KEYS TO SUCCESS เบื้องหลังความสำเร็จของสองหนุ่มนักดนตรีชาวอเมริกันในนาม The Black Keys นั้น มาจากความทุ่มเทและตั้งใจทำงานอย่างจริงจังสุดความสามารถ

เมื่อพูดถึงสองหนุ่มแห่งวง The Black Keys หลายๆคนที่รู้จักพวกเขาดีมักจะบอกว่าเขาทั้งคู่ไม่มีอะไรที่เหมือนกันเลย นอกจากความรักเสียงดนตรี Dan Auerbach มือกีตาร์และนักร้องนำของวงนั้นมีน้ำเสียงแหบที่มาพร้อมกับมุกตลกเชิงประชดประชัน ในขณะที่มือกลองอย่าง Patrick Carney นั้นค่อนข้างที่จะพูดจาคล่องแคล่วและกระตือรือร้นแสดงออกอย่างร่าเริงมากกว่า อย่างไรก็ดีทั้งคู่ก็ร่วมหัวจมท้ายก่อตั้งวงดนตรีร็อกที่กลายมาเป็นที่รักของคนทั้งโลกเหนือวงดนตรีป๊อปวงอื่นๆ ที่กำลังครอบครองโลกดนตรีสากลอยู่ในขณะนี้ได้อย่างไม่น้อยหน้าใคร Auerbach ในวัย 32 ปี และ Carney ในวัย 31 ปี เริ่มต้นก่อตั้งวงดนตรีของพวกเขาครั้งแรกในบ้านเกิดที่เมือง Akron รัฐโอไฮโอในช่วงวัยรุ่นที่ทั้งคู่ต่างคลั่งไคล้ดนตรีอินดี้ร็อก การาจพังก์ และบลูส์ โดยมีนักดนตรีในดวงใจคือ Junior Kimbrough และ Howlin' Wolf ซึ่งความชอบส่วนตัวนี้เห็นได้ชัดจากผลงานแรกๆ ของทั้งคู่ อย่างอัลบั้ม The Big Come up ในปี 2002 และ Thickfreakness ในปี 2003 ที่ได้รับการกล่าวถึงว่าเต็มไปด้วยความดิบอันทรงพลังและน่าสนใจในความแปลกใหม่ แต่เมื่อพวกเขาเริ่มเติบโต พัฒนาการทางดนตรีของทั้งคู่ก็เริ่มมีมากขึ้นตามลำดับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการได้ร่วมงานกับ Brian Burton หรือที่หลายคนรู้จักกันดีในนาม Danger Mouse โปรดิวเซอร์ฝีมือเยี่ยมที่ทั้งคู่ได้มีโอกาสร่วมงานกันในปี 2008 กับอัลบั้มที่ 5 ของวงในชื่อ Attack & Release รวมถึงซิงเกิลดัง Tighten Up จากสตูดิโออัลบั้ม Brothers ในปี 2010 อัลบั้มสร้างชื่อที่เริ่มทำให้ The Black Keys กลายมาเป็นที่พูดถึงในวงกว้างหลังจากใช้เวลาสร้างงานมานานเกือบทศวรรษ

อัลบั้มในปี 2010 นี้ไม่เพียงแต่จะกลายมาเป็นอัลบั้มเปิดตัวของวงที่ได้รับการยอมรับเท่านั้น แต่ยังมียอดขายที่ขึ้นชาร์ตบิลบอร์ดได้ถึงอันดับที่ 3 รวมถึงการได้รับรางวัลแกรมมี่มาไว้ในครอบครองถึง 3 รางวัล ส่งผลให้เขาทั้งคู่ก้าวผ่านการเป็นเพียงวงอินดี้ร็อกใต้ดินวงเล็กๆ มาเป็นหนึ่งในวงดนตรีคุณภาพได้สำเร็จ ซึ่งถึงกระนั้นทั้งคู่ก็ยังไม่หยุดที่จะสร้างสรรค์โปรเจกต์สนุกๆ ที่ไม่ได้เป็นที่ฮือฮาในวงกว้างอยู่เช่นเดิม อย่างเช่น โปรเจกต์ Blakroc ที่เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2009 โดยหันไปจับเอาดนตรีฮิปฮอปต้นยุค 1990 กลับมาเรียบเรียงและสร้างสรรค์เพิ่มเติม ซึ่งมีนักร้องและนักดนตรีฮิปฮอปมากหน้าทั้ง Q-tip, Mos Def ไปจนถึง Wu-Tang Clan เข้าร่วมกับโปรเจกต์พิเศษนี้กันอย่างคึกคัก

ปี 2012 ทั้งคู่กลับมาอีกครั้งกับ El Camino อัลบั้มที่ทั้ง Auerbach และ Carney ตั้งใจกลับไปร่วมงานกับ Burton โปรดิวเซอร์คู่ใจของพวกเขาอีกครั้งซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ก็ยังคงเป็นที่น่าพอใจอยู่เช่นเดิม ผลงานชิ้นนี้ได้รับการยกย่องจากนักวิจารณ์ว่าเต็มไปด้วยอุดมคติ ฟังง่าย แต่ยังคงลุ่มลึกทั้งในเชิงดนตรีและเนื้อหา ซึ่งเป็นผลมาจากการย้อนกลับไปมองรากเหง้าของวงและไปเข้าห้องอัดกันไกลถึง Nashville ซึ่งความสำเร็จของ El Camino ก็ทวีความร้อนแรงยิ่งขึ้นโดยเปิดตัวถึงอันดับที่ 2 ในชาร์ต และขายไปได้กว่า 206,000 ก๊อบปี้ภายในหนึ่งสัปดาห์ กลายเป็นของขวัญฉลอง 15 ปีในการก่อตั้งวงของพวกเขา และฉลองหนึ่งทศวรรษในการออกอัลบั้มแรกเพื่อเข้าสู่วงการด้วยเช่นกัน

ล่าสุดกับสตูดิโออัลบั้มหมายเลข 8 ในนาม Turn Blue เขาทั้งคู่ยังคงกลับไปใช้บริการจากโปรดิวเซอร์คู่ใจ Danger Mouse ทั้งการร่วมโปรดิวซ์และร่วมเขียนเพลงในอัลบั้ม ซึ่งทั้งคู่เปิดตัวอัลบั้มล่าสุดผ่านทวิตเตอร์ของนักมวยชื่อดังในตำนานอย่าง Mike Tyson ที่กลายมาเป็นหนึ่งในสาวกคนสำคัญของ The Black Keys ไปเป็นที่เรียบร้อย ก่อนที่จะเริ่มโปรโมตงานใหม่ผ่านทางยูทูบซึ่งเผยให้เห็นว่างานใหม่ที่เป็นที่คาดหวังของแฟนดนตรีทั่วโลกนั้นมาพร้อมกับสไตล์ดนตรีในแบบไซคิเดลิกร็อกและโซล โดยมีซิงเกิลเปิดตัวอย่าง Fever และ Turn Blue เป็นผลงานติดอันดับทันทีที่เปิดขาย ส่งผลให้งานในอัลบั้มล่าสุดขึ้นไปถึงอันดับหนึ่งทั้งในสหรัฐฯและออสเตรเลีย ถือเป็นครั้งแรกที่ทั้งคู่สามารถครองอันดับสูงสุดในตารางบิลบอร์ดได้เป็นผลสำเร็จ "พวกเราไม่ได้มีความคาดหวังหรือความฝันอะไรมากมาย เพราะสิ่งเหล่านั้นจะย้อนกลับมากัดคุณในภายหลังได้" Auerbach ยืนยันถึงความตั้งใจของพวกเขา "พวกเรารู้ตัวเองเสมอว่ามาจากไหน และความเร็วที่เราจะเดินไปต่อ สิ่งเดียวที่ทำให้เรายังคงเดินไปข้างหน้าก็คือ คาดหวังให้น้อยที่สุด พวกผมแค่มีความสุขที่ได้ทำงานเพลงต่อไป"
(2)
Share
Vogue
Keep by Vogue
10270
FOLLOWER

KEYS TO SUCCESS

"เบื้องหลังความสำเร็จของสองหนุ่มนักดนตรีชาวอเมริกันในนาม The Black Keys นั้น มาจากความทุ่มเทและตั้งใจทำงานอย่างจริงจังสุดความสามารถ
เมื่อพูดถึงสองหนุ่มแห่งวง The Black Keys หลายๆคนที่รู้จักพวกเขาดีมักจะบอกว่าเขาทั้งคู่ไม่มีอะไรที่เหมือนกันเลย นอกจากความรักเสียงดนตรี Dan Auerbach มือกีตาร์และนักร้องนำของวงนั้นมีน้ำเสียงแหบที่มาพร้อมกับมุกตลกเชิงประชดประชัน ในขณะที่มือกลองอย่าง Patrick Carney นั้นค่อนข้างที่จะพูดจาคล่องแคล่วและกระตือรือร้นแสดงออกอย่างร่าเริงมากกว่า อย่างไรก็ดีทั้งคู่ก็ร่วมหัวจมท้ายก่อตั้งวงดนตรีร็อกที่กลายมาเป็นที่รักของคนทั้งโลกเหนือวงดนตรีป๊อปวงอื่นๆ ที่กำลังครอบครองโลกดนตรีสากลอยู่ในขณะนี้ได้อย่างไม่น้อยหน้าใคร Auerbach ในวัย 32 ปี และ Carney ในวัย 31 ปี เริ่มต้นก่อตั้งวงดนตรีของพวกเขาครั้งแรกในบ้านเกิดที่เมือง Akron รัฐโอไฮโอในช่วงวัยรุ่นที่ทั้งคู่ต่างคลั่งไคล้ดนตรีอินดี้ร็อก การาจพังก์ และบลูส์ โดยมีนักดนตรีในดวงใจคือ Junior Kimbrough และ Howlin' Wolf ซึ่งความชอบส่วนตัวนี้เห็นได้ชัดจากผลงานแรกๆ ของทั้งคู่ อย่างอัลบั้ม The Big Come up ในปี 2002 และ Thickfreakness ในปี 2003 ที่ได้รับการกล่าวถึงว่าเต็มไปด้วยความดิบอันทรงพลังและน่าสนใจในความแปลกใหม่ แต่เมื่อพวกเขาเริ่มเติบโต พัฒนาการทางดนตรีของทั้งคู่ก็เริ่มมีมากขึ้นตามลำดับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการได้ร่วมงานกับ Brian Burton หรือที่หลายคนรู้จักกันดีในนาม Danger Mouse โปรดิวเซอร์ฝีมือเยี่ยมที่ทั้งคู่ได้มีโอกาสร่วมงานกันในปี 2008 กับอัลบั้มที่ 5 ของวงในชื่อ Attack & Release รวมถึงซิงเกิลดัง Tighten Up จากสตูดิโออัลบั้ม Brothers ในปี 2010 อัลบั้มสร้างชื่อที่เริ่มทำให้ The Black Keys กลายมาเป็นที่พูดถึงในวงกว้างหลังจากใช้เวลาสร้างงานมานานเกือบทศวรรษ
อัลบั้มในปี 2010 นี้ไม่เพียงแต่จะกลายมาเป็นอัลบั้มเปิดตัวของวงที่ได้รับการยอมรับเท่านั้น แต่ยังมียอดขายที่ขึ้นชาร์ตบิลบอร์ดได้ถึงอันดับที่ 3 รวมถึงการได้รับรางวัลแกรมมี่มาไว้ในครอบครองถึง 3 รางวัล ส่งผลให้เขาทั้งคู่ก้าวผ่านการเป็นเพียงวงอินดี้ร็อกใต้ดินวงเล็กๆ มาเป็นหนึ่งในวงดนตรีคุณภาพได้สำเร็จ ซึ่งถึงกระนั้นทั้งคู่ก็ยังไม่หยุดที่จะสร้างสรรค์โปรเจกต์สนุกๆ ที่ไม่ได้เป็นที่ฮือฮาในวงกว้างอยู่เช่นเดิม อย่างเช่น โปรเจกต์ Blakroc ที่เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2009 โดยหันไปจับเอาดนตรีฮิปฮอปต้นยุค 1990 กลับมาเรียบเรียงและสร้างสรรค์เพิ่มเติม ซึ่งมีนักร้องและนักดนตรีฮิปฮอปมากหน้าทั้ง Q-tip, Mos Def ไปจนถึง Wu-Tang Clan เข้าร่วมกับโปรเจกต์พิเศษนี้กันอย่างคึกคัก
ปี 2012 ทั้งคู่กลับมาอีกครั้งกับ El Camino อัลบั้มที่ทั้ง Auerbach และ Carney ตั้งใจกลับไปร่วมงานกับ Burton โปรดิวเซอร์คู่ใจของพวกเขาอีกครั้งซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ก็ยังคงเป็นที่น่าพอใจอยู่เช่นเดิม ผลงานชิ้นนี้ได้รับการยกย่องจากนักวิจารณ์ว่าเต็มไปด้วยอุดมคติ ฟังง่าย แต่ยังคงลุ่มลึกทั้งในเชิงดนตรีและเนื้อหา ซึ่งเป็นผลมาจากการย้อนกลับไปมองรากเหง้าของวงและไปเข้าห้องอัดกันไกลถึง Nashville ซึ่งความสำเร็จของ El Camino ก็ทวีความร้อนแรงยิ่งขึ้นโดยเปิดตัวถึงอันดับที่ 2 ในชาร์ต และขายไปได้กว่า 206,000 ก๊อบปี้ภายในหนึ่งสัปดาห์ กลายเป็นของขวัญฉลอง 15 ปีในการก่อตั้งวงของพวกเขา และฉลองหนึ่งทศวรรษในการออกอัลบั้มแรกเพื่อเข้าสู่วงการด้วยเช่นกัน
ล่าสุดกับสตูดิโออัลบั้มหมายเลข 8 ในนาม Turn Blue เขาทั้งคู่ยังคงกลับไปใช้บริการจากโปรดิวเซอร์คู่ใจ Danger Mouse ทั้งการร่วมโปรดิวซ์และร่วมเขียนเพลงในอัลบั้ม ซึ่งทั้งคู่เปิดตัวอัลบั้มล่าสุดผ่านทวิตเตอร์ของนักมวยชื่อดังในตำนานอย่าง Mike Tyson ที่กลายมาเป็นหนึ่งในสาวกคนสำคัญของ The Black Keys ไปเป็นที่เรียบร้อย ก่อนที่จะเริ่มโปรโมตงานใหม่ผ่านทางยูทูบซึ่งเผยให้เห็นว่างานใหม่ที่เป็นที่คาดหวังของแฟนดนตรีทั่วโลกนั้นมาพร้อมกับสไตล์ดนตรีในแบบไซคิเดลิกร็อกและโซล โดยมีซิงเกิลเปิดตัวอย่าง Fever และ Turn Blue เป็นผลงานติดอันดับทันทีที่เปิดขาย ส่งผลให้งานในอัลบั้มล่าสุดขึ้นไปถึงอันดับหนึ่งทั้งในสหรัฐฯและออสเตรเลีย ถือเป็นครั้งแรกที่ทั้งคู่สามารถครองอันดับสูงสุดในตารางบิลบอร์ดได้เป็นผลสำเร็จ "พวกเราไม่ได้มีความคาดหวังหรือความฝันอะไรมากมาย เพราะสิ่งเหล่านั้นจะย้อนกลับมากัดคุณในภายหลังได้" Auerbach ยืนยันถึงความตั้งใจของพวกเขา "พวกเรารู้ตัวเองเสมอว่ามาจากไหน และความเร็วที่เราจะเดินไปต่อ สิ่งเดียวที่ทำให้เรายังคงเดินไปข้างหน้าก็คือ คาดหวังให้น้อยที่สุด พวกผมแค่มีความสุขที่ได้ทำงานเพลงต่อไป""
1 KEEP
Vogue
2 LOVES
1699538206987043
larnoy.gml
COMMENT
RELATED ARTICLE
7
1
17
1
1
5
1
13
2
12