ส่วนผสมและส่วนผสมเครื่องหมัก ส่วนผสม (4 ที่ ที่ละ 4 ไม้)
เตรียม 1 ชั่วโมง (รวมเวลาหมักสะเต๊ะ)ปรุง 30 นาที
เห็ดเออรินจิ 8 ดอกใหญ่
แป้งมัน 1 ช้อนโต๊ะ
หัวกะทิสำหรับทาสะเต๊ะในขั้นตอนสุดท้าย 1 ถ้วย

ส่วนผสมเครื่องหมัก
หัวกะทิ 2 ถ้วย
พีนัทบัตเตอร์ 3 ช้อนโต๊ะ
รากผักชี 7 ราก
ข่าซอย 5 แว่น
ตะไคร้ซอย 2 ต้น
ลูกผักชีคั่ว 2 ช้อนชา
เมล็ดยี่หร่าคั่ว 1 ช้อนชา
ผงขมิ้น 1 ช้อนชา
พริกไทยดำ 1/2 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลปี๊บ 2 ช้อนโต๊ะ
เกลือ 1 ช้อนชา
ซีอิ๊วขาวเห็ดหอม 2 ช้อนโต๊ะ
รสของอาหารเจออกแนวจืดๆ เลี่ยนๆ ก็ไม่แปลก เพราะหนึ่งในกฎเรื่องอาหารของผู้ถือศีลกินเจคือ อาหารต้องไม่มีรสจัดเกินไป (ไม่เผ็ด หวาน เปรี้ยว เค็ม มากนัก)นอกเหนือจากนั้นก็คือ ห้ามกินเนื้อสัตว์ทุกประเภท อาหารที่ปรุงต้องปราศจากผักกลิ่นฉุนต้องห้าม 5 ชนิด ได้แก่ กระเทียม หอม กุยช่าย หลักเกียว และใบยาสูบ นั่นเอง

เมื่ออาหารเจปราศจากเนื้อสัตว์ จึงต้องมีโปรตีนทดแทน เช่น ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลืองอย่าง “เต้าหู้” ซึ่งเป็นโปรตีนที่ดีต่อร่างกาย แต่ข้อเสียคือมีกลิ่นเฉพาะตัวที่หลายคนอาจไม่ชอบ ถัดมาเป็นโปรตีนจากแป้งสาลี (กลูเตน) พบในข้าวสาลี ข้าวไรย์ ข้าวบาร์เลย์ นิยมนำมาทำผลิตภัณฑ์เลียนแบบเนื้อสัตว์ ทว่าในปัจจุบันกลับพบว่ามีผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยที่แพ้กลูเตน และยังมีวิจัยรองรับว่ากลูเตนจะกระตุ้นเซลล์มะเร็งให้เจริญอีกด้วย การบริโภคโปรตีนทดแทนในกลุ่มนี้จึงต้องใส่ใจเป็นพิเศษ โปรตีนทดแทนกลุ่มสุดท้ายก็คือ “เห็ด” ซึ่งฉบับนี้เราภูมิใจนำเสนออย่างมาก เพราะเห็ดนั้นนอกจากสามารถทดแทนเนื้อสัตว์ได้แล้ว ยังมีสรรพคุณอื่น ๆ ในการบำรุงสุขภาพอีกมากมาย

มนุษย์รู้จักใช้เห็ดบำรุงรักษาสุขภาพมายาวนาน ซึ่งปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบสารสำคัญในเห็ด ได้แก่ เทอร์ปีนอยด์ และเบต้า-กลูแคน ที่เป็นตัวช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้ทำงานได้อย่างสมดุล พบว่าสารจากเห็ดมีผลต่อพรีไบโอติกส์ (Prebiotics) ในระบบทางเดินอาหาร ทำให้เกิดสารสร้างสมดุล (Adaptogen) ซึ่งช่วยปรับสมดุลร่างกายในยามที่เกิดความเครียดได้ นอกจากนี้ยังพบฤทธิ์ต้านแบคทีเรีย ต้านไวรัส ต้านอนุมูลอิสระ ต้านเชื้อรา ต้านมะเร็งและเนื้องอก ลดระดับคอเลสเตอรอลและน้ำตาลในเลือดได้อีกด้วย สารพัดต้านกันขนาดนี้ จึงนับว่าเห็ดนั้นให้คุณอย่างเหลือหลาย

แต่ถึงอย่างนั้นเห็ดก็มีฤทธิ์เย็นในตัว หากนำมาปรุงอาหารในช่วงฤดูฝนซึ่งร่างกายเราต้องเผชิญกับความเย็นและชื้นสูงเช่นนี้ ก็ควรนำเห็ดมาปรุงให้มีรสเผ็ดร้อนขึ้นบ้างเล็กน้อยเพื่อให้อาหารมีฤทธิ์เป็นกลาง ไม่เย็นเกินไปจนส่งผลเสียต่อร่างกายได้ กลายเป็นที่มาของสารพัดเมนูเห็ดเจแซบ ๆ แบบไม่ขัดกฎการกินเจ ไว้ให้คุณนำไปปรุงบำรุงทั้งสุขภาพกายและใจของสมาชิกในครอบครัวกันอย่างเต็มอิ่ม...อย่างไร ทีมงานขออวยพรให้คุณมีสุขภาพกายใจแข็งแรงตลอดไป และขออนุโมทนากับวาระแห่งบุญปีนี้ล่วงหน้าด้วยคน...สาธุ เห็ดเนื้อหนาอย่างเออรินจิ นำมาหั่นเป็นชิ้นหมักและเสียบไม้ย่างอย่างสะเต๊ะก็ได้กลิ่นหอมและเนื้อสัมผัสที่อร่อยไม่แพ้เนื้อสัตว์ ที่สำคัญยังมีสรรพคุณดีเพราะมีผลงานทดลองพบว่าสารสกัดจากเห็ดชนิดนี้แสดงผลตานภูมแพ้ในหนูทดลองได้อีกด้วย เจปีนี้ใครกำลังมองหาอาหารเรียกน้ำย่อ ยแสนอร่อยแบบไทยละก็ รับรองว่าสะเต๊ะเจเห็ดเออรินจิจานนี้ไม่ทำให้คุณผิดหวังเป็นแน่

สะเต๊ะเจเห็ดเออรินจิ
พลังงานต่อหนึ่งหน่วยบริโภค 776.88 กิโลแคลอรี
โปรตีน 10.97 กรัม ไขมัน 68.02 กรัม
คาร์โบไฮเดรต 39.21 กรัม ไฟเบอร์ 0.94 กรัม ส่วนผสมน้ำจิ้ม
พริกชี้ฟ้าแห้งเม็ดใหญ่กรีดเมล็ดออกแช่น้ำจนนิ่ม 3 เม็ด
พริกขี้หนูแห้งแช่น้ำจนนิ่ม 3 เม็ด
น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลปี๊บ 1 ช้อนโต๊ะ
ซอสปรุงรสเจ 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำมันรำข้าว 1/4 ถ้วย
น้ำส่วนผสมที่ใช้หมักสะเต๊ะครึ่งส่วน

ส่วนผสมอื่น ๆ
อาจาดเจตามชอบ (ใส่เฉพาะแตงกวาซอย
แอ๊ปเปิ้ลซอย พริกชี้ฟ้าสด ผักชีซอย)
ข้าวตังทอดสำหรับกินกับสะเต๊ะ 8 ชิ้น 1. หั่นเห็ดเป็นแผ่นสี่เหลี่ยมขนาดพอคำหนาประมาณ 0.5 เซนติเมตร พักไว้ โขลกเครื่องหมักรวมกันแล้วนำไปละลายในหัวกะทิยกขึ้นตั้งไฟกลางพอเดือด ปรุงรสแล้วใส่เห็ดลงไป ปิดฝาหม้อต้มสักพัก รอให้เห็ดสุกนิ่มปิดไฟ แล้วหมักไว้ 30 นาที

2. ตักเห็ดขึ้นจากหม้อ โรยแป้งมันเคล้าให้ทั่วแล้วนำไปเสียบไม้ แล้วพักไว้อีก 15 นาที แบ่งน้ำหมักสะเต๊ะเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งใช้ทำน้ำจิ้มสะเต๊ะ อีกส่วนใช้ทาสะเต๊ะขณะย่าง

3. ทำน้ำจิ้มโดยโขลกพริกทั้งสองชนิดรวมกันให้ละเอียด แล้วนำไปผัดในน้ำมันด้วยไฟกลางจนออกสีสวย ใส่ส่วนผสมน้ำหมักสะเต๊ะที่แบ่งไว้ลงไป ปรุงรส แล้วผัดให้เข้ากันเมื่อซอสขึ้นเงาถือว่าใช้ได้ ปิดไฟ พักไว้

4. ย่างสะเต๊ะเห็ดที่เสียบไว้บนเตาถ่านด้วยไฟกลางค่อนไปทางอ่อนให้ส่วนผสมเหลืองและหอมชวนกิน โดยระหว่างย่างหมั่นใช้พู่กันจุ่มน้ำส่วนผสมน้ำหมักที่แบ่งไว้ทาบนสะเต๊ะเพื่อทำให้เนื้อเห็ดไม่แห้ง เมื่อสุกดีแล้วทาด้วยหัวกะทิแล้วย่างต่อสักครู่ จึงจัดใส่จานเสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้ม ข้าวตัง และอาจาดเจ ซอสพริกที่วางขายกันส่วนใหญ่มักมีกระเทียมเป็นส่วนผสมด้วย คนกินเจจึงต้องเว้นเอาไว้แต่ถ้าใครอยากกินเห็ดชุบแป้งทอดกับซอสพริกละก็ เรามีสูตรซอสพริกแบบเจมานำเสนอ วิธีปรุงก็ไม่ยากเย็นอะไร เพียงแต่ต้องใช้เวลาเคี่ยวสักนิด แต่รับรองว่า เมื่อนำไปดิปคู่กับเห็ดนานาชนิดชุบแป้งทอดจนกรอบแล้วจะอร่อยติดใจจนวางมือไม่ลงกันเลยทีเดียว

เห็ดรวมมิตรชุบแป้งทอดกับซอสพริกเจ
พลังงานต่อหนึ่งหน่วยบริโภค 315.88 กิโลแคลอรี
โปรตีน 7.68 กรัม ไขมัน 10.18 กรัม
คาร์โบไฮเดรต 47.37 กรัม ไฟเบอร์ 3.15 กรัม ส่วนผสม (สำหรับ 8 ที่)
เตรียม 30 นาที ปรุง 45 นาที
เห็ดหอมสดผ่าครึ่ง 16 ดอก
เห็ดเข็มทองตัดแบ่งเป็นช่อ 16 ช่อ
เห็ดนางฟ้าดอกเล็ก 16 ดอก
เห็ดนางรมดอกเล็ก 16 ดอก
เห็ดโคนญี่ปุ่น 16 ดอก

ส่วนผสมแป้งสำหรับชุบทอด
แป้งทอดกรอบ 2 ถ้วย
น้ำปูนใส 4 ช้อนโต๊ะ
กะทิกลาง 2 ถ้วย
เกลือ 1/2 ช้อนชา
พริกไทยขาวป่น 1/2 ช้อนชา
พริกหวานย่างลอกเปลือกออกเอาแต่เนื้อ 1 ลูก
พริกชี้ฟ้าแดงย่างลอกเปลือกออกเอาแต่เนื้อ 5 เม็ด
พริกจินดาแดงสด 1 เม็ด
มะละกอสุก 3/4 ถ้วย
น้ำส้มสายชูข้าว 1/4 ถ้วย
เกลือ 1 ช้อนชา
ซีอิ๊วขาวเห็ดหอม 3 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลปี๊บ 1/2 ถ้วย
พริกไทยขาวป่น 2 ช้อนชา
น้ำเปล่า 1/4 ถ้วย
แป้งข้าวโพด 2 ช้อนโต๊ะ
ละลายน้ำ 1/4 ถ้วย 1. ปั่นส่วนผสมซอสทุกอย่าง (ยกเว้นแป้งข้าวโพด) รวมกัน นำไปเคี่ยวในกระทะด้วยไฟอ่อนจนเดือดและซอสเนียนดี จึงใส่แป้งข้าวโพดผสมน้ำลงคนให้ข้น ปิดไฟพักให้เย็น

2. นวดแป้งทอดกรอบกับกะทิ 1 ถ้วย เกลือ พริกไทย และน้ำปูนใสให้เนียนดี จากนั้นค่อย ๆ รินกะทิที่เหลือลงนวดต่อไปเรื่อย ๆ จนส่วนผสมเหลวลง พักไว้

3. เติมน้ำมันใส่กระทะทองเหลือง ยกขึ้นตั้งบนไฟกลาง รอจนน้ำมันร้อน จึงนำเห็ดแต่ละชนิดชุบแป้งที่ผสมไว้แล้วใส่ลงทอดในน้ำมันจนสุกเหลืองดี ก่อนตักขึ้นพักสะเด็ดน้ำมัน ทยอยทอดเห็ดทีละชนิดจนหมด

4. จัดเห็ดทอดใส่จาน เสิร์ฟพร้อมกับซอสพริกเจ

Tip
ก้านของเห็ดโคนญี่ปุ่นมีน้ำมาก เมื่อทอดเสร็จแล้วหากไม่รับประทานทันทีจะทำให้แป้งชื้นไม่กรอบ ก่อนทอดควรใช้ข้างมีดกดก้านเห็ดให้แตกเสียก่อนเพื่อเวลานำไปทอดจะช่วยไล่น้ำออกจากก้านเห็ดได้ดีขึ้นและกรอบนานขึ้น เห็ดนางฟ้า(สีเทาเข้ม เนื้อแน่นกว่าเห็ดนางรม บางคนเรียกเห็ดแขก เพราะพบเห็นครั้งแรกบนเทือกเขาหิมาลัย)และเห็ดนางรม(มีสีขาว ดอกเห็ดจะเหี่ยวง่ายกว่าเห็ดนางฟ้า)ซึ่งปัจจุบันเห็ดทั้งสองชนิดนี้นอกจากจะหาง่ายใกล้ครัวแล้ว ยังมีสรรพคุณเด่นมากมาย เช่น ช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน ลดน้ำตาลในเลือด ปรับสภาพความดันโลหิต ลดการอักเสบ ยับยั้งการเจริญเติบโตของเนื้อร้าย ช่วยป้องกันมะเร็ง เราจึงนำเห็ดทั้งสองนางมาปรุงเป็นน้ำพริกอ่องโดยใช้แทนเนื้อหมู ซึ่งนอกจากจะได้ประโยชน์จากเห็ดแล้ว ยังพ่วงสารไลโคปีนจากมะเขือเทศสุกอีกด้วย น้ำพริกชาวเหนือแบบเจถ้วยนี้จึงต้านมะเร็งได้ดียกกำลังสามเลยทีเดียว

น้ำพริกอ่องสองนางเจ
พลังงานต่อหนึ่งหน่วยบริโภค 91.55 กิโลแคลอรี
โปรตีน 2.72 กรัม ไขมัน 4.29 กรัม
คาร์โบไฮเดรต 10.59 กรัม ไฟเบอร์ 1.39 กรัม เตรียม 30 นาที ปรุง 20 นาที
เห็ดนางฟ้าสดสับ 1 1/2 ถ้วย
เห็ดนางรมสดสับ 1 1/2 ถ้วย
มะเขือเทศสีดาสับ 16 ลูก
มะเขือเทศเนื้อสับ 2 ลูก
พริกแห้งเม็ดใหญ่กรีดเอาเมล็ดออกแช่น้ำจนนิ่ม 7 เม็ด
พริกขี้หนูแห้งแช่น้ำจนนิ่ม 5 เม็ด
ขิงอ่อนซอย 1/4 ถ้วย
ข่า 3 แว่น
รากผักชีซอย 5 ราก
ถั่วเน่าย่าง 1 แผ่น
เกลือ 1 ช้อนชา
ซีอิ๊วขาวเห็ดหอม 1/2 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำมันรำข้าว 1/4 ถ้วย
ผักชีซอยตามชอบ 
ผักสดสำหรับแนมน้ำพริก ได้แก่ หน่อไม้ลวก ผักกาดขาวนึ่ง กะหล่ำปลีนึ่ง ถั่วฝักยาวลวก แตงกวาสด มะเขือเปราะ และแคบหมูเจ โขลกขิง ข่า รากผักชี เกลือรวมกันให้ละเอียด ซอยพริกชี้ฟ้าแช่น้ำจนนิ่มใส่ลงโขลกให้ละเอียดเนียน จึงใส่ถั่วเน่าย่างโขลกให้ละเอียดเข้ากัน เมื่อละเอียดดีแล้วใส่เห็ดลงไป โขลกให้เข้ากัน ตามด้วยมะเขือเทศ โขลกแค่พอแหลก นำส่วนผสมทั้งหมดไปผัดกับน้ำมันในกระทะ ปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาวเห็ดหอมและน้ำตาลจนขึ้นเงา ปิดไฟ ตักใส่ถ้วยจัดเสิร์ฟพร้อมผักลวก ผักนึ่ง และผักสด อาหารยอดฮิตอย่าง “ผัดกะเพราราดข้าว” เรานำมาทำเป็นแบบเจ โดยใช้ขิงสับแทนกระเทียม แล้วใช้เห็ดสารพัดอย่างแทนเนื้อสัตว์ ซึ่งแต่ละชนิดล้วนมากประโยชน์ แต่ที่น่าสนใจอย่างมากคือ เห็ดแชมปิญอง หรือบางคนก็เรียกเห็ดกระดุม เพราะเห็ดชนิดนี้มีบทบาทในการรักษาป้องกันมะเร็งเต้านมอย่างมาก เนื่องด้วยสารสำคัญบางชนิดในเห็ดดังกล่าวมีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์อโรมาเตส (Aromatase) จึงยับยั้งการเปลี่ยนฮอร์โมนเอนโดรเจนเป็นฮอร์โมนเอสโทรเจนในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน และเมื่อร่างกายผลิตฮอร์โมนเอสโทรเจนได้น้อยลง ก็ลดโอกาสการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งเต้านมนั่นเอง นอกจากนี้ยังมีสารเลนติแนนที่ทั้งต้านเนื้องอกมะเร็ง ยับยั้งการเจริญเติบโตของไวรัส ลดไขมันในเลือดและลดความดันโลหิตได้อีกด้วยเมนูใกล้ตัวอย่างผัดกะเพราเห็ดรวมราดข้าวจานนี้จึงไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน

กะเพราเจเห็ดรวมราดข้าว
พลังงานต่อหนึ่งหน่วยบริโภค 551.00 กิโลแคลอรี
โปรตีน 18.54 กรัม ไขมัน 21.41 กรัม
คาร์โบไฮเดรต 71.38 กรัม ไฟเบอร์ 10.69 กรัม เตรียม 20 นาที ปรุง 15 นาที
เห็ดแชมปิญองฝานบาง 2 ถ้วย
เห็ดนางฟ้าสด 2 ถ้วย
เห็ดเข็มทองสด 2 ถ้วย
เห็ดโคนญี่ปุ่นสด 2 ถ้วย
เห็ดฟางสดผ่าครึ่ง 2 ถ้วย
ใบกะเพรา 2 ถ้วย
ขิงสดสับ 3 ช้อนโต๊ะ
พริกจินดาแดงบุบพอแตก 10 เม็ด
น้ำมันเห็ดหอม (น้ำมันหอยเจ) 3 ช้อนโต๊ะ
ซีอิ๊วขาวเห็ดหอม 2 ช้อนโต๊ะ
ซีอิ๊วดำ 1 ช้อนชา
ซอสปรุงรสเจ 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลทราย 1/2 ช้อนโต๊ะ
น้ำซุปผัก 1 1/2 ถ้วย
ข้าวสวยข้าวกล้อง 4 ถ้วย
น้ำมันรำข้าวสำหรับผัด 3 ช้อนโต๊ะ ผัดขิงสับและพริกกับน้ำมันในกระทะจนหอม ใส่เห็ดต่างๆ ลงผัด ปรุงรสด้วยน้ำมันเห็ดหอม ซีอิ๊วขาว ซีอิ๊วดำ ซอสปรุงรส น้ำตาลทราย เติมน้ำซุปผัก ผัดต่อจนน้ำข้นขึ้น ชิมรสดูตามชอบ เร่งไฟขึ้นใส่ใบกะเพรา ผัดเร็วๆ ให้ส่งกลิ่นหอมและผักสลด ปิดไฟ ตักข้าวกล้องใส่จาน ตักกะเพราเห็ดรวมราดด้านข้าง โรยด้านบนข้าวด้วยใบกะเพราทอดกรอบหรือเต้าหู้หั่นฝอยทอดกรอบ พร้อมเสิร์ฟ ขนมจีนน้ำยาป่าโดยทั่วไปใช้เนื้อปลามาปรุง ครานี้ลองนำเห็ดฟางเนื้อนิ่มมาทำเป็นน้ำยา ขนมจีนแบบเจก็ได้รสอร่อยลำไมแพ้ต้นตำรับที่สำคัญ เห็ดฟางยังมีสาร Vovatoxins ซึ่งช่วยป้องกันการเติบโตของไวรัสไข้หวัดใหญ่ ช่วยลดปัญหาเกี่ยวกับโรคหลอดเลือดและหัวใจ ลดความดันโลหิต บำรุงตับ แก้ช้ำใน และบำรุงกำลังได้ดี แถมสรรพคุณอย่างหลังนี้ยังได้อานิสงส์เพิ่มจากกระชายที่ใส่ลงในน้ำยาป่านี้อีกทางหนึ่ง จึงกลายเป็นอาหารเจจานอร่อยที่กินแล้ว...แข็งแรง!

ขนมจีนน้ำยาป่าเจเห็ดฟาง
พลังงานต่อหนึ่งหน่วยบริโภค 122.77 กิโลแคลอรี
โปรตีน 7.02 กรัม ไขมัน 4.19 กรัม
คาร์โบไฮเดรต 14.11 กรัม ไฟเบอร์ 3.34 กรัม เตรียม 30 นาที ปรุง 30 นาที
เห็ดฟางสด 6 ถ้วย
พริกแห้งเม็ดใหญ่กรีดเมล็ดออกแช่น้ำจนนิ่ม 7 เม็ด
พริกขี้หนูแห้งแช่น้ำจนนิ่ม 3 เม็ด
กระชายล้างสะอาดซอย 1 ถ้วย
ข่า 5 แว่น
ตะไคร้ 5 ต้น
พริกกะเหรี่ยงสดคั่วจนหอม 15 เม็ด
ใบมะกรูด 5 ใบ
น้ำมันรำข้าว 2 ช้อนโต๊ะ
ซีอิ๊วขาว 1/4 ถ้วย
เกลือ 1 ช้อนชา
เต้าเจี้ยว 1/2 ถ้วย
น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา
น้ำเปล่า 8 ถ้วย
ผักชีลาวตัดเป็นท่อน 2 ถ้วย
ต้นหอมหั่นเป็นท่อน 1 ถ้วย
เห็ดฟางหั่นครึ่งสำหรับแทนลูกชิ้น 1 ถ้วย
พริกกะเหรี่ยงสดสำหรับทำลูกโดดตามชอบ
เส้นขนมจีนและผักสด ได้แก่ ผักชีลาว กะหล่ำปลีสดซอย ถั่วงอกสด ถั่วฝักยาวซอย ใบสะระแหน่ 1. ล้างเห็ดฟางให้สะอาด นำไปต้มพร้อมกับกระชาย ข่า ต้นหอม ตะไคร้ พริกแห้งทั้งสองชนิด ใบมะกรูดจนสุก ใส่เต้าเจี้ยวปิดไฟ

2. ตักเครื่องต่างๆ ที่ต้มไว้ขึ้นจากหม้อจากนั้นซอยตะไคร้ ข่าให้เสร็จ ก่อนทยอยโขลกส่วนผสมน้ำพริกแกงที่ต้มไว้ทีละชนิด เริ่มจากข่า ตะไคร้ พริกชี้ฟ้า พริกขี้หนู กระชาย แล้วใส่พริกกะเหรี่ยงคั่วลงโขลกให้ละเอียด เห็ดฟางโขลกละเอียดแยกไว้

3. นำส่วนผสมพริกแกงและเนื้อเห็ดลงไปละลายกับน้ำต้มส่วนผสมในหม้อเดิม ยกขึ้นตั้งไฟรอให้เดือด ใส่เห็ดฟางผ่าครึ่งลงไปปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาว น้ำตาลทราย ต้มต่อจนเห็ดฟางสุก จึงใส่ผักชีลาวลงไป คนส่วนผสมให้ส่งกลิ่นหอมและผักชีสลด ปิดไฟ หากใครชอบรสเผ็ดให้ใส่พริกกะเหรี่ยงลงไปเป็นลูกโดดได้

4. จัดน้ำยาป่าเห็ดหอมเสิร์ฟพร้อมผักเคียงจานและเส้นขนมจีน ฤดูฝนมาเช่นนี้ แกงป่าคืออาหารที่ควรรีบประทานบำรุงสุขภาพต้านหวัดอย่างยิ่งเพราะอุดมไปด้วยเครื่องสมุน ไพรต่างๆ แกงป่าสูตรนี้เราปรับพริกแกงมาเป็นแบบเจ แต่ยังคงกลิ่นหอมรสแซบเอาไว้ แล้วใช้เห็ดหูหนูทั้งสีขาวและดำมาเป็นวัตถุดิบหลักเพื่อให้ได้ประโยชน์ต่อสุขภาพยิ่งขึ้นเพราะใน เห็ดหูหนูดำ มีคาร์โบไฮเดรตที่สามารถเสริมความแข็งแรงของเม็ดเลือดขาวในผู้สูงอายุภูมิต้านทานจึงดีขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยรักษาโรคกระเพาะ ริดสีดวง บำรุงสมอง หัวใจ ปอดและตับ ทั้งยังพบว่าแพทย์แผนจีนจะใช้เห็ดชนิดนี้ช่วยบำรุงไตให้แข็งแรง ลดไข้อีกด้วยส่วนเห็ดหูหนูขาว นั้นสรรพคุณเด่นอยู่ที่ บำรุงปอด และไต เมื่อนำมาปรุงรวมกันเป็นแกงป่าก็เชื่อขนมกินได้ว่า แม้จะกินเจกันท่ามกลางสายฝนขนาดนี้ ไข้หวัดคงไม่ได้แอ้มคุณแน่นอน

แกงป่าเจเห็ดหูหนูสองสหาย
พลังงานต่อหนึ่งหน่วยบริโภค 151.59 กิโลแคลอรี
โปรตีน 6.56 กรัม ไขมัน 3.34 กรัม
คาร์โบไฮเดรต 24.03 กรัม ไฟเบอร์ 9.67 กรัม เตรียม 30 นาที ปรุง 15 นาที
เห็ดหูหนูดำหั่นชิ้นพอคำ 1 1/2 ถ้วย
เห็ดหูหนูขาวหั่นชิ้นพอคำ 1 1/2 ถ้วย
มะเขือเปราะผ่าสี่ส่วนแช่น้ำเกลือเจือจางไว้ 8 ลูก
มะเขือเหลืองฝานเอาแต่เนื้อ 4 ลูก
มะเขือพวงเด็ดเป็นลูก ๆ 1/2 ถ้วย
ข้าวโพดอ่อนตัดเป็นท่อน 1 ถ้วย
ถั่วฝักยาวหั่นเป็นท่อนพอคำ 1/2 ถ้วย
กระชายซอยเป็นเส้น 1 ถ้วย
พริกไทยสดตัดเป็นท่อน 1/4 ถ้วย
พริกชี้ฟ้าแดงและส้มหั่นแฉลบ สีละ 1 เม็ด
ใบมะกรูดฉีก 5 ใบ
ใบกะเพรา 1 1/2 ถ้วย
ซีอิ๊วขาวเห็ดหอม 1/8 ถ้วย
ซอสปรุงรสเจ 3 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา
เกลือ 1 1/2 ช้อนชา
น้ำเปล่า 4 ถ้วย
น้ำมันรำข้าว 1 ช้อนโต๊ะ
พริกแห้งเม็ดใหญ่กรีดเมล็ดออก
แช่น้ำจนนิ่ม 3 เม็ด
พริกขี้หนูแห้งแช่น้ำจนนิ่ม 2 เม็ด
พริกกะเหรี่ยงคั่วสุก 3 เม็ด
ขิงซอย 4 แว่น
ข่าซอย 4 แว่น
ตะไคร้ซอย 2 ต้น
ผิวมะกรูดซอย 1/2 ช้อนชา
ดอกกะเพราสด 5 ช่อ
รากผักชีซอย 2 ราก
พริกไทยดำคั่ว 1/2 ช้อนโต๊ะ
พริกหอม (ชวงเจีย) คั่ว 1/2 ช้อนโต๊ะ
ลูกผักชีคั่ว 1/4 ช้อนโต๊ะ
ยี่หร่าคั่ว 1/8 ช้อนโต๊ะ
เกลือ 1/4 ช้อนชา
1. โขลกพริกแกง โดยเริ่มจากโขลกพริกไทย พริกหอม ลูกผักชี ยี่หร่ารวมกันให้ละเอียด ตักขึ้นพักไว้ แล้วใส่ผิวมะกรูดลงครก โขลกตามด้วยรากผักชี ตะไคร้ ข่า ขิง ดอกกะเพรา พริกกะเหรี่ยงคั่ว ทีละชนิด โขลกให้ละเอียด จึงซอยพริกแห้งแช่น้ำทั้งสองชนิดแล้วใส่ลงโขลกจนละเอียดดี ตักใส่ถ้วยพักไว้

2. ละลายน้ำพริกแกงป่ากับน้ำ 1/4 ถ้วย แล้วใส่ลงผัดในหม้อกับน้ำมันรำข้าว เมื่อเครื่องแกงส่งกลิ่นหอม เติมน้ำลงไปทั้งหมดเร่งไฟขึ้นรอให้เดือด ใส่เห็ดและเครื่องแกงป่าลงไป (เว้นใบกะเพราและมะเขือทั้งสองชนิด)ปรุงรสด้วยเครื่องปรุงรสต่างๆ จนได้ที่จากนั้นใส่มะเขือทั้งสองชนิดแล้วปิดฝาหม้อ รอให้เดือดสักพักกะให้มะเขือสุก เปิดฝา ใส่ใบกะเพรา คนให้หอมและผักสลดลง ปิดไฟ ตักแกงป่าใส่ถ้วย รับประทานกับข้าวสวยขณะร้อนๆ

Tip
การปิดฝาหม้อหลังใส่มะเขือเปราะและมะเขือพวงจะช่วยให้มะเขือทั้งสองชนิดยังมีสีเขียวสวยน่ารับประทาน เทคนิคดังกล่าวนี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับอาหารประเภทแกงที่ต้องใส่มะเขือได้ทั้งหมด
(0)
Share
HealthCuisine
3055
FOLLOWER

ส่วนผสมและส่วนผสมเครื่องหมัก

"ส่วนผสม (4 ที่ ที่ละ 4 ไม้)
เตรียม 1 ชั่วโมง (รวมเวลาหมักสะเต๊ะ)ปรุง 30 นาที
เห็ดเออรินจิ 8 ดอกใหญ่
แป้งมัน 1 ช้อนโต๊ะ
หัวกะทิสำหรับทาสะเต๊ะในขั้นตอนสุดท้าย 1 ถ้วย
ส่วนผสมเครื่องหมัก
หัวกะทิ 2 ถ้วย
พีนัทบัตเตอร์ 3 ช้อนโต๊ะ
รากผักชี 7 ราก
ข่าซอย 5 แว่น
ตะไคร้ซอย 2 ต้น
ลูกผักชีคั่ว 2 ช้อนชา
เมล็ดยี่หร่าคั่ว 1 ช้อนชา
ผงขมิ้น 1 ช้อนชา
พริกไทยดำ 1/2 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลปี๊บ 2 ช้อนโต๊ะ
เกลือ 1 ช้อนชา
ซีอิ๊วขาวเห็ดหอม 2 ช้อนโต๊ะ"
1 KEEP
HealthCuisine
0 LOVES
COMMENT