Ender’s Game หนังที่เด็กดูได้ผู้ใหญ่ดูดี ตายๆๆ ถ้าทุกคนมีความคิดแบบ ‘ผู้ใหญ่’ไม่วันใดก็วันหนึ่งอาจเกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 ก็เป็นได้ครับ ทางที่ดีเราน่าจะลองหันมาใช้วิธีการและความคิดแบบ ‘เด็ก’ กันบ้างนะครับ อาจได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าก็ได้

Ender’s Game หนังที่เด็กดูได้ผู้ใหญ่ดูดี ภาพสวยอลังการ แถมยังแฝง ‘วิธีคิด’ที่หลายคนต้องหันกลับมามองว่าตนเองนั้น‘คิด’ ดีหรือยัง
เมื่อการเล่นเกมไม่ได้มีไว้เพื่อชนะคอมพิวเตอร์แต่เพื่อฝึกฝนไว้รับมือ และควบคุมกองทัพสำหรับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์สิ่งมีชีวิตจากนอกโลก Ender’s Game (เอนเดอร์ เกม) เป็นเรื่องราวของ‘เอนเดอร์ วิกกิน’(อาซา บัตเตอร์ฟิลด์ จาก Hugo)เด็กหนุ่มผู้ถูกคัดเลือกให้เข้าเรียนในโรงเรียนสัประยุทธ์ สถาบันพิเศษที่รวบรวมเด็กอัจฉริยะจากทั่วโลกมาเรียนรู้ทักษะด้านต่างๆ เพื่อก้าวสู่ตำแหน่งผู้บัญชาการแห่งกองกำลังพิทักษ์โลกภายใต้การฝึกฝนทั้งทักษะบัญชาการและยุทธศาสตร์ของสงครามอวกาศ เพื่อเตรียมพร้อมสู่ภารกิจปกป้องโลกจากผู้รุกรานที่อันตรายที่สุดซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตต่างดาวรูปร่างคล้ายแมลงที่เรียกว่า‘บักเกอร์’

แต่ก่อนจะมาเล่าเรื่องหนัง ขอผมบ่นเรื่องทัศนคติของ ‘ผู้ใหญ่’ ที่มีต่อ ‘เด็กเล่นเกม’ สักหน่อยครับ

คุณเคยได้ยินข่าวเกี่ยวกับผลเสียของเกมบ้างหรือไม่ครับ ไม่ว่าจะเป็น ผลการเรียนไม่ดีก็โทษเกม เด็กก่ออาชญากรรมก็โทษเกม เด็กฆ่าตัวตายก็โทษเกม บางครอบครัววิตกจริตเกี่ยวกับเรื่องนี้ จนสั่งห้ามลูกหลานเล่นเกมเด็ดขาด

กลายเป็นว่าเกมคือ ‘ผู้ร้าย’ ในสังคมไทยไปเสียแล้ว

ขณะที่ต่างประเทศถือว่าเกมเป็นส่วนหนึ่งที่สามารถพัฒนาสมองและการเรียนรู้ของเด็กได้ และไม่จำเป็นว่าต้องเป็นเด็กเท่านั้นที่เล่นเกม ผู้ใหญ่หลายคนก็ชื่นชอบและหลงใหลในการเล่นเกม

แถมเกมยังถือว่าเป็น E-Sport อีกด้วย หลายคนที่มีอาชีพเป็น ‘เกมเมอร์’ พวกเขามีรายได้จากการแข่งขันเกม ทดสอบเกม รวมไปถึงช่วยบริษัทเกมพัฒนาเกม

บ้านเราก็มีอาชีพเกมเมอร์นะครับ แถมยังมีฝีมือฉกาจอีกด้วย เพียงแต่ว่าไม่มีใครสนับสนุนแถมทัศนคติส่วนใหญ่ก็มองพวกเขาเป็นแค่เด็กเนิร์ด วันๆ ไม่ทำอะไร นอกจากเล่นเกมเท่านั้น

ขอบ่นแค่นี้ละครับ เพราะถ้าบ่นมากไปคอลัมน์แนะนำหนังจะกลายเป็นคอลัมน์ปัญหาสังคมไปเสียก่อน คือความเป็นผู้นำและการฆ่า แต่ก่อนที่จะไปพูดคุยกันถึง 2 ประเด็นนั้น มาพูดถึงประโยคแรกจากหนังที่ถือว่าเป็นประโยคหลังของเรื่องกันดีกว่าครับ

‘เมื่อคุณต้องการจัดการศัตรู คุณต้องรู้ถึงความคิดของศัตรู และถ้าคุณรู้ความคิด คุณก็รู้สึกรักศัตรู’ นี่คือประโยคจั่วหัวของหนังเลยครับ เรามาลองวิเคราะห์ประโยคนี้ดีกว่า

ไม่ว่าศัตรูจะเป็นใคร จะเก่งมาจากไหน ย่อมมีทั้งจุดแข็งและจุดอ่อน ซึ่งจุดอ่อนของหลายคนก็มาจากความคิดที่ผิดพลาด ไม่ว่าความผิดพลาดนั้นจะเกิดจากสิ่งแวดล้อม ผู้คนรอบข้าง เกิดขึ้นในระยะเวลาอันสั้นหรือยาวนาน ต่างก็ถือว่าเป็นความผิดพลาดร้ายแรงทั้งสิ้น ดังนั้น ผู้ที่รู้ถึงความคิด(อันผิดพลาด) ของศัตรู ย่อมที่จะใช้ความคิด(ที่ไม่ผิดพลาด) ของตนเองเข้าโจมตีอย่างรวดเร็วและรุนแรง

แต่...ถ้าลองวิเคราะห์ถึงความคิดของศัตรูที่ต้องการเป็นศัตรูเรา เราอาจพบว่าความคิดนั้นก็มี ‘เหตุผลจำเป็น’ แตกต่างกันไป และนั่นเองอาจทำให้เรารักศัตรูด้วยเหตุผลต่างๆ

ไม่แน่นะครับ สถานการณ์บ้านเมืองเราตอนนี้อาจเกิดจากการที่เราไม่เคยรู้ถึงความคิดของอีกฝ่ายอย่างลึกซึ้ง และเมื่อต่างคนต่างไม่รู้ความคิดของอีกฝ่าย ก็จะไม่มีทางรักฝ่ายตรงข้ามได้อย่างแน่นอน

ต่อกันด้วยเรื่องของ ‘ความเป็นผู้นำ’ บ้างครับ

ในช่วงแรกของการคัดเด็กอัจฉริยะ จะทำการฝึกฝนและคัดตัวในฐานทัพบนโลก เด็กทุกคนจะต้องติดเครื่องส่งสัญญาณและมีกล้องจับตาตลอดเวลา สาเหตุที่ใช้เด็กเพราะเด็กทุกคนจะมีจินตนาการที่ผู้ใหญ่ขาดหายไป และจินตนาการนั้นเองที่สามารถนำไปประยุกต์เพื่อทำลายศัตรูได้

เอนเดอร์เป็นเด็กที่เรียกได้ว่าเป็นอัจฉริยะเหนืออัจฉริยะ เขามีทั้ง ‘ความสงสาร (ต่อศัตรู)’และ ‘ความเกรี้ยวกราด’ ซึ่งอารมณ์ทั้ง 2 สมดุลกันอย่างดี เอนเดอร์สามารถควบคุมทั้งความสงสารและความเกรี้ยวกราดให้มากขึ้นหรือน้อยลงตามสถานการณ์ ความสามารถนั้นเองที่ทำให้เขาผ่านด่านต่อไป ได้ไปฝึกยังฐานทัพในอวกาศ เป็นคนแรกของครอบครัวที่สามารถผ่านด่านแรกได้สำเร็จ เนื่องจากพี่ชายของเขามีความเกรี้ยวกราดมากเกินไป และพี่สาวของเขาก็มีความสงสารมากเกินไป

เมื่อถึงฐานทัพอวกาศ เอนเดอร์ต้องเจอและรวมกลุ่มกับเด็กคนอื่นที่ได้รับการคัดเลือกเหมือนกับเขา ซึ่งแต่ละคนมีความสามารถแตกต่างกันไป แน่นอนว่าแต่ละคนย่อมมีอีโก้แตกต่างกันไปด้วย

เบอร์นาดเป็นเด็กในกลุ่มเดียวกับเอนเดอร์เขามีอีโก้ที่สูงมาก แถมยังตั้งตนเป็นอริกับเอนเดอร์ตั้งแต่เห็นหน้าครั้งแรก แน่นอนว่าเอนเดอร์ได้ใช้ความสามารถของเขาในการจัดการอริอย่างแยบคาย เขาล่วงรู้ถึงความคิดของเบอร์นาดเป็นอย่างดีนั่นเองที่ทำให้เขารักเบอร์นาด โดยจะเห็นได้จากตอนที่เอนเดอร์สามารถผ่านด่านต่อไปกลายเป็นผู้บัญชาการ เบอร์นาดก็กลายเป็นลูกทีมของเขาด้วย มีประโยคสนทนาหนึ่งเมื่อเบอร์นาดรู้ว่าเอนเดอร์เลือกเขาเป็นลูกทีม เขาจึงพูดกับเอนเดอร์ว่า ‘นายรู้ไม่ใช่หรือ ว่าฉันเป็นศัตรูนาย’ เอนเดอร์ ตอบกลับไปอย่างมีไหวพริบ ‘ฉันรู้ และฉันรู้ว่านายเก่งพอที่จะช่วยให้ฉันสำเร็จภารกิจได้ หรือว่านายทำไม่ได้’

ว้าว! เป็นคำพูดที่เด็ดมากเลยครับ เพราะกับคนหยิ่งอีโก้สูง เมื่อมาเป็นลูกน้อง หัวหน้าต้องพูดแบบให้ความไว้วางใจ ขณะเดียวกันการท้าทาย ก็ช่วยกระตุ้นให้เขาแสดงพลังออกมาได้มากกว่าที่เป็นอยู่ ประโยคสนทนานี้แสดงให้เห็นว่าเอนเดอร์เป็นผู้นำที่ยอดเยี่ยม

จบเรื่องความเป็นผู้นำแล้วครับ มาพูดถึงเรื่องการฆ่าต่อเลยครับ

เอนเดอร์เชื่อว่า ‘การฆ่า’ ศัตรูนั้นทำได้หลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นการทำให้เสียชีวิต การเจรจาต่อรองอย่างสันติ ที่เอนเดอร์คิดอย่างนี้เพราะเขาคิดว่า สามารถใช้ความสามารถในการรับรู้ ‘ความคิด’ของอีกฝ่ายได้ เมื่อรู้ความคิดแล้วก็สามารถเปลี่ยนแปลงวิธีคิดได้เช่นกัน

และถ้ารู้ความคิดของศัตรูก็สามารถเปลี่ยนศัตรูให้กลายเป็นมิตร (อย่างที่เอนเดอร์ทำกับเบอร์นาด) น่าจะเป็นวิธีที่ดีกว่าการเข่นฆ่าเอาชีวิต

แต่ในขณะเดียวกัน ความคิดของผู้ใหญ่อย่างหัวหน้าของเอนเดอร์ กลับคิดว่าการเข่นฆ่าศัตรูให้หมด (ล้างเผ่าพันธุ์) เป็นความคิดที่ถูกต้อง เพราะถ้าไม่ทำอย่างนั้นศัตรูอาจย้อนกลับมาล้างเผ่าพันธุ์ตนเองได้
(0)
Share
Volume
Keep by Volume
2876
FOLLOWER

Ender’s Game หนังที่เด็กดูได้ผู้ใหญ่ดูดี

"ตายๆๆ ถ้าทุกคนมีความคิดแบบ ‘ผู้ใหญ่’ไม่วันใดก็วันหนึ่งอาจเกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 ก็เป็นได้ครับ ทางที่ดีเราน่าจะลองหันมาใช้วิธีการและความคิดแบบ ‘เด็ก’ กันบ้างนะครับ อาจได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าก็ได้
Ender’s Game หนังที่เด็กดูได้ผู้ใหญ่ดูดี ภาพสวยอลังการ แถมยังแฝง ‘วิธีคิด’ที่หลายคนต้องหันกลับมามองว่าตนเองนั้น‘คิด’ ดีหรือยัง"
1 KEEP
Volume
0 LOVES
COMMENT