“ขนมเค้กสิบพัน” ขนมอร่อยสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2  “คุณย่าครับ แป้งสาลีในตู้หมดเกลี้ยงเลย ทำขนมเค้กไม่ได้ ทำขนมอย่างอื่นแทนได้ไหมครับ”“มีแป้งข้าวเจ้าเหลือไหมล่ะลูก” คุณย่าถามฉันกลับ“มีครับ...แป้งข้าวเจ้าใช้ทำขนมเค้กได้หรือครับ เคยเห็นแต่คุณย่าใช้ทำขนมไทย”“จะว่าไปตอนสงครามโลกครั้งที่ 2 ย่าใช้แป้งข้าวเจ้านี่แหละทำขนมเค้ก ใช้เตาถ่านแบบผิงบน - ล่างใส่เนยกระป๋องตราสับปะรดกับนมสดตราหมีด้วยนะ...”

คุณย่าเล่าว่า สมัยก่อนเด็กไทยในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จะรู้จักแต่เค้กของ “ท่านหญิงเป้า” ซึ่งเปิดร้านขายอยู่ที่ย่านถนนเพชรบุรีตัดใหม่ ใกล้ตึกสแกนเดียเฟอร์นิเจอร์ เท่านั้นเอง ท่านหญิงเป้าหรือหม่อมเจ้าหญิงเราหินาวดี ดิศกุล ทรงเป็นพระธิดาในสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ กับหม่อมแสง ท่านหญิงทรงเป็นนักรับประทานตัวยง ท่านได้เสวยอาหารอร่อยที่ไหนก็มักจะขอตำรามาทดลองทำดูบ้าง บางอย่างก็นำมาพลิกแพลงให้ถูกปากของท่านแล้วจดบันทึกไว้ ขนมเค้กยุคท่านหญิงเป้านั้น แรกเริ่มเลยยังไม่มีเตาอบเหมือนปัจจุบัน ต้องใช้เตาถ่านประยุกต์แทนเรียกกันว่า “เตาอบกำมะลอ” กอปรกับสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ในปี พ.ศ. 2484 บ้านเมืองอัตคัดขาดแคลนวัตถุดิบ เครื่องปรุงขนมจากต่างประเทศที่เคยมีเคยใช้ก็ต้องรู้จักปรับเปลี่ยนเป็นวัตถุดิบที่หาได้ง่ายในเมืองไทยเอง บรรดาเจ้านายผู้หญิงที่โปรดปรานการปรุงอาหารปรุงขนมแบบฝรั่งก็ทรงคิดริเริ่มใช้เครื่องปรุงที่อยู่รอบตัวมา “เลือก - รับ - ปรับ - ใช้” กันอย่างสนุกสนาน เช่น เวลาทำขนมเค้กที่จำเป็นต้องใช้แป้งสาลี ก็ต้องใช้แป้งข้าวเจ้าแก้ขัด ดีหน่อยที่มีเนยกระป๋องตราสับปะรดและนมสดตราหมีซึ่งบางทีก็หาไม่ได้เลย ขนมเค้กที่คุณย่าสอนเราทำในวันนี้เป็นขนมเค้กที่ใช้แป้ง ข้าวเจ้ามันเทศ และหัวกะทิสด ซึ่งหาได้ง่ายมากในเมืองไทยเป็นเครื่องปรุงหลัก แถมมีชื่อเก๋แปลกหูว่า “ขนมเค้กยากจน” แต่ตอนหลังได้เปลี่ยนชื่อเป็น “ขนมเค้กสิบพัน” อันเป็นชื่อที่ท่านหญิงเป้าประทานให้ขนมเค้กตำรับนี้ ที่เจ้าของตำราขนมคือหม่อมเจ้าหญิงสิบพันพารเสนอ โสณกุล พระขนิษฐาในพระวรวงศ์เธอกรมหมื่นพิทยาลาภพฤฒิยากร ได้ทรงคิดขึ้น
วันนี้เครื่องปรุงขนมเค้กสิบพันมีครบทุกอย่าง เริ่มจากใช้ เนยสด3-4 ถ้วย ไข่ไก่สด 4 ฟองแยกไข่ขาวและไข่แดงออกจากกัน น้ำตาล-ทราย 1-2 ถ้วย ผงฟู 4 ช้อนชา แป้งข้าวเจ้า 11-2 ถ้วย เกลือ 1-2 ช้อนชาแป้งมันสำปะหลังหรือจะใช้แป้งมันสิงคโปร์ก็ได้ 1-3 ถ้วย กลิ่นวานิลลาหรือผิวมะนาวขูดเล็กน้อย และที่สำคัญคือ มันเทศต้มจนเปื่อย ปอกเปลือก ขยี้กับหัวกะทิสดให้ได้ประมาณครึ่ง ถ้วยดูให้มีความข้นคล้ายครีมสด

ฉันเริ่มตีเนยกับน้ำตาลทรายและเกลือด้วยเครื่องตีจนขึ้นเป็นสีขาวฟูแล้วเทใส่ชามอ่างใบโต พักไว้ตามแบบที่ทำขนมเค้กทั่วไปจากนั้นจึงมาตีไข่แดงด้วยตะกร้อมือจนเป็นสีครีมอ่อนๆ แล้วค่อยๆ เทลงในส่วนผสมของเนยที่ตีไว้แล้วตีรวมกันอีกครั้งจนเข้ากัน ต่อมาจึงร่อนแป้งข้าวเจ้าและแป้งมันสำปะหลังกับผงฟู แล้วค่อยๆเทผสมลงในชามเนยสลับกับหัวกะทิซึ่งผสมกับมันเทศที่ยีไว้เป็นครีมจนหมด หยดกลิ่นวานิลลา แต่วันนี้เราใช้ผิวมะนาวขูด ซึ่งคุณย่าสอนว่า เวลาขูดผิวมะนาวต้องขูดเฉพาะผิวสีเขียวเท่านั้น อย่าให้ถึงส่วนที่เป็นสีขาว แล้วตีต่อไปให้ส่วนผสมเข้ากัน 
จากนั้นจึงตีไข่ขาวที่เหลือด้วยเครื่องตีจนฟู ตักผสมลงในชามส่วนผสมขนมเค้กอย่างเบามือ คนพอเข้ากัน แล้วจึงเทใส่ลงในพิมพ์ขนมเค้กที่ทาเนยและปูด้วยกระดาษไข นำเข้าเตาอบ 225 องศาเซลเซียสนาน 20 - 25 นาที ซึ่งสมัยก่อนที่จะมีเตาอบแบบฝรั่งที่มีลมร้อนรอบด้านใช้ จะต้องใช้เตาอบกำมะลอ ซึ่งก็คือใช้เตาถ่านมาประยุกต์ให้เป็นเตาอบแบบการทำขนมหม้อแกงแทน ซึ่งใช้เวลานานกว่าเตาอบธรรมดาเล็กน้อย

คุณย่าสอนเราให้ทำครีมทาหน้าขนมแบบโบราณที่เรียกว่าคาราเมลโดยใช้ น้ำร้อน 1ส่วน 4 ถ้วย น้ำตาลปึกหรือน้ำตาลมะพร้าว 3ส่วน 4 ถ้วย นำมาต้มรวมกันจนเหนียวเป็นยางมะตูม แล้วค่อยๆ ราดลงบน ไข่ขาว 2 ฟองที่ตีด้วยเครื่องจนฟู ซึ่งต้องตีด้วยความแรงและเร็วโดยไม่หยุดมือเลยจนเย็น ใช้เป็นไส้ทาประสานขนมที่วางซ้อนสองหรือสามชั้นด้วยกันรวมถึงทาด้านข้างและด้านบนตัวขนมด้วย คุณย่าว่า เราอาจพลิกแพลงขนมนี้ได้หลายอย่าง เช่นเปลี่ยนหน้าเป็นแยมผลไม้ หรือผสมช็อกโกแลตลงในตัวขนมก็ได้

เรื่องและสูตร : ดวงฤทธิ์ แคล้วปลอดทุกข์ duangrithi@gmail.com 
ภาพ : พีระพัฒน์ พุ่มลำเจียก 
สไตล์ : กษมา แก้วจำนง
(8)
Share
HealthCuisine
3055
FOLLOWER

“ขนมเค้กสิบพัน” ขนมอร่อยสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2

" “คุณย่าครับ แป้งสาลีในตู้หมดเกลี้ยงเลย ทำขนมเค้กไม่ได้ ทำขนมอย่างอื่นแทนได้ไหมครับ”“มีแป้งข้าวเจ้าเหลือไหมล่ะลูก” คุณย่าถามฉันกลับ“มีครับ...แป้งข้าวเจ้าใช้ทำขนมเค้กได้หรือครับ เคยเห็นแต่คุณย่าใช้ทำขนมไทย”“จะว่าไปตอนสงครามโลกครั้งที่ 2 ย่าใช้แป้งข้าวเจ้านี่แหละทำขนมเค้ก ใช้เตาถ่านแบบผิงบน - ล่างใส่เนยกระป๋องตราสับปะรดกับนมสดตราหมีด้วยนะ...”
คุณย่าเล่าว่า สมัยก่อนเด็กไทยในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จะรู้จักแต่เค้กของ “ท่านหญิงเป้า” ซึ่งเปิดร้านขายอยู่ที่ย่านถนนเพชรบุรีตัดใหม่ ใกล้ตึกสแกนเดียเฟอร์นิเจอร์ เท่านั้นเอง ท่านหญิงเป้าหรือหม่อมเจ้าหญิงเราหินาวดี ดิศกุล ทรงเป็นพระธิดาในสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ กับหม่อมแสง ท่านหญิงทรงเป็นนักรับประทานตัวยง ท่านได้เสวยอาหารอร่อยที่ไหนก็มักจะขอตำรามาทดลองทำดูบ้าง บางอย่างก็นำมาพลิกแพลงให้ถูกปากของท่านแล้วจดบันทึกไว้ ขนมเค้กยุคท่านหญิงเป้านั้น แรกเริ่มเลยยังไม่มีเตาอบเหมือนปัจจุบัน ต้องใช้เตาถ่านประยุกต์แทนเรียกกันว่า “เตาอบกำมะลอ” กอปรกับสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ในปี พ.ศ. 2484 บ้านเมืองอัตคัดขาดแคลนวัตถุดิบ เครื่องปรุงขนมจากต่างประเทศที่เคยมีเคยใช้ก็ต้องรู้จักปรับเปลี่ยนเป็นวัตถุดิบที่หาได้ง่ายในเมืองไทยเอง บรรดาเจ้านายผู้หญิงที่โปรดปรานการปรุงอาหารปรุงขนมแบบฝรั่งก็ทรงคิดริเริ่มใช้เครื่องปรุงที่อยู่รอบตัวมา “เลือก - รับ - ปรับ - ใช้” กันอย่างสนุกสนาน เช่น เวลาทำขนมเค้กที่จำเป็นต้องใช้แป้งสาลี ก็ต้องใช้แป้งข้าวเจ้าแก้ขัด ดีหน่อยที่มีเนยกระป๋องตราสับปะรดและนมสดตราหมีซึ่งบางทีก็หาไม่ได้เลย ขนมเค้กที่คุณย่าสอนเราทำในวันนี้เป็นขนมเค้กที่ใช้แป้ง ข้าวเจ้ามันเทศ และหัวกะทิสด ซึ่งหาได้ง่ายมากในเมืองไทยเป็นเครื่องปรุงหลัก แถมมีชื่อเก๋แปลกหูว่า “ขนมเค้กยากจน” แต่ตอนหลังได้เปลี่ยนชื่อเป็น “ขนมเค้กสิบพัน” อันเป็นชื่อที่ท่านหญิงเป้าประทานให้ขนมเค้กตำรับนี้ ที่เจ้าของตำราขนมคือหม่อมเจ้าหญิงสิบพันพารเสนอ โสณกุล พระขนิษฐาในพระวรวงศ์เธอกรมหมื่นพิทยาลาภพฤฒิยากร ได้ทรงคิดขึ้น"
3 KEEP
jarupatcha
HealthCuisine
pattarac
8 LOVES
100006516481294
100004756512590
kat.yindeepol
tleaha
neanaes
chayuti007
jarupatcha
aome49
COMMENT