The FesTival  Business MUSICทำไมคอนเสิร์ตยังคงเป็น เรื่องหอมหวานสำหรับธุรกิจดนตรี ค่าบัตรคอนเสิร์ตโดยเฉลี่ยในบ้านเราทุกวันนี้หากเทียบจากเงินในกระเป๋าที่ทุกคนมีนั้น ก็ต้องบอกว่าเป็นเงินจำนวนไม่น้อยทีเดียว แต่ก็น่าแปลกที่ตั๋วราคา 2,000 บาท ก็ยังเป็นความบันเทิงที่ทุกคนอยากควักกระเป๋าสตางค์เข้าไปดูอยู่ดี ซึ่งนั่นก็เป็นผลบวกสำหรับอุตสาหกรรมดนตรี ที่ทุกวันนี้การหาเพลงฟังฟรีๆ นั้นง่ายพอๆ กับหาชั้นวางหมากฝรั่งในร้านสะดวกซื้อเลยทีเดียว 
 ธุรกิจใหม่ของอุตสาหกรรมดนตรีจึงไม่ใช่เรื่องของการปั๊มซีดีออกขายหรือหวังพึ่งยอดดาวน์โหลดแต่เพียงอย่างเดียว ยุคนี้นักร้องที่จะรักษาตัวรอดได้ คือนักร้องที่มีงานโชว์เท่านั้น 
 สำหรับธุรกิจดนตรีระดับโลก การจัดคอนเสิร์ตในรอบ 10 ปีที่ผ่านนั้น มีตัวเลขการเติบโต ที่เรียกได้ว่ามหาศาล ดูจากยอดรายได้ของบริษัทรับจัดคอนเสิร์ตอย่างวินซ์ เพาเวอร์ในอังกฤษ บริษัทรับจัดเทศกาลดนตรีและคอนเสิร์ตต่างๆ เช่นงาน Hop Farm Festival ในอังกฤษ และเทศกาล Benic.ssim ในสเปน 5 ปีที่แล้วพวกเขาเคยมีรายได้ราว 320 ล้านบาทแต่ปีที่ผ่านมา รายได้พุ่งทะยานขึ้นไปเป็น 4,900 ล้านบาทจากการขยายธุรกิจรับจัดคอนเสิร์ต 
 หากถอยหลังยาวๆ  มองดูภาพรวมของธุรกิจจัดคอนเสิร์ตในอังกฤษพบว่าในรอบ 10 ปีที่ผ่านมานั้นมีตัวเลขเติบโตสูงถึงร้อยละ 73 เป็นธุรกิจที่โตสวนทางกับธุรกิจอื่นๆ ในอังกฤษซึ่งดูเหมือนจะซบเซาลงทุกที ตัวเลขรวมของธุรกิจนี้เมื่อเทียบกับ 10 ปีที่แล้ว ซึ่งแทบจะไม่สามารถสร้างรายได้อะไรได้เป็นกอบเป็นกำ แต่ทุกวันนี้มันสามารถทำเงินได้ถึงปีละราว 41,854 ล้านบาท และสำหรับในอเมริกา รายได้ของธุรกิจนี้สูงพอที่จะซื้อประเทศเล็กๆ ได้ประเทศหนึ่งเลยทีเดียว นั่นคือราว 141,565 ล้านบาท ธุรกิจเหล่านี้ยังโยงใยไปถึงธุรกิจอื่นๆ ที่เติบโตตามมาอีกด้วย ทั้งธุรกิจการจัดแสงสีเสียง อาชีพนักเต้น นักดนตรี ธุรกิจโทรทัศน์เคเบิล และรวมไปถึงธุรกิจการขายตั๋วออนไลน์ซึ่งเติบโตขึ้นร้อยละ 40 เมื่อเทียบกับปี 2000 
 และกล้าพูดได้เลยว่า ศิลปินใหญ่ๆ ระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นมาดอนน่า เลดี้ กาก้า ยูทู หรือแบล็กอายด์พีส์ แม้เพลงจะดูเป็นเพลงอิเล็กทรอนิกส์มาก แต่พวกเขาก็ต้องทำดนตรีที่ต้องคิดถึงเรื่องของการแสดงสดให้มากขึ้นกว่าเดิมแน่นอน โดยเฉพาะมาดอนน่า ซึ่งจับกระแสเรื่องธุรกิจโชว์ได้ก่อนใครเพื่อน และเซ็นสัญญาการทำอัลบั้มกับบริษัทจัดคอนเสิร์ต แทนที่จะเป็นค่ายเพลงเหมือนในสมัยก่อน 
 ธุรกิจการจัดเทศกาลคอนเสิร์ตได้กลายเป็นตัวจักรสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมดนตรีอย่างปฏิเสธไม่ได้  ความเย้ายวนของดนตรีไม่ได้เกิดขึ้นแต่เฉพาะกับคนฟังเท่านั้น  สินค้าต่างๆ ต่างเล็งเห็นความสามารถในการดึงผู้คนไว้ด้วยกัน เราจึงเริ่มเห็นการทำการตลาดแบบ Festival Branding ถือเป็นช่องทางใหม่ที่ดูไปได้สวยกับทั้งตัวศิลปิน ตัวผู้สนับสนุน และผู้ฟังด้วยเช่นกัน 
 ในต่างประเทศสินค้าใหญ่ๆ หลายต่อหลายแบรนด์ ที่เริ่มให้ความสนใจกับการทำการตลาดเรื่องนี้อย่าง จริงจัง โดยการเข้าไปเป็นผู้สนับสนุนหลักของเทศกาลดนตรีต่างๆ หรือกระทั่งทำเทศกาลดนตรีของตัวเองขึ้นมาเลย ไม่ว่าจะเป็นแอปเปิ้ล รถยนต์ฟอร์ด กูเกิล หรือแม้แต่บริษัทผลิตชิปคอมพิวเตอร์อย่างอินเทลก็ร่วมวงกับเขาด้วย 
 ปรากฏการณ์แบบนี้เราก็เริ่มเห็นบ้างแล้วในประเทศไทย การเกิดขึ้นของบริษัทอย่าง บริษัท เกเร 
จำกัด ของ ยุทธนา บุญอ้อม โดยอาศัยประสบการณ์จากการทำ แฟต เฟสติวัล สร้างแบรนด์เทศกาลดนตรี 
ขึ้นมาใหม่อย่าง บิ๊ก เมาเท่น ให้เป็นที่จดจำเป็นผลสำเร็จ  เขามองว่าการประสบความสำเร็จในธุรกิจนี้ สิ่งจำเป็น
Board: Music
(0)
Share
GM
Keep by GM
2469
FOLLOWER

The FesTival Business MUSICทำไมคอนเสิร์ตยังคงเป็น เรื่องหอมหวานสำหรับธุรกิจดนตรี

"ค่าบัตรคอนเสิร์ตโดยเฉลี่ยในบ้านเราทุกวันนี้หากเทียบจากเงินในกระเป๋าที่ทุกคนมีนั้น ก็ต้องบอกว่าเป็นเงินจำนวนไม่น้อยทีเดียว แต่ก็น่าแปลกที่ตั๋วราคา 2,000 บาท ก็ยังเป็นความบันเทิงที่ทุกคนอยากควักกระเป๋าสตางค์เข้าไปดูอยู่ดี ซึ่งนั่นก็เป็นผลบวกสำหรับอุตสาหกรรมดนตรี ที่ทุกวันนี้การหาเพลงฟังฟรีๆ นั้นง่ายพอๆ กับหาชั้นวางหมากฝรั่งในร้านสะดวกซื้อเลยทีเดียว
ธุรกิจใหม่ของอุตสาหกรรมดนตรีจึงไม่ใช่เรื่องของการปั๊มซีดีออกขายหรือหวังพึ่งยอดดาวน์โหลดแต่เพียงอย่างเดียว ยุคนี้นักร้องที่จะรักษาตัวรอดได้ คือนักร้องที่มีงานโชว์เท่านั้น
สำหรับธุรกิจดนตรีระดับโลก การจัดคอนเสิร์ตในรอบ 10 ปีที่ผ่านนั้น มีตัวเลขการเติบโต ที่เรียกได้ว่ามหาศาล ดูจากยอดรายได้ของบริษัทรับจัดคอนเสิร์ตอย่างวินซ์ เพาเวอร์ในอังกฤษ บริษัทรับจัดเทศกาลดนตรีและคอนเสิร์ตต่างๆ เช่นงาน Hop Farm Festival ในอังกฤษ และเทศกาล Benic.ssim ในสเปน 5 ปีที่แล้วพวกเขาเคยมีรายได้ราว 320 ล้านบาทแต่ปีที่ผ่านมา รายได้พุ่งทะยานขึ้นไปเป็น 4,900 ล้านบาทจากการขยายธุรกิจรับจัดคอนเสิร์ต
หากถอยหลังยาวๆ มองดูภาพรวมของธุรกิจจัดคอนเสิร์ตในอังกฤษพบว่าในรอบ 10 ปีที่ผ่านมานั้นมีตัวเลขเติบโตสูงถึงร้อยละ 73 เป็นธุรกิจที่โตสวนทางกับธุรกิจอื่นๆ ในอังกฤษซึ่งดูเหมือนจะซบเซาลงทุกที ตัวเลขรวมของธุรกิจนี้เมื่อเทียบกับ 10 ปีที่แล้ว ซึ่งแทบจะไม่สามารถสร้างรายได้อะไรได้เป็นกอบเป็นกำ แต่ทุกวันนี้มันสามารถทำเงินได้ถึงปีละราว 41,854 ล้านบาท และสำหรับในอเมริกา รายได้ของธุรกิจนี้สูงพอที่จะซื้อประเทศเล็กๆ ได้ประเทศหนึ่งเลยทีเดียว นั่นคือราว 141,565 ล้านบาท ธุรกิจเหล่านี้ยังโยงใยไปถึงธุรกิจอื่นๆ ที่เติบโตตามมาอีกด้วย ทั้งธุรกิจการจัดแสงสีเสียง อาชีพนักเต้น นักดนตรี ธุรกิจโทรทัศน์เคเบิล และรวมไปถึงธุรกิจการขายตั๋วออนไลน์ซึ่งเติบโตขึ้นร้อยละ 40 เมื่อเทียบกับปี 2000
และกล้าพูดได้เลยว่า ศิลปินใหญ่ๆ ระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นมาดอนน่า เลดี้ กาก้า ยูทู หรือแบล็กอายด์พีส์ แม้เพลงจะดูเป็นเพลงอิเล็กทรอนิกส์มาก แต่พวกเขาก็ต้องทำดนตรีที่ต้องคิดถึงเรื่องของการแสดงสดให้มากขึ้นกว่าเดิมแน่นอน โดยเฉพาะมาดอนน่า ซึ่งจับกระแสเรื่องธุรกิจโชว์ได้ก่อนใครเพื่อน และเซ็นสัญญาการทำอัลบั้มกับบริษัทจัดคอนเสิร์ต แทนที่จะเป็นค่ายเพลงเหมือนในสมัยก่อน
ธุรกิจการจัดเทศกาลคอนเสิร์ตได้กลายเป็นตัวจักรสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมดนตรีอย่างปฏิเสธไม่ได้ ความเย้ายวนของดนตรีไม่ได้เกิดขึ้นแต่เฉพาะกับคนฟังเท่านั้น สินค้าต่างๆ ต่างเล็งเห็นความสามารถในการดึงผู้คนไว้ด้วยกัน เราจึงเริ่มเห็นการทำการตลาดแบบ Festival Branding ถือเป็นช่องทางใหม่ที่ดูไปได้สวยกับทั้งตัวศิลปิน ตัวผู้สนับสนุน และผู้ฟังด้วยเช่นกัน
ในต่างประเทศสินค้าใหญ่ๆ หลายต่อหลายแบรนด์ ที่เริ่มให้ความสนใจกับการทำการตลาดเรื่องนี้อย่าง จริงจัง โดยการเข้าไปเป็นผู้สนับสนุนหลักของเทศกาลดนตรีต่างๆ หรือกระทั่งทำเทศกาลดนตรีของตัวเองขึ้นมาเลย ไม่ว่าจะเป็นแอปเปิ้ล รถยนต์ฟอร์ด กูเกิล หรือแม้แต่บริษัทผลิตชิปคอมพิวเตอร์อย่างอินเทลก็ร่วมวงกับเขาด้วย
ปรากฏการณ์แบบนี้เราก็เริ่มเห็นบ้างแล้วในประเทศไทย การเกิดขึ้นของบริษัทอย่าง บริษัท เกเร
จำกัด ของ ยุทธนา บุญอ้อม โดยอาศัยประสบการณ์จากการทำ แฟต เฟสติวัล สร้างแบรนด์เทศกาลดนตรี
ขึ้นมาใหม่อย่าง บิ๊ก เมาเท่น ให้เป็นที่จดจำเป็นผลสำเร็จ เขามองว่าการประสบความสำเร็จในธุรกิจนี้ สิ่งจำเป็น
"
1 KEEP
GM
0 LOVES
COMMENT