STEP 3 การตัดเล็บให้ได้รูปทรงที่เหมาะกับฐานเล็บจะดีที่สุด สำหรับคนที่มีฐานเล็บค่อนข้างตรง ให้ตัดรูปเล็บออกแนวสี่เหลี่ยม แต่ถ้าฐานเล็บค่อนข้างมนให้ตัดเป็นรูปทรงไข่จะเข้ากันที่สุด
สาวๆ ที่ชอบเปลี่ยนสีและลายเล็บเป็นชีวิตจิตใจ เตรียมใจกันไว้หน่อย ถ้าเผื่อเล็บของคุณเกิดป่วยขึ้นมากะทันหัน เพราะขาดการใส่ใจบำรุงและดูแล หรือปล่อยให้เล็บได้พักผ่อนกลับมามีสุขภาพดีบ้าง 
ปัญหา ‘เล็บ’ ที่ไม่เล็ก ในบางครั้งเราก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงปัญหาต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นกับเล็บไม่ค่อยจะได้ ทั้งๆ ที่เราก็ดูแลเล็บเป็นอย่างดีแล้ว ปัญหาที่ว่านี้ก็คือ เล็บเหลืองหรือเล็บซีดหรือจางไม่สดใสจากการใช้ผลิตภัณฑ์ทาสีเล็บติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน หรือจากผลิตภัณฑ์คุณภาพไม่ดีพอ, เล็บหักจากการขาดความระมัดระวัง, เล็บแตกเกิดจากการถูกกระทบกระแทกด้วยของแข็งอย่างแรงทั้งหมดรวมหมายถึงการมีสุขภาพเล็บที่ไม่ดีนั่นเอง แต่ก็เป็นปัญหาที่สามารถแก้ไขได้ด้วยการซ่อมแซม หรือระมัดระวังการใช้เล็บมือในชีวิตประจำวันมากยิ่งขึ้น เพื่อให้เล็บกลับมามีสุขภาพแข็งแรงดีเหมือนกัน แต่จะดีกว่าหรือไม่ ถ้าเรารู้จักวิธีป้องกันให้เล็บสวยๆ อยู่คู่กับนิ้วมือของเราอย่างมีสุขภาพดีอย่างยาวนาน ล้างเล็บด้วยการม้วนสำลีเป็นก้อนกลมจุ่มน้ำยาล้างเล็บแบบปราศจากอาซิโตน ค่อยๆ เช็ดจนสียาทาเล็บหลุดออกหมดอย่างง่ายดาย อย่าใช้สำลีแบบแผ่นเพราะจะทำให้ผิวเราสัมผัสกับน้ำยาล้างเล็บโดยตรง และอาจเกิดอาการระคายเคืองได้ ตัดตกแต่งเล็บให้ได้รูปร่างเล็บสวยอย่างที่ต้องการ แต่อย่าตัดให้สั้นติดเนื้อด้านในของเล็บ เพราะเวลาหยิบของหรือทำอะไรอาจรู้สึกเจ็บได้ เพราะเนื้อใต้เล็บค่อนข้างไวต่อความรู้สึก ควรตัดให้เห็นเนื้อเล็บสีขาวสัก 2 มิลลิเมตร หรือถ้าอยากไว้เล็บยาวก็ไม่ควรยาวเกิน 1 ใน 3 ของเล็บทั้งหมด ลบเหลี่ยมมุมที่แหลมให้มนขึ้นด้วยการตะไบเล็บ ให้เลือกแบบเซรามิกจะดีกว่าแบบโลหะ แต่อย่าพยายามให้โดนหนังกำพร้ารอบๆ เล็บ เพราะอาจจะทำให้เกิดอาการอักเสบหรือเจ็บได้ แช่มือในน้ำอุ่นสัก 2-3 นาที ส่วนเท้าสัก 5 นาที หยดน้ำมันหอมระเหยลงไปในน้ำ เพื่อความหอมและช่วยให้ผิวนุ่มเนียนใช้เกลือขัดผิวเพื่อขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วให้หลุดออก หรือถ้ารู้สึกว่าเกลือทำให้แสบผิวจนเกินไป เปลี่ยนมาใช้น้ำมะขามเปียกในการขัดผิวแทนก็ได้ ส่วนบริเวณส้นเท้านั้นควรเน้นเป็นพิเศษด้วยการใช้หินภูเขาไฟขัดผิวหนังบริเวณที่ค่อนข้างหยาบกร้านให้หลุดออก ทำอาทิตย์ละครั้ง ผิวหนังที่หยาบกระด้างบริเวณส้นเท้าจะค่อยๆ กลับมาเนียนนุ่มอีกครั้ง ใช้คีมตัดหนังกำพร้าที่ชี้ๆ ออกมาให้เรียบร้อย จากนั้นบำรุงหนังกำพร้ารอบๆ เล็บด้วยการใช้ออยล์บำรุงโดยเฉพาะ แต่ถ้าไม่มีให้ใช้เบบี้ออยล์แทนก็ได้ จากนั้นใช้ไม้ที่พันสำลีไว้เรียบร้อยแล้ว ค่อยๆ เช็ดทำความสะอาดซอกเล็บหรือบริเวณหนังกำพร้ารอบเล็บ พร้อมกับดันหนังกำพร้าบริเวณนั้นให้เข้าที่จนดูเรียบสวย เป็นการตกแต่งให้หนังกำพร้าบริเวณที่สั้นมากและตัดไม่ได้ให้เข้าที่เข้าทางแล้วทาโลชั่นบำรุงมือและเล็บอีกครั้ง นวดมือและเท้าให้ตัวเอง ปรนเปรอมือและเท้าของคุณด้วยโลชั่นผสมวิตามินอี ค่อยๆ นวดจากฝ่ามือแล้วไล่ลงมาที่นิ้วแต่ละนิ้วจนครบ โดยนวดทั้งสองข้างอย่างเบามือ เพื่อที่จะให้วิตามินอีค่อยๆ ซึมซาบเข้าสู่ผิวได้อย่างเต็มที่ ใช้แปรงขัดเล็บและแป้งเนื้อหยาบขัดเบาๆ ที่ผิวเล็บ เป็นการขจัดน้ำมันบนผิวเล็บให้หลุดออก หลังขัดแล้วเล็บจะมีความมันวาว เป็นการเตรียมเล็บก่อนทาน้ำยารองพื้น ทาน้ำยารองพื้นลงบนเล็บ เพื่อสร้างความแข็งแรงให้เล็บก่อนการทาเล็บ จะช่วยให้การทาเล็บเนียนสวยได้ไม่ยาก แต่ระวังอย่าให้เกิดฟองอากาศจะทำให้ผิวเล็บไม่เรียบ ทาเพียงครั้งเดียวก็พอ เลือกสียาทาเล็บที่ต้องการ ค่อยๆ ทาให้เรียบ ให้ขนแปรงแบะออกเล็กน้อยทำมุมกับผิวเล็บประมาณ 45 องศา รอให้แห้ง จากนั้นทาทับซ้ำอีกครั้งเพื่อความเนียนสวยของสีและอย่าทากลับไปกลับมา ทาท็อปโค้ทช่วยปกป้องสียาทาเล็บ และยังช่วยเคลือบเล็บให้เล็บสวยเป็นประกายสดใส มีสุขภาพดี ควรเลือกยาทาสีเล็บชนิดที่ระบุข้างขวดว่า Non-acetone จะช่วยไม่ให้เล็บเสียง่าย 
ไม่ควรล้างเล็บบ่อย เพราะจะทำให้เล็บเหลือง ด้าน ขาดความเงางาม 
ก่อนนอนควรนวดเล็บด้วยครีมถนอมมือและเล็บ 
การใช้กรรไกรตัดเล็บทำให้ปลายเล็บแตกเป็นชิ้น หลังอาบน้ำเล็บจะนิ่ม การตัดเล็บจึงง่าย และเสียหายน้อยกว่า 
การใช้ยารองพื้น ทาเล็บเป็นชั้นแรก ถือเป็นการดูแลเล็บที่ดี เพราะเวลาทาเล็บสีเข้มๆ เล็บมักจะเหลืองง่าย
(0)
Share
Kullastree
Keep by Kullastree
2584
FOLLOWER

STEP 3

"การตัดเล็บให้ได้รูปทรงที่เหมาะกับฐานเล็บจะดีที่สุด สำหรับคนที่มีฐานเล็บค่อนข้างตรง ให้ตัดรูปเล็บออกแนวสี่เหลี่ยม แต่ถ้าฐานเล็บค่อนข้างมนให้ตัดเป็นรูปทรงไข่จะเข้ากันที่สุด"
1 KEEP
Kullastree
0 LOVES
COMMENT