กับบทบาทความเป็นครู วันที่เรานัดสัมภาษณ์ ญารินดามาเจอเราในสภาพหน้าเปลือยเปล่า (แต่ถ้าเข้าใจไม่ผิด เหมือนจะเห็นไลเนอร์บางๆ ที่ดวงตา) กับชุดเสื้อสีส้ม กางเกงขายาวสีดำ และรองเท้าส้นแบนแล้วคำถามเกี่ยวกับหน้าตาและการแต่งกายก็นำเราไปสู่อีกหนึ่งตัวตนของเธอ...การเป็นอาจารย์
	“บอกว่าไม่ชอบแต่งหน้า-ทำผม แต่ด้วยอาชีพที่ทำเหมือนบังคับกลายๆ ให้ต้องแต่งนิดหนึ่งตลอดเวลา ทำใจยอมรับเรื่องนี้อย่างไรคะ” 	“บางครั้งก็หงุดหงิดค่ะ แต่นาไม่ได้ดังขนาดที่ต้องแต่งหน้า ดึงขนตาออกทุกวันไงคะ ถ้าเป็นแบบนั้นคงแย่เหมือนกัน ของนาเป็นแค่บางวันของอาทิตย์ เลยยังโอเค 
	“นายังมีภาคที่เดินอยู่ในจุฬาฯ สอนหนังสือ มีภาคที่คนรอบตัวเจอในบริบทอื่นๆ นาไม่รู้สึกว่าหน้าตาเปลือยๆ อย่างนี้ไปสอนไม่ได้ ไม่มีความกดดันว่าต้องดูดีตลอดเวลา อย่างแฟนจะแอนตี้เวลานาแต่งหน้ามาก โดนว่าทุกครั้ง เพราะฉะนั้นเลยไม่มีปัญหาว่าต้องทำตัวดูดีตลอดเวลา”“ชอบสอนมากนะคะ แต่ก็มาค้นพบว่า ณ ตอนนั้นที่สอนครั้งแรก นาเด็กมาก จบแล้วสอนเลย ตอนนั้นนาอายุ 24 ปี สอนเด็กปี 1 อายุ 18 รู้สึกว่าอายุห่างกับเด็กน้อย และคิดว่าตัวเองฉลาดไม่พอ 
	“แต่นาก็ค่อยๆ พอใจตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ ยังไม่ได้พอใจว่าตัวเองเป็นอาจารย์ที่สอนดี สอนเก่ง แต่พอมีระยะห่างกับเด็กมากขึ้น ก็รู้สึกว่ารู้มากกว่าเด็กแล้ว”	ปัจจุบันนี้ ในห้องสอนที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อาจารย์ญารินดาพยายามปลูกฝังวัฒนธรรมการกล้าคิด กล้าถาม กล้าไม่เห็นด้วย และกล้าแสดงออกให้นิสิต เธอบอกว่าการสอนหนังสือเหมือนการได้เซอร์ไพรส์อยู่เรื่อยๆ เพราะสมองของเธอและนิสิตเป็นคนละก้อนกัน ดังนั้น จึงมีหลายครั้งที่ความคิดจากสมองก้อนอื่นๆ ทำให้เธอทึ่ง
เป็นลูก-เป็นนักเรียน
	ญารินดาเกิดมาในครอบครัวใหญ่ ทั้งครอบครัวทางฝ่ายคุณพ่อซึ่งเป็นคนไทยแท้ และฝั่งคุณแม่ซึ่งมีเชื้อสายสวิส 
	เธอมีน้องสาวอายุห่างกัน 7 ปีครึ่ง 1 คน ก่อนน้องเกิด เธอจึงเหมือนเป็นลูกคนเดียวที่มีความสุขและสนุกกับสิ่งรอบตัวได้ไม่ยาก
	เด็กหญิงญารินดาชอบอยู่กลางแจ้ง ชอบวิ่งเล่นในสวน เด็ดดอกไม้มา
ทำกับข้าว และอยู่ในกระท่อมซึ่งคุณพ่อ-คุณแม่สร้างให้ นอกจากนี้เธอยังชอบเรียนดนตรี เล่นกีฬา...เรียกได้ว่ารักการทำกิจกรรมเป็นชีวิตจิตใจ 
	เธอได้รับการเลี้ยงดูมาในครอบครัวที่เปิดโอกาสให้ ‘คิด’ ถกเถียงอย่างมีเหตุผล และยอมรับผลที่สืบเนื่องมาจากการเลือกของตัวเองแต่ไหนแต่ไร
	 “คุณพ่อคุณแม่ใช้เหตุผลมาตั้งแต่เด็กแล้วค่ะ ท่านจะไม่ห้ามโดยไม่มีเหตุผล และไม่เคยตี เวลาอยากได้อะไรที่ท่านไม่ให้ ก็ต้องพยายามโน้มน้าวและถกเถียงด้วยเหตุผล
	“ตอนเด็กๆ จะมีคำถามว่า ‘ทำไม’ ตลอดเวลา นาไม่ค่อยเชื่ออะไรง่ายๆ ถ้าไม่เข้าใจ ไม่มีคำอธิบาย หรือพิสูจน์ไม่ได้ แล้วก็เป็นคนช่างสังเกตค่ะ” เธอตอบยิ้มๆ 
	‘นา’ ผู้หญิงที่นั่งตรงหน้าเรียกแทนตัวเองอย่างนั้น
“เวลาเถียงกันส่วนใหญ่ชนะหรือแพ้คะ” ฉันถามขำๆ
	“ตอนเด็กส่วนมากแพ้ค่ะ พอโตก็เริ่มชนะเยอะขึ้น ตอนนี้เอาชนะพ่อแม่ได้แล้ว (หัวเราะ)”แม้จะบอกว่าส่วนมากเถียงแพ้ แต่ด้วยวัยเพียงไม่เท่าไรเธอก็สามารถหาเหตุผล (ที่ดู) เหมาะสมมาโน้มน้าวให้ที่บ้านส่งเธอไปเรียนต่อต่างประเทศได้สำเร็จ! 
	 “ช่วงมัธยม เพื่อนที่สนิทกันเริ่มไปเรียนเมืองนอก นาเริ่มเหงา เลยอยากไปบ้าง และด้วยความเป็นเด็กมีเหตุผล เลยพยายามบอกคุณพ่อกับคุณแม่ว่าถ้าไปจะได้ภาษา ได้เข้ามหาวิทยาลัยดีๆ ซึ่งมองย้อนกลับไปไม่แน่ใจนะคะว่าเชื่ออย่างนั้นจริงหรือแค่ติดเพื่อน แต่นั่นคือเหตุผลที่ให้ 
	“พอคุณแม่ได้ไปดูโรงเรียนก็เห็นด้วย เพราะเด็กที่นั่นไม่ต้องเดินทาง เลยมีเวลาเหลือได้ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์มากขึ้น คุณพ่อคุณแม่เลยเห็นพ้องต้องกันว่าจะส่งไปเรียนที่นั่น พอเรียนจบ ม.1 ก็ไปเมืองนอกเลย”
	การใช้เหตุผลจนชนะใสๆ ทำให้เด็กหญิงญารินดากลายไปเป็นนักเรียนประจำของโรงเรียน Benenden School ที่อังกฤษอย่างเต็มตัว ทว่าในช่วงแรก การต้องรับผลจากการตัดสินใจของตัวเองกลับไม่ใช่เรื่องสนุกเท่าไร “ต้องเล่าให้ฟังก่อนว่าเรียนเปียโนมาตั้งแต่ 4 ขวบค่ะ แต่เป็นนักเรียนที่แย่มาก ขี้เกียจซ้อม อู้ตลอด และไม่ชอบเล่นสเกล ถ้าให้เล่นเพลงป๊อป นาจะอยากเล่น แต่พอคลาสสิกไม่เอาเลย ฉะนั้นเลยไม่รุ่ง มาเริ่มชอบดนตรีตอนหัดเล่นกีตาร์ และแซ็กโซโฟน เพราะอยากอยู่ในวงโรงเรียน”	เพลงที่เธอหัดเล่นแรกๆ ไม่ใช่ของใครที่ไหน เป็นเพลงของนักร้องไทยที่มีชื่อเสียงสมัยนั้น ไม่ว่าจะเป็นแอม-เสาวลักษณ์ ลีละบุตร อัสนี-วสันต์ โชติกุล หรือแม้แต่โป้-โยคี เพลย์บอย	 
	“พอเล่นกีตาร์เป็น แต่งเพลงได้ ก็เริ่มอยากออกเทป แต่จุดเปลี่ยนจริงๆ คือตอนคุณแม่ไปเยี่ยมแล้วพาไปดูละครเวทีเรื่องมิสไซง่อน ก่อนหน้านั้นไม่รู้เลยว่ามิวสิคัลคืออะไร คิดว่าต้องน่าเบื่อ ต้องไม่เข้าใจ จนได้ไปดู ถึงรู้สึกว่าวิเศษมาก สดมาก เลยรู้สึกว่าอยากมาทางนี้”	ส่วนงานในสายสถาปัตยกรรม เธอมารู้ตัวว่าชอบเมื่อได้เรียนวิชา Design and Technology ซึ่งมีเนื้อหาคล้ายการออกแบบผลิตภัณฑ์ เพราะเรียนแล้วรู้สึกว่า ‘ใช่’ จึงมีความสุขมาก 
	เมื่อความชอบถูกปันออกไปในหลายสาขา และถึงเวลาต้องเรียนต่อ...โจทย์ที่ต้องหาคำตอบจึงไม่ง่ายนัก
	“ตอนจบมัธยมสับสนไปหมด เพราะชอบทุกอย่าง ชอบดีไซน์มาก แต่เรียนวิทย์และคณิตศาสตร์เก่ง ส่วนดนตรี ยิ่งแต่งเพลงก็ยิ่งชอบ ช่วงประมาณ ม.5 เลยเอาเพลงมาเสนอแกรมมี่ แล้วก็ผ่าน แต่สุดท้ายตัดสินใจว่าต้องกลับไปเรียนให้จบ ม.6 ก่อน พอเรียบจบนาสอบเข้ามหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ (Cornell University) ได้ แต่เวลาเดียวกันก็มีแผนจะออกเทป เลยคุยกับคุณพ่อคุณแม่...ท่านแนะว่าให้ลองไปเรียนก่อน ถ้าไม่ชอบก็กลับมาออกเทป แต่ถ้าชอบ อาจจะไม่อยากออกเทป หรือจะดร็อปเรียนมาทำก็ได้ นาเลยไปเรียนต่อก่อน” เมื่อเรียนจบกลับมาเมืองไทยพร้อมปริญญาตรีและคะแนนสูงลิ่ว ญารินดากลับมาลุยทำงานเพลงต่อทันที แต่คราวนี้เธอเลือกเป็น ‘จิ๊กโก๋’ ขับรถในซอยเล็ก แทนที่จะขับรถบนถนนใหญ่ “ช่วงเรียน ตอนปิดเทอมนายังกลับไปที่แกรมมี่ เอาเพลงไปให้พี่ดี้ฟัง-คอมเม้นต์ตลอด พอคุยไปเรื่อยๆ พี่ดี้แนะว่าถ้านาอยากทำเพลงแนวที่เขียนมา ให้ลองไปออกกับค่ายเล็กๆ ที่เขาตามใจดีกว่า ‘แทนที่จะมาขับรถบนถนนใหญ่…ไปเป็นจิกโก๋ในซอยดีกว่า’ ซึ่งนาเห็นด้วย เพราะมีหลายอย่างที่อยากทำเอง และด้วยเงื่อนไขนั้นก็ยากที่จะทำกับแกรมมี่ได้”
 	“เข้าใจเงื่อนไขที่ทำให้ไม่สามารถทำได้ใช่ไหมคะ” 
	 “เข้าใจค่ะ รู้ว่าเป็นธุรกิจ บริษัทใหญ่ต้องเลี้ยงปากเลี้ยงท้องตั้งกี่คน เขาจะมาลงทุนกับเราทำไมเมื่อเขารู้ว่ามันเป็นงานทดลอง และอาจจะไม่ได้กำไร “ปากท้องเป็นเรื่องสำคัญค่ะ นาเข้าใจว่าเพลงเป็น Commercial Product ในแง่หนึ่ง ส่วนอีกมุมเป็นศิลปะ ถ้าเอารายได้เป็นหลัก ก็ต้องประนีประนอม ทำเพลงให้เป็นสินค้าที่ขายได้มากขึ้น ขณะที่ถ้าไม่ได้เน้นว่าต้องขาย แต่ทำตามใจตนเอง หรือเรียกง่ายๆ ว่าอารมณ์ศิลปิน ไม่คำนึงถึงว่าใครจะชอบหรือไม่ชอบ อย่างนั้นโอกาสขายก็น้อยลง มันเป็นเรื่องตายตัวที่ต้องยอมรับให้ได้”	 “นาไม่ได้คิดถึงปริมาณว่าต้องมีคนฟังต้องชอบเพลงของเรากี่คน แต่อยากให้คนที่ไม่ได้ชอบเพลงในกระแส หรือคนที่ต้องการเสพอะไรที่แตกต่างออกไปมีตัวเลือก
	 “นาไม่ได้รู้สึกว่าเพลงในกระแสผิดอะไรนะคะ เพลงแบบนั้นก็ดี ไปปาร์ตี้ก็ยังขอเพลงเหล่านี้ แต่ส่วนตัวต้องการเสพสิ่งที่แตกต่างและมีลูกเล่น ซึ่งเพลงในกระแสส่วนใหญ่ไม่ค่อยมี”   เธอบอกว่าไม่ได้ตั้งใจที่จะทิ้งให้นาน แต่เธอจะไม่ออกอัลบั้มใหม่ จนกว่าจะรู้สึกพร้อม 	“เวลาออกอัลบั้ม ยังไงก็ต้องพร้อมค่ะ นาต้องรู้สึกอินก่อน ไม่ใช่ว่าออกอัลบั้มหนึ่งแล้วประสบความสำเร็จเลยต้องเร่งทำต่อเพื่อรักษากระแส หรืออาจจะเพราะยังไงขายไม่ได้อยู่แล้วมั้ง นาเลยไม่รู้สึกกดดันว่าต้องรีบทำ (หัวเราะ)”  แต่ High on Dreams อัลบั้มที่ 2 ของญารินดากลับขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ทั้งที่เรียกได้ว่าเป็นอัลบั้มที่ทำเองทั้งหมด โดยเธอกับเพื่อนๆ ช่วยกันทำเพลง หาห้องอัด มิกซ์เสียง กระทั่งติดต่อโรงงานเพื่อปั๊มแผ่นซีดี
  ปัจจุบัน ญารินดาย้ายตัวเองกลับมาเป็นนักร้องสังกัดค่ายอีกครั้ง และค่ายเพลงที่เธอเลือกก็คือ ‘Smallroom’ ค่ายเพลงเล็กๆ ที่เปิดโอกาสให้เธอทำเพลงอย่างที่เธออยากทำ ในบรรยากาศของความเป็นพี่เป็นน้องที่รัก ดูแล และเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ถึงวันนี้ ญารินดามีอัลบั้มของตัวเองมาแล้ว 5 อัลบั้ม และทุกอัลบั้มได้รับคำชื่นชมเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอัลบั้มล่าสุด Schools ที่ทำให้เธอคว้ารางวัล Best Female Artist มาครองได้จาก 3 เวที คือสีสันอวอร์ด คมชัดลึก
อวอร์ด และแฟตอวอร์ด “แต่งงานแล้ว…เป็นอย่างไรบ้างคะ”
	“เหมือนเดิมเลยค่ะ เพราะรู้มาหลายปีแล้วว่าจะแต่ง เราหมั้นกันไว้ตั้งแต่ก่อนไปเรียนปริญญาโท พอเรียนจบ รับปริญญากันไปเมื่อช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน ก็เริ่มเตรียมงานแต่งเลย
	“ในแง่ชีวิตประจำวัน ปกติเจอกันทุกวันอยู่แล้ว เพราะทำงานที่เดียวกัน วิลล์สอนอยู่ที่จุฬาฯ มันตั้ง 9 ปีแล้วด้วยมังคะ เลยไม่ได้มีอะไรตื่นเต้น และนาก็ไม่อยากมีเซอร์ไพรส์แบบที่ เอ๊ะ...ฉันแต่งงานไปกับใครเนี่ย ฉันไม่รู้จักคนคนนี้ นั่นคือสิ่งที่ไม่ต้องการอย่างยิ่ง (หัวเราะ) ดีที่ทุกอย่างเหมือนเดิม นาไม่ได้คาดหวังว่าอะไรจะเปลี่ยนอยู่แล้ว”
	ญารินดาไม่ได้คาดหวังว่าจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปหลังแต่งงาน เช่นเดียวกันกับที่เธอไม่ได้คาดหวังอะไรไว้เกี่ยวกับวันแต่งงาน...	
	“วันแต่งงานน่าประทับใจกว่าที่คิดเอาไว้มากค่ะ ทั้งนาและวิลล์เป็นคนไม่มีพิธีรีตองอยู่แล้ว วิลล์นี่ไม่มีเลย วันเกิด คริสต์มาส ไม่เอาเลยค่ะ แต่เขาก็เข้าใจว่าในแง่ของครอบครัวเป็นสิ่งจำเป็น 
	“ถึงวันงาน นาก็ยังชิลล์ค่ะ ตอนเช้าช่างแต่งหน้ามาถึง นาให้ทุกคนแต่งไปก่อนเลย เจ้าสาวแต่งสุดท้าย เขาเริ่มแต่งกันตั้งแต่ 11 โมง แต่งไปแต่งมา 15.45 น. แขกมากันแล้วทั้งงาน นายังอยู่ในชุดเสื้อยืดกางเกงขาสั้นอยู่เลย พี่ช่างแต่งหน้าก็แบบ...‘เฮ้ย ชิลล์ไปหรือเปล่า เพิ่งเคยเห็นงานที่เจ้าสาวชิลล์ขนาดนี้’ นาก็เริ่มคิดว่า แย่ละ เพราะต้องเริ่มงานก่อนพระอาทิตย์ตก พอช่างผมช่างหน้ารุมทำจนเสร็จ นาแทบกระโดดเข้าชุดเลย
	“แทบจะวิ่งเข้างานเลยค่ะ เพราะงานจัดในสวนลิ้นจี่ ต้องเดินขึ้นเขาไปหน่อย คุณพ่อไปทำม้านั่งไม้เรียงเหมือนโบสถ์ไว้ โมเมนต์ที่วิ่งไปต่อท้ายขบวนได้สำเร็จ แล้วน้องสาวหันกลับมาจับมือ นาน้ำตาคลอเลย ไม่รู้เพราะแต่งตัวเสร็จทันหรือเปล่า (หัวเราะ) แต่มันเป็นความรู้สึกซาบซึ้งที่ทุกคนที่รักอยู่ตรงนั้น ความที่นาใช้ชีวิตอยู่ในหลายประเทศ ได้ไปรู้จัก รัก สนิทสนมกับคนหลากหลาย แต่ไม่เคยมีครั้งไหนเลยที่ทุกคนที่รักมาอยู่ที่เดียวกันแบบวันนั้น 
	“พอนาเห็นทุกคนตรงนั้น ร้องเลย ยังไม่ทันเข้างานก็ดราม่าแล้ว พอเดินเข้าไปเห็นวิลล์กับเพื่อนเจ้าบ่าวอยู่ข้างหน้า วิลล์ก็ร้องไห้ ร้องกันทั้งงาน เป็นงานที่งอแงมาก” เธอเล่าอย่างมีความสุข จากที่คุยกันเกือบ 2 ชั่วโมง ผู้หญิงที่นั่งตรงข้ามฉันดูจะพอใจในตัวเองและความเป็นตัวเองมาโดยตลอด แต่เพราะมนุษย์น้อยคนจะพอใจเต็มร้อยกับสิ่งที่ตัวเองเป็น ฉันจึงถามเธอว่ามีอะไรบ้างไหมที่เธอไม่ชอบเกี่ยวกับตัวเอง
	“เยอะเลยค่ะ (ยิ้มกว้าง) ส่วนใหญ่จะไม่ชอบเวลาเกิดปัญหา เวลาทำให้คนอื่นเสียใจโดยที่ไม่ได้ตั้งใจ เช่น นาเป็นคนพูดตรงมาก จำได้ว่าเพื่อนสนิทเคยบอกตั้งแต่ตอนอยู่ ป.3 ว่า ‘ญารินดา…เธอพูดจาขวานผ่าซากมาก’ นารู้ว่าอันนี้ทำให้คนเสียใจ หรืออีกข้อคือเป็นคนค่อนข้างเอาแต่ใจ ในแง่ที่ถ้าอยู่ในสถานการณ์ที่รู้สึกว่าไม่เห็นด้วยหรือไม่สำคัญ นาจะไม่ให้ความสำคัญเท่าไร แต่บางทีเรื่องเล็กๆ น้อยๆ พวกนี้ก็สำคัญกับคนรอบตัว”
	“แต่ชีวิตก็มีความสุขดีบนเงื่อนไขพวกนี้...” ฉันเปรยขึ้นมาลอยๆ
	“ถ้าจะมีความทุกข์ ก็คงเป็นกับบางเหตุการณ์ แต่นาโชคดีที่ครอบครัวดี แฟนดี เพื่อนดี นาไม่มีข้อแก้ตัวที่จะไม่มีความสุข ถ้าไม่มีความสุขแสดงว่าโง่” เธอตอบอย่างมั่นใจ
	คำตอบของเธอทำให้คิดต่อไปว่าเงื่อนไขทั้งหมดของชีวิตที่บอกมาเปิดโอกาสให้เธอ ‘เหลิง’ ได้ง่ายดายที่สุด
	“ญารินดาเหลิงไหมคะ” คือคำถามของฉัน
	“ไม่รู้ ต้องถามคนอื่น…แต่ไม่นะ นาว่านาออกจะถ่อมตัวและติดดินระดับหนึ่งในแง่การใช้ชีวิตทั่วไป นาไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองประสบความสำเร็จหรือดัง รู้สึกอย่างนั้นจริงๆ นาเป็นคนเฉยๆ ไม่ค่อยพูด ไม่เสียงดังโวยวาย ไม่ Outgoing ขนาดเจอใครแล้วตบบ่าทุกคน แต่ก็ไม่ได้เป็นคนดราม่า หรือวีน” 
	“อีโก้ล่ะคะ...มีไหม”
	“เป็นไปได้ เพราะสถาปัตย์ฯ เป็นคณะที่ทำร้ายสภาพจิตใจนักเรียนมากระดับหนึ่ง ทุกครั้งที่เราออกแบบ พรีเซ้นต์งาน จะมีอาจารย์รุมติว่าไม่ดีอย่างไร คุณต้องมั่นใจระดับหนึ่งว่ามันดี ซึ่งเป็นการปลูกฝังอีโก้ว่างานเจ๋งจริง นาเชื่อว่าสิ่งนี้มันซึมซับเข้ามาในตัว ทำให้เวลาตัดสินใจทำอะไรในชีวิต นาต้องมีเหตุผลและมั่นใจเสมอ ถ้าคนจะมองว่าความรู้สึกแบบนี้เป็นอีโก้ ก็เป็นไปได้ค่ะ 
	“นามั่นใจเสมอเวลาจะทำอะไร ถ้าไม่มั่นใจ...นาไม่ทำ” เหตุผลที่ญารินดาตัดสินใจเลือกวิลล์ คำตอบก็คือ ‘เป็นคนดี สม่ำเสมอ ซื่อสัตย์ ตรงไปตรงมา ดูแล มีน้ำใจ ช่างคิดช่างสงสัย ช่างมอง ฉลาด และเป็นคนดี’ นอกจากนี้ สาเหตุแรกที่ทำให้เธอสนใจผู้ชายคนนี้ คือความ ‘หล่อ’ ก็ยังคงอยู่เหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยน! 
  ญารินดาบอกว่าความสัมพันธ์ของเธอเริ่มต้นขึ้นจากความไม่แน่นอน เพราะฉะนั้นเธอจึงไม่วางแผน และใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบันเท่านั้น
  “นารู้สึกว่าแต่ไหนแต่ไรความสัมพันธ์นี้มันเกิดขึ้นจากความไม่แน่นอน นาเริ่มเป็นแฟนกับเขาตอนเรียนอยู่ปีสุดท้าย รู้ตั้งแต่ตอนนั้นแล้วว่าจะต้องแยกกัน เพราะนาต้องกลับเมืองไทย เลยไม่อยากมองไปไกลถึงอนาคต พอกลับเมืองไทย เขาตามมาอยู่ด้วย นาก็ไม่แน่ใจอยู่ดีว่าเขาจะชอบเมืองไทยไหม แล้วจะอย่างไรต่อ นาเลยคุ้นเคยกับการอยู่กับปัจจุบันมาก ไม่เคยวางแผนว่าต่อไปต้องเป็นอย่างไร ทุกอย่างเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้ามากกว่า”
Board: VOICE
(0)
Share
Volume
Keep by Volume
2876
FOLLOWER

กับบทบาทความเป็นครู

"วันที่เรานัดสัมภาษณ์ ญารินดามาเจอเราในสภาพหน้าเปลือยเปล่า (แต่ถ้าเข้าใจไม่ผิด เหมือนจะเห็นไลเนอร์บางๆ ที่ดวงตา) กับชุดเสื้อสีส้ม กางเกงขายาวสีดำ และรองเท้าส้นแบนแล้วคำถามเกี่ยวกับหน้าตาและการแต่งกายก็นำเราไปสู่อีกหนึ่งตัวตนของเธอ...การเป็นอาจารย์
“บอกว่าไม่ชอบแต่งหน้า-ทำผม แต่ด้วยอาชีพที่ทำเหมือนบังคับกลายๆ ให้ต้องแต่งนิดหนึ่งตลอดเวลา ทำใจยอมรับเรื่องนี้อย่างไรคะ” “บางครั้งก็หงุดหงิดค่ะ แต่นาไม่ได้ดังขนาดที่ต้องแต่งหน้า ดึงขนตาออกทุกวันไงคะ ถ้าเป็นแบบนั้นคงแย่เหมือนกัน ของนาเป็นแค่บางวันของอาทิตย์ เลยยังโอเค
“นายังมีภาคที่เดินอยู่ในจุฬาฯ สอนหนังสือ มีภาคที่คนรอบตัวเจอในบริบทอื่นๆ นาไม่รู้สึกว่าหน้าตาเปลือยๆ อย่างนี้ไปสอนไม่ได้ ไม่มีความกดดันว่าต้องดูดีตลอดเวลา อย่างแฟนจะแอนตี้เวลานาแต่งหน้ามาก โดนว่าทุกครั้ง เพราะฉะนั้นเลยไม่มีปัญหาว่าต้องทำตัวดูดีตลอดเวลา”“ชอบสอนมากนะคะ แต่ก็มาค้นพบว่า ณ ตอนนั้นที่สอนครั้งแรก นาเด็กมาก จบแล้วสอนเลย ตอนนั้นนาอายุ 24 ปี สอนเด็กปี 1 อายุ 18 รู้สึกว่าอายุห่างกับเด็กน้อย และคิดว่าตัวเองฉลาดไม่พอ
“แต่นาก็ค่อยๆ พอใจตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ ยังไม่ได้พอใจว่าตัวเองเป็นอาจารย์ที่สอนดี สอนเก่ง แต่พอมีระยะห่างกับเด็กมากขึ้น ก็รู้สึกว่ารู้มากกว่าเด็กแล้ว” ปัจจุบันนี้ ในห้องสอนที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อาจารย์ญารินดาพยายามปลูกฝังวัฒนธรรมการกล้าคิด กล้าถาม กล้าไม่เห็นด้วย และกล้าแสดงออกให้นิสิต เธอบอกว่าการสอนหนังสือเหมือนการได้เซอร์ไพรส์อยู่เรื่อยๆ เพราะสมองของเธอและนิสิตเป็นคนละก้อนกัน ดังนั้น จึงมีหลายครั้งที่ความคิดจากสมองก้อนอื่นๆ ทำให้เธอทึ่ง"
1 KEEP
Volume
0 LOVES
COMMENT