สวนกาแฟของ Perfectionist “เวลาเราดื่มกาแฟถ้วยหนึ่ง เงินที่เราจ่ายไป ต้องจ่ายไปในเรื่องพวกนี้ด้วย ไม่ใช่จ่ายไปเพื่อตอบแทนรสชาติอย่างเดียว” นายวัลล์กล่าวกับผม 
 	หลังจากที่ผมได้ไปเห็นด้วยตาตัวเอง ผมก็เชื่อเหมือนกันว่านี่คือหนึ่งในสวนกาแฟอุดมคติที่มีอยู่จริง สำหรับคนปลูกกาแฟทั่วไป เขาคงเหมือนคนคลั่งไคล้จริงๆ แต่ผมว่ากาแฟของคนแบบนี้แหละ ที่คอกาแฟทั้งโลกตามหา
กลางฤดูหนาวเมื่อหลายปีก่อน ผมตามเพื่อนคนหนึ่งขึ้นไปเที่ยวดอยซึ่งเป็นแหล่งปลูกกาแฟที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในบ้านเรา ผลกาแฟที่เรียกว่า ‘เชอร์รี่’ กำลังทยอยสุก ในช่วง 2-3 เดือนนี้ เจ้าของสวนจะจ้างแรงงานมาช่วยกันเก็บเกี่ยวผลผลิต ฤดูเก็บเกี่ยวเป็นช่วงเวลาแห่งความวุ่นวาย หมู่บ้านบนดอยที่สงบเงียบ มีรถวิ่งผ่านเข้า-ออกแทบตลอดวันตลอดคืน โดยเฉพาะตอนเช้าและเย็นที่คนเก็บกาแฟออกไปสวนและกลับบ้านพร้อมๆ กัน ใครจะไปคิดว่าหนีจากเมืองยังมาเจอรถติดบนดอย
พวกเราเดินไปตามทางเล็กๆ ในหมู่บ้านชนเผ่าลีซู ไปหยุดอยู่หน้าลานตากกาแฟเล็กๆ เพื่อถ่ายภาพการทำงานของชาวสวน ระหว่างนั้นก็มีรถปิกอัพเลี้ยวเข้ามาจอดเพื่อส่งผลกาแฟ เมื่อชาวสวนลำเลียงกระสอบลงมาหมด เราก็ขออาศัยติดรถคันนั้นกลับขึ้นดอยไปด้วย 
	หนทางขรุขระค่อยๆ ชันขึ้นเรื่อยๆ ขึ้น-ลงภูเขาอีกหลายลูกจึงไปถึงสวนกาแฟ กิ่งก้านของต้นกาแฟเต็มไปด้วยลูกสีแดง บางต้นมีลูกสีเหลือง คนเก็บกาแฟต้องเลือกเฉพาะผลสุก ผมเก็บผลกาแฟสีต่างกันมาชิม มีทั้งหวานฉ่ำ หวานอมฝาด รสชาติไม่ค่อยเหมือนกันนัก 
	หญิงสาวเจ้าของโรงคั่วกาแฟแห่งหนึ่ง เคยบอกกับผมว่ากาแฟคือผลไม้ ไม่มีผลไม้ชนิดไหนที่จะถูกปาก
คนทั้งโลก กาแฟก็เหมือนกัน ไม่มีกาแฟอะไรที่อร่อยที่สุดสำหรับทุกคนหรอก 
 	ส่วนที่เรานำมาใช้ชงเป็นกาแฟดื่มกัน ไม่ใช่ตัวผลเชอร์รี่เหล่านี้หรอกนะ แต่คือเมล็ดสองซีกข้างในผลเชอร์รี่อีกที ดังนั้น ผลกาแฟจะต้องนำไปผ่านกระบวนการแปรรูป จนเหลือเป็นเมล็ดดิบพร้อมคั่ว ที่เรียกว่า ‘กรีนบีน’ ระหว่างเส้นทางมุ่งหน้าไปอำเภอดอยสะเก็ด เราเลี้ยวขวาเข้าจอดหน้าร้านอาหารกึ่งๆ โฮมสเตย์ ชื่อว่าร้าน 
ริมธารบ้านเมี่ยง ด้านในสุดของร้านเป็นบาร์เอสเปรสโซ่ Nine-One Coffee ใกล้ๆ กันมีเครื่องคั่วกาแฟสำหรับคั่วกาแฟใช้ในร้าน และบรรจุถุงขายให้ลูกค้าที่อยากซื้อเมล็ดไปชงดื่มเองที่บ้านด้วย ผนังด้านหนึ่งเป็นตู้โชว์วางที่บดกาแฟมือหมุนนับสิบตัว ถัดลงมาเป็นตู้เก็บอุปกรณ์ชงกาแฟแบบต่างๆ อย่าง ไซฟ่อน ดริฟ ไอบริก โมก้าพอร์ต ฯลฯ หนุ่มใหญ่วัยห้าสิบกว่า ท่าทีสุขุม แนะนำชื่อตัวเองสั้นๆ คล้องเสียงกับชื่อบาร์กาแฟว่า ‘นายวัลล์’ 
  คุณอาจจะไม่เชื่อว่าในบ้านเรา จะมีคนปลูกกาแฟที่เป็นพวก Perfectionist ได้ขนาดนี้อยู่จริงๆ จนกระทั่งได้ชิมกาแฟที่มีชื่อว่า Fruity Flora ที่เขาคั่ว นั่นแหละทำให้ผมตัดสินใจตามมาพิสูจน์ 
	นายวัลล์เติบโตมาในครอบครัวคนทำสวนผลไม้ภาคตะวันออก ร่ำเรียนวิชากฎหมาย เคยรับราชการเป็นปลัดอำเภอในจังหวัดชายขอบภาคอีสาน ก่อนกลับไปประจำกระทรวงมหาดไทย ใช้ชีวิตอย่างคนเมืองหลวงนับสิบปี พอมีโอกาสได้มาเห็นที่ดินที่ยังคงสภาพเป็นป่าสมบูรณ์ มีลำธารธรรมชาติไหลผ่าน คงเหมือนพบผืนดินในฝัน แต่คำถามคือ “เกษตรกรรมอะไรที่จะสามารถรักษาสภาพธรรมชาติแบบเดิมๆ นี้เอาไว้ได้” 
	คำตอบคือ “กาแฟ” การปลูกกาแฟมีอยู่ 3 ลักษณะ แบบแรกคือเป็นป่าธรรมชาติ โดยมีต้นกาแฟไปแทรกตัวอยู่ ตอนที่มนุษยชาติได้รู้จักต้นกาแฟเป็นครั้งแรกในเอธิโอเปีย กาแฟก็อยู่ในป่าแบบนี้แหละครับ การปลูกแบบนี้จึงเหมือนพากาแฟกลับคืนไปอยู่ในป่านั่นเอง 
	ส่วนแบบที่สอง คือการปลูกผสมผสานใต้ร่มไม้ สร้างสภาพแวดล้อมให้เหมือนกับป่า เพราะถึงจะเป็นพืชเมืองร้อน แต่ต้นกาแฟก็ไม่ชอบอากาศร้อนจัด มันชอบอยู่ใต้ร่มไม้ มีสายลมพัดเบาๆ มากกว่ากลางแดดแจ้ง พอได้สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ต้นกาแฟก็จะค่อยๆ เติบโตซึมซับธาตุอาหารจากผืนดิน เลี้ยงดูลูกให้เติบโตตามธรรมชาติ การปลูกกาแฟสองแบบแรก ให้ผลผลิตไม่มากนัก ผลกาแฟสุกช้า แต่ให้รสชาติดี 
	ส่วนแบบสุดท้ายคือการปลูกกลางแจ้งเป็นพืชเชิงเดี่ยว ไม่ต้องบอกผมก็พอเดาออกว่าสวนกาแฟของนายวัลล์จัดอยู่ในแบบไหน ระหว่างการเยี่ยมชมสวนกาแฟของนายวัลล์ ผมรู้สึกเหมือนเรากำลังลัดเลาะเข้าไปในผืนป่า มากกว่าเดินอยู่ในสวนกาแฟ เขาสอนวิธีเลือกผลสุกที่แดงจนฉ่ำจริงๆ แต่ละต้นจึงเก็บผลได้ไม่กี่ลูก ทั้งที่ดูเหมือนสุกแดงหมดแล้ว เราเดินเก็บอยู่ชั่วโมงกว่าๆ ได้ผลเชอร์รี่ไม่ถึงครึ่งกิโลกรัม เทียบกับไร่กาแฟที่ผมเคยไปเยือน เวลาเท่าๆ กันนี้ เราน่าจะได้สักสองกระสอบไปแล้ว 
 	แม้ว่าผลเชอร์รี่จะสมบูรณ์ใหญ่เท่ากับเหรียญบาท แต่ต้นกาแฟก็ยังให้ผลน้อยมาก เราเทผลเชอร์รี่รวมกันได้ประมาณหนึ่งตะกร้าเล็ก หลังคัดแยกสิ่งเจือปน ก็นำไปลอกเปลือกและแช่หมักไว้ เมล็ดที่ผ่านการแช่หมักแล้ว ถูกนำไปตากแดดบนแคร่ต่อไป ส่วนเปลือกเชอร์รี่ถูกนำไปหมักเป็นปุ๋ยอินทรีย์เพื่อนำกลับไปบำรุงต้นกาแฟ ความเร็วเฉลี่ยแล้วเก็บได้วันละประมาณ 20 กิโลกรัม ผมลืมบอกไปว่ากาแฟที่นี่ถือเป็นออร์แกนิก 100 เปอร์เซ็นต์ แม้ว่าจะไม่มีใบรับรองจากองค์กรไหน ต้นกาแฟใหม่ถูกปลูกเสริมไปเรื่อยๆ กว่าจะเต็มพื้นที่ 200 ไร่ เติบโตจนให้ผลผลิต มองเห็นกำไรกลับมาเป็นตัวเงินชัดเจน อาจต้องรอสัก 5 ปี หรือ 10 ปี แต่นายวัลล์เชื่อว่าผลกำไรที่ไม่ต้องรอคือความอุดมสมบูรณ์ของผืนดิน และอย่างน้อยเขาได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่ากาแฟไทยดีได้แค่ไหน ผมหมายถึงเรื่องรสชาติ แต่กาแฟที่ดีสำหรับนายวัลล์ต้องครอบคลุมในหลายมิติ นอกจากสายพันธุ์ที่ดี มาจากสิ่งแวดล้อมที่ดี ตอบแทนชุมชนที่ไปอาศัยอยู่ มีการดูแลเอาใจใส่ มีความรู้ที่ถูกต้อง มีความซื่อสัตย์ต่อตัวเอง มีการบริหารจัดการที่ดีอย่างยั่งยืน และไม่ใช่แค่ไม่ทำลายสภาพแวดล้อม ยังต้องช่วยสนับสนุนให้สภาพแวดล้อมสมบูรณ์ขึ้นไปเรื่อยๆ ด้วย
Board: Feature
(0)
Share
GM
Keep by GM
2469
FOLLOWER

สวนกาแฟของ Perfectionist

"“เวลาเราดื่มกาแฟถ้วยหนึ่ง เงินที่เราจ่ายไป ต้องจ่ายไปในเรื่องพวกนี้ด้วย ไม่ใช่จ่ายไปเพื่อตอบแทนรสชาติอย่างเดียว” นายวัลล์กล่าวกับผม
หลังจากที่ผมได้ไปเห็นด้วยตาตัวเอง ผมก็เชื่อเหมือนกันว่านี่คือหนึ่งในสวนกาแฟอุดมคติที่มีอยู่จริง สำหรับคนปลูกกาแฟทั่วไป เขาคงเหมือนคนคลั่งไคล้จริงๆ แต่ผมว่ากาแฟของคนแบบนี้แหละ ที่คอกาแฟทั้งโลกตามหา "
1 KEEP
GM
0 LOVES
COMMENT