลย ว่าตอนนั้นผมอยากเป็นTycoon นิตยสาร เป็นเจ้าพ่อสื่อสิ่งพิมพ์เมืองไทย จำได้ว่าเคยมีนิตยสารเล่มหนึ่งมาสัมภาษณ์ผม แล้วเขาไปพาดหัวเรื่องว่า ‘วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์ The Next Tycoon’ อะไรประมาณนี้ ผมอ่านแล้วเคลิ้มเลยนะ ตอนนั้นคิดไปไกลถึงการสร้างตึกเลย (หัวเราะ) ตึกโมเดิร์นสีขาวๆ มีโลโก้ a day อยู่ตรงมุมขวา ผมคิดว่าผมอาจจะถูกจารึกชื่อไว้ในสารบบเดียวกับ ขรรค์ชัย บุนปาน(มติชน) สุทธิชัย หยุ่น (เนชั่น กรุ๊ป) สนธิ ลิ้มทองกุล (ผู้จัดการ) ชูเกียรติอุทกะพันธุ์ (เครืออมรินทร์) และ ปกรณ์ พงศ์วราภา (GM Group) ตอนนั้นแอบฝันไว้อย่างนี้ แต่สุดท้ายก็อย่างที่ทราบกัน ผมล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง ทำ a day weekly ปีเดียว หมดไปประมาณ 16 ล้านบาท เทียบง่ายๆ ก็เฟอร์รารี่คันหนึ่งน่ะ นอกจากนั้นยังถูกด่าเละ ถูกวิพากษ์วิจารณ์แหลกเลย ก็รู้สึกแย่มาก วงศ์ทนง:น่าจะหายไปเกินครึ่ง ตอนนั้นผมเหมือนบอลลูนลูกหนึ่ง ที่ถูก
สูบลมความทะเยอทะยานเข้าไปจนกระทั่งพองโต ผมคิดว่าถ้ายังดื้อทำ a day weekly ต่อไปเรื่อยๆ บอลลูนลูกนี้คงขยายขนาดออกไปจนกระทั่งแตกระเบิดถ้าเป็นเช่นนั้น ผมและบริษัทคงบาดเจ็บสาหัสกว่านี้เยอะมาก เพราะฉะนั้นมันจึงดีมากเลยที่ผมได้ปลดปล่อยความทะเยอทะยานออกไป แล้วก็ค่อยๆกลับมา Shape ตัวตนขึ้นมาใหม่ ให้อยู่ในขนาดที่กำลังพอดีกับตัวเองก่อนหน้านั้นผมเคยแม้กระทั่งเขียนไว้ในบทบรรณาธิการ ของ a dayฉบับหนึ่ง ว่า ‘เขตคามเล็กๆ ให้ความรื่นรมย์แก่ชีวิตมากกว่าอาณาจักร’แต่ผมดันลืมสิ่งที่ตัวเองเคยเขียนเอาไว้ คือคนเรา พอถูกยกย่องมากๆ ได้รับความชื่นชมมากๆ มันก็มีโอกาสที่จะเคลิ้มๆ หลงๆ น่ะ แล้วสุดท้ายก็ต้องถูกตักเตือนซะบ้าง ด้วยความล้มเหลวครั้งใหญ่
  แต่ผมยังยืนยันว่าความทะเยอทะยานเป็นสิ่งที่มีประโยชน์พอสมควรโดยเฉพาะกับคนที่เป็นนักบุกเบิก เป็นผู้ก่อตั้ง แต่ประเด็นอยู่ที่คนจำนวนมากพอทำอะไรสำเร็จแล้วก็มักเผลอไปทำอะไรเกินตัว อย่างทีมฟุตบอลที่เคยได้แชมป์ในประเทศแล้ว ก็ควรมีความทะเยอทะยานต่อไป อยากจะได้แชมป์นอกประเทศ อยากไปชูถ้วยทัวร์นาเมนต์ใหญ่ๆ บ้าง พูดง่ายๆ อยากพิสูจน์ความเก่งกาจ แต่พอถึงจุดหนึ่งที่เราแพ้มาอย่างยับเยิน เราจึงจะรู้ได้ถึงขนาดของความทะเยอทะยานที่เหมาะสมกับเรา ในฐานะผู้นำองค์กร ตอนนี้ผมบอกได้เลยว่า ผมไม่มีความทะเยอทะยานในเรื่องที่ว่า ปีนี้บริษัทผมจะโตขึ้นเท่านั้นเท่านี้ บิลลิ่งเพิ่มขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์ มีคนทำงานกี่ร้อยคน เพราะตอนนี้ผมรู้ขนาดที่เหมาะสมกับผมแล้ว หลายปีมานี้ สิ่งที่ผมใส่ใจมากกว่า คืออยากให้คนที่ทำงานกับผมมีความสุข มีคุณภาพชีวิตที่ดี ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กมากเลยนะ แต่นี่แหละหน้าที่หลักผม งานผมในบริษัทตอนนี้คือเป็นพีอาร์และเป็นฝ่ายบุคคลน่ะ GM :คุณไปพูดเรื่องอะไรเขาถึงร้องไห้
วงศ์ทนง:ก็พูดเรื่องชีวิตพวกเขานี่แหละครับ แต่พูดในฐานะคนที่เคยผ่านช่วงเวลานี้มาก่อน ผมเข้าใจความรู้สึกของพวกเขาที่ยังสับสนกับชีวิตยังจับต้นชนปลายกับชีวิตไม่ถูก ต้องเรียนหนักไปทำไมไม่รู้ บางคนก็ต้องทนเรียนในสิ่งที่ตัวเองไม่ได้ชอบ แต่เรียนเพราะครอบครัวหรือค่านิยมทางสังคมบอกให้เรียน คำถามที่ผมได้รับเสมอเลยคือ พี่โหน่งคะ พี่โหน่งครับ หนูไม่รู้ว่าหนูชอบอะไร ผมไม่รู้จักตัวผมเอง ผมยังค้นหาตัวเองไม่เจอ ซึ่งเป็นคำถามที่ทำให้ผมแปลกใจมาก ว่าไอ้การค้นหาตัวเองนี่มันยากตรงไหนวะ ผมว่ามันง่ายกว่าการค้นหาคนอื่นตั้งเยอะ แต่ผมเข้าใจว่าเด็กไทยไม่ได้ถูกหล่อหลอมมาให้เป็นเด็กที่คิดเอง ตัดสินใจเองตั้งแต่เด็ก เลยกลายเป็นว่าเราต้องทนเรียนในสิ่งที่เราไม่ได้ชอบ ไม่ได้เลือก สุดท้ายเด็กเหล่านี้ก็เติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่ได้ทำงานที่ตัวเองสนใจ ไม่มีความสุขกับการทำงาน ได้แต่ทำงานไปวันๆ แล้วก็บ่นบริษัท ด่าเจ้านายไปเรื่อย รอเวลาให้พลังชีวิตหมดไป ซึ่งผมว่าเป็นสภาพที่น่าอนาถใจ เมื่อผมมีโอกาสพูดกับพวกเขาเนิ่นๆ ผมก็จะแนะนำให้พวกเขาค้นหาความเชื่อความชอบของตัวเองให้เจอเร็วๆ เพราะยิ่งเจอเร็วเท่าไร คุณก็ไม่ต้องเสียเวลาไปทำสิ่งที่ไม่ใช่ ไม่ชอบเร็วเท่านั้นผมกระตุ้นให้พวกเขากล้าเลือกแล้วก็กล้าแลก บอกย้ำให้พวกเขาเชื่อว่าเขามีสิทธิในชีวิตของเขาอย่างเต็มที่ คำพูดหนึ่งที่ผมมักบอกพวกเขาคือ อย่ายอมมีชีวิตชนิดที่ต้องทนอยู่กับมันไปทั้งชีวิต วงศ์ทนง: ผมชอบ Passion ในตัวของพวกเขา มันเป็นสิ่งสำคัญมากและมีค่ามาก มันทำให้ชีวิตของแต่ละคนแตกต่างจากคนทั่วไป ผมเห็นความสุขในสิ่งที่พวกเขาทำ ผมเคยดูหนังสารคดีเรื่องหนึ่งชื่อ ‘Man On Wire’ เป็นเรื่องของนักไต่ลวดชาวฝรั่งเศสที่เขาชอบไต่ลวดมาตั้งแต่เด็ก พยายามฝึกฝนอย่างจริงจังมาตลอด ความปรารถนาอย่างเดียวของเขาคือการไต่ลวด และความฝันสูงสุดของเขาคือได้เดินไต่ลวดระหว่างตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์สองตึก เล่าอย่างนี้คุณอาจคิดว่า ทำไปเพื่ออะไรวะ ไร้สาระ ทำไมไม่เอาเวลาไปเคลื่อนไหวทางการเมืองหรือทำอย่างอื่น แต่ถ้าถามเขา เขาจะบอกว่านี่แหละสาระสำคัญของชีวิตเขา การไต่ลวดมันคือศาสนาของเขาเลย เพราะฉะนั้น เราสรุปไม่ได้หรอกว่าสาระสำคัญของชีวิตทุกคนคืออะไร คนเราแต่ละคนก็มี Passion ที่แตกต่างกันไป
  ผมเชื่อว่า คนที่ได้พูดคุยกับชีวิตตัวเองบ่อยๆ จะทำให้มี Passion ขึ้นมาได้คนจำนวนมากทั้งชีวิตไม่เคยคุยกับตัวเองเลย ว่าชอบอะไร เชื่ออะไรอยากเห็นตัวเองทำอะไร อยู่ที่ไหนในปัจจุบันและอนาคต บั้นปลายชีวิตจะเป็นอย่างไร คนส่วนใหญ่ใช้ชีวิตแบบไหลไปตามกระแส ผมชอบมองตัวเองแล้วก็พูดคุยกับตัวเองอยู่เสมอ ถ้าเป็นนิยายแนว Magical Realism ผมก็อาจถอดร่างแล้วไปมองตัวเองในช่วงที่ไม่ปกติ ผมชอบตัวเองตอนที่ไม่ปกติ ช่วงที่ชีวิตไม่ราบรื่น ชอบช่วงที่เศร้ามากๆ เหงามากๆ แพ้มากๆ มันเหมือนได้ปอกเปลือกตัวเอง ได้สังเกตและวิเคราะห์ตัวเองว่า เราจัดการกับตัวเองในสถานการณ์นั้นอย่างไร
  เมื่อก่อนก็อย่างที่บอก ผมมัน Angry Young Man แองกรี้แม่งไปซะทุกเรื่อง ชอบบริภาษสังคม ชอบวิพากษ์ผู้คน มั่นใจในตัวเองมาก ชอบประกาศตัวตน สมัยเรียนมหาวิทยาลัย ผมเคยประกาศว่าผมเป็นคนไม่มีศาสนา เคยถึงขนาดบอกกับใครๆ ว่าผมไม่นับถือศาสนาอะไรเลย แต่ทุกวันนี้เชื่อไหมผมนับถือทุกศาสนาเลย ทุกวันนี้ผมใจเย็นลง มีเหตุมีผลมากขึ้น ไม่ค่อยเรื่องมากกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวัน แต่ถ้าเป็นเรื่องใหญ่ในระดับอุดมการณ์นี่ค่อยว่ากัน หลังๆ ผมมีมอตโต้อันหนึ่ง Complain Less, Appreciate Moreผมชื่นชอบและชื่นชมได้ง่ายขึ้น และผมรู้สึกสบายใจที่ผมเป็นอย่างนี้ วงศ์ทนง:(นิ่งคิดอยู่นาน)... แปลกนะ ผมไม่ได้คิดถึงผู้นำประเทศหรือคนดัง
อะไรทำนองนั้น นาทีนี้ผมนึกถึง มาลาลา ยูซาฟไซ เด็กหญิงชาวปากีสถานที่ถูกกลุ่มตาลีบันยิงหัว ผมสะเทือนใจกับเรื่องนี้มาก ผมอยากทำสกู๊ปเรื่องของเด็กคนนี้ ถ้าได้สัมภาษณ์เธอก็คงดี เพื่อจะได้เป็นสัญลักษณ์บางอย่างที่ต่อต้านความรุนแรงในยุคสมัยของเรา คือการยิงหัวเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง เพียงเพราะเธอมีความคิดเห็นขัดแย้งกับอุดมการณ์ทางการเมืองของกลุ่มตัวเอง นี่เป็นเรื่องที่ต่ำช้าและน่าสลดใจที่สุดในโลกที่เกิดขึ้นในยุคสมัยของเรานะ วงศ์ทนง: ปกติผมไม่ค่อยคุยเรื่องนี้ให้ใครฟังเท่าไหร่ เพราะผมคิดว่ามันเป็นเรื่องส่วนตัว แล้วผมก็ไม่คิดว่าเรื่องราวความรักของผมจะเป็นประโยชน์กับคนอื่น ผมเป็นคนรักอิสระ โตมากับความอิสระ ผมเลือกชีวิตตัวเองมาตั้งแต่เด็กๆ ผมไม่ชอบและไม่ยอมให้ใครมาบงการชีวิต พูดง่ายๆผมไม่อยากให้ชีวิตผมเปลี่ยนไปจากชีวิตที่ผมชอบ เพราะฉะนั้น การแต่งงานจึงไม่อยู่ในความคิด แต่โอเค ชีวิตจริงผมก็มีคนรักนะครับ และคนรักก็เป็นกำลังใจ เป็นพลังใจที่ดีสำหรับผมในทุกเรื่อง ผมคิดว่าความรักเป็นแรงผลักดันที่ดี แต่บทสรุปของความรักไม่จำเป็นต้องจบลงที่การแต่งงาน
เสมอไป ผมคิดอย่างนี้นะ แล้วก็เชื่อว่าคนรักของผมจะเข้าใจและคิดเหมือนผม วงศ์ทนง: ต้องรออีก 3 วัน กว่าจะมีคนเจอศพใช่ไหม (หัวเราะ) ผมอาจ
ตายอย่าง ไมเคิล คอร์ลิโอเน่ ใน The Godfather ภาคสุดท้ายก็ได้ ไม่เห็น
เป็นไรเลย เกิดมาเดียวดาย ตายไปคนเดียว เป็นเรื่องธรรมดา ผมไม่กลัวเรื่อง
ความโดดเดี่ยวในบั้นปลายชีวิต ผมเชื่อว่าผมสามารถเอนจอยกับมันได้
ผมไม่กลัวว่าผมจะเป็น Lone Wolf หรอก ผมชอบ ผมว่าความโดดเดี่ยว
มันเท่ดี วงศ์ทนง: ข้อดีของบริษัทผมคือเราเป็นองค์กรสมัยใหม่ คนทำงานเป็น
คนรุ่นใหม่ เราจึงมักเปิดรับเทคโนโลยีใหม่ๆ ก่อนใครๆ เฟซบุ๊คของ a dayมีแฟนมากเป็นอันดับต้นๆ ของเมืองไทยในกลุ่มสื่อชนิดเดียวกัน และเราสามารถใช้เครือข่ายของเราในการทำประชาสัมพันธ์อย่างได้ผล ทุกวันนี้จำนวนแฟนเฟซบุ๊ค ฟอลโลเวอร์ทวิตเตอร์ ของหน่วยงานต่างๆ ในบริษัทผมรวมทั้งที่เป็นของส่วนตัว รวมกันมีเกือบ 8 แสนราย ในส่วนของธุรกิจเราแปรรูปคอนเทนต์ไปเป็นดิจิตอล ไม่ว่าจะเป็นแอพพลิเคชั่น หนังสือดิจิตอลให้ดาวน์โหลดได้ทั้งฟรีและเสียตังค์มาพักใหญ่แล้ว เรามี E-Magazine ที่ได้รับความนิยมชื่อ Monday อะไรเหล่านี้เป็นตัวบอกว่าเราปรับตัวรับเรื่องนี้ได้เร็วและบางอย่างก็ทำไปล่วงหน้านานแล้ว โดยสรุปผมคิดว่าเราคงทำสื่อใหม่กับสื่อเก่าควบคู่กันไป เพราะผมเองก็เติบโตมาจาก Old Media เลยยังรักและผูกพันกับมันอยู่ ในขณะที่ผมมีชีวิตอยู่จนมาถึง New Media ก็เห็นความสำคัญของมัน หลายปีก่อน หากมีคนมาถามผม ว่า Positioningบริษัทผมคืออะไร ผมมักตอบว่าเราเป็น Magazine Maker แต่ทุกวันนี้เวลาใครมาถาม ผมจะตอบว่าเราเป็น Content Provider ผมชอบเปรียบเปรยว่ามันก็เหมือนกับเมื่อก่อนเราทำสื่อกระดาษ แต่ตอนนี้เราทำสื่ออากาศเพิ่มขึ้นด้วย สิ่งสำคัญคือ เรามั่นใจในตัวคอนเทนต์ของเรา ว่าเราสามารถผลิตคอนเทนต์ที่ดี มีคาแร็กเตอร์แล้วก็ป๊อปปูลาร์ได้
Board: Interview
(1)
Share
GM
Keep by GM
2469
FOLLOWER

การพัฒนาประเทศเราควรจะพัฒนาจากระดับบนลงล่างหรือควรจะพัฒนาแบบล่างขึ้นไปข้างบน

"วงศ์ทนง: บ้านเราแต่ไหนแต่ไร โครงสร้างการพัฒนาส่วนใหญ่มาจากบนลงล่าง รัฐบาล ภาครัฐ เป็นคนสั่งการแล้วก็จัดการหมดเลย เราแทบไม่รู้เลยว่าเงินภาษีของเราที่เสียไปแต่ละปี เขาเอาไปเป็นงบประมาณทำอะไรบ้างแต่หลายปีมานี้ผมเห็นแนวโน้มที่ดีขึ้น เห็นความคิดความอ่านที่จะเปลี่ยนแปลงสังคม ถูกจุดประกายขึ้นมาโดยคนเล็กๆ โดยภาคประชาชน ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมากเลย การปฏิวัติที่ถูกต้อง ต้องเกิดขึ้นจากประชาชนคนเล็กๆ ผมชอบที่ผู้คนเริ่มรู้สึกถึงสิทธิของตัวเอง เข้าใจเรื่องเสรีภาพ เข้าใจว่าเขาสามารถมีปากมีเสียงในการเรียกร้องความยุติธรรมหรือการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงสังคมได้ ไม่คิดว่าการแก้ปัญหาสังคมเป็นหน้าที่ของหน่วยงานรัฐอย่างเดียวอย่างกระแสการขี่จักรยานที่กำลังเกิดขึ้นในกรุงเทพฯ และหลายๆ จังหวัดก็เกิดมาจากผู้คน ไม่ได้เกิดจากไอเดียของภาครัฐ ซึ่งผมว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้องและดูจริงมากกว่า
อย่างบริษัทผม พนักงานประมาณ 100 คน ตอนนี้ก็มีที่ขี่จักรยาน 30-40คนแล้วนะ แล้วนับวันก็ดูจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ กระแสจักรยานที่กำลังทวีความสำคัญมากขึ้น ผมให้เครดิตกับคนที่ลุกขึ้นมาขี่จักรยานทุกคน อย่างที่ a dayทรงกลด บางยี่ขัน กับน้องๆ ของเขาก็จัดกิจกรรมเกี่ยวกับจักรยานอยู่เสมอมีไปออนทัวร์ตามมหาวิทยาลัยต่างๆ เมื่อปีกลายเราทำ a day Bike Festครั้งแรก ก็เป็นเทศกาลจักรยานที่ได้รับความสนใจมากจนเราคิดแล้วว่าจะจัดทุกปี ผมเห็นแนวโน้มที่ดีขึ้นในเรื่องนี้ อย่างคุณเห็นนโยบายหาเสียงของผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ที่ผ่านมามั้ย ทุกคนมีเรื่องจักรยานหมดเลย ซึ่ง 4 ปีที่แล้วยังไม่มีเลยนะ"
1 KEEP
GM
1 LOVES
nokki2526
COMMENT