Semakau-Mirage-lowres-copy การถมที่บริเวณเกาะสิงคโปร์ที่ใช่วิธีการตั้งโรงงานเผาขยะ โรงงานเผาขยะใกล้ๆกับพื้นที่ถมทะเล เป็นการประหยัดการเดินทาง และลดความเสี่ยงการปนเปื้อนของสารพิษ
สิงคโปร์เล็กกว่ากรุงเทพฯ 3 เท่า ถามว่ามันเล็กแค่ไหน เอาเป็นว่าหากคุณจะเดินทางจากปลายเกาะด้านหนึ่งไปอีกด้านหนึ่ง คุณจะใช้เวลาไม่เกิน 2 ชั่วโมง เวลานี้รวมรถติดจอดให้คนข้ามถนน แวะเซเว่นฯ เผื่อหิวน้ำและเผื่อติดไฟแดงให้แล้วเรียบร้อย บนพื้นที่แค่ 14 บ้านตารางกิโลเมตรนี้กลับโตวันโตคืน ประชากรก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง  สิงคโปร์กำลังจะมีประชากรคนที่ 6 ล้านคนในปีนี้ และมีปริมาณการบริโภคคิดเป็นอัตราส่วนต่อประชากรแล้วนับว่าสูงในอันดับต้นๆ ของเอเชีย
ต้องขอขอบคุณนายกรัฐมนตรีลี กวนยู ที่เห็นปัญหานี้มาตั้งแต่เมื่อ 40 ปีที่แล้ว พวกเขาคิดโครงการการแปรรูปขยะเพื่อนำมาถมทะเล ทุกวันนี้พื้นที่มารีน่าเบย์ แซนต์ ซึ่งกลายเป็นกาสิโน โรงแรม และศูนย์การค้านั้น ส่วนหนึ่งก็มาจากมาตรการการกำนัดขยะอย่างมีประสิทธิภาพของสิงคโปร์นั่นเอง
 แต่เรื่องพวกนี้ไม่ง่ายเหมือนสั่งข้าวแกงครับ คนบนเกาะเล็กๆพวกนี้ มีการคบคิดวางแผนกันมาเป็นอย่างดี โครงการถมทะเลของสิงคโปร์นั้นเริ่มมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1977 และทำต่อเนื่องมาเรื่อยๆ ปัจจุบันโครงการของพวกเขาเริ่มเห็นอย่างเป็นรูปเป็นร่างและมีวิธีการจัดเก็บที่ได้ผลดีทีเดียว
 วิธีการก็คือ พวกเขาจะขนขยะในเมืองมาทางเรือท้องแบน จากบริเวณตอนบนของเกาะมายังตอนใต้ของเกาะ ซึ่งเรียกว่า เซมาเกา (Semakau) ที่ซึ่งป็นที่ตั้งของโรงกลั่นน้ำมันขนาดใหญ่ ท่าเรือ และป่าโกงกาง
 และเป็นที่ตั้งของโรงงานเผาขยะ และคัดแยกขยะจำนวน 4 โรงด้วยเช่นกัน
 หลังจากที่แยกขยะ พวกเขาจะเผาด้วยความร้อนสูง กระทั่งขยะนั้นหมดกลายเป็นขี้เถ้ายุ่ยๆ เถ้าเหล่านี้จะผ่านการทดสอบว่าไม่มีสารพิษเจือปนตกค้างอยู่ในปริมาณที่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม สารพิษส่วนใหญ่จะถูกจำกัดอออกไปในขั้นตอนการเผาด้วยความร้อนสูง และก่อนถมก็จะมีการรองด้วยพื้นยาง เพื่อแน่ใจวาจะไม่เกิดการรั่วไหลของมลพิษลงสู่สิ่งแวดล้อมและป่าโกงกางผืนสุดท้ายที่อยู่ใกล้ๆ ที่น่าทึ่งก็คือมันยังคงมีความหลากหลายทางชีวิวิทยาพอๆกับป่าโกงกางแถวๆประจวบคีรีขันธ์บ้านเราเลยทีเดียว
จากนั้นรถบรรทุกจะขนขี้เถ้าเหล่านี้ไปถมบนแอ่งน้ำใกล้ๆ ซึ่งจริงๆ ก็เป็นน้ำทะเลซึ่งถูกล้อมไว้เพื่อใช้ขี้เถ้าเหล่านี้ถมลงไปและรอเวลาให้ธรรมชาติปรับตัวของมันเองอีกครั้ง
 สิ่งที่น่าทึ่งของการเอาขยะมาทำเป็นพื้นที่ในการใช้สอยของประเทศคือ ความเอาจริงเอาจังในการทำงานอย่างเป็นระบบของรัฐบาลสิงคโปร์ที่จะผลักดันให้ประเทศเล็กๆ แห่งนี้เป็นประเทศที่สะอาดที่สุดในโลก เพื่อให้เห็นภาพความเอาจริงเอาจัง เราจะยกตัวอย่างโครงการที่เรียกว่า Zero Waste ซึ่งเป็นโครงการที่เริ่มต้นมาตั้งแต่ทศวรรษที่ 1960 นั่นเป็นตอนที่พวกเราเริ่มเห็นตราลูกศรสีเขียวๆ ที่บ่างบอกถึง “รีไซเคิล”
 ทำให้เราไม่แปลกใจมาก ที่รัฐบาลสิงคโปร์สามารถกำจัดขยะได้อย่างมีประสิทธิภาพ แถมยังมีโครงการมากมายเกี่ยวกับการรักษาสิ่งแวดล้อม ปลูกฝังกันตั้งแต่เด็กเลยทีเดียว แม้ว่าอาจะยังไม่ดีเท่าญี่ปุ่น แต่ตอนนี้มันก็ใกล้เคียงมากเข้าไปทุกที รัฐลาบาลสิงคโปร์ตั้งโครงการไว้ว่า ภายในปี 2030 พวกเขาจะมีพื้นที่ใช้สอยที่เกิดจากการถมทะเลเพิ่มขึ้นราวร้อยละ 25 จากพื้นที่ของเกาะเดิม ด้วยการใช้ขยะที่พวกเขาผลิตขึ้นมา และเมื่อปี 2040 สิงคโปร์จะเป็นประเทศที่สามารถรีไซเคิล หรือนำขยะมาใช้ประโยชน์ให้ได้มากถึงร้อยละ 90 พวกเขายังิคดไว้อีกว่าจะสามารถเพิ่มความสามารถในการรีไซเคิลได้ร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่ปี 2015 และต้องลดลงร้อยละ 5 ทุกๆปี
 โครงการนี้ยังทำควบคู่ไปกับความพยายามในการเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับเมือง การรณรงค์ให้ประชาชนซื้อสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มีการโฆษณาสนับสนุนอย่างเป็นเรื่องเป็นราวในเว็บไซต์ zerowasteSG สำหรับสินค้าที่เข้าข่าย เช่นว่าสินค้าที่ใช้วัสดุรีไซเคิลเป็นบรรจุภัณฑ์ การรณรงค์ให้คนหันมาซื้อสินค้าที่ใช้บรรจุภัณฑ์ขนาดเล็กที่ประหยัดทรัพยากร การระบุตำแหน่งแห่งที่ในการทิ้งขยะอันตราย เช่น โทรศัพท์มือถือ แบตเตอรี่เก่า อย่างเป็นที่เป็นทาง และการรณรงค์อย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับการสร้างจิตสำนึกของการไม่ซื้อและไม่ทิ้งอะไรสะเปะสะปะ
 แต่เรื่องก็ไม่ได้ง่ายไปเสียหมด เพราะอย่างไรก็ตาม ประเทศที่อยู่ได้ด้วยการบริโภคอย่างสิงค์โปร์อาจต้องคิดหาทางในการกำจัดขยะให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อพวกเขามี “สิ่งล่อตาล่อใจ” ในเมืองมากขึ้น และคนสิงคโปร์ก็ยังชอบช้อปปิ้งอยู่เช่นเดิม
 เอาน่า ก็ยังดีกว่าเมืองไทย ที่แค่หาที่ทิ้งหลอดไฟเก่าใต้คอนโดฯ ยังเป็นเรื่องยากเลย
ตุลาคม ปี 1999 แอดนัน เนวิค (Adnan Nevic) เด็กชายชาวบอสเนีย ประเทศซาราเจโว ได้รับคัดเลือกจากสหประชาชาติให้เป็นตัวแทนของมนุษยชาติคนที่ 6,000 ล้าน
ผ่านมา 12 ปี ในปีนี้กำลังจะมีเด็กอีกคนหนึ่งที่ถูกรับเลือกให้เป็นตัวแทนมนุษยชาติคนที่ 7,000 ล้าน!
 สิ่งที่น่าคิดตามมาก็คือ การเพิ่มขึ้นของประชากรโลกนั้น หมายถึงปริมาณขยะที่กำลังจะเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน
 ทุกวันนี้โลกเราสร้างขยะขึ้นทั่วโลกราว 4.5 ล้านตันต่อวัน หรือร้อยละ 40 ของขยะเราสามารถนำกลับมาใช้ได้ใหม่เกือบจะร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ก็ยังถือว่าเป็นตัวเลขที่ไม่น่าพอใจสักเท่าไหร่นัก เมื่อคิดถึง
จำนวนที่เราสร้างขึ้น ประเทศที่มีพื้นที่กว้างขวางอย่างประเทศจีน อินเดีย รัสเซีย หรือสหรัฐอเมริกาอาจเลือกการเผาและฝัง รอให้ธรรมชาติเป็นผู้จัดการหรือรอให้มีเทคโนโลยีที่ดีกว่านี้ในการกำจัดขยะ
 แต่พวกประเทศเล็กๆอย่าสิงคโปร์ล่ะ พวกเขามีวิธีการกำจัดขยะอย่างไร
 สิงคโปร์เป็นประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องความสะอาดมากที่สุดในโลกประเทศหนึ่ง ขยะจึงเป็นเรื่องใหญ่ (มาก) สำหรับคนที่นี่ แต่ถึงแม้จะมีการควบคุมความสะอาดเป็นอย่างดี ปัญหาของสิงคโปร์ก็คือพื้นที่อันจำกัดจำเขี่ยและนิสัยรักการชอปปิ้งของคนสิงค์โปร์ (ต้องเห็นใจ เพราะประเทศนี้ไม่มีอะไรให้ทำมากนักในวันหยุด) นั่นทำให้แม้พวกเขาจะรักความสะอาดแค่ไหน พวกเขาก็ต้องเป็นนักผลิตขยะตัวยงเช่นกัน
บรรยากาศยามเย็นของป่าชายเลนของเกาะเซมาเกา
(0)
Share
GM
Keep by GM
2469
FOLLOWER

Semakau-Mirage-lowres-copy การถมที่บริเวณเกาะสิงคโปร์ที่ใช่วิธีการตั้งโรงงานเผาขยะ

"โรงงานเผาขยะใกล้ๆกับพื้นที่ถมทะเล เป็นการประหยัดการเดินทาง และลดความเสี่ยงการปนเปื้อนของสารพิษ
สิงคโปร์เล็กกว่ากรุงเทพฯ 3 เท่า ถามว่ามันเล็กแค่ไหน เอาเป็นว่าหากคุณจะเดินทางจากปลายเกาะด้านหนึ่งไปอีกด้านหนึ่ง คุณจะใช้เวลาไม่เกิน 2 ชั่วโมง เวลานี้รวมรถติดจอดให้คนข้ามถนน แวะเซเว่นฯ เผื่อหิวน้ำและเผื่อติดไฟแดงให้แล้วเรียบร้อย บนพื้นที่แค่ 14 บ้านตารางกิโลเมตรนี้กลับโตวันโตคืน ประชากรก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สิงคโปร์กำลังจะมีประชากรคนที่ 6 ล้านคนในปีนี้ และมีปริมาณการบริโภคคิดเป็นอัตราส่วนต่อประชากรแล้วนับว่าสูงในอันดับต้นๆ ของเอเชีย
ต้องขอขอบคุณนายกรัฐมนตรีลี กวนยู ที่เห็นปัญหานี้มาตั้งแต่เมื่อ 40 ปีที่แล้ว พวกเขาคิดโครงการการแปรรูปขยะเพื่อนำมาถมทะเล ทุกวันนี้พื้นที่มารีน่าเบย์ แซนต์ ซึ่งกลายเป็นกาสิโน โรงแรม และศูนย์การค้านั้น ส่วนหนึ่งก็มาจากมาตรการการกำนัดขยะอย่างมีประสิทธิภาพของสิงคโปร์นั่นเอง
แต่เรื่องพวกนี้ไม่ง่ายเหมือนสั่งข้าวแกงครับ คนบนเกาะเล็กๆพวกนี้ มีการคบคิดวางแผนกันมาเป็นอย่างดี โครงการถมทะเลของสิงคโปร์นั้นเริ่มมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1977 และทำต่อเนื่องมาเรื่อยๆ ปัจจุบันโครงการของพวกเขาเริ่มเห็นอย่างเป็นรูปเป็นร่างและมีวิธีการจัดเก็บที่ได้ผลดีทีเดียว
วิธีการก็คือ พวกเขาจะขนขยะในเมืองมาทางเรือท้องแบน จากบริเวณตอนบนของเกาะมายังตอนใต้ของเกาะ ซึ่งเรียกว่า เซมาเกา (Semakau) ที่ซึ่งป็นที่ตั้งของโรงกลั่นน้ำมันขนาดใหญ่ ท่าเรือ และป่าโกงกาง
และเป็นที่ตั้งของโรงงานเผาขยะ และคัดแยกขยะจำนวน 4 โรงด้วยเช่นกัน
หลังจากที่แยกขยะ พวกเขาจะเผาด้วยความร้อนสูง กระทั่งขยะนั้นหมดกลายเป็นขี้เถ้ายุ่ยๆ เถ้าเหล่านี้จะผ่านการทดสอบว่าไม่มีสารพิษเจือปนตกค้างอยู่ในปริมาณที่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม สารพิษส่วนใหญ่จะถูกจำกัดอออกไปในขั้นตอนการเผาด้วยความร้อนสูง และก่อนถมก็จะมีการรองด้วยพื้นยาง เพื่อแน่ใจวาจะไม่เกิดการรั่วไหลของมลพิษลงสู่สิ่งแวดล้อมและป่าโกงกางผืนสุดท้ายที่อยู่ใกล้ๆ ที่น่าทึ่งก็คือมันยังคงมีความหลากหลายทางชีวิวิทยาพอๆกับป่าโกงกางแถวๆประจวบคีรีขันธ์บ้านเราเลยทีเดียว
จากนั้นรถบรรทุกจะขนขี้เถ้าเหล่านี้ไปถมบนแอ่งน้ำใกล้ๆ ซึ่งจริงๆ ก็เป็นน้ำทะเลซึ่งถูกล้อมไว้เพื่อใช้ขี้เถ้าเหล่านี้ถมลงไปและรอเวลาให้ธรรมชาติปรับตัวของมันเองอีกครั้ง
สิ่งที่น่าทึ่งของการเอาขยะมาทำเป็นพื้นที่ในการใช้สอยของประเทศคือ ความเอาจริงเอาจังในการทำงานอย่างเป็นระบบของรัฐบาลสิงคโปร์ที่จะผลักดันให้ประเทศเล็กๆ แห่งนี้เป็นประเทศที่สะอาดที่สุดในโลก เพื่อให้เห็นภาพความเอาจริงเอาจัง เราจะยกตัวอย่างโครงการที่เรียกว่า Zero Waste ซึ่งเป็นโครงการที่เริ่มต้นมาตั้งแต่ทศวรรษที่ 1960 นั่นเป็นตอนที่พวกเราเริ่มเห็นตราลูกศรสีเขียวๆ ที่บ่างบอกถึง “รีไซเคิล”
ทำให้เราไม่แปลกใจมาก ที่รัฐบาลสิงคโปร์สามารถกำจัดขยะได้อย่างมีประสิทธิภาพ แถมยังมีโครงการมากมายเกี่ยวกับการรักษาสิ่งแวดล้อม ปลูกฝังกันตั้งแต่เด็กเลยทีเดียว แม้ว่าอาจะยังไม่ดีเท่าญี่ปุ่น แต่ตอนนี้มันก็ใกล้เคียงมากเข้าไปทุกที รัฐลาบาลสิงคโปร์ตั้งโครงการไว้ว่า ภายในปี 2030 พวกเขาจะมีพื้นที่ใช้สอยที่เกิดจากการถมทะเลเพิ่มขึ้นราวร้อยละ 25 จากพื้นที่ของเกาะเดิม ด้วยการใช้ขยะที่พวกเขาผลิตขึ้นมา และเมื่อปี 2040 สิงคโปร์จะเป็นประเทศที่สามารถรีไซเคิล หรือนำขยะมาใช้ประโยชน์ให้ได้มากถึงร้อยละ 90 พวกเขายังิคดไว้อีกว่าจะสามารถเพิ่มความสามารถในการรีไซเคิลได้ร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่ปี 2015 และต้องลดลงร้อยละ 5 ทุกๆปี
โครงการนี้ยังทำควบคู่ไปกับความพยายามในการเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับเมือง การรณรงค์ให้ประชาชนซื้อสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มีการโฆษณาสนับสนุนอย่างเป็นเรื่องเป็นราวในเว็บไซต์ zerowasteSG สำหรับสินค้าที่เข้าข่าย เช่นว่าสินค้าที่ใช้วัสดุรีไซเคิลเป็นบรรจุภัณฑ์ การรณรงค์ให้คนหันมาซื้อสินค้าที่ใช้บรรจุภัณฑ์ขนาดเล็กที่ประหยัดทรัพยากร การระบุตำแหน่งแห่งที่ในการทิ้งขยะอันตราย เช่น โทรศัพท์มือถือ แบตเตอรี่เก่า อย่างเป็นที่เป็นทาง และการรณรงค์อย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับการสร้างจิตสำนึกของการไม่ซื้อและไม่ทิ้งอะไรสะเปะสะปะ
แต่เรื่องก็ไม่ได้ง่ายไปเสียหมด เพราะอย่างไรก็ตาม ประเทศที่อยู่ได้ด้วยการบริโภคอย่างสิงค์โปร์อาจต้องคิดหาทางในการกำจัดขยะให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อพวกเขามี “สิ่งล่อตาล่อใจ” ในเมืองมากขึ้น และคนสิงคโปร์ก็ยังชอบช้อปปิ้งอยู่เช่นเดิม
เอาน่า ก็ยังดีกว่าเมืองไทย ที่แค่หาที่ทิ้งหลอดไฟเก่าใต้คอนโดฯ ยังเป็นเรื่องยากเลย
"
1 KEEP
GM
0 LOVES
COMMENT